macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for June, 2016

[Novel] Cassette – 2 : Bad romance.

[Novel] Cassette – 2 : Bad romance

 

macho_luglio

in association with KidKyan

CmFeDk-UgAAaKU-
ภาพประกอบเป็นสิทธิของKidKyanเท่านั้น

 

 

เสียงโลหะกระทบกันดึงความสนใจให้เจ้าของห้องละสายตาจากกระดาษ สกายฟอลวางปากกาหมึกซึมลงบนแผ่นรองเขียนอย่างระวัง เก้าอี้หนังแท้ส่งเสียงออดแอดเมื่อเขายันตัวลุกขึ้น

 

ด้วยความที่ห้องแคบมาก ไม่ต้องเดินไปไหนก็เจอ ‘นักโทษ’ อยู่ตรงหน้า ถูกล่ามด้วยโซ่เส้นใหญ่รอบคอและข้อเท้า  ปลายอีกด้านโยงเอาไว้กับเสาเตียงสูง

 

“ไง…” สกายฟอลทักสั้น ๆ

 

คำตอบที่ได้จากคนท่าทางอิดโรยคือ “หิว”

 

เจ้าของห้องเดาะลิ้น ทำหน้าเบื่อหน่าย

 

“ก็บอกว่าหิว!! ของกินอยู่ไหนล่ะไอ้เวร!”

 

“แกนี่…เหมือนเดิมไม่มีผิด ไม่เคยพัฒนาเลย” สกายฟอลขมวดคิ้ว แม้จะขัดใจอยู่บ้าง แต่จากประสบการณ์ในอดีต ถ้าไม่หาอะไรให้อีกฝ่ายกิน ชาตินี้คงคุยกันไม่รู้เรื่อง

 

ในตู้เย็นมีไส้กรอกแพคใหญ่อยู่ เจ้าของห้องกะจะเก็บเอาไว้กินระหว่างดูหนัง ตอนนี้จำใจต้องแบ่งออกมาอบครึ่งหนึ่ง ราดซอสมะเขือเทศลงไปพอเป็นพิธี แล้วส่งให้นักโทษ

 

ส้อมที่วางในจานกลายเป็นของเกะกะ เมื่อคนหิวจัดใช้มือหยิบอาหาร บ่นเป็นพัก ๆ เพราะความร้อนลวกนิ้ว แต่ปากขยับกินไม่หยุด

 

สกายฟอลถอนหายใจ “ทีนี้เราจะคุยกันได้หรือยัง นัตเก็ต”

 

เจ้าของชื่อไม่ตอบ เขากินจนเกลี้ยงจาน ใช้หลังมือปาดริมฝีปาก…กริยาเด็ก ๆ เหมือนในอดีต แต่ในตอนนี้มันไม่สมกับอายุจริงของเจ้าตัวแล้ว

 

“แกจะเอาอะไร” เจ้าบ้านชี้ไปยังชั้นวางของสะสม เทปคลาสเซ็ตตกยุคกองรวมกัน ยังไม่ได้จัดเข้าที่ “ขโมยตามใบสั่ง? หรือตอนนี้ราคากำลังขึ้น”

 

นัยน์ตาสีดำเลื่อนลอยไปมองของกลาง กระพริบอย่างเชื่องช้าเหมือนคอมพิวเตอร์เก่าประมวลผล “ใช่…ช่วงนี้ของโบราณขายดี”

 

“โฮ่? ขายดีงั้นเหรอ ดีแค่ไหน ราคาสูงสุดในบรรดาเครื่องเสียง” สกายฟอลถามต่อ

 

“อืม…ราคาสูงที่สุด” นัตเก็ตตอบ ยังคงกวาดมองไปมาบนโต๊ะราวกับหาอะไรบางอย่างเงียบ ๆ

 

สกายฟอลหรี่ตา ก่อนจะย่อตัวลง มือใหญ่คว้าเข้าที่ปลายคางขาว ดันให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา

 

“แกเล่นยาอีกแล้วเหรอ”

 

“ไม่ได้เล่น” นัตเก็ตพยายามจะหันหน้าหนี แต่สู้แรงบีบไม่ได้

 

มือใหญ่ตบข้างแก้มนักโทษเบา ๆ เป็นการปราม “อย่าโกหก ไม่งั้นสติแกจะหายไปไหนหมด”

 

อีกฝ่ายยอกย้อน “คนไม่มีสติจะตอบได้เหรอไง”

 

ริมฝีปากคนฟังเหยียดยิ้ม “ในตลาดโบราณ ของที่แพงสุดคือ…”

 

นัตเก็ตชะงัก…เพิ่งรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว “…แผ่นเสียงไวนิลใช่ไหมล่ะ ไม่เอาน่าสกาย…เมื่อกี้ฉันแค่เรียกผิด”

 

“แกไม่ได้นึกถึงแผ่นไวนิลเลยต่างหาก” บอกพลางชี้นิ้วข้ามไหล่ไปด้านหลัง ช่องเก็บแผ่นไวนิลยังคงเป็นระเบียบ ไร้การรื้อค้น “บอกมา แกหาอะไร”

 

เสียงถอนใจดังจากลำคอเล็ก นัตเก็ตหัวเสีย ยกขาขึ้นเตะไปยังกระเป๋ากางเกงของสกายฟอล “หยิบสมาร์ทโฟนออกมาเรียกตำรวจซะเลยสิ ยังไงฉันก็มาขโมย เอาสิ จัดการให้มันจบๆ”

 

สกายฟอลคว้าโซ่ที่ล่ามข้อเท้าเอาไว้ แกล้งกระตุกให้ก้นอีกฝ่ายไถลไปกับพื้นตามแรงดึง เรียกเสียงประท้วงราวกับสัตว์ตัวน้อยได้ทันที

 

“หายหน้าไป…นานมาก” เสียงต่ำพึมพำในลำคอ “อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาขโมยของ เดือดร้อนเรื่องเงินหรือไง”

 

“ใช่!” นัตเกตทำปากยื่น “ไม่งั้นจะกลับมาห้องเก่า ๆ แคบยิ่งกว่าท่อน้ำทิ้งนี่ทำไม ถ้าไม่มีของดีราคาแพงรออยู่”

 

“ห้องฉันไม่ได้แคบขนาดนั้น…” แอบจี๊ดเบา ๆ เพราะแทงใจ “แต่ว่า…นัตเก็ต…ไอ้ขี้โกหก”

 

“หืม?” เจ้าของชื่อเลิกคิ้ว

 

แล้วต้องขนลุกเมื่อเห็นแววตาอย่างผู้เหนือกว่า

 

“ถ้าแกร้อนเงินจริงและต้องการของเก่าไปขาย แกต้องสำรวจตลาดและหาข้อมูลมา…” สกายฟอลเอ่ยเสียงเรียบแต่กดดัน “และแกต้องรู้ว่า…สิ่งที่แพงที่สุดในตลาดตอนนี้ไม่ใช่ของเก่าแก่สุดอย่างแผ่นไวนิล…แต่เป็น MD ที่ผลิตในปี 1990”

 

นัตเก็ตหน้าซีด….เลี่ยงไม่สบตา แต่ปากยังเถียงออก “…จ…จะบ้าหรือไง ของเก่าสุดก็ต้องแพงสุดสิ”

 

“อายุก็มีส่วน แต่จำนวนต่างหากที่กำหนดความหายาก…MD มีช่วงบูมสั้นกว่าไวนิล และผูกขาดโดยเจ้าเดียว ดังนั้นจำนวนที่ผลิตออกมาจึงน้อยกว่า” มือข้างว่างทำท่านับเลขไปมาแบบกวนอารมณ์ ส่วนอีกมือกำโซ่ล่ามขานักโทษไว้แน่น “เอาล่ะ…แกไม่ได้ร้อนเงิน แกมาหาเทปคาสเซ็ต…อันไหน”

 

ถูกไล่จนมุม แต่ก็ไม่อยากสารภาพง่าย ๆ …นัตเก็ตกำหมัดจนข้อนิ้วขาว ก่อนจะชกออกไป เป้าคือใบหน้า!

 

สกายฟอลคว้าหมัดนั้นเอาไว้แน่น ดึงกระชากเข้ามาหาตัว ยิ้มกริ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเรี่ยวแรงไม่พอแม้แต่จะสะบัดให้หลุด “แรงน้อยลงนะ”

 

“ไอ้เวรเอ้ย!!!” นักโทษดิ้นพล่าน แล้วต้องอุทานออกมาเมื่ออยู่ ๆ มือถูกปล่อย เขาเสียหลักเอนไปด้านหลัง หัวฟาดเสาเตียงไม่แรงนักแต่ก็เล่นเอาเจ็บ

 

“กินน้อยไปเหรอ ไส้กรอกเมื่อกี้ไม่พอ?” เจ้าของห้องลุกขึ้นยืน มือปลดเข็มขัดและซิปกางเกง “ยังมีอีกอันนึงนะ…ใหญ่ด้วย”

 

“ไอ้..ไอ้หื่น” นัตเก็ตอ้าปากแบบอึ้ง แล้วรีบหุบเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อ

 

สกายฟอลยิ้มรับคำด่า “แต่อันนี้ไม่ให้กินนะ ให้อม…”

 

ท่อนลำที่ตื่นขึ้นมาครึ่งนึงแล้วจ่อมาหา นัตเก็ตเบือนหน้าหนี ส่งเสียงประท้วงเบา ๆ เมื่อความร้อนชื้นนั้นทิ่มแทงผิวแก้มอย่างหยาบคาย

 

“ฉันอาจจะไม่มีของที่แกต้องการ เอาไอ้นี่ไปแทนไหม” เสียงพูดปนลมหายใจหนักขึ้น “ไม่คิดถึงมันบ้างเหรอ…ของคุ้นเคยสมัยก่อน”

 

แม้จะอยากปฏิเสธ แต่ ‘อะไร’ บางอย่างก็ถูกปลุกขึ้นมาในใจของคนฟัง….

 

ไอร้อนของร่างกาย…อ้อมแขนที่โอบรัด…ความใคร่…ความรุนแรง พวกเขาล้วนเคยผ่านมาด้วยกัน อดีตนั้นเหมือนก้นแม่น้ำ ขอแค่โยนหินลงไปสักก้อน ตะกอนก็พร้อมจะลอยกระจายขึ้นมา

 

“เทปเพลง…สีดำ” นัตเกตเอ่ยด้วยเสียงแหบเบา “ฉันแค่อยากได้มันไปเป็นที่ระลึก…”

 

สกายฟอลชะงัก

 

เทปเพลงตลับสีดำ ที่เขาพกและฟังทุกวัน…เพราะมันบรรจุความหลังร่วมกับคนตรงหน้าเอาไว้

 

“อยากได้แค่เทปเหรอ” ร่างสูงใหญ่ลงนั่ง จ้องมองเสี้ยวหน้าที่เรื่อแดง “แล้วเจ้าของเทปล่ะ”

 

เขาเห็นมือของนัตเกตบีบแน่น เห็นริมฝีปากช่างด่าบิดเบี้ยว

 

…ก่อนที่มือนั้้นจะกระโจนมาประคองใบหน้า ริมฝีปากสีอ่อนประทับจูบแนบแน่น

 

สกายฟอลอึ้งไป หัวใจที่นิ่งเฉยมาหลายปีเริ่มเต้นหนักอีกครั้ง เขาหลับตาลงแล้วรุกรานปลายลิ้นเข้าไปในริมฝีปากเล็ก มือลูบโลมเอวบาง ต่อด้วยคว้าขอบกางเกงแล้วกระชากออก แม้จะทุลักทุเล แต่ในที่สุดสะโพกขาวเปลือยก็ขึ้นมาคร่อมทับอยู่บนกึ่งกลางร่างกายของเขา

 

“อย่าเพิ่ง อย่า…อย่า!!!” นัตเกตร้องห้าม พยายามเบี่ยงสะโพกหนี ช่องทางที่ร้างราจากเซ็กซ์ไปนานของเขาไม่พร้อมจะรับอะไรใหญ่โตขนาดนี้

 

“ไม่ได้…” เสียงแหบต่ำโหดร้ายกระซิบ “ลงโทษที่บุกรุกและคิดบัญชีในอดีตพร้อมกันเลยไง”

 

คนฟังเจ็บปลาบในอก…เขาเคยทรยศอีกฝ่าย…

 

ก่อนจะต้องเจ็บร้าวลึกในร่างกาย เพราะความร้อนที่เสียดแทงเข้ามา ขนาดตัวที่ต่างกันมากทำให้ไร้ทางขัดขืน ได้แต่ตัวสั่นเทา จิกทึ้งสะบักหนาแทนการต่อต้าน

 

แต่ถึงอย่างนั้นคนกระทำก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไป…อดทนรอจนช่องทางคลายความเกร็ง ไม่ได้เร่งขยับตามอารมณ์จนสร้างบาดแผล ปากปรนเปรอไปตามต้นคอและแผ่นอก มือกอบกุมท่อนลำเล็ก ปลุกให้ตัณหากรุ่นซ่าน

 

นัตเก็ตครางในคอเมื่ออารมณ์ถูกจุด หยัดเอวขึ้นเสียดสีส่วนร้อนผ่าวในกำมือใหญ่อย่างกระหาย…ช่องทางด้านหลังจึงควบขี่อีกฝ่ายไปด้วย

 

สกายฟอลกัดต้นคอเล็กจนเป็นรอยแดง ยิ้มมุมปากเมื่อความใคร่ครอบงำร่างที่กอดอยู่ เขาบีบเค้นด้านหน้าจนเปียกฉ่ำ และเริ่มกระแทกกระทั้นบั้นท้ายเนียนจนชุ่มโชก…ความรุนแรงเริ่มขึ้นอีกครั้งในห้องนี้

 

…ความรักห่วย ๆ ก็เช่นกัน

 

Bad Romance

TBC

Advertisements

[Novel] Cassette – 1 : Animals

[Novel] Cassette – 1 : Animals

 

macho_luglio

in association with KidKyan

 

คำอธิบายก่อนอ่าน

  • TLเป็นเรื่องในอนาคตนะคะ เทคโนโลยีจะทันสมัยกว่าปัจจุบัน(2016) แต่ก็ไม่ถึงกับล้ำมากเน้อ
  • สถานที่ มโนทั้งสิ้น!!! ว๊ะฮ่าๆๆๆๆ
  • ตัวละครหลักในเรื่อง คือคาร์จากการโรลเพลย์ของมาโชกับแคน เอามาต่อยอดน่ะ (- -,,
  • ตัวละครที่เหลือ ก็มโนไงล่ะ! #อะเกน
  • ขอความกรุณาอย่าคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ
  • ภาพประกอบเป็นสิทธิของคะแยนเท่านั้น

 

 

15-12-16-23-50-48-434_deco

 

 

บอกได้ยากว่าระหว่างอพาตเมนต์กับคนอาศัย ฝ่ายไหนอายุมากกว่ากัน

 

‘สกายฟอล’ ยืนเอาหน้าผากอิงกรอบบนของประตู จิบกาแฟรอบเช้าขณะทอดสายตาไปยังประตูลิฟต์สุดโถงทางเดิน…ตัวเลขเรืองแสงบนจอกับเสียงเหล็กเคลื่อน เป็นการยืนยันว่าลิฟต์ยังคงทำงานอยู่ แม้จะอืดอาดราวหนอนไต่ขึ้นยอดไม้…นาน ๆ ทีเขาจะใช้บริการมันสักหน เฉพาะเวลาขนของ

 

เครื่องดื่มพร่องไปครึ่งแก้ว เสียง ‘ติ๊ง’ จึงดังขึ้น ประตูเหล็กแยกกว้าง บุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งก้าวออกมา แก่ชราไม่ต่างจากลิฟต์

 

“วันนี้มาเร็วนะครับ ems เหรอ”  สกายฟอลหยอกพลาง ‘มุด’ ออกมาจากห้องพัก ใช่ว่าประตูจะเล็กไม่ได้มาตรฐาน เขาต่างหากที่เกินมาตรฐาน

 

“เพิ่งถอยไม้เท้าใหม่มาน่ะ คล่องดี” ชายชรายิ้มกว้าง ร่องริ้วบนผิวหน้าลึกพอ ๆ กับรอยขูดบนป้ายชื่อระบุตำแหน่งพนักงานอาวุโส “เอ้า จดหมายของนาย ประทับตรา— ไม่สิ แสกนรับของด้วย”

 

“ในที่สุดก็ยกเลิกการเซ็นลงกระดาษแล้วสินะ” มือใหญ่รับแท็บเล็ตมา ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองออกมาถือเทียบ อุปกรณ์สองเครื่องแข่งกันเลื่อนหน้าจอ ราวกับพูดคุยตอบโต้กันอยู่ ลงท้ายด้วยแถวข้อความขอคำสั่งเสียงจากเจ้าของ “ยืนยัน”

 

บุรุษไปรษณีย์รับเครื่องของตัวเองคืน “ใช่แล้ว ต่อไปผมคงได้จับกระดาษเฉพาะเวลามาส่งจดหมายของคุณ…จะว่าไปก็เป็นงานเดียวที่ผมได้ทำตอนนี้ล่ะนะ อย่าทะเลาะกับเจ้าของจดหมายจนเขาเลิกส่งล่ะ ไม่งั้นผมตกงานแน่”

 

“ผมจะระวัง” สกายฟอลยิ้มกว้าง

 

ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ข้าวของเปลี่ยนไป

 

ระบบสื่อสารไร้สายครอบคลุมเกือบสมบูรณ์แบบ สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวสามารถทำธุรกรรมและกิจกรรมได้เกือบทุกอย่าง…โลกของความสะดวกสบาย สิ่งของในอดีตจึงเริ่มลดหาย และกลายเป็นของมีค่าในกลุ่มนักสะสม

 

“ว่าแต่…” ชายรุ่นหลานถามขึ้น “เมื่อไหร่คุณจะยอมขายกระเป๋าใบนั้นให้ผมซักที”

 

“เฮอะ! ไม่มีทาง” บุรุษไปรษณีย์แค่นหัวเราะ ใช้มือตบกระเป๋าหนังแท้เก่าคร่ำคร่าข้างตัวอย่างเหนือกว่า “รอให้ผมเข้าโลงก่อนค่อยไปขอซื้อจากเมียผมแล้วกัน”

 

“ถึงตอนนั้นราคามันต้องพุ่งไปเป็นล้านแน่ ๆ ไม่ ๆ ๆ” สกายฟอลส่ายหัว “ใจแข็งชะมัด”

 

“ถึงเราจะรู้จักกันมานาน แต่ผมไม่ยอมปล่อยของหรอกนะ….ไว้เกษียณแล้วจะคิดดูอีกทีถ้าคุณให้ราคาสูงพอ” ชายชราขยิบตาหยอก “ลาก่อน คุณสกายฟอล”

 

เจ้าของสถานที่ยกแก้วกาแฟขึ้นสูงเหมือนดื่มให้เกียรติ เขามองร่างงองุ้มยกไม้เท้าปลายสามแฉกเดินเข้าลิฟต์ จนประตูเหล็กปิดสนิทจึงละสายตา และเข้าห้องพักของตนเอง

 

มือใหญ่ยกซองจดหมายขึ้นส่องไฟเพดาน หาจุดที่สามารถฉีกซองได้โดยไม่โดนกระดาษที่อยู่ด้านใน เมื่อแกะออกจึงพบจดหมาย…แม้ตัวกระดาษจะเก่าจนเกือบกรอบ แต่หมึกซึมที่ตวัดเขียนยังสดใหม่…ลายมือสวยงาม บางเส้นเป๋หรือเป็นรอยคลื่นไปบ้าง คงเพราะมือที่สั่นเทา… pen friend คนนี้ของเขากำลังจะมีอายุเก้าสิบปีในเดือนหน้า

 

แม้ตอนนี้เขาจะอายุห้าสิบปีแล้ว…แต่คาดว่าจะยังได้ครองแชมป์คนเล่น pen friend อายุน้อยที่สุดแน่นอน

 

สกายฟอลอ่านจดหมายนั้นรอบนึงแล้วนำไปปักไว้บนกระดานไม้ก๊อก กะว่าเลิกงานจะมาเขียนตอบ หลังจากนั้นจึงหมุนตัวมายืนหน้า loft bed  เลือกชุดทำงานที่แขวนไว้ด้านล่างออกมาสวม หมุนตัวอีกรอบไปหากระจก เช็คดูว่าหนวดเคราบนใบหน้าไม่รกเกินจนชวนให้เจ้านายด่า จัดการรวบผมยาวประบ่าด้วยเชือกสีดำ เอื้อมมือคว้ากระเป๋าหนังใบย่อม…พร้อมแล้วที่จะออกจากห้องพักเล็ก ๆ ไม่สมตัว

 

เขาดึงหูฟังอินเอียร์จากกระเป๋าขึ้นมาสวม ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ จึงย้อนกลับมายังโต๊ะทำงาน

 

คาสเซ็ตรุ่นเก่าวางเรียง หันสันออกอย่างเป็นระเบียบอยู่บนหิ้ง…ยืนเลือกอยู่หลายอึดใจ ใช้เวลานานเสียยิ่งกว่าตอนแต่งตัว

 

แต่ถึงทุกเช้าจะเลือกนานแค่ไหน จะอยากฟังอัลบั้มอื่นเท่าใด สุดท้ายกลับหยิบตลับเดิมมาทุกที…เป็นเทปแบบอัดเอง ไม่ใช่อัลบั้มมีลิขสิทธิ์ กล่องใส่จึงใสแจ๋วไร้ปก ตัวคาสเซ็ตเป็นพลาสติกสีดำด้าน มีสติกเกอร์แปะบอกด้าน A และ B …ไม่มีชื่อเพลงหรืออะไรอีก เพราะเขาจำรายละเอียดด้านในได้ขึ้นใจ

 

มือใหญ่หยิบคาสเซ็ตที่มีรอยขีดข่วนใส่เครื่องเล่นอย่างเบามือ…กลัวมันจะหลุดออกเป็นชิ้นตามอายุ เสียงเครื่องกลดังออดแอดเมื่อเทปเริ่มหมุน…เพลงหลั่งไหลจากหัวอ่าน ผ่านสายหูฟังเข้าสู่โสตประสาท กลบเสียงปิดประตูและกดล็อกห้องเสียสนิท

 

สกายฟอลเดินออกจากที่พักไปยังสถานีรถไฟฟ้า กิจวัตรประจำวันเขาไม่เคยเปลี่ยนไป มีแต่เวลาและสิ่งของรอบตัวที่เปลี่ยนแปลง…ยี่สิบปีแล้ว…

 

ทุกครั้ง ความหลังเมื่อยี่สิบปี จะทบทวนไปมาอยู่ในระยะเวลาสิบกว่านาทีบนรถไฟ…เมื่อถึงที่หมาย ก็จบลง

 

แต่ครั้งนี้ ดูจะต่างออกไป จังหวะที่เขาก้าวเข้าขบวน หางตาเหมือนเห็นใครบางคนยืนอยู่

 

ผิวเผือดสี ผมขาวโพลน

 

โครงหน้าที่หลอกหลอนเขาในฝันนับครั้งไม่ถ้วน

 

สกายฟอลหันไปมอง แต่กลับไม่เจอเป้าหมาย เสียงก่นด่าของผู้โดยสารคนอื่นไล่หลังมา ข้อหาเกะกะขวางประตูทั้งที่ตัวใหญ่อย่างกับหมี จะย้อนออกก็ไม่ได้ คลื่นฝูงชนผลักให้ไหลเข้ารถไฟไปในที่สุด

 

…เขาคงจะตาฝาด

 

———

 

สิบกว่านาทีบนรถไฟผ่านไปราวพริบตา

 

สมาร์ทโฟนในกระเป๋าเสื้อทำหน้าที่จ่ายค่าโดยสาร แผงกั้นเปิดให้ผ่าน…เดินลงจากสถานี ผ่านหมู่ตึกละลานตาและสี่แยก ตรงมาอีกเล็กน้อยจึงถึงไซต์งานก่อสร้าง…สถานที่ทำงานของเขา

 

แผงประตูทางเข้ายืนยันข้อมูลจากสมาร์ทโฟน ตามมาด้วยการแสกนร่างกาย เสียงเตือนอันคุ้นเคยดังขึ้น แล้วประตูก็เริ่มทักทายเขาด้วยเสียงของสาวน้อย

 

“/สวัสดีคุณสกายฟอล เราตรวจพบโลหะผิดปกติในกระเป๋า โปรดแสดง/”

 

คนฟังเดาะลิ้นใส่ขณะดึงเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตออกมา “ทำไมไม่เคยจำสักที ก็เครื่องเดิม”

 

“/โปรดยืนยันชนิดของเครื่อง ชื่อการค้า พร้อมชื่อรุ่น/”

 

“เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ต Walky รุ่น พ่อมึง”

 

“/เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ต Walky รุ่น พ่อมึง/” แสกนเนอร์ทวนซ้ำไม่ผิดเพี้ยน

 

เสียงจากลำโพง ‘พนักงานรักษาความปลอดภัย’ ดังขึ้นทันที “เฮ้ย ๆ ลุงสกาย อย่าเอาคำหยาบคายมาให้ ‘ลูกสาว’ ของผมจำสิ”

 

“บอกลูกสาวนายให้เลิกจู้จี้ทุกวันก่อนสิ” สกายฟอลหัวเราะ โบกมือใส่กล้อง “อรุณสวัสดิ์ เคร็ก”

 

“หวัดดีคร้าบ—-” ปลายทางตอบพร้อมหาวต่อท้าย “ผมว่าลุงเลิกใช้เครื่องนั้นจะง่ายกว่าให้ผมเซ็ตค่าลูกสาวใหม่ สมาร์ทโฟนก็ฟังเพลงได้ หาร้านแอนทีคให้ช่วยแปรสัญญาณจากเทปเป็นดิจิตอลสิ”

 

“ไม่” สกายฟอลตอบหนักแน่น “มันเป็นเรื่องของความรู้สึก”

 

“ไม่เข้าใจ!” เสียงแกรก ๆ ดังออกมาจากลำโพง เคร็กคงกำลังเกาหัวแน่ ๆ

 

“บาย—” เขาตัดบทแล้วรีบก้าวขาผ่านทาง ไม่งั้นอาจจะโดนแกล้งเอาประตูหนีบ

 

ผ่านด่านแรกเข้ามาได้ ก็ถึงห้องล็อกเกอร์…พนักงานทุกคนต้องเก็บข้าวของส่วนตัวและเปลี่ยนรองเท้าสำหรับงานก่อสร้าง สกายฟอลเก็บเครื่องเล่นเทปแล้วหยิบโทรศัพท์สำหรับงาน ออกจากห้องเข้าสู่ส่วนต่อไป

 

โครงสร้างของตึกหนึ่งร้อยชั้นดูน่าสะพรึงกลัว แม้จะรักษาความปลอดภัยเข้มงวดทุกขั้นตอน แต่ขึ้นชื่อว่างานก่อสร้าง อันตรายเกิดขึ้นได้เสมอ…หมู่ตึกบริเวณนี้เป็นขององค์กรเดียวกัน และเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ ยี่สิบปีที่ผ่านมาเขาวนเวียนอยู่แต่กับที่ดินผืนนี้ราวกับคำสาปไม่มีวันจบ

 

ช่วยไม่ได้นะ มันเป็นหน้าที่ของพนักงานระดับสูง…สูงนี่คือเขาเป็นคนควบคุมเครนขนาดมหึมา…

 

ลิฟต์ไต่ระดับขึ้นมาจนถึงชั้นสุดท้าย รอยต่อระหว่างประตูกับพื้นเดี๋ยวแคบเดี๋ยวห่างตามแรงลมที่โยกคลอนกล่องเหล็ก  ถ้าก้าวพลาดนี่คงได้ลงไปนอนแหลกคาพื้น…สกายฟอลเข้าประจำห้องคนขับ ขณะรอให้เครื่องจักรเริ่มทำงาน เขาคว้ากล้องส่องทางไกลส่องออกไปยังตึกระฟ้าอีกฟาก

 

แล้วต้องดึงโทรศัพท์มากดโทรออกอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นร่างหนึ่งนั่งหันหลังให้หน้าต่าง

 

“ไอ้เวรเอ้ย!” สกายฟอลแทบจะพ่นน้ำลายใส่เครื่อง “ปิดม่านเดี๋ยวนี้”

 

“พูดกับเจ้านายแบบนี้อีกแล้ว” ปลายสายถอนหายใจ เงาที่เห็นลิบ ๆ หมุนเก้าอี้หันมา “กระจกก็ปิดอยู่ จะกลัวอะไร”

 

“ขอเหอะ ให้ฉันทำงานอย่างสบายหน่อย ขี้เกียจจะถือปืนแต่เช้า” บ่นพลางส่องหาศัตรูรอบทิศ เท้าเขี่ยเอาสไนเปอร์กระบอกยาวออกมาจากใต้เบาะนั่ง “แล้วนี่นอนค้างบนตึกอีกแล้วเหรอ ไอ้ห่วยเอ้ย”

 

อีกฝ่ายไม่ตอบ แขนที่เหลือเพียงข้างเดียวยกขึ้นมา…ไม่ต้องซูมก็รู้ว่ากำลังกระดกนิ้วกลางใส่ โทรศัพท์ถูกตัดสาย ม่านตวัดปิด

 

“ไอ้…..” สบถไม่ออกไปหลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมา…

 

งานที่ทำประจำของสกายฟอลคือการขับเครน…แต่งานที่แท้จริงคือคอยเฝ้าระวังกบาลของเจ้านาย ไม่ให้เป็นรูหรือหลุดหาย

 

ซึ่งตอบตามตรง อย่างแรกง่ายกว่าเยอะ

 

———

 

หนึ่งวันอันน่าเบื่อผ่านไป สกายฟอลลากสังขารกลับที่พัก

 

ฝีเท้าเงียบกริบก้าวขึ้นบันได หยุดยืนหน้าห้องของตนเอง สอดกุญแจ แล้วพบว่า…ประตูไม่ได้ล็อก….ที่นี่ไม่มีใครกล้าบุกรุกมาหลายปี สันหลังของเขาเย็นวาบ ขณะค่อย ๆ แง้มประตู

 

ในห้องเงียบกริบ เขาย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง สำรวจในตู้ ในห้องน้ำ และทุกจุดที่อาจมีคนหลบซ่อน ก่อนจะประเมินสภาพ…ห้องไม่ได้พังพินาศ หากมีร่องรอยการรื้อค้น…เวรเอ้ย ของสะสมของเขาถูกเล่นงานแล้วแน่นอน

 

ทว่าเมื่อลงมือสำรวจอย่างละเอียด กลับพบว่า ‘แผ่นเสียงไวนิล’ ที่มีราคาที่สุด ไม่ถูกแตะต้องเลย…โจรมันโง่หรือไง แต่สิ่งที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจายกว่าคือแถวเทปคาสเซ็ต แต่ก็ไม่มีตลับไหนสูญหาย

 

ความคิดแล่นปลาบเข้ามาในหัว สกายฟอลสะบัดหน้าไปทางหน้าต่าง แนบตัวกับผนัง มองลงไปด้านล่าง…

 

ผมขาวโพลนซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดสีดำ ปลายจมูกเผือดสีที่เขาไม่เคยลืม… ร่างเล็กย่อมนั้นยืนนิ่ง มองขึ้นมายังหน้าต่างเหมือนจะลอบสังเกต

 

สกายฟอลถอยออกมาจากหน้าต่าง ปลดสัมภาระบนตัว แล้วสาวเท้าออกจากห้อง บังคับหัวใจที่เริ่มเต้นหนักให้สงบอย่างยากเย็น ซอยเท้าถี่รัวลงจากบันได พยายามเบาฝีเท้า

 

แต่ความรีบเร่ง ทำให้ทุกอย่างพัง

 

/เอี๊ยด……/

 

บันไดเหล็กโทรม ๆ ส่งเสียงประท้วง กลายเป็นสัญญาณเตือนให้คนด้านล่างรู้ตัว สกายฟอลสบถอย่างหยาบคายเมื่ออีกฝ่ายออกวิ่งสุดแรง เขากระโจนลงมาจากบันไดชั้นสอง แล้วออกไล่ล่า

 

“นัตเก็ต!!!”

 

ชื่อที่ตะโกนออกไปนั้นทำให้คนหนีชะงัก แต่ก็เพียงแค่หันคอกลับมาเหลือบมอง ซ้ำยังเร่งฝีเท้าขึ้นอีก พ้นเขตอพาตเมนต์คือทางลาดลง พวกเขาไล่กวดกันอย่างรวดเร็วจนสกายฟอลรู้สึกถึงฝ่าเท้าที่กำลังพองขึ้นมา เขาเสียเปรียบเพราะน้ำหนักตัว

 

เส้นทางลาดนี้คดเป็นรูปตัว Z แค่คนร้ายหมุนตัวเลี้ยวตรงหัวมุมก็พ้นสายตาเขา ถ้าวิ่งธรรมดาคงไม่ทันแน่

 

จบความคิด เขากระโดดขึ้นไปบนขอบปูนกั้นทาง กระโจนลงสู่ด้านล่าง กะว่าจะตัดหน้าคนหนี แต่เหมือนจะกะระยะผิดไป ร่างใหญ่จึงโถมใส่ร่างย่อมกว่าสุดแรง เข่าและแขนปวดปลาบทันทีที่ร่วงลงพื้น…ส่วนคนร้าย…บี้แบนติดถนน

 

“รู้สึกเลยว่าตัวเองแก่ขึ้น…” สกายฟอลพึมพำ กดสายตาลงมองใต้ร่าง… “แกเองก็แก่ลงไปเยอะเหมือนกัน…”

 

‘นัตเก็ต’ ในความทรงจำของสกายฟอล คือเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ด…แต่ตอนนี้ใต้ร่างของเขาคือผู้ชายอายุสามสิบเจ็ดที่กำลังโอดครวญเจ็บปวด

 

ทว่า…เพราะรอยกระบนใบหน้านั้นหรือ…อีกฝ่ายจึงดูเป็นคนเดิมเหลือเกิน

 

เขามีเรื่องมากมายจะถามผู้บุกรุก แกมาทำไม แกต้องการอะไร แกรู้ได้อย่างไร

 

แต่สิ่งที่ทำ…คือการก้มลงจูบริมฝีปากซีดเซียวนั่น….

 

แว่วเสียงเรียกชื่อของเขาจากปากเล็ก ๆ …ก่อนหมัดแข็งจะอัดเข้าเต็มชายโครง!!!

 

ร่างใหญ่งอตัวอย่างเจ็บปวด ทรุดฮวบจนหน้าผากโขกพื้น เขายันแขนขึ้นอีกครั้ง…มองสบดวงตาสีดำตัดกับคิ้วเข้มหนา…รู้สึกถึงเลือดร้อน ๆ อาบไล้ลงมาจากหน้าผาก หยดใส่จุดกระจาง ๆ บนใบหน้าคนด้านล่าง

 

สกายฟอลแสยะยิ้มสู้กับดวงตาแข็งตึง

 

ก่อนจะเงื้อหมัด อัดเข้ากลางลำตัวร่างข้างใต้ ทีเดียวสลบ

 

Animals

TBC