macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for November, 2013

*Sample* [SNK : Eruri] Phantom Pain (For sale in ATK Only Event)

*Sample* [SNK Fanfiction] Phantom Pain.

 

 Pairing : Erwin X Levi (Rivaille)

 

Author: Macho_luglio

Illustrator : Kumawind

 

*For sale in ATK Only Event*

 

Image

 

 

อธิบายกันเล็กน้อยก่อนอ่าน  Phantom Pain คือ อาการเจ็บหลอนของอวัยวะที่ถูกตัดขาดไปค่ะ เป็นธีมหลักของเรื่องนี้  ซึ่งอ้างอิงเหตุการณ์จากมังงะตอนที่ 50-51 ค่ะ

ส่วนวิธีเขียนชื่อของดันโจวและเฮย์โจว เราขอใช้ “เอลวิน” และ “รีไวล์” ตามฉบับของ VBK อันที่จริงถ้าเขียนแบบถูกต้องคงเป็น “เออร์วิน” และ “ลีไว” ซึ่งไม่ชินมือเอาซะเลยค่ะ ตอนที่อ่านแสกนแรกๆ ก็ติดคำว่า Rivaille ไปแล้วด้วย จึงขอใช้แบบเดิมนะคะ TwT

 

1

 

ความเจ็บปวดในขาซ้ายกำเริบขึ้นมา ทั้งที่ใกล้หาย

 

พลุควันถอยทัพ ปรากฏเหนือกำแพง

 

กองทหารของเขากำลังจะกลับมา…ด้วยความปราชัยอีกครั้ง

 

รีไวล์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ จัดเครื่องแต่งกายทุกชิ้นให้เรียบกริบ

 

เหมือนเช่นสีหน้านิ่งเฉยเย็นชา

 

…เพื่อให้พร้อมรับความเจ็บปวดทั้งมวล…

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

โรงพยาบาลอยู่ในภาวะวิกฤติ เมื่อต้องรับทหารบาดเจ็บจำนวนมากพร้อมกัน     ทุกคนถูกเกณฑ์ออกมาช่วย  ไม่เว้นแม้แต่ประชาชน

 

หัวหน้าทหารเดินผ่านเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา พวกเขาต่างบาดเจ็บ แต่ต้องทนอาศัยพื้นเย็นเฉียบเป็นที่นอน…เตียงส่วนใหญ่ถูกสละให้คนอาการสาหัส ถึงอย่างนั้นก็ไม่เพียงพอ

 

สายตาเยือกเย็นกวาดไปทั่ว มองหาหัวหน้ากองสำรวจ รับรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เพราะปกติเอลวินต้องนำทุกคนเข้ามาเพื่อสั่งการก่อนเสมอ

 

ประตูใหญ่เปิดออกพร้อมเสียงตะโกนให้หลีกทาง…คำตอบทั้งหมดปรากฎตรงหน้า เมื่อเตียงเข็นร่างท่วมเลือดของอีกฝ่ายเข้ามาอย่างรวดเร็ว

 

เขาก้าวตามไปทันที  รีบจับมุมเตียงด้านหนึ่งเอาไว้แทนพยาบาลที่ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด  “ฉันจัดการเอง เธอไปดูคนอื่นเถอะ”

 

รีไวล์และบุรุษพยาบาลอีกสามคน ช่วยกันพาคนเจ็บไปห้องฉุกเฉิน….จากคำบอกเล่าของทหารผู้เห็นเหตุการณ์ แขนขวาที่ขาดไปถูกเจ้าตัวห้ามเลือดเอาไว้   จึงรอดตายอย่างหวุดหวิด แต่เมื่อมาถึงกำแพงก็หมดสติไปทันที เพราะเกินขีดจำกัดมนุษย์มามาก

 

 

“แย่แล้วล่ะครับ”  แพทย์ฉุกเฉินเหงื่อไหลท่วมใบหน้า “ดันโจวมัดเหนือแผลห้ามเลือดไว้นานพอควร จนเนื้อข้างใต้เชือกเริ่มตาย   รอยกัดก็แหว่งมาก…ถ้าไม่แต่งแผลให้เรียบ จะห้ามเลือดต่อไปลำบาก…แต่ทำแบบนั้นต้องใช้เวลา และท่านอาจเสียเลือดจน…..”

 

 

คำที่แพทย์ไม่กล้าพูดต่อ รีไวล์รู้แก่ใจ

 

“แค่ทำให้แผลเรียบและเร็วที่สุดใช่ไหม…”   

 

จบคำ ใบดาบคมกริบถูกต่อเข้ากับด้ามจับ ยื่นส่วนปลายส่งให้บุรุษพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้   “ฆ่าเชื้อซะ”

 

“ต…แต่ เฮย์โจวครับ”  คนถูกสั่งตัวสั่น  “นี่…ไม่ใช่อุปกรณ์การแพทย์”

 

“มีดผ่าตัดเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ใบมีดพวกนี้ก็ไม่เคยใช้เชือดอะไรมาก่อนทั้งนั้น สะอาดเหมือนกันนั่นแหล่ะ”  รีไวล์บอกเสียงเรียบ แต่ดวงตาคบกริบ  “…จะฆ่าเชื้อดาบให้ฉัน หรือรอให้หมอค่อยๆใช้มีดเลาะเนื้อจนหัวหน้าหน่วยตาย…”

 

ไม่ต้องพูดซ้ำ  ดาบถูกหยิบไปฆ่าเชื้อทันที

 

ขณะที่หมอและพยาบาลกำลังหันหลังไปเตรียมของอย่างรีบเร่ง  เสียงขยับตัวบนเตียงทำให้รีไวล์หันไปหา

 

เอลวินลืมตาขึ้น เลื่อนลอยไม่จับจ้องสิ่งใด…เงาหนึ่งวูบผ่านตรงหน้า จึงกระซิบเรียก

 

“…รีไวล์….”

 

มือเล็กสัมผัสหน้าผากร้อนจัด  แทนคำตอบว่าเป็นตนเอง….อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสนใจ พริบตานั้น จึงก้มลงไปแนบจูบอีกฝ่ายแล้วผละออก….

 

 

“เจ็บหน่อยนะ…”  เขาบอกขณะรับด้ามดาบมากระชับไว้ในมือ

 

“ฮ่ะๆ…ย้ายมาอยู่หน่วยพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่”  เอลวินหัวเราะเสียงแหบแห้ง  ดวงตาเต็มไปด้วยประกายอะไรบางอย่าง  “ต้องเป็นนายเท่านั้นจริงๆ….”

 

คำพูดถูกตัดจบ เพราะก้อนผ้าสีขาวสะอาดป้อนใส่ปากให้กัดเอาไว้  เจ็บลึกจากเข็มยาชาที่ปักลงใกล้รอยขาด ไม่เสี่ยงให้ยาสลบเพราะใช้เวลามากเกินไป หลายมือช่วยกันกดแขนขาที่เหลือแนบเตียงเอาไว้ ส่วนมือของรีไวล์วางอยู่บนอกของเขา กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ..เขาหลับตาลงเมื่อมือเล็กนั้นออกแรงกดตรึง

 

อึดใจนั้นปลายดาบตวัดสุดแรงบนปากแผล เฉือนเนื้อที่ขาดวิ่นให้เรียบกริบในดาบเดียว!

 

เสียงคำรามผ่านก้อนผ้าดังทั่วห้อง 

 

เหล่าบุรุษพยาบาลโถมทั้งตัวเพื่อให้คนเจ็บอยู่นิ่ง แพทย์รีบเข้าแทนตำแหน่ง ห้ามเลือดและเย็บปิดปากแผลอย่างรวดเร็ว เจาะเข็มให้เลือด น้ำเกลือ และยานอนหลับ

 

เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาไม่นานนัก หากรีไวล์กลับเห็นอย่างเชื่องช้า…สายตาประสานกลับคนบนเตียง…จนอีกฝ่ายค่อยๆผล็อยหลับไป…

 

มือขวาซึ่งกำด้ามดาบยังสั่นเทา ต้องใช้มือซ้ายช่วยแกะ จึงจะวางดาบลงกับโต๊ะได้

 

เขาเดินหลบออกมานอกห้องอย่างนิ่งเงียบ…หากหัวใจเต้นหนักจนปวดแปลบ

 

 

ต้องเป็นฉันอะไรกัน….รีไวล์คิดอยู่ในใจ

 

หน้าที่ของเขาคือการประหารไททั่น….ไม่ใช่การต้องเชือดเลือดเฉือนเนื้อคนที่รักแบบนี้….

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

 

2

 

เอลวิน สมิธ ถูกส่งตัวมายังห้องพักฟื้น และหลับเป็นตาย

 

หลังจากนั้นจึงตื่นขึ้นเพราะ ผู้บัญชาการพิกซิสมาเยี่ยมไข้…ไม่สิ เป็นการหารือเกี่ยวกับจลาจลที่จะเกิดในกำแพง ต่อจากนั้นคือผู้บังคับหมู่ฮันซี่และโคนี่ ซึ่งเข้ามารายงานข้อมูลใหม่ล่าสุด…ไททั่นทุกตัว ‘อาจเคย’ เป็นมนุษย์มาก่อน

 

ความจริงนั้น จุดรอยยิ้มแปลกประหลาดขึ้นบนใบหน้าของเอลวิน

 

‘ขยะแขยง’ รีไวล์บอกเอาไว้

 

แต่เขาบังคับให้ตัวเองให้หยุดยิ้มไม่ได้…

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

ยามหัวค่ำ…เมื่อคนป่วยเบื่อจะนอน  ห้องพักฟื้นจึงกลายเป็นห้องทำงานชั่วคราวแทน

 

“แฟ้มนี้เหรอ?”  รีไวล์นั่งอยู่บนโซฟาด้านซ้ายมือ ซึ่งตอนนี้มีเอกสารกองเต็มไปหมด

 

“ไม่ใช่ หัวกระดาษเขียนว่ากำลังพลสำรอง”  เอลวินใช้แขนซ้ายที่เหลืออยู่ชี้  “แฟ้มนั้น สีน้ำเงินเข้มน่ะ”

 

“หน้าแฟ้มนี้มันเขียนว่ากำลังพลประจำการ แกเอาพลสำรองมาใส่ได้ยังไง”  เสียงบ่นพร้อมหัวคิ้วขมวด   “นี่ขนาดแฟ้มใช้ประจำ แกยังเก็บไม่ถูกเลย ในห้องทำงานจะขนาดไหน”

 

“ไม่รู้สิ  ไม่ค่อยได้สนใจ”  คนถูกบ่นหัวเราะหึ แถมด้วยประโยคตัดพ้อ  “ปกตินายเป็นคนคอยจัดให้…แต่พักหลังมัวแต่ไปดูแลเจ้าหนูไททันนั่น”

 

“เป็นหน้าที่ของฉันนี่หว่า”  รีไวล์แค่นเสียงขึ้นจมูก ลุกขึ้นจากโซฟา เดินไปข้างเตียง ยืนถือเอกสารให้อ่านได้สะดวก

 

เอลวินอ่านแถวอักษร…เมื่อจบแล้วจึงมองเลยไปยังมือขาวไม่ต่างกับกระดาษ  เขาจับข้อมือนั้น…เล็ก…แต่แข็งและแกร่งอย่างเหลือเชื่อ

 

“ตกลงจะเรียกกำลังเสริมมาประจำการเลยไหม”  คนถูกจับถามเรื่องงานก่อน แม้จะ รู้สึกถึงปลายนิ้วร้อนจัด

 

 

“ตามนั้น เอารายชื่อแรก ๆ ที่ฉันคัดเอาไว้ เข้ามาเสริมได้เลย”  น้ำเสียงตอบจริงจังเป็นทางการ   แต่นิ้วใหญ่เริ่มลูบโลมไปตามผิวเนื้อ….และรั้งเอวไว้เมื่ออีกฝ่ายดึงมือออก

 

รีไวล์ถอยห่างไม่ได้เพราะแขนกำยำโอบอยู่  เอกสารถูกร่อนไปตกบนโซฟา  ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบศีรษะอีกฝ่าย  กอดแนบกับแผ่นอก

 

กลิ่นกายสะอาดและปลายนิ้วเล็กซึ่งสางเสยเส้นผม  ทำให้เอลวินผ่อนคลายเสมอ…เขากดริมฝีปากลงกับร่องอกที่เผยระหว่างสาบเสื้อ และได้รับจูบเบาๆบนหน้าผากเป็นการตอบรับ

 

“ตัวร้อนผิดปกตินะ…ไข้ขึ้นสูงหรือเปล่า”  รีไวล์ถาม  “เอายาแก้ไข้ไหม”

 

“ยาของฉันคือนาย”  เอลวินตอบ กระชับแขนซ้ายแน่นเข้า

 

ตอนนั้นเองที่หัวไหล่ขวาขยับยก เหมือนพยายามจะโอบกอดคนตรงหน้า ทั้งๆที่ไม่มีท่อนแขนเหลืออยู่

 

คนถูกกอดยอกใจกับภาพที่เห็น ฝ่ามือเย็นเฉียบวางลงบนไหล่ขวา จนอีกฝ่ายสะดุ้งเบาๆ

 

“ฉัน…รู้สึกเหมือนยังมีแขนขวาอยู่”  เอลวินตอบ  “มันร้อนจัด…ปวดหนึบ…ราวกับเส้นเลือดกำลังเดือดพล่าน”

 

“อาการเจ็บหลอนยังไงล่ะ…”  เสียงกระซิบสรุปให้  ความสูญเสีย ยากที่จะชินชากับมันในเร็ววัน

 

 

คำบอกนั้น ทำให้คนฟังนิ่งเงียบ…ก่อนจะซบใบหน้าเข้ากับแผ่นอกเล็ก หายใจเข้าออกแรงๆ จนผิวเนื้อของคนที่ถูกซบร้อนผ่าวตาม 

 

เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างมั่นคง  “รีไวล์” 

 

“อะไร” 

 

“ต้องเป็นนายเท่านั้นจริงๆ”   คนเจ็บย้ำคำที่เคยกล่าวเอาไว้

 

“ถ้าหมายถึง ต้องเป็นฉันอยู่ข้างนาย”  คนฟังดักคอ  “ฉันอยู่เสมอ ไม่ได้ไปไหน”

 

“ข้อนั้นฉันรู้ดี”  เสียงหัวเราะตื้นตัน….ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหม่นลงในอึดใจ  “ฉันหมายถึง ต้องเป็นนายเท่านั้น ที่จะปลิดชีวิตฉัน”

 

ร่างในวงแขนใหญ่เกร็งค้าง

 

“ทำไมฉันต้องฆ่าแกด้วย ไม่ใช่หน้าที่”  รีไวล์ถามด้วยเสียงกระด้าง เพื่อกลบความหวั่นไหว 

 

“วันนึง ฉันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่นายไม่ควรให้อภัย”  ลมหายใจร้อนผ่าวยังลวกแผ่นอกขาว   “ถึงวันนั้น…ขอให้นายสัญญา ว่าจะเป็นคนลงมือฆ่าฉันด้วยมือตัวเอง”

 

ไร้คำตอบจากคนตรงหน้า

 

มีเพียงเสียงหัวเราะแปร่งปร่า สะกดกลั้น…

 

 

“…ถ้าแกรู้สึกผิดเพราะรู้ว่าพวกไททันเคยเป็นมนุษย์มาก่อน   ก็ไม่ใช่แค่แกหรอกที่เป็นฆาตกร….ฉันไม่สมควรตายยิ่งกว่าเหรอ”

 

เอลวินรู้ในทันที  ว่าเขาจะไม่ได้สัญญาข้อนี้แน่นอน

 

“งั้นถ้าวันนึงฉันหักหลังทุกคน…เพื่อหาทางรอดตามสัญชาตญาณ นายจะฆ่าไหม”

 

เขาถามอีกหน

 

คราวนี้มือเล็กขยุ้มผมที่ท้ายทอยของเขาเอาไว้ บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตา

 

“ฉันไม่รู้ว่าแกพูดถึงอะไรหรอกนะ”  รีไวล์คำรามในลำคอ  “อย่าลองใจฉัน…ชีวิตฉันคือของแก ทำเพื่อแก…และจะตามแกไปทุกที่”

 

คำตอบนั้น  ทำให้หัวใจบีบรัด…คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน หัวเราะแปร่งปร่า เฉไฉไปเรื่องอื่นซึ่งไม่ตรงกับคำถามเก่า

 

“เมื่อไหร่กันนะ ที่เราหลงรักกันและกันขนาดนี้”

 

จบคำนั้น  เขากระชากร่างเล็กให้ก้มลงมาหา บดจูบรุนแรงสวนขึ้นไป บังคับสอดลิ้นใส่ในโพรงปากโดยไม่ทันตั้งตัว  รีไวล์ตกใจตาเบิกกว้าง ก่อนจะผ่อนคลายลง…ควานไล้เรียวลิ้นตอบสนอง

 

ก่อนจะผลักหัวของคนป่วยให้หงายลงไปนอนแผ่บนเตียง

 

 

“อย่ามาทะลึ่งตอนกำลังป่วยแบบนี้ นอนซะ”  เสียงดุดัน แต่ใบหน้าและริมฝีปากแดงก่ำ เขาหันไปโกยเอกสารบนโซฟาขึ้นถือ  “ฉันจะเอาแผนการไปส่งผู้บัญชาการและไนล์ หมอนั่นเข้ามาดูแลความเรียบร้อยแทนแกชั่วคราว ถ้าไม่อยากให้กองสำรวจวุ่นวายไปกว่านี้ ก็รีบๆหายซะ”

 

เอลวินตาลอยมองเพดาน ถูกปฎิเสธแบบนี้ ทำเอาอดหัวเราะไม่ได้

 

“ฮ่ะๆๆๆ โอเค…ฉันเข้าใจว่านายห่วง แต่ไม่ต้องรุนแรงแบบเมื่อครู่อีกนะ”

 

หางตาโกรธ ๆ ตวัดตอบมา  แต่เมื่อหันหลังให้กลับเป็นคำปลอบ

 

“แล้วฉันจะรีบกลับมา”  พูดจบก็เปิดประตู จากไปอย่างรวดเร็ว

 

คนป่วยมองตามด้วยรอยยิ้มบาง…แต่ไม่นานกลับต้องเหยียดริมฝีปากออกด้วยความเจ็บ…บริเวณแขนซ้ายที่ขาดหาย

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

 

คืนนั้น รีไวล์กลับมาหาตามที่บอก

 

เอลวินนอนตะแคง หันเข้าหาโซฟา…คนเฝ้าไข้หลับสนิทอยู่บนนั้น   เขามองลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของร่างเล็กอย่างไม่รู้เบื่อ

 

กระทั่งความเจ็บหลอนที่แขนซ้ายเข้ารังควาน….ครั้งนี้มันสมจริงอย่างเหลือเชื่อ

 

เขาต้องการยาระงับปวด  แต่ไม่อยากปลุกอีกฝ่ายขึ้นมารับรู้…สายตาของรีไวล์เมื่อเห็นความทรมานของเขาผุดขึ้นมาในความทรงจำ มันรวดร้าวไม่แพ้กัน…และเขาเองก็ไม่พร้อมจะเปิดเผยอาการแฝงที่ซ่อนเอาไว้

 

ปลายแผลร้อนจัดราวไฟไหม้ จนอยากคำรามออกมา เอลวินกัดฟันแน่น ผุดลุกขึ้นจากเตียง บังคับปลายเท้าให้เดินอย่างเงียบเสียง เพื่อลอบออกไปจากห้องพัก

 

เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลท่วมร่าง ตลอดทางที่เขาเดินไป…เพราะพยาบาลขาด ทำให้ไม่มีใครเฝ้าห้องยา  แต่นั่นอาจจะเป็นโชคดีของเขาก็ได้ เพราะไม่มีใครมาพบเจอ

 

ทว่า  เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป กลับพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ลำพัง

 

“หยุดก่อน!”

 

เอลวินห้ามด้วยเสียงไม่ดังนัก เมื่อผู้บุกรุกกำลังจะเหนี่ยวไกยิงสายของเครื่องเคลื่อนที่สามมิติออกไปนอกหน้าต่าง  อีกฝ่ายชะงักอย่างตระหนก

 

 

“จะกลับไปมือเปล่าหรือยังไง…มาหายาใช่ไหมล่ะ”  เขาเอ่ยอย่างใจเย็น ไม่นึกว่าจะได้พบคน ๆ นี้  ในเวลาแบบนี้   “ฉัน…จะช่วยแบ่งให้ ดีไหม?…นายคงต้องใช้เยอะสินะ”

 

ร่างที่นิ่งค้าง ค่อย ๆ หันมาเผชิญหน้า…เงาดวงจันทร์ส่องจากด้านหลังทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดนัก…แต่คนพบรู้ดีว่าเป็นใคร

 

“นายคงต้องใช้เยอะ….แต่อยู่ ๆ ถ้ายาหายไปเลยคงผิดสังเกตแน่…..ฉันช่วยแบ่งให้นายได้….ตามเวลาที่เรานัดแนะกัน”

 

อีกฝ่ายชะงัก….ก่อนถาม  “เพราะอะไรถึงช่วย…”

 

“เพราะฉันต้องการความช่วยเหลือเหมือนนาย”  เอลวินตอบ…บังคับใบหน้าไม่ให้เผยรอยยิ้ม ‘น่าขยะแขยง’ แบบที่รีไวล์เคยบอกไว้ ….เขาลงท้ายเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางปฎิเสธได้

 

 

“เรามาทำสัญญากัน”

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

3

 

เคยช่วยชีวิตกันเอาไว้   เคยหนีตายจากนรกด้วยกันมา

 

เมื่อไหร่กันนะ ที่เขาและรีไวล์เป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน

 

อาจจะเป็นวันที่เขาเริ่มจับมืออีกฝ่าย อาจจะเป็นคืนที่เขาโอบประคองไว้ครั้งแรก

 

ทีละเล็ก…ทีละน้อย…สะสมรอยสัมผัสของกันและกัน

 

ผ่านเวลาเนิ่นนานหลายปี…วันหนึ่งในห้องทำงาน…ริมฝีปากที่เคยแค่พูดจาต่อกัน ก็ชิดใกล้แนบประทับ

 

พวกเขามีชีวิตเพื่อปกป้องกำแพง…

 

แต่ในตัวของรีไวล์ไม่มีกำแพง..ไม่เคยปิดบัง  มีแต่ความจริงใจ

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

ถัดจากคืนที่พบผู้บุกรุกในห้องยามาสามวัน อาการของเอลวินไม่ค่อยดีนัก

 

เขามักสะดุ้งตื่น  ยกมือไขว่คว้าอากาศตรงหน้า เพื่อจะพบว่าเหลือแขนเพียงหนึ่งข้าง

 

เนื้อหนังไม่มี แต่ความเจ็บนั้นเป็นของจริง…เคยรู้มาว่า  ทหารพิการบางคน ต้องทนกับอาการนี้ไปชั่วชีวิต  บางคนถึงกับป่วยทางจิต

 

แต่ของเขา…เป็นปัญหาถึงชีวิต

 

และใกล้เวลาแล้ว…เขาควรจะบอกรีไวล์ให้รู้

 

 

เสียงประตูห้องเปิดออกพร้อมเสียงทัก มองคนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างด้วยสีหน้าประหลาดใจ  “ไม่ได้หลับอยู่เหรอ”

 

เอลวินหันไปมอง  แล้วถามบ้าง  “วันนี้ไม่ได้หอบงานมาให้ฉันทำเหรอ”

 

“ถ้ามีก็หิ้วมาแล้ว”   รีไวล์ตอบเสียงห้วนตามนิสัย  ถือเครื่องเคลื่อนที่สามมิติมาวางบนโซฟา  “ให้เอาเครื่องมาทำไมกัน”

 

“เผื่อต้องใช้…”  คนถูกถามตอบแบบไม่ชัดเจนนัก ดึงเสื้อเชิ้ตคลุมแผลให้มิดชิดก่อนเดินมาหา  “เอเลนกับฮิสทอเรียล่ะ?”

 

“ดูนายจะห่วงสองคนนั้นจังเลยนะ”  รีไวล์เลิกคิ้ว  “วันก่อนตอนที่ ผบ.พิกซิสมาหา ก็ถามถึงสองหน  มีอะไรกังวลหรือไง”

 

“เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ คนหนึ่งเป็นไททัน คนหนึ่งกุมความลับไว้”  เขาตอบคลุมเครืออีกครั้ง  ขณะยื่นมือไปเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมา “นายเองก็กังวลไม่ใช่เหรอ  เจ้าหนูคนโปรดนั่น”

 

“ฉันดูแลเอเลนเพราะหน้าที่หรอกเฟ้ย”  ตอบขณะปัดมือใหญ่ออก  เวลาอีกฝ่ายปฏิบัติแบบนี้ด้วยทีไร แสดงว่าต้องมีเรื่องขอร้องทุกที…ในแบบที่เขาไม่ชอบด้วย…

 

ถูกปัดมือออก เอลวินหัวเราะเบาๆ…แห้งแล้ง  “ฉันถาม เพราะอยากให้เอเลนอยู่ช่วยในเวลาแบบนี้….”  

 

 

“หมายความว่ายังไง”  เสียงหัวเราะนั่น ผิดปกติจนสังเกตได้  “ถ้าเกิดเอเลนกลายเป็นไททันและคลุ้มคลั่งขึ้นมา นายนั่นแหล่ะจะลำบาก ยังบาดเจ็บอยู่แบบนี้”

 

“หึ…ไม่รู้ว่าใครจะลำบากกว่ากัน” บอกพร้อมถอนหายใจยืดยาว

 

ก่อนจะสะดุดดังเฮือก

 

แขนขวาที่หายไป เริ่มมีความรู้สึกอีกครั้ง…ราวกับเส้นเลือดกำลังเดือดพล่านขึ้นมาจากอากาศ

 

มันเป็นแค่ความเจ็บหลอนเท่านั้น เอลวินย้ำในหัว…เขากำลังป่วย…ป่วยอย่างรักษาไม่หาย

 

ครั้งนี้เอง เขาได้สัมผัสความกลัวที่ห่างหายไปนาน

 

กลัวว่าหากรีไวล์รู้ ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป…แม้ตั้งใจจะให้อีกฝ่ายรับรู้ก็ตาม

 

อาการเจ็บร้อนค่อย ๆ ทุเลา บ่งบอกว่าเขาชนะมันได้…รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า

 

“ยิ้มแบบน่าขยะแขยงอีกแล้ว…” 

 

คำบอกของคนตรงหน้าทำให้อดไม่ได้  เขายื่นมือซ้ายออกไปขยี้ศีรษะเล็ก ๆ นั่น

 

รีไวล์ปัดมือออกอีกหน แล้วถอยไปจะนั่งตรงโซฟา “เมื่อไหร่แกจะเลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กสักที”

 

เอลวินหัวเราะรับ อยากดึงเข้ามากอดเหลือเกิน…       

    

 

ทว่า

 

ฝันร้ายมักปรากฏในชั่วขณะที่วางใจ

 

พริบตานั้นเอง ความเจ็บสาหัสเข้าเล่นงาน เอลวินทรุดฮวบจนหัวเข่ากระแทกพื้นดังเปรื่องใหญ่ ผ้าพันแผลกระเด็นหลุดเมื่อโดนไอร้อนพวยพุ่งจากหัวไหล่ขวา

 

กระดูกยักษ์ขาวโพลนยื่นออกมากระแทกกำแพง  กล้ามเนื้อมัดมโหฬารแดงฉานงอกเงยกระหวัดพันเอาไว้ เส้นเลือดสะบัดว่อน ขยายขนาดฟาดกระจกหน้าต่างแตก

 

เตียงหักจนแบนราบเมื่อส่วนข้อศอกหล่นทับ

 

 

รีไวล์ยืนอึ้ง…ในชั่วเสี้ยววินาที กลับงอกเงยอวัยวะขนาดเท่าห้องพักได้

 

 

ไททั่นขนาดมหึมา!!!

 

 

“รีไวล์!!!!”

 

เสียงกรรโชกดึงให้กลับมามีสติ สัญชาตญาณทำให้เจ้าของชื่อคว้าด้ามดาบบนโซฟาด้านหลัง เสียบเข้ากับเครื่องเคลื่อนที่สามมิติ กระชากใบมีดคมกริบออกมา!

 

 

แต่กลับไม่กล้าลงมือ

 

ทั้งที่เคยเห็นเอเลนกลายเป็นไททั่นครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะชินชา

 

แต่อสูรกายตรงหน้า คือคนรักของเขา

 

 

เอลวินคำรามอย่างเจ็บปวด เหมือนไฟกำลังเผาร่าง สติเริ่มลดต่ำ หัวใจเต้นหนักเหมือนจะหลุดออก แขนยักษ์ยังขยายไม่หยุด

 

 

แต่เขาจะไม่มีวันยอมเป็นไททั่น

 

 

มือซ้ายจิกหัวไหล่ตนเองจนเลือดอาบ ออกแรงดึงส่วนที่ติดอยู่กับก้อนเนื้อขนาดยักษ์ พยายามเอาตัวเองออกมา

 

ระหว่างที่กระเสือกกระสนอยู่ เขาหันมามองรีไวล์

 

ใบหน้าตื่นตะลึงนั้น กระชากหัวใจเแทบขาด

 

 

อย่ากลัวฉันเลยที่รัก…นายคือทหารที่เก่งที่สุดของมนุษยชาติ

 

 

 

“ฆ่าฉันซะ!!!”

 

 

เสียงตะโกนนั้นราวกับลมหายใจสุดท้าย

 

รีไวล์สะท้านเฮือก กำด้ามดาบแน่นจนรู้สึกถึงเลือดเย็นเฉียบใต้ฝ่ามือ

 

เขาจะทำตามเอลวินทุกอย่างที่สั่งโดยไม่มีข้อแม้  นั่นเป็นเรื่องตัดสินใจเอาไว้เมื่อนานแสนนาน

 

แต่ครั้งนี้ เขาจะแหกคำสาบานให้สะบั้น!

 

สองมือประสานกันบนด้ามเหล็ก สองขาถีบตัวพุ่งเข้าหาร่างมนุษย์ที่ดูเล็กลงไปมากเมื่อเทียบกับแขนยักษ์ เขาสบตากับเป้าหมายแล้วฟันลงไปสุดแรง!

 

คมดาบเชือด น้ำพุเลือดพุ่งถึงเพดานห้อง

 

เนื้อแดงแยกออกเป็นสองฝั่ง แต่ยังไม่ขาดเพราะขนาดที่มหึมาเกินไป  รีไวล์กัดฟันจนรู้สึกถึงรสเลือดในปาก ก้าวถอยออกมา แล้วโถมร่างเข้าใส่ กลับหลังหมุนตัวเพิ่มพลังทำลายล้างให้สูงสุดเท่าที่จะทำได้

 

ครั้งนี้ก้อนเนื้อยักษ์ขาดออกจากหัวไหล่ของเอลวิน

 

เมื่อไม่มีร่างต้น แขนนั้นก็ ‘เดือด’  ไอน้ำขาวโพลนปกคลุมทั่วห้อง กระดูกและเนื้อร่วงลงไปกองบนพื้น และสลาย

 

 

เมื่อบรรยากาศจางลง จึงเห็นร่างใหญ่ที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น   รีไวล์ทรุดตัวลงไปประคองอีกฝ่ายขึ้นมา แนบใบหน้ากับอกด้านซ้าย

 

ยังมีชีวิต…ยังหายใจ

 

แค่นี้ลำคอของเขาก็ตีบตันไปด้วยความขอบคุณ

 

หรือควรจะสาปแช่งโชคชะตากันแน่….

 

 

TBC

 

 

 [SNK : Eruri] Phantom Pain 

Circle : Sweet Surrender D01

A5 / 50P / 150฿ / R-18

แล้วพบกันในงานค่ะ ,,- -,, (หมายเหตุ : เตรียมบัตรมาให้ตรวจด้วยนะคะ <3)

Advertisements

[KnB : AoKi] – One Shot : Be the light.

[KnB : AoKi] – One Shot : Be the light.
 
 
Pairing : Aomine Daiki X Kise Ryota.
 
 
Rate : NSFW
 
 
 
Inspired by One OK Rock song : Be the light. (English version)
 
 
 
 
macho_luglio
 
 
 
 
 
You have seen hell and made it back again.
How to forget?
We can’t forget the lives that were lost along the way.
 
 
 
เส้นปากกาวงวันที่ในสมุดตาราง บางช่องเขียนกำหนดการเพิ่ม บางช่องขีดทิ้งเพราะถูกปฏิเสธงาน
 
 
 
แต่ไม่ว่ามือจะเขียนไปถึงส่วนไหน สายตาของคิเสะกลับเผลอเหลือบมองไปที่คำว่า “วันครบรอบ” เสมอ…วันที่ 1 พฤศจิกายน
 
 
 
1 ปีผ่านไปแล้ว  สถานการณ์รอบตัวดูห่างไกล แต่ความรู้สึกยังใกล้เหลือเกิน
 
 
 
เสียงเรียกเข้าจากมือถือ ดึงความสนใจกลับมาจากภวังค์ หน้าจอปรากฎชื่อของพี่สาว เขากดรับ
 
 
 
“เรียวจัง พี่เลิกงานแล้ว ยังอยู่ที่ร้าน W Burger ใช่ไหม?”  เสียงปลายสายถาม
 
 
 
คิเสะยิ้มอ่อนโยน “อื้ม ผมนั่งเขียนบทความวีคลี่บาสเสร็จพอดีเลย พี่จะกินอะไรไหม ผมจะได้ซื้อเผื่อ”
 
 
 
“ไม่ต้องหรอก พี่ซื้อข้าวกล่องมาแล้ว เดี๋ยวจะวนรถไปรับเลยนะ”  พี่สาวฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพร้อมสตาร์ทเครื่อง ก่อนจะอุทานอย่างนึกได้ “เอ้อ! แล้วนิตยสาร M wear ตอบกลับมาหรือยัง”
 
 
 
“ไม่ผ่านครับ”  เขาบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ ไม่ได้เสียใจ แต่ก็เคยคาดหวังว่าจะได้งานนี้ “ถึงจะเป็นการถ่ายภาพนิ่ง แต่ต้องโพสแบบ active ด้วยน่ะ”
 
 
 
“อะไรกัน…”  เสียงถอนหายใจยาว แล้วรีบเปลี่ยนเป็นร่าเริงอย่างกลัวน้องชายจะรู้สึกผิด “ไม่เป็นไรหรอก! เรียวจังยังมีงานอื่นรออีกเยอะ ไว้ค่อยคุยกันนะ!”
 
 
 
“ครับๆ”  คิเสะยิ้มให้แม้พี่จะไม่เห็น ก่อนกดปุ่มวางสาย
 
 
 
นอกหน้าต่างร้านฟาสต์ฟู้ด…ใบไม้ร่วงลงมายามค่ำนั้นมองไม่เห็นสีสัน…ลมหอบพัดใบไม้สีดำให้ปลิวตัดกับแสงไฟสีส้ม…ดูคล้ายกับขี้เถ้าและเขม่าที่ลอยผ่านเปลวไฟ
 
 
 
ตอนนี้คิเสะไม่ได้กลัวแล้ว แต่ไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่นัก เขาเบนสายตากลับมายังสมุด ทว่าตารางงานในรอบปีนี้ คือเครื่องตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงตลอดไป
 
 
 
ปลายนิ้วเลื่อนดูรายการในสมาร์ทโฟน เลือกงานนักเขียนหรือนักพากษ์กีฬาแล้วเขียนลงสมุดว่าจะสมัครเมื่อไหร่ โดยตัดงานนายแบบออกทั้งหมด…
 
 
 
จดจ่อกับงานได้สักพัก ขณะเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟบนโต๊ะ ก็พบว่าใครคนนึงมายืนอยู่ข้างๆ คิเสะเงยหน้า แล้วยิ้มกว้าง
 
 
 
อีกฝ่ายผงกหัวให้ด้วยหน้านิ่งๆ ในมือถือวานิลลาเชค “สวัสดีครับคิเสะคุง นั่งด้วยได้ไหม”
 
 
 
“เอาเลย คุโรโกจจิ เพิ่งเลิกงานเหรอ”  เจ้าของโต๊ะเขยิบแก้วน้ำและถาดอาหารหลบ เผื่อที่ให้คนมาใหม่  “แบกกระเป๋าใบใหญ่มาด้วย อะไรน่ะ?”
 
 
 
“ผ้าสำหรับเย็บชุดเอี๊ยมของเด็กๆน่ะครับ”  คุโรโกะเปิดของด้านในให้ดู เป็นผ้าพื้นหลายสี “สัปดาห์จะมีงานกีฬาสี”
 
 
 
“หวาว….ดีจังเลยนะ กีฬาสีของเด็กอนุบาล”  คิเสะทำตาวาว “คุโรโกจจิเป็นคุณครูเต็มตัวแล้วสินะเนี่ย ฉันอยากไปดูตอนแข่งจัง”
 
 
 
“มาสิครับ ผมกำลังขาดคนพากษ์พอดี…คุณครูผู้หญิงคนอื่นบอกว่าอาย ส่วนตัวผมเองก็ไม่เหมาะเท่าไหร่…”  คนพูดวางกระเป๋าถือไว้บนเก้าอี้ข้างๆ  “แต่ว่า…จะรบกวนเวลาของคิเสะคุงหรือเปล่า”
 
 
 
“รบกวนอะไรกัน….” คนถูกถามลากเสียงยาว ยิ้มตอบ  “ตอนนี้ฉันว่างจนไม่รู้จะว่างยังไงเลยล่ะ ไม่ได้ยุ่งเหมือนปีก่อนๆแล้ว”
 
 
 
“….งั้นเหรอครับ…ขอโทษนะ”  อีกฝ่ายเอ่ย เหมือนจะนึกว่าตัวเองสะกิดแผลใจ
 
 
 
“ขอโทษอะไรกันเล่าาาา”  คิเสะทำหน้าเบ้ เอื้อมมือมาขยี้ผมคนตรงหน้า “ทุกอย่างโอเคขึ้นแล้ว”
 
 
 
คุโรโกะจับมือบนหัวตัวเองออก ยิ้มบางให้ แววตานิ่งๆนั้นอ่อนโยน  “เข้มแข็งจังนะครับ….”
 
 
 
“ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ?”  คนถูกชมดึงแก้มอีกฝ่ายเบาๆ
 
 
 
ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีกระเป๋าเป้ใบใหญ่วางตูมลงบนโต๊ะ คิเสะเงยหน้า พอเห็นว่าเป็นใครจึงประท้วง “คางามิจจิ! ฉันตกใจจริงๆนะ!”
 
 
 
เจ้าของชื่อแคะขี้หูอย่าไม่ใส่ใจนัก แถมวางหมวกกันไฟลงบนสมุดงานของคิเสะอีกต่างหาก  “โฮ้ยๆ…ของมันหนักก็ต้องวางสิ”
 
 
 
“กลับมาแล้วเหรอครับคางามิคุง”  คุโรโกะทักอย่างเคยชิน
 
 
 
“กลับมาแล้ว”  คางามิตอบอย่างเคยชินเช่นกัน เอื้อมมือมาจับหัวคนที่มักจะมานั่งร้านในร้านเสมอ  “ซื้อของกินหรือยัง จะกลับบ้านเลยไหม”
 
 
 
“สั่งเบอร์เกอร์ไว้ให้แล้วครับ”  คุโรโกะชี้ไปทางเคาน์เตอร์ร้านซึ่งดูแคบไปถนัดตาเพราะกองภูเขาเบอร์เกอร์ตามออเดอร์
 
 
 
“อย่ามาหวานกันต่อหน้าฉันนะ….ฮือๆๆๆๆ อิจฉาๆๆๆ”  คิเสะซบลงไปกับโต๊ะ ทั้งที่จริงกลั้นหัวเราะอยู่…สองคนตรงหน้าเปิดตัวว่าคบหากันได้เกือบปีแล้ว ตอนนี้เลยเหมือนคู่สามีภรรยาไม่มีผิด
 
 
 
คางามิเขกหัวคนแกล้งร้องไห้ก่อนบอก  “ตอนเดินเข้ามา ฉันเห็นรถพี่สาวนายกำลังเข้าจอดอยู่ด้านหลังร้านแน่ะ ถ้าจะกลับก็เดินออกไปพร้อมกันเลย”
 
 
 
“เอ๊ะ มาถึงเร็วจัง”  คิเสะเงยหน้าขึ้นมา แล้วเก็บของบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
 
 
 
คางามิสะพายเป้ใบใหญ่ คว้ากระเป๋าผ้าของคุโรโกะไปด้วย และออกเดินไปเอาเบอร์เกอร์ก่อน คุโรโกะดูดวานิลลาเชคของโปรดจนเกลี้ยง บ่นพึมพำใส่คางามิว่าไม่ต้องเอากระเป๋าของตนไป แต่อีกฝ่ายไม่ฟัง
 
 
 
จังหวะที่คิเสะยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้นั้น มือขาวบางของคุโรโกะก็ยื่นมาตรงหน้า
 
 
 
คิเสะยิ้มให้ จับมืออีกฝ่ายไว้แล้วลุกขึ้น หันไปหยิบไม้ค้ำที่วางแอบอยู่ด้านหลังออกมาใช้…ก่อนจะลากขาซ้ายที่ไร้การเคลื่อนไหวออกมาจากโต๊ะ
 
 
 
“ขอบคุณนะคุโรโกจจิ”  เขาเอ่ยขณะปล่อยมือเมื่อสามารถยืนได้ด้วยตนเองแล้ว
 
 
 
“อาการเป็นยังไงบ้างครับตอนนี้” อีกฝ่ายถาม
 
 
 
“รพ.ของมิโดริมัจจิคือสุดยอดแล้วล่ะ ทำให้ฉันกลับมาเดินได้ขนาดนี้”  คิเสะตอบขณะยกไม้ค้ำ พยุงตัวเองออกจากร้าน
 
 
 
“….แล้ว จะเป็นเหมือนเดิมไหมครับ”  คุโรโกะลังเล แต่เลือกที่จะถาม  “ถ้าไปรักษาที่อเมริกา จะได้ไหม ถ้าอาโอมิเนะคุงช่วย…”
 
 
 
คิเสะชะงัก…ก่อนจะคลี่ยิ้มอีกครั้ง แม้หัวคิ้วจะเผลอขมวดเข้าหากันอย่างเจ็บปวด “เคยลองแล้วล่ะ…ไม่ได้หรอก”
 
 
 
ที่ทำให้เจ็บปวดไม่ใช่คำถามของคุโรโกะ แต่เป็นคำตอบที่เคยได้รับเมื่อนานมาแล้ว…ตอนที่ยังมีความหวังเหลือในใจ
 
 
 
‘นายจะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม
 
 
 
ตัดใจเรื่องขาเสียเถอะ’
 
 
 
อาโอมิเนะ เคยบอกเอาไว้ผ่านโทรศัพท์….ช่องทางที่พวกเขาติดต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย
 
 
 
คิเสะสูดหายใจ ปัดเรื่องในอดีตออกจากหัว  “ไม่เป็นไรหรอกคุโรโกจจิ ขอบคุณนะ”
 
 
 
สายตาที่มองมา แม้จะดูเฉยเมย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใย คุโรโกะมาส่งเขาจนถึงรถที่จอดรอ….
 
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
1 พฤศจิกายน ของปีก่อน  เกิดเหตุไฟไหม้สนามกีฬาบาสเก็ตบอลในโตเกียว อาคารพังถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตเกิน 100 คน บาดเจ็บเกิน 1000 คน เนื่องจากขณะนั้นกำลังจัดงานแถลงข่าวการเซ็นสัญญาของ คิเสะ เรียวตะ กับทีมบาสเก็ตบอลชื่อดังใน NBA
 
 
 
 
คิเสะบาดเจ็บสาหัส  ขาซ้ายถูกไฟลวกอย่างรุนแรงถึงกล้ามเนื้อ กระดูกหักซับซ้อนหลายจุด
 
 
 
 
จากอาการ ทำให้เขาต้องจบชีวิตในฐานะนักกีฬา…
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
ลมช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้แผลเก่าตึงและปวดหนัก
 
 
 
คิเสะลากขากลับห้อง เมื่อปิดประตูก็แทบจะโยนของในมือและไม้ค้ำทิ้ง พุ่งลงเตียง…ขดตัวดึงขาซ้ายขึ้นมากอด…ความอดทนต่อหน้าคนอื่นพังทลาย เปลี่ยนเป็นเสียงครางอย่างทรมาน
 
 
 
ปกติหากปวดขึ้นมา พี่สาวจะคอยถามไถ่และนวดให้ แต่ตอนนี้พี่ออกไปงานสังสรรค์ต่อ จึงต้องพึ่งตนเอง ใช้ฝ่ามือค่อยๆบีบนวดไปตามขา คลายกล้ามเนื้อให้หายเกร็ง…ทั้งๆที่สูญเสียความสามารถในการขยับแท้ๆ กลับยังเหลือความรู้สึกเจ็บและหด-ยืด สร้างความยุ่งยากไม่รู้จบ
 
 
 
เหมือนกับความทรงจำของเขา ทั้งๆที่รู้ว่าควรลืม แต่กลับย้ำไปย้ำมาในหัว
 
 
 
ตอนเข้ามาในห้องเขาไม่ได้เปิดไฟ…บรรยากาศจึงคล้ายกับตอนยังนอนอยู่โรงพยาบาลท่ามกลางกองผ้าพันแผลและความมืด
 
 
 
วันแรก  ใจเขายังคงแข็งแกร่ง เชื่อว่าทุกอย่างจะไม่เลวร้าย ครอบครัวอยู่ข้างๆเขา มิโดริมะเปลี่ยนจากอดีตเพื่อร่วมทีม มาเป็นแพทย์ประจำตัว
 
 
 
วันที่สอง ทุกคนที่ใกล้ชิดและห่วงใยทยอยมาหา รุ่นพี่คาซามัตสึ คุโรโกะและคางามิมาถึงเป็นคนแรกๆ ตามด้วยอดีตทีมไคโจ มุราซากิบาระ หรือแม้แต่อาคาชิ…เขาโทรหาอาโอมิเนะที่อเมริกา และได้รับคำตอบว่าอีกฝ่ายกำลังแข่งแมตซ์ต้นฤดูกาลอยู่
 
 
 
วันที่สาม เข้ารับการผ่าตัด เขาไม่รู้สึกตัว…
 
 
 
วันที่สี่และห้า โลกดูพร้อมจะหายไปตรงหน้า มืดมน เจ็บปวด เหมือนตกนรก
 
 
 
วันที่หก ได้รับคำยืนยันจากแพทย์ ว่าไม่สามารถรักษาขาของเขาเอาไว้ได้
 
 
 
วันที่เจ็ด เขาฝืนตัวเองโทรหาอาโอมิเนะอีกครั้ง บอกสิ่งที่เกิด ถามถึงหนทางรักษา…
 
 
 
และได้คำตอบ ที่หลอกหลอนเขามาตลอด 1 ปีเต็ม
 
 
 
 
โลกในโรงพยาบาลมืดมัวไร้จุดหมาย…แต่ไม่หนาวเหน็บเกินไปนัก เขามีครอบครัวคอยดูแล โดยเฉพาะพี่สาว คุโรโกะมาเยี่ยม บ่อยครั้งที่คางามิมาพร้อมกัน…ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็สารภาพว่าคบหาในฐานะคนรัก
 
 
 
เขามองคุโรโกะ   เงาที่มีแสงสว่างคอยเคียงข้าง
 
 
 
ในขณะที่แสงสว่างของเขาอยู่อีกฟากโลก และไม่เคยสาดส่องมาถึง
 
 
 
เจ็บเจียนตาย
 
 
 
 
…..
………………
……………………….
 
 
 
 
 
สองเดือนเต็มในห้วงทุกข์ผ่านไป แผลภายนอกทุเลาลงแล้ว ทีมแพทย์ของมิโดริมะ เสนอให้เขาเริ่มกายภาพบำบัด
 
 
 
นั่นเป็นครั้งแรกที่คิเสะได้มองสภาพของตัวเองเต็มตา…ราวกับเห็นคนแปลกหน้า
 
 
 
 
และทำให้คิดได้
 
 
 
 
ในเมื่อไม่มีใคร ก็จะเป็นแสงสว่างด้วยตัวเอง
 
 
 
 
เขามองรอบตัวมากขึ้น คุยกับคนอื่นมากขึ้น หัวเราะมากขึ้น
 
 
 
และมุ่งมั่นทำกายภาพบำบัดให้บ่อยครั้ง ทั้งๆที่เวลาทำต้องเจ็บสาหัส
 
 
 
 
 
…เพราะเป็นไม่กี่ช่วงเวลา ที่เขาสามารถร้องไห้ออกมา โดยไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง…
 
 
 
 
 
หลังแผลหายสนิท คิเสะพบตัวเองอยู่ในสภาพ ‘อดีตนักกีฬาและนายแบบ’ สัญญากับโมเดลลิ่งจบลงเพราะเขาเดินไม่ได้ถ้าไม่มีไม้ค้ำ แต่นั่นไม่ทำให้กำลังใจของเขาหมดไป…แหล่งกำเนิดแสง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร  อยากสว่างไสว ก็ต้องสร้างทางของตัวเองอีกครั้ง  เขาคิดจะยึดอาชีพนักเขียนคอลัมน์กีฬา ยังรักที่จะอยู่ในอยู่วงการบาสเก็ตบอล ซักซอกมุมก็ยังดี
 
 
 
 
แม้จะเจ็บปวดในบางครั้ง เมื่อนึกถึงวันที่เคยเกือบได้ก้าวไปสู่จุดหมายสูงสุด…วันที่จะไปยืนเคียงข้างในฐานะนักบาส NBA ด้วยกัน
 
 
 
 
สองมือยกขึ้นขยี้หน้าตัวเองแรงๆ ไล่ความรู้สึกไม่ดีออกไป คิเสะยันตัวขึ้นจากเตียง หวังว่าจะเขียนงานให้เสร็จก่อนสักชิ้น…เสียงเปิดประตูดังขึ้น…แปลกใจที่ทำไมวันนี้พี่สาวไม่เคาะประตูก่อนเข้ามา เขาหันไปมอง
 
 
 
แล้วต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบคนืั้คิดว่าจะไม่มีวันเจอกันอีก
 
 
 
 
“อาโอมิเนจจิ…”
 
 
 
 
จบคำ เจ้าของชื่อเดินเข้ามาเองโดยไม่ต้องเชิญ “…นายกลับมาอยู่บ้านเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่  ฉันไปหาที่แมนชั่น กลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว”
 
 
 
 
“ก็…ตั้งแต่ปีที่แล้ว”  คิเสะได้แต่ตอบไปตามที่ถาม เขาไม่รู้จะเป็นฝ่ายพูดอะไรก่อน
 
 
 
“เบอร์มือถือล่ะ? อีเมล?”  อาโอมิเนะมองสมุดบนโต๊ะที่วางทิ้งเอาไว้ เปิดหน้าที่คั่นกลางขึ้นอ่าน  “ตารางงานน้อยลงเยอะนี่?”
 
 
 
คิเสะเขยิบตัวมาที่ปลายเตียง ก้มลงหยิบไม้ค้ำขึ้นมา รู้สึกถึงสายตากรีดแทงมองมายังขาซ้าย  “น…นายมาที่นี่ทำไม”
 
 
 
“ยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะ ว่าเบอร์มือถือกับอีเมลหายไปไหน?”  อีกฝ่ายเอ่ยเสียงต่ำ
 
 
 
 
ทิ้งไปแล้ว…ตั้งแต่วันที่นายบอกให้ฉันตัดใจ….คิเสะอยากจะตอบไปแบบนั้น “ช่วงนั้นไม่ได้ทำงาน และไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนด้วย ก็เลย…”
 
 
 
 
พอกันที….ความอดทน
 
 
 
 
หางตาเรียวตวัดขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนจะพูดด้วยเสียงแข็ง  “ช่างหัวเบอร์กับเมลฉันเถอะ ในเมื่อมันต้องใช้ติดต่อใครอีก นายกลับมาทำไม ไม่สิ เพิ่งกลับมาทำไมตอนนี้”
 
 
 
อาโอมิเนะเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย  ห่างคิ้วขมวดหากันเป็นร่องลึก  “หา??? นี่นายต้อนรับฉันกลับด้วยคำพูดแบบนี้เหรอ คิเสะ”
 
 
 
“เออ”  คิเสะกัดฟัน จะให้เขาพุ่งเข้าไปออดอ้อนคนที่ทิ้งตัวเองไปหรือไง  “ต้อนรับอะไรกัน ที่ของนายไม่ใช่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”
 
 
 
 
“คิเสะ….”  เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ  “คนอย่างฉัน…อุตส่าห์กลับมากลางฤดูแข่งขันเลยเชียวนะ”
 
 
 
 
“แต่มาปีนี้ ไม่ใช่ปีที่แล้ว…”  คิเสะไม่นึกมาก่อน ว่าจะมีวันที่เขายอกย้อนอาโอมิเนะได้เต็มปาก ตลอดมาระหว่างเขากับอีกฝ่าย คือการที่เขาเอาใจและไล่ตามเสมอ  “ฤดูแข่งขันของฉันจบไปนานแล้ว ฉันเลิกไล่ตามนาย…ฉันยืนขึ้นและไปตามทางของตัวเอง…ในขณะที่นายไม่เคยใส่ใจ”
 
 
 
“หมายความว่า ฉันไม่จำเป็นกับนายอีกแล้วใช่ไหม”  อาโอมิเนะสูดหายใจเข้าลึกอย่างอดกลั้น…เหมือนจะข่มอะไรบางอย่าง  “มันสายไปแล้วสินะ”
 
 
 
 
ประโยคนั้น เรียกความเจ็บในอดีตขึ้นมาอีก…เขาเคยมองมือถือ…เคยมองประตู…เผื่อซักวันคนของเขาจะกลับมา….จนรู้สึกว่ามันนานเกินจะรับไหว
 
 
 
 
สุดท้ายจึง ‘ตัดใจ’ ทั้งเรื่องขา…และคนรักที่เคยรอคอย
 
 
 
“มันจบไปนานแล้ว….”  คิเสะหันหลัง ซ่อนดวงตาที่สั่นเทา…แต่ไม่มีน้ำตาจะเสีย
 
 
 
 
หูได้ยินเสียงเท้าคู่หนึ่งออกเดิน…มันสะเทือนเหมือนเหยียบอยู่ในอก  หวังให้อีกฝ่ายจากไปก่อนที่ความอดทนจะสิ้นสุด
 
 
 
 
 
ห้องเงียบสนิทอีกครั้ง…
 
 
 
 
ก่อนที่คิเสะจะหลุดจากภวังค์ เมื่อขาซ้ายของเขาถูกรวบกอด
 
 
 
 
ริมฝีปากของอาโอมิเนะแนบประกบลงบนต้นขาที่ซูบผอมผ่านเนื้อผ้า เขาคุกเข่าลงต่อหน้า หลับตาราวกับจะซึมซับอะไรบางอย่าง
 
 
 
 
“ทำอะไรน่ะ!” คิเสะตวาดใส่ ขาของเขาไม่ใช่ของสวยงามอีกต่อไป การถูกสัมผัสทำให้กลัวว่าจะถูกรังเกียจ
 
 
 
อาโอมิเนะเมินเฉยต่อเสียงไล่และฝ่ามือที่พยายามผลักหัวของเขาออก  เข้าลูบโลมขาที่เสียไป ลามไปยังอีกข้างที่ยังสมบูรณ์ เลยไปถึงบั้นท้ายกลมแน่น…มือใหญ่ปลดกางเกงออกแม้จะถูกขัดขืนอย่างหนัก
 
 
 
“อาโอมิเนะ!!!”  เสียงเรียกห้วนๆอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อนดังขึ้น  แต่ดูเหมือนจะไปตัดสติอีกฝ่ายจนขาด
 
 
 
คิเสะถูกผลักลงบนเตียง ร่างใหญ่กว่าแทรกผ่านหว่างขา ใช้น้ำหนักกดทับเอวเอาไว้  เสื้อถูกถลกขึ้นมากองเหนืออก ริมฝีปากขบกัดไปทั่วผิว เหมือนจะลงโทษมากกว่าเล้าโลม เขาดิ้นสู้และพยายามลุกหนี แต่กลับถูกจิกท้ายทอย บังคับให้เงยรับจูบหนักๆซ้ำไปมา
 
 
 
สุดจะทน คิเสะชกหมัดขวาเต็มแรงเข้าสันกรามซ้ายอาโอมิเนะจนหน้าหัน
 
 
 
 
“บ้าไปแล้วรึไง!!!”  เขาตวาดใส่
 
 
 
 
อาโอมิเนะมองลงมา…ด้วยสายตาที่คิเสะกล้าพูดว่า ไม่เคยเห็นมาก่อน…เหมือนสีหน้าตอนพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิต…แต่ครั้งนี้…รุนแรงกว่านัก
 
 
 
ริมฝีปากสั่นเครือเหมือนอยากพูด…แต่เสียงไม่มีออกมา….ดวงตาสั่นพร่า…โกรธเคือง…เจ็บใจ…
 
 
 
…ขอโทษ….
 
 
 
ที่ไม่ได้อยู่เคียงข้าง ในวันคืนอันมืดมิดนั้น
 
 
 
 
เกลียด….คิเสะรู้สึกเกลียดคนตรงหน้า….เกลียดที่ไม่พูดออกมา…เกลียดเพราะกลัวว่า ความรู้สึกขอโทษผ่านดวงตานั้น จะเป็นเขาคิดไปเอง…
 
 
 
 
อาโอมิเนะลดตัวลงมาแนบทับ…ยันแขนเหนือหัวคิเสะเอาไว้…สบตาสีอ่อนนั้น…ลำคอตีบตัน เค้นได้แค่ประโยคสั้นๆ
 
 
 
 
“ฉัน…รักนาย…”
 
 
 
 
เกลียดมาก….
 
 
 
 
ปลายนิ้วเอื้อมออกไป จิกลงบนเนื้อไหล่อีกฝ่าย…กดลึก….อยากจะผลักไส…
 
 
 
 
แต่กลับกระชากอีกฝ่ายลงมากอดรัด จูบริมฝีปากที่บอกนั้นแทบขาดใจ
 
 
 
 
เพราะรักมากกว่า
 
 
 
 
เสื้อผ้าดูเกะกะราวกับกระดาษที่ไร้ค่า  สองคนช่วยกันปลดเปลื้องออก…คิเสะสางนิ้วเข้ากับผมสั้นของคนที่ทาบทับ ในขณะที่ปลายนิ้วอีกฝ่ายสอดลึกเข้ามาในร่าง…เขาครางเสียงสะอื้นเมื่อด้านหน้าถูกรูดรั้ง ข่มเสียงเมื่อหัวนมถูกกัดดึงรังแก
 
 
 
เอวขาวยกสูง ขาแยกกว้าง…สองแขนกอดตอบ ตะกุยเล็บกับแผ่นหลังกว้าง เมื่อช่องทางที่ห่างหายจากสัมพันธ์มานานถูกชำเราด้วยความส่วนแข็งชัน…อาโอมิเนะกระแทกตัวเองเข้าลึกราวกับจะทำลายคิเสะที่รองรับ…เหมือนจะบอกว่าหากจะจากไป เขาขอฆ่าให้ตายเสียดีกว่า….
 
 
 
 
แต่ไม่มีใครเคยตายเพราะมีเซ็กซ์กับคนรัก
 
 
 
 
ความเจ็บอันแสนซ่านยั่วเย้าให้เบียดร่างเข้าหา คิเสะกอดตอบ ดึงรั้งแม้หอบเหนื่อยแทบหมดสติ ขาซ้ายถูกทับ เจ็บปวดจนเผลอร้องออกมา…อาโอมิเนะรู้ตัวจึงเอนตัวลงนอน ตวัดร่างที่แนบชิดให้นอนทับอยู่ด้านบนแทน แล้วขยับโยกเสียงหยาบโลน…
 
 
 
 
คิเสะกอดคอคนทำร้ายเอาไว้…กระซิบบอกความในใจ  ก่อนที่จะระเบิดอารมณ์ด้วยความสุขสม
 
 
 
 
วินาทีนั้น เหมือนบางอย่างลุกโชนในร่างกาย
 
 
 
 
แสงสว่างที่เขาไล่ตาม รอคอย และเคยตัดใจ กำลังโอบกอดเขาไว้ในตอนนี้….
 
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
คิเสะหลับไปหลายชั่วโมง กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้ง
 
 
 
 
เขาตบหน้าตัวเองเบาๆ ว่าไม่ได้ฝันไป เมื่อเห็นร่างใหญ่กำลังง่วนอยู่หน้าตู้  ปลายเตียงมีกระเป๋าเดินทางเปิดอ้า เสื้อผ้าบางส่วนของเขาถูกขยุ้มยัดลงไปจนแน่น
 
 
 
อาโอมิเนะหันมาตามเสียง แล้วถาม  “กางเกงในนายเก็บไว้ไหน”
 
 
 
“ห๊ะ? อะไรนะ?”  คิเสะตื่นเต็มตาทันที  “นายจะทำอะไร?”
 
 
 
“เก็บของ ออกเดินทาง”  อีกฝ่ายตอบ ขณะรื้อค้นหากางเกงในต่อ  “อีกไม่กี่วันก็จะแข่งแมตซ์ต่อไปแล้ว ฉันต้องรีบกลับ อ้อ…พานายไปด้วย”
 
 
 
“ไป…ไปไหน?”  คนฟังทำหน้างงสุดขีด
 
 
 
“เอานี่ไปดูละกัน”  คนถูกถามเปิดมือถือแล้วโยนมาบนที่นอน  “บ้าน…ของพวกเรา”
 
 
 
 
คิเสะหยิบมือถือขึ้นมา….บ้านงั้นเหรอ ตอนที่อาโอมิเนะไปเป็นนักบาสอาชีพได้ย้ายเข้าไปอยู่ในอพาตเมนต์นี่นา…แต่ภาพในมือถือคือบ้านจริงๆ  แบบชั้นเดียว พื้นเป็นทางราบตลอดหลัง มีสระว่ายน้ำและอ่างน้ำร้อน เลื่อนภาพต่อไปมีห้องนั่งเล่น ครัว ห้องนอน ห้องออกกำลังกาย…โต๊ะสนุกเกอร์ และ ราวไม้สำหรับกายภาพบำบัด…ที่บ้านทั่วไปไม่ควรมี
 
 
 
 
“….มันไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน ต้องเดินเรื่องเยอะกว่าจะสร้างบ้านได้ซักหลัง”  แผ่นหลังใหญ่ที่หันให้ เริ่มอธิบายด้วยเสียงแผ่ว  “และต้องใช้เงินมาก…ขนาดที่ว่าต้องแข่งทุกแมตซ์ตลอดปีไม่มีพัก…รวมกับรางวัลของทีม”
 
 
 
 
….นี่คือบ้านที่สร้างเพื่อรอใครบางคนไปอยู่…
 
 
 
“ฉันบอกให้นายตัดใจจากการรักษา…คนเราต้องยอมรับสภาพตัวเองให้ได้ และอยู่กับมันตลอดไป..การหลอกตัวเองว่ายังมีหวังจะเป็นเหมือนเดิมไม่ช่วยอะไรขึ้นมา”  แผ่นหลังนั้นพูดยืดยาว เหมือนบ่น…แต่น้ำเสียงวิงวอนให้เห็นใจ…แต่ยังขี้ขลาดเกินจะสู้หน้า  “แต่ฉันไม่ได้บอกให้นายตัดใจจากฉัน ทำเกินไปแล้วนะเจ้าบ้า ถึงขนาดตัดขาดการติดต่อ ถ้าฉันมัวแต่บินกลับมาหานาย ต้นสังกัดคงไล่ออก เก็บเงินไม่ได้พอดี…ต้องทนแค่ไหนรู้ไหม”
 
 
 
 
“ฉันเองก็ต้องทนนะไอ้บ้า…”  คิเสะด่ากลับบ้าง…ทั้งที่รู้สึกน้ำคลอตา  “ไอ้งี่เง่าอาโอมิเนจจิ แค่กลับมาอธิบายหน่อย ฉันก็จะรอชั่วชีวิตแน่นอน”
 
 
 
 
จบคำ อาโอมิเนะหันกลับมาปากางเกงในที่หาเจอใส่หน้าคนพูดทันที คิเสะร้องอย่างตกใจ  มองอะไรไม่เห็น
 
 
 
 
ก่อนที่จะถูกรวบเข้าไปกอดด้วยอ้อมแขนใหญ่…ใบหน้าของอีกฝ่ายซบอยู่บนไหล่ของเขา
 
 
 
 
“เพราะไม่อยากให้รอนาน ถึงต้องอดทนทำตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด  ตอนนี้ไม่ต้องรออีกแล้ว…มาอยู่ด้วยกัน…ตลอดไป”
 
 
 
 
….ขอโทษ…ที่ทิ้งนายเอาไว้….คำกระซิบแทบไร้เสียงนั้น ดังพร้อมรอยชื้นจากหยดน้ำที่ซึมผ่านผ้ามากระทบหัวไหล่
 
 
 
 
คิเสะยกมือขึ้นโอบกอดแผ่นหลังใหญ่เอาไว้…อีกมือลูบหัว…อ่อนโยนประโลมปลอบ
 
 
 
 
ทั้งๆที่ตัวเองก็ใบหน้าอาบน้ำตา…
 
 
34145251_p9
 
( ขอบคุณภาพจากพี่ลัล Lulla ค่ะ ;w; )
 
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
การย้ายไปอยู่ด้วยกันแบบสายฟ้าแลบ (หรือที่คุโรโกะเรียกว่า บุกมาฉุด) ครั้งนี้ สร้างความแตกตื่นให้กับครอบครัวและคนรู้จัก
 
 
 
 
อาโอมิเนะคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นต่อหน้าพ่อแม่ของคิเสะอยู่เป็นชั่วโมง ก่อนจะได้คำตอบว่า ‘ช่วยดูแลเรียวตะแทนพวกเราด้วย’
 
 
 
 
คิเสะส่งเมลหาคนรู้จัก แจ้งจากการย้ายที่อยู่ให้ทุกคนระหว่างจัดของลงกระเป๋า  ทันให้บางคนวิ่งมาส่งที่สนามบินเท่านั้น…ใครจะไปเชื่อว่าคุโรโกะที่เคยเมินคิเสะ จะเป็นคนเดียวกับที่กอดเขาเอาไว้นานที่สุดก่อนจาก….ส่วนคางามิ เดินไปต่อยกับอาโอมิเนะ เห็นเจ้าตัวบอกว่าเป็นการอวยพรแบบหนึ่ง
 
 
 
มิโดริมะโทรมาโวยวายไล่หลัง บอกว่าจะส่งประวัติการรักษาของคิเสะตามไปให้ที่โรงพยาบาลในอเมริกา เพื่อการทำกายภาพบำบัดที่ถูกต้องและต่อเนื่อง  คนรู้จักที่เหลือพลาดโอกาศมาส่ง ได้แต่โทรมาอวยพร และก่นด่าอาโอมิเนะแถม
 
 
 
 
ไปถึงบ้านใหม่ของทั้งคู่  อาโอมิเนะจับคิเสะไปยืนอยู่หน้าโต๊ะสนุกเกอร์ ลองให้จับไม้คิวว่าเหมาะมือไหม อธิบายว่าเป็นกีฬาที่ใช้แค่ขายืน เดิน ไม่หนักแรงนัก
 
 
 
 
“อย่างนาย นอกจากกีฬาแล้ว อย่างอื่นไม่ได้เรื่อง”
 
 
 
 
เป็นคำกล่าวที่ใจร้ายมาก แต่คิเสะก็ยอมรับตามนั้น  (มิน่าเขาถึงไม่ค่อยรุ่งกับการเขียนคอลัมน์)
 
 
 
 
อาโอมิเนะทิ้ง DVD สอนและแข่งสนุกเกอร์เอาไว้ให้ ก่อนจะออกจากบ้านไปแข่งแมตซ์อาชีพ
 
 
 
 
เพื่อจะกลับมาพบว่า คิเสะกลายเป็นโปรสนุกเกอร์ไปเสียแล้ว…
 
 
 
 
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เมื่อลงคอร์สติวภาษาอังกฤษจบลง คิเสะก็เริ่มลงสมัครแข่งขันจากรายการเล็กๆก่อน ทว่า…ไม่เคยนำทริคเด็ดของนักกีฬาดังคนไหนมาก๊อปปี้ใช้ในการแข่งเลย
 
 
 
 
“อาโอมิเนจจิเคยบอกว่า ฉันไม่มีสไตล์ของตัวเองตอนเล่นบาสนี่นา….ครั้งนี้แหล่ะ ฉันจะพบวิถีของตัวเองให้ได้”
 
 
 
 
 
เวลากับคนสองคน ตอนนี้เริ่มเคลื่อนไปพร้อมกันอีกครั้ง
 
 
 
 
 
…..
…………..
……………………..
 
 
 
 
1 ปีผ่านไป ในบ่ายวันหนึ่ง…ข้างๆโล่ห์เกียรติคุณบาสเก็ตบอลอาชีพ ก็มีถ้วยรางวัลแชมป์สนุกเกอร์ระดับรัฐมาวางเคียงข้าง
 
 
 
…สะท้อนแสงแดด ส่องสว่างอยู่ในห้องของทั้งสองคน….
 
 
 
 
 
 
 
And then you realize that wherever you go. There you are.
 
Time won’t stop. So we keep moving on.
 
Yesterday ‘s night turns to light. Tomorrow ‘s night returns to light.
 
 
Be the light.
 
 
-End-

[Hiddlesworth] – One shot : Hand to Heart.

[Hiddlesworth] – One shot : Hand to Heart.

Pairing : Chris X Tom 

หมายเหตุ : เนื้อหาในเรื่อง เกิดจาก “มโน” เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงใดๆทั้งสิ้น

เหตุการณ์มโนต่อจาก คลิปนี้ ค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบจากพี่แตงกวา @sushi_kame ค่าาา XD

BX99Er1CEAAXw9j (1)

เสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้นพร้อมคำถาม “คริส…อยู่ไหม”

คริส เฮมเวิร์ธที่กำลังดื่มน้ำอยู่ในห้องพักของสตูดิโอยิ้มออกมา ก่อนจะเดินไปเปิดประตู  “ว่าไง ทอม”

“ก็…ไม่มีอะไรมากหรอก” ทอม ฮิดเดิลตันมีสีหน้าอธิบายยาก เขาถอนหายใจทีนึงก่อนพูดต่อ “แค่จะมาตกลงกันเรื่องเวลาอยู่ในระหว่างสัมภาษณ์ เรา…เอ่อ…ไม่ควรทำอะไรบ้าง”

คริสหัวเราะพรืดออกมาจนตาหยี  “อะไรกัน? ฉันไปทำอะไรผิดเหรอไง?”

คนถูกถามกัดปากนิดๆ  “…ตอนที่นายจับมือฉัน”

คำตอบนั้นทำให้คริสแย้ง “นายตีฉันก่อน นายเป็นคนเริ่มนะ มือก็ด้วย”

“นั่นแหล่ะที่ฉันจะมาบอก คือปกติถ้าฉันตีมือนาย นายแค่แบมือรับเฉยๆพอ เอ้า ลองดู”  ทอมเงื้อมือขึ้นเหมือนตอนอยู่ในรายการ  “แบมือๆ”

มือใหญ่หงายออก ยื่นไปตรงหน้า อีกฝ่ายฟาดมือลงไปเบาๆ เกิดเสียงแปะๆ  “ใช่ๆ นายแค่แบมือ แล้วก็…”

ยังไม่ทันจบประโยคดี คริสคว้ามือทอมเอาไว้เหมือนในรายการ

แต่มากกว่าเดิม เพราะเขายกมือนั้นขึ้นมาจูบเบาๆ

พอเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของมือ เขาได้เห็นโหนกแก้มแดงจัด และสีหน้าที่คงไม่มีใครเคยเห็นในบทไหนมาก่อนแน่ๆ

“คริส….” เสียงเรียกชื่อครางในลำคอ เขาพยายามจะดึงมือออก ก่อนจะหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายกัดมือเล่น “ห้ามเลยนะ แบบนี้ห้ามเล่นต่อหน้าสื่อมวลชนเด็ดขาด”

“งั้นนายก็ห้ามปิ๊งๆให้กล้องอีก รู้ไหมมันทำให้ฉันหึงคนดู” คริสขยิบตาล้อเลียน เอาหลังมือขาวมาแนบแก้มเล่น “แล้วจะห้ามอะไรอีก?”

“ห้ามแตะตัวฉัน ส่วนที่นอกเหนือจากแขนขาน่ะ…”  ทอมยกมือที่เหลือขึ้นเกาหัวอย่างประหม่า

“ส่วนไหน?” คริสถามด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ เขารู้อยู่แก่ใจ แต่รอให้ทอมพูด

“….นั่นแหล่ะ”  ทอมไม่ยอมตอบ

คริสหัวเราะ ก่อนจะจูบหลังมือซ้ำ…ค่อยๆลากริมฝีปากขึ้นไปตามแขนของอีกฝ่าย กดจูบแรงๆที่หัวไหล่…แล้วเคลื่อนไปงับหน้าอกใต้เสื้อเชิ้ตสีดำ

ทอมสะดุ้ง เอามือดันหน้าผากอีกฝ่ายไว้ “คริส! อีกแล้วนะ! ในรายการนายก็จับ”

“ตกลงเป็นตรงนี้สินะที่ห้าม นายไม่กล้าพูดเหรอไง” ริมฝีปากยังคงต่อสู้ พยายามฉกชิงหน้าอกที่มีมือของอีกฝ่ายปัดป้อง  “นิดหน่อยเอง นายมีปัญหาอะไรเหรอ”

“มีสิ…มีแน่นอน”  ทอมเอามือกุมหน้าอกตนเอง อีกมือโดนจับไม่ยอมปล่อย เขาเสียเปรียบสุดๆ “นายก็รู้…”

“…ขอดูหน่อยสิ” คนรังแกกระซิบแผ่วเบา แต่อีกมือออกแรงดึงมืออีกฝ่ายออก แล้วต้องอุทาน… “โอ้พระเจ้า…แบบนี้มีปัญหาจริงๆด้วย”

ลมหายใจร้อน ๆ ถูกพ่นออกมา คริสมองจุดแข็งเด่นที่ดันเสื้อเชิ้ตจนนูนออกมา…ดีที่เสื้อวันนี้เป็นสีดำ ถ้าเป็นสีขาวแบบที่อีกฝ่ายชอบใส่….อันตรายมากๆ

“หัวนมนายนี่อ่อนไหวเกินไปนะ…เป็นอย่างนี้เพราะถูกจูบมือ หรือถูกสัมผัสโดยตรงกันแน่”  เขาถามคนตรงหน้าด้วยเสียงไม่มั่นคงนัก…

และคำตอบที่ได้ ซื่อตรงเกินคาด  “แค่จับมือนาย…ก็หวั่นไหวแล้ว”

คริสหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะใช้หน้าผากโขกหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆเป็นการลงโทษ…และปลอบประโลมด้วยจูบเล็มเลียที่ริมฝีปาก

“ต่อไปจะระวังนะ…และนายก็ไม่ควรใส่เชิ้ตขาวอีก ฉันไม่อยากให้หัวนมเจ้าเสน่ห์ของนายไปตัั้งให้ใครเห็น”

ทอมหัวเราะ จูบตอบ  “ขอคิดดูก่อนนะ สไตล์ลิสบอกว่าฉันดูดีในเชิ้ตสีขาวซะด้วย”

“นายดื้อเหรอ?”  คริสทำเสียงขู่แบบหยอกๆ “อยากโดน nail ไหม”

“นายจะตอกอกฉันด้วยด้วยตะปูยักษ์ที่ท่านลุงวีลี่ให้มาหรือไง?” คนถูกขู่แกล้งกลัว ส่ายหน้าไปมา

“ไม่ใช่อันนั้น….” คริสกระซิบเสียงต่ำ แล้วดันเป้ากางเกงตัวเองชนกับของอีกฝ่าย “nail ด้วยตะปูของฉันต่างหาก…มันเริ่มจะแข็งแล้วด้วยนะ”

(หมายเหตุ : nail มีความหมายแสลงว่า intercourse ได้ด้วยค่ะ)

ทอมหน้าร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม เขาตีอกอีกฝ่ายรัวๆเป็นการลงโทษ ก่อนจะเหนี่ยวคอลงมาจูบแนบแน่นเนิ่นนาน….

“ไว้กลับบ้านก่อนนะ…”  เขากระซิบ…แน่นอนว่าได้คำตอบเป็นจูบของคริสคืนมา…

-End-

 แอบปล่อยของเบาๆ แฮร๊ยยยยยยยย ดูคลิปแล้วมันฟินจริงๆค่ะะะะะ (-q-,,