macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for September, 2016

Protected: [Don’t Breathe Fanfiction] Light.

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Advertisements

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 5

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 5

 

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

 

Note : ตอนที่ 5 แว้วววว แอร๊ว ๆ ๆ ๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและคอมเมนต์กันมาเสมอนะคะ ดีใจ ได้อ่านคอมเมนต์นี่แหล่ะคือแรงใจในการแต่งต่อชั้นเยี่ยมเลยค่ะ!!! ไม่เหงาาาาาา (- -,,

ตอนนี้ก็คืบหน้าขึ้นค่ะ…แต่…เหมือนจะคืบหน้าฝ่ายเดียววุ้ย… /กุมหัว

หญิงทำแท็กเล่นในทวิตเอาไว้ เลยมาแปะในด้วยค่ะ เอิ๊กกกก

 

16-09-25-10-52-07-324_deco

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ 1 / 2 / 3 / 4

 

อพอลโลลืมตาตื่น

 

แสงอาทิตย์จากมุมสูง บ่งบอกว่าไม่ใช่เวลาเช้าตรู่ เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจลูบใบหน้าตนเอง เพราะพักผ่อนเต็มที่ จึงไม่เหลืออาการปวดหัว แม้จะรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง…นานแค่ไหนแล้ว ที่เขาไม่ได้หลับสนิทขนาดนี้

 

นึกอะไรได้ เขาหันไปสำรวจข้างตัวทั้งซ้ายขวา…แต่กลับไร้เงาของชแตร์…หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว

 

มือใหญ่เอื้อมไปคว้ากระดิ่งขึ้นมาสั่น ไม่ถึงอึดใจ หัวหน้าข้ารับใช้ก็ขออนุญาตเข้ามา พร้อมข้ารับใช้อีกสี่คน สองคนจัดวางโต๊ะอาหารข้างเตียง อีกสองคนจัดการเตรียมน้ำสำหรับอาบในห้องน้ำ

 

อพอลโลหยิบเสต็กชิ้นใหญ่เข้าปาก…ดูเหมือนข้ารับใช้จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  “นี่มันเวลาอะไรแล้ว คนอื่น ๆ ไปไหนกันหมด”

 

“ตอนนี้บ่ายคล้อยแล้ว คนที่เหลือกำลังเร่งซ่อมแซมห้องอาหารขอรับ” รายงายพลางค้อมศีรษะให้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตา กระซิบเบา “…ส่วนท่านชแตร์ เข้าไปในเมืองหลวงขอรับ”

 

“เข้าไปในเมืองทำไมทุกวัน”  ตั้งแต่อยู่ร่วมกันมา เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายอยู่ติดที่เลยสักครั้ง “ไหนบอกว่าเจ้านั่นชอบเดินทางกลางคืน พักผ่อนตอนกลางวัน”

 

“อาจจะกำลังปรับตัวให้เข้ากับอัลสโตเรียก็เป็นได้…” หัวหน้าข้ารับใช้คาดเดา ยกกาน้ำชามารินใส่ถ้วยของเจ้าชาย “แต่วันนี้ท่านชแตร์ไปปราบปีศาจกินฝันน่ะขอรับ”

 

“อะไรนะ!!!”

 

อพอลโลกระแทกกำปั้นลงกับโต๊ะจนอาหารกระเด็น หัวหน้าข้ารับใช้ถอยหลังไปเล็กน้อย ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่กล้าขยับจากจุดที่ยืนอยู่

 

“ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ไม่ได้เรื่อง!” เขาผุดลุกขึ้นจากเตียง เดินตรงไปยังส่วนแต่งตัว ปากก็ยังบ่นไม่หยุด “ทีหลังหากมีเหตุให้รีบปลุกฉัน!”

 

“ท่านอพอลโลขอรับ….” ชายสูงวัยเดินเข้ามาใกล้ ลดเสียงให้ได้ยินเพียงสองคน “กระหม่อมว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะสืบเรื่องพลังของท่านชแตร์ จึงถือวิสาสะดำเนินการไปก่อนท่านจะตื่น”

 

อพอลโลครุ่นคิด ก่อนจะตอบ “…ว่ามา”

 

หัวหน้าข้ารับใช้กระซิบต่อ “การต่อสู้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว เสียงอึกทึกลดลงไปมาก ป่านนี้คงใกล้สงบ เมื่อเช้ามีโองการจากองค์ราชาให้กองทหารตามท่านชแตร์ไป…หนึ่งในนั้นมีคนของกระหม่อมอยู่ และจะติดตามไปจนถึงท้องพระโรง”

 

แผนการนั้น ทำให้เจ้าชายหนุ่มแค่นหัวเราะ คว้าถุงเงินที่กองอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งส่งให้  “โชคดีที่ในอัลสโตเรียมีคนเล่นการเมืองเก่งแบบท่านอยู่ ขอบใจมาก”

 

อีกฝ่ายยื่นมือมารับถุงเงินนั้นแล้วเก็บลงกระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว “ยินดีที่ได้รับใช้ท่านขอรับ โปรดพักผ่อนต่อเถิด”

 

อพอลโลตอบประโยคนั้น ด้วยการหยิบอาวุธขนาดมหึมาขึ้นพาดบ่า ปรากฎเปลวเพลิงบาง ๆ หล่อเลี้ยงรอบคมดาบสีแดงราวกับเลือด

 

“ฉันไม่ยอมพลาดเรื่องสนุกแบบนี้หรอก”

 

———

 

ยามเย็นแล้ว เมื่อชแตร์มาถึงท้องพระโรงแห่งอัลสโตเรีย ส่วนเอซนั้น ถูกส่งไปทำแผลเสียก่อน

 

“…เหนื่อยท่านแล้ว เจ้าชายน้อย”  องค์ราชามีสีหน้าโล่งใจเมื่อเห็นว่าผู้มาเข้าเฝ้าไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่กระนั้นน้ำเสียงก็เจือไปด้วยความกังวล  “ท่านเป็นแขกบ้านแขกเมืองแท้ ๆ กลับต้องมาต่อสู้เพื่อพวกเรา ข้าละอายใจจริง ๆ”

 

“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยขอรับฝ่าบาท” ชแตร์ค้อมศีรษะให้ “เป็นหน้าที่ของเจ้าชายในการต่อสู้กับปีศาจ ไม่ว่าจะอยู่อาณาจักรไหน”

 

“ขอบคุณ…” มือใหญ่ประทับลงบนหน้าอกตนเอง แสดงถึงความซาบซึ้ง “แม้อัลสโตเรียจะมีลูกชายคนอื่นของเราคอยปกป้อง แต่เราต้องยอมรับว่าพอขาดอาร์วีไป ทุกอย่างก็ดูลำบากกว่าเดิม”

 

“เพราะท่านอาร์วีเป็นนักดาบอันดับหนึ่ง ไม่แปลกหรอกขอรับที่จะเห็นความแตกต่าง”  มือขาวกระชับด้ามดาบสีขาวนวลที่ห้อยอยู่ข้างเอว  “กระหม่อมไม่ชำนาญดาบสักเท่าไหร่ จึงชื่นชมเขามาก…และผู้มีความสามารถเช่นเขา ย่อมต้องเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้อื่น”

 

“เราถึงต้องยอมให้เขาไป…” องค์ราชาถอนหายใจยาว

 

เจ้าชายทุกอาณาจักรมีอำนาจพิเศษในการต่อกรกับปีศาจกินฝัน

 

แต่ใช่ว่าทุกคนจะคู่ควรกับการเคียงข้างเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์…

 

เช่นเขา…ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

 

“สโนว์ฟีเลีย…โฮไร…ต่างก็ต้องเสียสละไม่ต่างจากที่นี่”  ไม่ใช่แค่อาณาจักร แต่รวมถึงจิตใจของผู้เป็นพ่อ ดวงตาของชายสูงวัยจึงหม่นหมอง  

 

“แต่ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง…” ชแตร์ฝืนยิ้มให้ แม้ใจจะอิจฉาผู้ได้รับเกียรติเหล่านั้น แต่อีกด้านก็เข้าใจความรู้สึกที่ต้องจากครอบครัว

 

“ใช่ ดังนั้นพวกเราต้องอยู่ให้ได้” เจ้าแผ่นดินยิ้มตอบ  “ด้วยกำลังของเราเอง จนกว่าจะวายชนม์”

 

ผู้ฟังเจ็บในอก…ด้วยวัยขององค์ราชา ไม่ควรมีหน้าที่ต้องสู้รบเพื่อบ้านเมืองแล้ว แต่อัลสโตเรียไร้รัชทายาทประจำเมือง เจ้าชายคนอื่นก็ยังเยาว์เกินกว่าจะรับภาระใหญ่

 

หากมีสิ่งใดที่เขาพอจะทำได้…

 

“ฝ่าบาท…”  ชแตร์ลดกายลงคุกเข่า “กระหม่อมมีบางสิ่งอยากให้ท่าน”

 

มือขาวยกขึ้นป้องริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะไถ่ถอนออกมา อุณหภูมิรอบตัวของชแตร์เย็นลงอย่างรวดเร็วจนองค์ราชาและทหารในบริเวณนั้นรู้สึกได้

 

แสงสีขาวนวลปรากฎขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อตัวขึ้นเป็นดาวตกที่หมุนวน ชแตร์หลับตากระซิบคำอธิษฐานยาวนานกว่าปกติ ดาวดวงน้อยหมุนรุนแรงขึ้นและทวีความสว่างจนเจิดจ้า ก่อนจะหยุดนิ่ง

 

แขนเพรียวยื่นของกำนัลให้…

 

องค์ราชามองดาวตกที่งดงามราวกับอัญมณีสีขาวนั้นด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง

 

“ทุกคนออกไปให้หมด! เราจะคุยกับชแตร์เพียงลำพัง!”

 

เหล่าทหารรับคำ รีบโค้งคำนับแล้วจากไป

 

“ชแตร์” ชายสูงวัยลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินลงมาบีบไหล่เจ้าของชื่อ  “ทำไมท่านถึงทำแบบนี้”

 

“ท…ทำไมน่ะหรือ…”  ชแตร์งุนงง หากตอบไปตามที่คิด “ดาวตกดวงนี้ กระหม่อมอยากให้ท่านติดตัวเอาไว้ เพียงแค่อธิษฐานแล้วปล่อยขึ้นท้องฟ้า ความปรารถนาก็จะสำเร็จหนึ่งอย่าง…เผื่อวันใดมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา กระหม่อมหวังว่ามันจะช่วยคุ้มครองท่านได้”

 

“เรารู้ว่าพลังของท่านมีอำนาจแค่ไหน” องค์ราชากัดฟัน  “และเราก็รู้ด้วย ว่ามันสร้างมาจากชีวิตของท่าน! เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์บอกเราหมดแล้ว ทำไมถึงต้องผลาญชีวิตตนเอง!”

 

“อึก…”  เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลอับจนคำพูด เขาคิดว่าองค์ราชาไม่รู้จึงได้ทำลงไป  “…หากชีวิตของกระหม่อมทำประโยชน์ต่อท่านและอัลสโตเรียได้ ก็ไม่เสียหายนี่ขอรับ”

 

เจ้าแผ่นดินมองคนตรงหน้า ด้วยสายตาเหมือนมองเด็กน้อยหลงทาง “เรารับฝากท่านมา เพื่อประคับประคอง…ไม่ใช่ทำลายท่าน ดาวแห่งคำอธิษฐานนี้เรารับไว้ไม่ได้”

 

“แต่ว่า…” ชแตร์อยากจะค้าน หากต้องเก็บถ้อยคำไว้ในใจ

 

เขารู้สึกว่าตนเองช่างไร้ค่า…

 

….

……….

…………..

 

ท่ามกลางความเงียบนั้น มือใหญ่ของราชาวางลงบนศีรษะ ราวกับพ่อปฏิบัติต่อลูก…ค่อย ๆ ลูบเส้นผมสีเงินนั้น

 

“เจ้าชายน้อย…ท่านยังไม่เข้าใจคำว่า ‘ชีวิต’ ดีนัก…อย่ารีบร้อนเลย ดาวดวงนี้ท่านเก็บเอาไว้กับตัวเถิด..มันคือชีวิตของท่าน ท่านต้องเรียนรู้จากมันให้มากกว่านี้”

 

ความอบอุ่นและห่วงใยนั้นช่วยปลอบขวัญ ชแตร์พยักหน้ารับ…ดาวดวงน้อยนั้นจึงถูกบรรจุลงในสร้อยนาฬิกาทราย

 

…โดยหารู้ไม่ ว่าอีกฟากของกำแพงมีใครบางคนรับฟังอยู่ทุกอย่าง

 

———

 

เย็นวันนั้น ชแตร์อยู่ร่วมรับประทานอาหารกับองค์ราชา จนเมื่อดาวขึ้นพราวเต็มฟ้าเขาจึงเดินทางกลับ

 

เอซแวะมารับเจ้านายหลังทำแผลบนฝ่ามือเสร็จ เขากังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางอ่อนแรงของเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล เพราะตอนฟาดฟันกับปีศาจจนถึงก่อนเข้าเฝ้าทุกอย่างยังปกติ แต่เมื่อกลับออกมาช่างดูเหนื่อยล้า

 

องครักษ์จึงรีบจัดการให้เจ้าชายรีบอาบน้ำและพักผ่อน แต่อ้อนวอนยังไง อีกฝ่ายก็ไม่ยอมเข้าไปพักในห้องปีกตะวันตก…สุดท้ายจึงมาจบที่เตนท์หลังเดิม…เพิ่มเติมคือเครื่องนอนนุ่มที่เขาจัดการปูไว้ให้อย่างเรียบร้อยแล้ว

 

เอซนั่งก่อกองไฟรักษาการณ์อยู่หน้าค่ายพักแรม ในขณะที่เจ้าชายของเขาหลับสนิท

 

ก่อนจะต้องเด้งตัวขึ้นจากพื้น เพราะเสียงฝีเท้าหลายคู่ประชิดเข้ามา เกือบจะชักอาวุธโจมตีออกไปแล้ว หากไม่เห็นเสียก่อนว่าเป็นผู้ใด

 

“ท่านอพอลโล”  ทหารหนุ่มค้อมศีรษะให้พลางสังเกต…

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจอยู่ในชุดลำลองสะอาดสะอ้าน ไม่ได้พกอาวุธ แต่พาทหารยามตามมาด้วยถึงสิบนาย…และผิวกายแกร่งของเจ้าชายนั้น แผ่ไอร้อนกรุ่น

 

เอซรีบกันท่า “ตอนนี้ท่านชแตร์เข้านอนแล้วขอรับ หากมีธุระรบกวนท่านมาพรุ่งนี้ดีกว่า”

 

“ธุระของฉัน เจ้านั่นไม่จำเป็นต้องตื่นหรอก” อพอลโลแสยะยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะดีดนิ้ว

 

แหเหล็กขนาดใหญ่พุ่งมาครอบร่างของเอซทันที! เขาพยายามแกะมันออกโดยไว แต่ทหารอีกสิบนายกลับเข้ามาล้อมกรอบ ช่วยกันยื้อยุดเอาไว้ เขาเตะถีบพวกนั้นกระเด็นไปหลายคน

 

“พวกแก!!!” เอซนั้นเป็นองครักษ์อันดับหนึ่งในอาณาจักร แต่อีกฝ่ายก็เป็นเหล่าทหารมีฝีมือและจำนวนมากกว่า แหถูกรวบจนแน่น ใครสักคนในกลุ่มคว้าผ้ามายัดปากเขาเอาไว้ เอซหมดทางสู้ ได้แต่ถลึงตามองทุกคนอย่างเดือดดาล “อื้อ!!!!”

 

“อืม…คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เรียกทหารมาเยอะ ไม่งั้นคงจับแกไม่ไหว” อพอลโลยืนกอดอกมองผลงานอย่างอารมณ์ดี ก่อนบอกอีกฝ่ายเป็นเชิงปลอบ “วางใจเถอะ ฉันไม่ได้มาทำร้ายเขาหรอก แค่ต้องการความช่วยเหลือ”

 

จบคำ เอซยิ่งดิ้นอย่างคลุ้มคลั่ง  “อื้อ!!!! อ่าแอ่ะอ้องอ้านอะแอร์!!!!”   

 

“เอาตัวไปได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยปล่อยออกมา”  เจ้าชายแห่งไฟสั่งเสียงเฉียบขาด

 

ทหารทั้งสิบนายพยักหน้ารับ แล้วแบกเอซที่ยังอาละวาดไม่หยุดไป โดยพยายามเงียบเสียงให้มากที่สุด ไม่ก็อึดใจก็หายลับจากสายตา…

 

อพอลโลได้รับแจ้งจากสายสืบว่าชแตร์กลับมายังไง จึงวางแผนกำจัดเสี้ยนหนามอย่างเจ้าเอซออกไป…ทว่าเมื่อเหลืออยู่ตัวคนเดียว กลับรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก… ยืนสงบใจอยู่พักหนึ่ง จึงตัดสินใจมุดเข้าไปในเตนท์ที่พักหลังย่อม…

 

เพราะวันนี้ออกไปสู้ ร่างกายจึงร้อนผ่าวขึ้นมาอีก และคนเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบได้ ก็กำลังหลับสนิทอยู่ตรงหน้า…เขาต้องการนอนกอดอีกฝ่าย

 

เจ้าชายผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยรู้สึกเก้กังอย่างนี้มาก่อน เมื่อต้องค่อย ๆ คลานเข่าขึ้นไปบนฟูกที่ชแตร์นอนอยู่…ถ้าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาแล้วคว้าดาบแทงเขาไส้ไหล หรือระเบิดเขาเป็นจุลด้วยพลังของดวงดาวล่ะ

 

จนเมื่อไต่ขึ้นมาคร่อมร่างอีกฝ่ายเอาไว้ ถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติ…ใบหน้าขาวนั้นซีดเซียว หว่างคิ้วขมวดเข้าหากันน้อย ๆ ราวกับกำลังทุกข์ทรมาน…เขาลองสัมผัสแก้มนวล…เย็นจัดเสียจนน่ากลัวและดูจะไม่รับรู้ถึงการมาของเขา

 

อพอลโลเอนกายลงนอน แล้วดึงร่างเล็กกว่าเข้ามากอดเอาไว้ ไอเย็นเข้าปะทะช่วยลดอุณหภูมิของเขาลงด้วย…หากในใจตอนนี้ คืออยากจะให้ความอบอุ่นกับอีกฝ่าย

 

หัวใจเต้นแรงขึ้น…เมื่อรู้สึกถึงแขนเพรียวโอบตอบ ฝ่ามือบางยึดแน่นอยู่บนแผ่นหลังกว้าง ราวกับหาที่พึ่งให้พ้นความหนาวเย็นอันทรมาน…เขายิ่งกระชับวงแขนแน่น

 

ผ่านไปหลายนาที หัวใจที่เต้นรัวเกินหน้าที่ค่อยสงบ…ร่างน้อยในอ้อมแขนอุ่นขึ้น รวมถึงตัวเขาที่เย็นลง…อุณหภูมิทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน…

 

อพอลโลคลายวงแขนออก ขยับเปลี่ยนท่าให้ศีรษะอีกฝ่ายหนุนบนต้นแขนของเขา…ทอดมองใบหน้าละมุนในระยะใกล้

 

ริมฝีปากบางของชแตร์…กลับมาเจือสีแดงระเรื่ออีกครั้ง

 

ความรู้สึกไม่ถูกต้องตีกับความกระหายใคร่ในหัว

 

สุดท้าย…อพอลโลจุมพิตริมฝีปากยั่วเย้านั้น…หวานยวนใจเสียจนเผลอจาบจ้วง แล้วต้องซ่านลึกเมื่อลิ้นอุ่นสนองตอบอย่างเผลอตัว

 

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน…เพราะกว่าจะผละออก  ริมฝีปากของชแตร์ก็บวมขึ้นเล็กน้อย

 

ส่วนอพอลโลนั้น จำต้องหักห้ามเอาไว้…เพราะกลัวหัวใจเจ้ากรรมจะระเบิดตายด้วยแรงเต้นถี่รัว

 

…เขา…พอใจในตัวอีกฝ่ายมากเหลือเกิน…

 

TBC

 

ตอน 6 ตื่นมาเผชิญหน้ากันแน่ค่ะ (///___///

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 4

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 4


Macho_luglio


Paring : Apollo x Ster

 

Note : กลับมาแล้วค่าาาาาา /ไถลตัวเข้ามา/ ช่วงนี้อาจจะอัพฟิคไม่ถี่เท่าแรก ๆ เพราะวันธรรมดาเราจะเสียเวลาไปกับการลุยฝนกลับบ้านค่ะ ก..ก็จะพยายามมาแบบไม่ห่างมากนะ TvT

 

คราวนี้มีเรื่องที่ต้องแจ้งค่ะ คือมาโชไปคุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งเล่นเซิร์ฟญี่ปุ่น จากแพทซ์แต่งงานที่สองคนนี้ออกด้วยกัน กลายเป็นว่า ‘อพอลโลกับชแตร์ รู้จักกันมานานแล้ว’ ค่ะ แงงงงง คือเจ้าหญิงไทยเล่นแต่เซิร์ฟไทย เนื้อเรื่องยังไม่ถึงจุดนั้น เลยเขียนตอนแรก ๆ ไปโดยอ้างอิงว่าไม่เคยเจอกันมาก่อน…orz /แต่ยิ่งรู้ ยิ่งก๊าวคู่นี้นะ โอย…พายแพอย่างรื่นเริงใจจจจ ❤

 

ดังนั้น ถือว่าเรื่องนี้เป็นกึ่ง ๆ AU แล้วกันนะคะ (;___; #เอางี้เลยเหรอ #เอางี้เลยล่ะ จะแก้มันก็กระทบกับเนื้อหา ขอคงไว้แล้วกันนะคะ /ย่อไหว้/

 

ส่วนตอนนี้ก็คืบหน้าไป…อีกนิดนึงค่ะ /ทำมือแบบจิ๊ดนึง—โดนชก/ ถือว่าพัฒนาจากตอนแรก ๆ ล่ะมั้ง แหะ…ใกล้จะพ้นช่วงปูเรื่องแล้ว (- -,,

 

เช่นเคย เก๊ายังรอคอมเมนต์ทุกคนเสมอนะคะ เลิฟ ❤

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ : 1 / 2 / 3

 

ถึงแม้เหตุการณ์ในยามเช้าจะทำให้ชแตร์ไม่อยากเจอหน้าผู้ร่วมวัง แต่เพราะไม่อยากผิดสัญญาเป็นครั้งที่สอง จึงตัดสินใจว่าจะไปร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเย็น…โดยแจ้งผ่านทางเอซ

 

เอซ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เต็มใจจะเป็นคนเดินสาส์น แต่เลี่ยงไม่ได้ จึงมุ่งหน้าเข้าสู่โถงกลาง ที่ ๆ จอมบงการน่าจะอยู่

 

ใครจะไปรู้…ว่าเขาจะได้เจอเจ้าชายอพอลโลตรงทางเดินปีกตะวันตกนั่นเอง

 

“ท่านอพอลโล” เอซค้อมศีรษะทำความเคารพ  “มาทำอะไรอยู่แถวนี้ขอรับ”

 

“เรื่องของฉัน” อพอลโลแค่นเสียง เลี่ยงไม่ตอบว่าแอบสังเกตการณ์อีกฝ่าย และมาดักรอเอซตั้งแต่แรก “ไม่อยู่กับเจ้านายแล้วหรือไง”

 

องครักษ์สูดหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะรีบรายงาน “ท่านชแตร์ให้กระหม่อมมาแจ้งกับท่านอพอลโล ว่าจะร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยขอรับ”

 

“มื้อค่ำ?” คิ้วสีทองเพลิงเลิกขึ้น “แล้วมื้อกลางวันหายไปไหน?”

 

“ท่านชแตร์ไม่รับประทานมื้อกลางวันขอรับ” เอซลอบสังเกตสีหน้าเจ้าชายว่าไม่มีความฉุนเฉียว จึงกล้าอธิบายต่อ  “…ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรประจำ ท่านจะเดินทางในยามกลางคืน กลางวันจะพักผ่อน อาหารจึงเหลือเพียงสองมื้อแค่เช้าและค่ำ”

 

“หืม…ใช้ชีวิตตรงข้ามจากคนปกติเลยนะ” อพอลโลทำสีหน้าประหลาดใจ “มิน่า เจ้านั่นถึงได้ผอมบาง…ผิวก็ขาวเสียจนเหมือนไอหมอก”

 

“ดูเหมือนท่านชแตร์จะไม่ชอบแสงแดดเอามาก ๆ ด้วยล่ะขอรับ วันแรกที่มาถึง สีหน้าก็ดูไม่ดี—–”  เอซหุบปากฉับ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอ

 

“หึ…”  รอยยิ้มเล่ห์ร้ายปรากฎมุมปาก อพอลโลหยิบถุงขนาดเล็กกว่าฝ่ามือจากกระเป๋ากางเกง เดาะมันเล่นในมือ เสียงเหรียญจำนวนมากกระทบกันเกรียวกราว “หยุดพูดนี่…ต้องการให้จ่าย?”

 

เอซส่ายหน้า  “กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาจะขายเรื่องของท่านชแตร์”

 

อพอลโลรีบไล่ต้อนเข้าจุดประสงค์ที่มาดักรอ “ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ ฉันต้องการรู้ความเคลื่อนไหวของหมอนั่นทั้งหมด…นายแค่มาเล่าให้ฟัง แล้วก็รับเงินไป”

 

“ไม่ขอรับ” เอซส่ายหน้าอีก ครั้งนี้หนักแน่นและแววตาจริงจัง “กระหม่อมมีเกียรติขององครักษ์ต้องปฏิบัติ ไม่รับสินบน ไม่ขายเจ้านาย”

 

ขาดคำ ทหารหนุ่มต้องลอบสูดหายใจอย่างยากลำบาก…เพราะนิ้วมือที่ท่วมไปด้วยไฟลุกโชน ยื่นมาจ่อหน้าผาก…

 

“ปฏิเสธฉันอีกครั้งสิ” เจ้าของเพลิงสังหารข่มขู่

 

เอซตัวสั่น แต่เกียรติของเขาไม่คลอน  “ไม่ขอรับ!”

 

“…หึ…”

 

เสียงแค่นหัวเราะจากลำคอ ก่อนไฟจะดับหาย มือใหญ่ลดลงมาอยู่ข้างลำตัว  “…เลือกเจ้านายได้เข้ากับนิสัยจริง ๆ แม้จะชั่วคราวก็เถอะ…”

 

หากข้างกายเขาจะมีผู้จงรักภักดีแบบนี้เพิ่มขึ้นสักนิด…แค่คิดอพอลโลก็รู้สึกอิจฉาชแตร์

 

“ไปซะ!”

 

ไม่ต้องรอให้เอ่ยซ้ำ เอซรีบทำความเคารพแล้วพุ่งกลับไปยังทางที่จากมา

 

….

………

……………..

 

อพอลโลลอบมองค่ายพักจากหน้าต่าง เห็นทหารหนุ่มกำลังสนทนากับเจ้านาย คาดว่าคงเป็นเรื่องของเขาแน่นอน…ชแตร์ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วพยักหน้ารับ พูดอะไรบางอย่างกับผู้ติดตาม ก่อนจะพากันเดินออกไปจากบริเวณวัง…

 

ไปทำอะไร

 

ไปที่ไหน

 

คำถามหลากหลาย ไม่อาจได้คำตอบหากไม่สืบหา

 

อพอลโลผละจากหน้าต่างเมื่อร่างของชแตร์ลับสายตา ออกเดินกลับไปยังที่พัก…ระหว่างทางลอบส่งถุงเงินให้กับข้ารับใช้คนหนึ่งในวัง…ข้ารับใช้ที่เขาซื้อเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

———

 

เวลามักผ่านไปรวดเร็วเสมอ ในวันที่มีหลายสิ่งให้ต้องทำ

 

ชแตร์ให้เอซนำทาง แต่เพราะอัลสโตเรียเป็นเมืองใหญ่พอสมควร ทำให้เดินทั้งวันก็ไม่อาจสำรวจได้หมด กระนั้นเขาก็ได้ไปตามทางสายหลักต่าง ๆ ได้ดูวิถีชาวเมืองแบบคร่าว ๆ ก่อนจะเดินทางกลับออกมายังวังรัชทายาท

 

“ร้านอาวุธที่ใหญ่ที่สุด อยู่ติดกำแพงเมืองเพื่อสะดวกในเวลาสงครามขอรับ แต่แหล่งผลิตนั้น อยู่ลึกขึ้นไปทางตอนเหนือของเมือง ติดกับภูเขา”  เอซเล่าอย่างคล่องแคล่ว “ถ้าท่านชแตร์ต้องการ กระหม่อมจะพาชม”

 

“อืม…” ชแตร์เดินนำอยู่อย่างเนือย ๆ …เพราะตื่นเต้นกับอารยธรรมโบราณของเมืองนี้ไปหน่อย จึงเผลออยู่ในแสงแดดตลอดวัน ส่งผลให้เขาเหนื่อยอ่อน ย่ามใส่สมุนไพรบนบ่ายังรู้สึกว่าหนักกว่าปกติ

 

“อ๊ะ ย่ามนั่นหนักสินะขอรับ ส่งมาให้กระหม่อมถือเถอะ” เอซอาสา ทั้งที่แบกของถุงใหญ่ไว้บนหลัง ล้วนเป็นเครื่องนอนที่ชแตร์ยืนยันจะเอามาใส่ในเตนท์ แทนที่จะรอให้ทางราชวังมาตกแต่งห้องปีกตะวันตกเสียใหม่

 

“ไม่ต้อง” รู้สึกอับอายในพละกำลังตนเองเมื่อเทียบกับทหาร จึงบอกปัดและชวนคุยแทน “อัลสโตเรียมีพวกยานศึกรึเปล่า”

 

“มีขอรับ หลายแบบด้วย เก็บไว้ในโรงจอดของกองทัพหลวง” ทหารหนุ่มพยักหน้า

 

“บินได้หรือเปล่า” เจ้านายถาม

 

“บิน!? ยานศึกที่ไหนจะบินได้ขอรับ” เอซหันมาหน้าตาตื่น

 

“มีสิ เมืองของเรามี เรียกว่าเครื่องบิน” ชแตร์กระพริบตาปริบ

 

“…อาณาจักรอื่นนี่จะล้ำเกินไปแล้ว กระหม่อมรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย” สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา “ยังมีอะไรที่เมืองนี้ไม่มีอีกไหมขอรับ”

 

“เอ่อ…” คนถูกถามคิดอยู่อึดใจ “ม้าไม้ล่ะมั้ง”

 

“ม้าไม้ คืออะไรขอรับ ชื่อไม่น่ามีพิษสง” เอซถามขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องตาจากแสงตะวันยามใกล้ตกดิน

 

“คือหอเคลื่อนที่ บรรทุกทหารเอาไว้แล้วกระแทกใส่ประตูเมือง หรือถ้าสูงพอก็เข้าเทียบกำแพงแล้วส่งทหารข้ามไป” ชแตร์อธิบาย เผลอขยับมือทำท่าประกอบ “แต่สมัยโบราณมีตำนานว่าทำเป็นรูปม้าตัวมหึมา ฝ่ายหนึ่งหลอกว่าเป็นของขวัญยอมจำนนส่งให้ อีกฝ่ายหลงกลก็ชักม้าเข้าไปในเมือง…สุดท้ายทหารด้านในก็บุกออกมาจากตัวม้า เปิดประตูเมืองให้ทัพฝ่ายตนเข้าโจมตีจนชนะ…เป็นกลศึกน่ะ”

 

“เลวร้าย…”  ทหารหนุ่มขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ย  “อัลสโตเรียไม่มีทางใช้กลศึกแบบนั้นแน่นอนขอรับ”

 

“เราก็คิดอย่างนั้น” ชแตร์ยิ้มบาง

 

ความซื่อตรงบนใบหน้านั้น ทำให้เอซนึกห่วง  “แต่ว่า…ถึงอย่างไรท่านชแตร์ก็ต้องระวังไว้นะขอรับ…เรื่องไส้ศึกหรือสายสืบ”

 

“จากอพอลโลน่ะหรือ”  

 

อันที่จริงคำถามนี้วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ในหัวของเขาตลอดวัน…ทำไมอพอลโลถึงต้องพยายามติดสินบนเอซเพื่อตามเรื่องรอบตัวเขา…อาจจะกำลังหาจุดอ่อน

 

“ขอรับ แต่อย่าได้กังวล กระหม่อมอยู่ด้วยทั้—-”  เอซพูดไม่ทันจบก็ต้องตาเหลือก

 

เพราะห่างออกไปไม่มากนัก ที่วังของรัชทายาท มีลูกไฟพุ่งออกมาจากหน้าต่างห้องรับประทานอาหาร!

 

“ท่านอพอลโล!!!!” องครักษ์หนุ่มวิ่งไปอย่างรวดเร็วทั้งที่แบกของแสนหนัก

 

ชแตร์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขารีบวิ่งตามไป

 

———

 

เพลิงกำลังผลาญมาถึงประตูห้องแล้วตอนที่ไปถึง เอซอุทานลั่นอย่างเจ็บปวด เมื่อคว้ามือจับทองเหลืองแล้วถูกความร้อนลวกจนหนังพอง

 

“ถอย!” ชแตร์ดันตัวเอซให้หลบพ้นทาง ก่อนจะเงื้อขาแล้วถีบประตูสุดแรง

 

ประตูเปิดผาง ด้านในนั้นเหล่าข้ารับใช้กำลังจับกลุ่มกอดกันอย่างไร้ทางหนี…ไฟไม่ได้พุ่งเข้าทำร้ายพวกเขา เพียงแค่ลุกไหม้ไปรอบห้องราวกับข่มขู่

 

อพอลโลนั่งอยู่หัวโต๊ะเช่นเคย ด้วยสีหน้าเปี่ยมโทสะและร่างกายที่แดงฉาน

 

“ทำแบบนี้ทำไม”  ชแตร์เดินเข้าไปหาด้วยความระมัดระวัง

 

บนโต๊ะมีอาหารมื้อค่ำชุดใหญ่วางอยู่อย่างเลิศหรู…มือใหญ่ท่วมไปด้วยไฟเงื้อขึ้น ชี้ไปยังถ้วยน้ำชา

 

“พวกมันคิดจะวางยาพิษฉัน” เสียงทุ้มเข่นลอดไรฟัน

 

นัยน์ตาสีฟ้าตวัดไปมองกลุ่มข้ารับใช้แทนคำถาม

 

“ม…ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่” สาวใช้คนหนึ่งสะอื้นพลางตอบ

 

“โกหก!!!” กำปั้นใหญ่ทุบเปรี้ยงลงบนโต๊ะ อพอลโลตะคอกเสียงลั่นห้อง  “ถ้าไม่ได้วางยาพิษ แล้วทำไมไม่ยอมทดสอบพิษให้ดู!!!”

 

เสียงร้องไห้จากสาวใช้ดังขึ้นกว่าเดิม  “ฮือ…หม่อมฉัน…หม่อมฉันทำไม่เป็น…”

 

“โกหก!!!” อพอลโลกระชากเสียง ก่อนจะชะงักไป มือใหญ่กุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด…ดูเหมือนพลังไฟจะเริ่มทำร้ายเขาอีกแล้ว  “…โกหก…ไม่มีใคร…เชื่อได้สักคน”

 

ชแตร์ยกมือขึ้น กำลังจะเอ่ยปาก…แต่แล้วกลับไม่พูดอะไร…เพราะบางครั้งการกระทำดูจะสำคัญกว่าการมาอธิบายให้คนไม่พร้อมรับรู้

 

เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลเดินมาที่โต๊ะอาหาร มือเรียวยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา…ดื่มเข้าไป

 

“ชแตร์!!!”  อพอลโลถลึงตามองอย่างตกตะลึง

 

…ไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้ดื่ม…

 

“ที่สาวใช้ไม่ยอมทดสอบพิษให้นายดู…” นิ้วขาวปาดริมฝีปากตนเองเบา ๆ ก่อนจะวางถ้วยชาคืนที่เดิม “…ไม่ใช่เธอซ่อนเจตนาร้าย แต่เธอไม่รู้จักวิธีทดสอบพิษจริง ๆ …อาณาจักรแห่งนี้คงห่างไกลจากเรื่องเลว ๆ อยู่มาก”

 

ในดวงตาสีเพลิงคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง…จนเมื่อคำพูดเรียบเรื่อยของชแตร์ซึมลึกเข้าไป ไฟแห่งโทสะจึงค่อยเพลาลง…

 

ห้องกลับสู่ปกติ…เป็นส่วนใหญ่ เอซเรียกขวัญเหล่าข้ารับใช้ แล้วสั่งให้รีบดับไฟที่ยังคงลามไปตามผ้าม่านและผ้าปูโต๊ะ ส่วนเจ้าชายแห่งไฟนั้น…เจ้านายของเขารับมือไหว

 

อพอลโลไม่รู้จะโทษใคร หรืออะไร…สายตาของชแตร์ที่มองมายังเขาไม่ได้ตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกผิด…อยากตะโกนกลบเกลื่อนทุกอย่าง หากร่างกายไร้เรี่ยวแรง

 

มือใหญ่ท้าวลงบนโต๊ะ ความร้อนทำให้ขี้ผึ้งที่เคลือบผิวไม้ละลายออก มันลื่นจนทำให้เขาเสียหลักยัน ร่างเซจนกำลังขารับไม่ไหว ต้องปล่อยตัวล้มลงไปบนพื้น

 

แม้จะหวาดกลัวแค่ไหน แต่เพราะหน้าที่ทำให้เหล่าข้ารับใช้เข้ามาช่วยประคองเขาขึ้น…แต่…ผิวกายของเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจตอนนี้ดั่งลาวา ผู้แตะต้องต่างร้องลั่นแค่แรกสัมผัส

 

…ปล่อยเขาทิ้งไว้เถอะ…เหมือนเช่นทุกครั้ง…เหมือนเช่นคนอื่น…

 

อพอลโลคิดอย่างสิ้นหวัง

 

….

………

……………..

 

จนกระทั่งรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนวลและเย็นซ่านที่กลางอก…

 

มือใหญ่ยกขึ้นคว้า แล้วพบว่ามันคือมือที่เขาเคยกอบกุมเมื่อเช้านี้…เขาเลื่อนมือแสนเย็นนั้นไปวางไว้ตรงตำแหน่งหัวใจ…รู้สึกได้ว่าความทรมานค่อยบรรเทา

 

ชแตร์ตกใจไม่น้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เดือดพล่านอยู่ใต้แผ่นอกใหญ่ หากเขาไม่มีพลังเย็นคุ้มครองอยู่คงจะมือไหม้ไปแล้ว…แม้ตอนแรกจะไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะได้ แต่เมื่อพบว่าความร้อนลดลงอย่างช้า ๆ จึงรู้สึกว่ามีความหวัง

 

แค่มือคงไม่พอ…แขนบางแต่ไม่ไร้เรี่ยวแรงจึงช้อนร่างของอพอลโลขึ้นมาจากพื้นแล้วโอบกอดเอาไว้จากด้านหลัง ใช้ความเย็นจากตนเองช่วยรักษา

 

“…มหัศจรรย์…”  เอซอุทานออกมา เมื่อเห็นว่าร่างใหญ่โตที่แดงฉาน ค่อย ๆ คลายความร้อนจนกลายเป็นสีผิวของมนุษย์ปกติ

 

อพอลโลเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างยากเย็น…เขาเห็นใบหน้านวลก้มมองลงมา…ช่างละมุน

 

และนัยน์ตาคู่นั้น…ดั่งท้องนภาที่รวมเอาดารามากล่อมฝัน

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจเข้าสู่นิทรา

 

ชแตร์ถอนหายใจออกมายืดยาว…ก่อนจะขยับตัวตั้งหลัก พยายามจะอุ้มร่างอีกฝ่ายขึ้น…ครั้งที่หนึ่ง…ครั้งที่สอง…

 

หมดความพยายาม

 

“ช่วยเราที…เราอุ้มเขาไม่ไหว”

 

———

 

หลังจากเหล่าข้ารับใช้ช่วยกันแบกร่างเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจมายังเตียงในห้องปีกตะวันออกได้สำเร็จ จึงได้พบปัญหาอีกอย่าง

 

เพราะทันทีที่เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลผละออกมา ร่างของอพอลโลก็จะเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้ง จนเกือบทำผ้าปูเตียงไหม้

 

ชแตร์ต้องกลับมายืนเอามือทาบอกอีกฝ่าย ใบหน้ามุ่ยสนิท…แผ่นหลังรู้สึกถึงสายตาคาดหวังของทุกคนทิ่มแทง เขาทำใจอยู่นานก่อนจะประกาศ

 

“คืนนี้เราจะอยู่พยาบาลเขาเอง ออกไปได้”

 

เหล่าข้ารับใช้ทุกคนล้วนมีสีหน้าเบาใจ ต่างเอ่ยสรรเสริญเจ้าชายคนดีแล้วพากันออกไปจากห้อง…เว้นแต่เอซ ที่ยืนหน้าเบ้ปากแบะ

 

“…ถ…ถ้าอย่างนั้น กระหม่อมจะอยู่ด้วย” องครักษ์อาสา

 

ชแตร์ส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก เอาเวลาไปจัดของให้เราดีกว่า พวกเครื่องนอนกับสมุนไพรสดที่ต้องใส่ภาชนะ จำได้ใช่ไหม”  

 

“แต่ว่า….” เอซคิดจะค้าน แต่เจ้าชายเอ่ยแล้ว คงไม่เปลี่ยนใจ “ขอรับ…แต่ถ้ามีอะไร ต้องรีบเรียกกระหม่อมนะ”

 

“ตอนนี้เขาไม่มีพิษสงอะไรหรอก” ชแตร์บอก

 

ทหารหนุ่มยังมีสีหน้าลังเล ก่อนจะหักใจ ทำความเคารพสองเจ้าชายแล้วออกจากห้อง

 

ไม่ให้เอซอยู่น่ะดีแล้ว เขาจะได้อายน้อยลงสักนิด…พยาบาลจำเป็นเดินไปมา…จนคนป่วยบนเตียงเริ่มหายใจดังขึ้นเพราะอึดอัดจากความร้อน…ชแตร์จึงจำใจดับตะเกียงในห้อง แล้วปีนขึ้นเตียง

 

ถ้าใช้เพียงแค่มือทาบหน้าอกเอาไว้ ดูเหมือนพลังเย็นจะต้านไอร้อนไม่ทัน…เขาประคองร่างของอพอลโลขึ้นมากอดเหมือนตอนที่อยู่ในห้องอาหาร เอนหลังพิงหัวเตียงเอาไว้…แล้วพยายามข่มตา คิดเสียว่ากำลังนั่งพิงต้นไม้หลับในที่กันดารอย่างที่เคยทำ

 

หวังว่าตื่นเช้ามา อีกฝ่ายจะไม่เตะเขาตกเตียงเพราะตกใจ…

 

———

 

กลางดึกคืนนั้น…

 

ชแตร์รู้สึกตัวตื่น เพราะแผ่นหลังถูกวางลงบนฟูกอย่างนุ่มนวล

 

เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่เพราะร่างกายเหนื่อยล้าสะสมทั้งจากการเดินทางและอื่น ๆ พอได้นอนลงบนฟูกแสนสบายจึงไม่อยากตื่น…มือป่ายไปมา สัมผัสเจอแผ่นอกกำยำจึงทาบมือตรวจสอบ

 

“…ยังร้อนอยู่เลย…” บ่นด้วยเสียงงัวเงีย “ทนให้ฉันโอบอีกสักพักเถอะ จะได้หายดี…”

 

“ฉันดีขึ้นเยอะแล้ว นายโอบจนหลังเย็น เหลือแค่ตรงอก” อพอลโลบอก “นอนต่อเถอะ”

 

…ชแตร์ไม่แน่ใจว่ารู้สึกไปเองหรือไม่ แต่เสียงนั้น…อ่อนโยน

 

ร่างเล็กกว่าพลิกหนีอย่างไม่รู้ตัวเมื่อที่นอนข้าง ๆ ยุบลง คราวนี้แขนใหญ่เป็นฝ่ายโอบกอดเขา ดึงเข้าไปหาจนแผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้าง

 

ไอร้อนค่อยคลาย เหลือเพียงความอบอุ่น

 

ลมหายใจสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าชแตร์หลับลึกแล้ว…อพอลโลยังคงลืมตาในความสลัว มองต้นคอขาวนวล

 

…เขาแอบจรดปลายจมูกลงไป…

 

กลิ่นหอมเย็นจากผิวเนียนทำให้ใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย…ก่อนจะสงบลงแล้วเข้าสู่นิทราอีกหน

 

TBC

 

คิลมู้ด : จริง ๆ ชแตร์ไม่ต้องเปลืองตัวนะคะ หญิงเสนอให้ใช้แป้งเย็นตรางูโรยอพอลโลซะ

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 3

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 3

 

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

 

Note : กระดึ๊บ ๆ มาจนถึงตอน 3 ปกติมาช้วยเป็นสายดราม่า(?) แต่เขียนเรื่องนี้โชเน็นไอเบา ๆ รู้สึกมีความสุขจังค่ะ ,,- -,,

 

อพอลโลในมุมมองของเราเท่าที่เล่นมานี่…ก็ตามที่อ่านค่ะ โผงผาง ขี้วีน ทำอะไรเดาไม่ค่อยได้ ชแตร์นี่เหมือนขั้วตรงข้าม ติดจะดูถูกตัวเอง เป็นปมใหญ่ของเจ้าตัวเลยเนอะ แต่ถึงจุดนึงก็คงจะฟาดกลับแน่นอนค่ะ รอชมได้ 5555

 

และจากคอมเมนต์ตอนก่อน เอซก็ได้ตำแหน่งนางกำนัลไปอย่างเป็นทางการแล้วนะคะ กร๊ากกกก คือมันก็เป็นทหารแหล่ะ แต่บทมันตามต้อย ๆ XD (ตั้งใจสร้างมาให้เป็นตัวช่วยดำเนินเรื่องนิดหน่อย กลายเป็นสนุกกับชะตากรรมไปด้วย)

 

อนึ่ง แม้ตอน 1-2 ไม่ได้บรรยายไว้ แต่สองเจ้าชายไม่ได้เดินทางมาอัลสโตเรียด้วยตัวเปล่านะ มีสัมภาระแบกกันมาด้วยเน้อ เอิ๊กกกก /ลืมเขียน—

 

แถมรูปน้องแมวค่ะ ไปเจอในคลิปมา แว้บแรกที่เห็นอุทานเลยว่า นี่มันชแตรรรรร์ ❤

16-09-11-22-12-17-906_deco

 

 

-ยามเช้า วังรัชทายาทแห่งอัลสโตเรีย-

 

อากาศภายนอกกำลังเย็นสบาย แต่เหล่าข้ารับใช้ที่กำลังยืนอยู่แทบชิดผนังหรูหราของห้องรับประทานอาหาร ต่างมีเหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า…ด้วยความตึงเครียด และด้วยไอร้อนจากร่างกายขององค์ชายแห่งแฟลร์รูจ

 

อพอลโลนั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ จ้องมองอาหารชุดใหญ่ที่พร้อมนานแล้ว แต่กลับไร้วี่แววผู้ต้องมาร่วมโต๊ะอีกคน

 

“ท่านอพอลโลขอรับ….” หัวหน้าข้ารับใช้ปลุกใจกล้าขึ้นพูด “เชิญรับประทานก่อนเถอะขอรับ ท่านชแตร์คงจะ—”

 

ไม่ทันขาดคำ แขนแกร่งงัดโต๊ะขนาดใหญ่หลายฟุตจนล้มคว่ำ เสียงดังสนั่นจนสาวใช้กรีดร้องกันระงม

 

“เจ้านั่นอยู่ไหน…”  อพอลโลแค่นเสียงต่ำ

 

“ท่านชแตร์อาจจะ—-”  ยังไม่ทันจบคำก็ถูกตวาดเสียก่อน

 

“หมายถึงเจ้าเอซ! ลิ่วล้อของอาร์วีน่ะ!!!” ดวงตาเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงกราดมอง “ตอนนี้เจ้านั่นไปตามชแตร์อยู่ต้อย ๆ ให้เจ้านั่นมาพบฉัน!”

 

หัวหน้าข้ารับใช้แอบบ่นในใจว่าจะรู้ไหมว่าใคร เล่นไม่ออกชื่อแต่แรก “ท่านหัวหน้าองค์รักษ์ อาจจะเข้าไปรายงานตัวในวัง—-”

 

“ตามมา!!!”

 

“ขอรับ!!!”

 

คราวนี้หัวหน้าพ่อบ้านไม่รอช้า เขาสาวเท้าไปยังมุมห้อง เปิดหน้าต่างที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น แล้วหยิบกรงนกพิราบสื่อสารที่แขวนอยู่ใกล้ ๆ …

 

อพอลโลรู้สึกเหลือจะทนกับภาพตรงหน้า ความโบราณของเมืองนี้มันช่าง!!!

 

“พอ!!! ฉันจะไปตามหาเอง!”  เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจลุกขึ้นจนเก้าอี้ลมฟาด ตวัดเสื้อขึ้นคลุมไหล่ แต่ก่อนจะจากไปยังหันกลับมาแค่นเสียงขู่  “ถ้าคราวหน้ายังเห็นใช้นกพิราบสื่อสารอีก ฉันจะเผากินให้หมด!!!”

 

———

 

แดดรำไรส่องผ่านใบไม้ลงมา เกิดเป็นแสงสีเขียวจางฉายลงบนผ้าใบสีขาว

 

นิ้วเรียวเกลี่ยละอองน้ำค้างบนหลังคาเตนท์ จนมารวมกันเป็นหยดน้ำใหญ่ ความเย็นสดชื่นนั้นช่างแปลกใหม่สำหรับชแตร์ เพราะที่ผ่านมาเขามักจะเดินทางอยู่ในที่แห้งแล้งกว่านี้นัก

 

“ท่านชแตร์ขอรับ! น้ำจากลำธารสำหรับล้างหน้าขอรับ”

 

เอซเดินมาพร้อมถังไม้ขนาดแขนโอบ เขาค่อย ๆ วางลงบนพื้นหน้าที่พักแรมชั่วคราวของเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล…เตนท์ที่พกมาเอง

 

เพราะชแตร์เห็นห้อง ‘ชายา’ เมื่อคืนแล้ว ถึงกับคว้าสัมภาระออกมานอกวังโดยไม่ฟังคำอ้อนวอนของเอซ โชคยังดีที่ข้างกำแพงของปีกตะวันตกมีสนามหญ้าและต้นไม้ใหญ่ ชแตร์จึงตัดสินใจตั้งค่ายที่นี่

 

“ขอบคุณนะ” พูดจบก็ถอดเสื้อคลุมกันหนาวออก นั่งลงใช้มือวักน้ำขึ้นมาจรดริมฝีปาก ดื่มแก้กระหาย

 

“ท่านชแตร์!!!” เอซร้องลั่น

 

“อะไร?” เจ้าของชื่อถามหน้านิ่ง

 

“น้ำสำหรับล้างหน้าขอรับ ท่านจะดื่มไม่ได้” ทหารหนุ่มโบกไม้โบกมือ

 

“…น้ำนี่สะอาดดีออก ตอนเราเดินทางมาถึงก็เห็นชาวบ้านดื่มกัน”

 

“แต่…แต่…ท่านเป็นเชื้อพระวงศ์” เอซทำปากพะงาบ ๆ

 

ชแตร์กระพริบตาสองที ก่อนจะวักน้ำขึ้นมาดื่มและล้างหน้าต่อ

 

“เฮ้อ….” คราวนี้ทหารหนุ่มนั่งลงอย่างทำใจ “อันที่จริง…ท่านชแตร์ควรเข้าไปใช้ห้องน้ำในวังนะขอรับ ทำแบบนี้ใครมาเห็นเข้าจะ…”

 

“เอซ…” เสียงนุ่มเรียกผู้ติดตามชั่วคราวขณะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้า “อย่าปฎิบัติกับเราเป็นพิเศษเลย เราแค่ผู้มาอาศัยชั่วคราว”

 

“ท่านก็พูดแบบนี้อีกแล้ว” เอซถอนหายใจ เขานั้นมารับใช้ด้วยใจจริง…

 

…แต่ที่ห่วงตอนนี้ คือเจ้าชายรูปงามผู้สวมเสื้อแขนกุดสีดำ กำลังวักน้ำล้างตัวจนเปียกปอน…ใครมาเห็นจะคิดยังไง…

 

….

………

……………..

 

“มาอยู่นี่เองรึ” เสียงต่ำห้าวทัก

 

เอซสะดุ้งเฮือก ในใจอุทานไม่เป็นภาษาไปแล้ว ทำไมคนที่มาเจอคนแรกต้องเป็นเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจด้วย

 

“ท่านอพอลโล…” ทหารหนุ่มตั้งสติแล้วปั้นยิ้ม “ท่านไม่จำเป็นต้องลำบากเลย ทำไมไม่ให้ข้ารับใช้ปล่อยพิราบ—-”

 

“ขืนพูดถึงนกส่งข่าวอีก จะจับย่างให้หมดทั้งอัลสโตเรีย” ดวงตาวาวโรจน์นั้น บอกว่าจริงจัง

 

“ชแตร์!”

 

“…มีธุระอะไร”  เจ้าของชื่อเพียงแค่ปรายตาข้างเดียว ไม่ได้หันหน้ามามอง

 

“นายทำผิดสัญญาตั้้งแต่วันแรก ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ไปร่วมโต๊ะด้วย”  อพอลโลชี้นิิ้วไปรอบบริเวณ  “แล้วนี่อะไร? ใฝ่ต่ำออกมานอนในสนามหญ้า แล้วแต่งตัวแบบนั้นไม่คิดว่ามันล่อแหลมหรือไง”

 

“เรื่องสัญญาฉันผิดจริง ขอโทษด้วย” ชแตร์ซับหยดน้ำบนใบหน้า เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง “ส่วนที่นอน ฉันพอใจตรงนี้”

 

“โฮ่…เอาแต่ใจมากกว่าที่เห็นนะ” ริมฝีปากเหยียดยิ้มเสแสร้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง  “หรือเพราะเจ้านี่มันตามใจจนเกินเหตุ ถึงกล้าผิดสัญญา…ฉันควรจะลงโทษมันแทนใช่ไหม”

 

…เอซผู้ซวยเสมอ ถอยหลังโดยอัตโนมัติ…

 

“เอซ…”  ชแตร์เดินมาขวางระหว่างทหารกับอีกคน ส่งถุงผ้าที่ด้านในบรรจุเพชรพลอยเอาไว้ “ช่วยนำไปแลกเป็นเงินตราของอาณาจักรนี้ให้เราที ไม่ต้องรีบ”

 

“ต…แต่”  เอซมีสีหน้าลังเลหนัก จะให้เขาทิ้งเจ้านายไปในขณะที่เจ้าชายจอมป่าเถื่อนนั่นกำลังโกรธงั้นเหรอ

 

“ไปเถอะ” ประโยคต่อมาเป็นเสียงกระซิบ “…มีนายอยู่ เราจะกังวลจนสู้เต็มที่ไม่ได้”

 

ความซาบซึ้งระคนเสียใจที่ตนเองช่างไร้ค่าทำให้เอซต้องกัดฟัน เขาค้อมหัวคำนับเร็ว ๆ ก่อนรีบจากไปอย่างจำใจ

 

จึงเหลือเพียงเจ้าชายสองคนในที่แห่งนี้…

 

“นายนี่มันน่าสนใจจริง ๆ!”  อพอลโลหัวเราะดังลั่น  “แม้จะถูกใจ แต่ฉันก็ต้องลงโทษล่ะนะ!”

 

ชแตร์เงียบขรึมขณะสวมถุงมือสีดำทีละข้าง เมื่อกำหมัดพร้อมสู้ สร้อยนาฬิกาทรายตรงหน้าอกของชแตร์ก็เปล่งแสงแทนคำตอบ

 

เปลวไฟพวยพุ่งเข้าหาเป้าหมาย ร่างเพรียวกระโดดพ้นไปด้านข้างได้อย่างเฉียดฉิว อพอลโลบังคับไฟให้ไล่ตามไม่ลดละ แต่ชแตร์กลับหลบหลีกพลางพุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง พริบตาที่ไฟขาดช่วง มือเรียวก็คว้าเข้าบริเวณลำคอของอีกฝ่าย แต่อพอลโลเบี่ยงหนี สิ่งที่ติดมือมาจึงมีแค่เสื้อคลุมของเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจเท่านั้น เขาเขวี้ยงมันทิ้งลงพื้น

 

อพอลโลหงุดหงิด ดูเหมือนเขาจะประเมินความคล่องแคล่วและดุดันผิดรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายพลาดไป เมื่อประมาทไม่ได้แล้วจึงต้องจัดการให้เร็วที่สุด! อกเสื้อของเขาไหม้เป็นจุล เผยให้เห็นรอยสักราชสีห์บนแผ่นอกที่เหมือนจะคำรามออกมาได้จริง ก้อนไฟมหึมาปรากฎตรงหน้า ก่อนจะพุ่งออกไป!

 

ชแตร์รู้ว่าต้องตั้งรับอย่างไร แต่ชะงักไปอึดใจเมื่อกำลังจะเรียกดาวตก…ทว่าหากไม่ใช้พลังตอนนี้ เขาก็อาจจะตายลงที่นี่…ดาวตกดวงเท่าปลายนิ้วปรากฎขึ้นจากลมหายใจเฮือกใหญ่ ชแตร์อธิษฐานคำพิทักษ์ตนใส่ลงไปแล้วกระแทกมันออกไปเบื้องหน้า

 

เป็นอีกครั้งที่เพลิงโลกันต์แดงฉานเข้าปะทะกับแสงดาราอันเย็นเยือก สองพลังบดขยี้หักล้างกันและกัน เนิ่นนานหลายนาที สุดท้ายต่างสลายไปจนสิ้น…

 

อพอลโลกระอักลมหายใจอย่างเจ็บปวด เขาทรุดลงไปคุกเข่ามือกุมอกแน่น…ในขณะที่ชแตร์ก็ซวนเซอย่างไร้เรี่ยวแรง แผ่นหลังชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ก่อนทั้งร่างจะหล่นสู่พื้น

 

แม้จะเจ็บปวด แต่ครั้งนี้อพอลโลจับสังเกตได้ทุกอย่าง…ครั้งแรกที่สู้กัน เพราะชแตร์นั่งอยู่บนหลังม้าจึงไม่เห็นชัด แต่ครั้งนี้…

 

“…พลังของนาย ผลาญพลังชีวิตสินะ”  

 

ดวงตาคู่งามหรี่ลง ก่อนตอบ “ใช่…ส่วนพลังของนาย ก็พร้อมจะฆ่าเจ้าของ”

 

สายลมพัดเอื่อยอ่อน ค่อย ๆ พาเขม่าควันที่คละคลุ้งให้ลอยหาย…ผ่านไปหลายอึดใจ อพอลโลจึงแค่นหัวเราะออกมา  “พวกเราต่างก็มีจุดอ่อน…ที่ขัดขวางไม่ให้สมปรารถนา”

 

ชแตร์หลับตาลง…ความปรารถนาเหรอ เขาพอจะรู้แล้วว่าอพอลโลต้องการอะไร จึงตามมาตอแยเขา

 

“นายคงกำลังสนใจพลังอธิษฐานของแดนดาวตกสินะ…ตัดใจเสียเถอะ”

 

“เพราะอะไร” เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจขมวดคิ้ว

 

“ฉันจะให้กำเนิดดาวตกและคำอธิษฐานที่ทรงพลังได้ ก็ต่อเมื่อฉันบริสุทธิ์ใจที่จะช่วยเหลือ…”

 

‘สงสาร เห็นใจ เมตตา…รักใคร่’ คือต้นกำเนิดคำอธิษฐานที่จะสัมฤทธิ์ผล

 

อพอลโลนิ่งไป…ก่อนจะสำนึกได้ เสียงทุ้มเอ่ยลอดไรฟัน “นายไม่มีความรู้สึกอยากจะช่วยฉันสินะ”

 

ชแตร์ตอบง่ายดาย “ใช่”

 

…เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านไปอีกอึดใจใหญ่ ก่อนเสียงหัวเราะดังก้องของเจ้าชายแห่งไฟจะระเบิดออกมา

 

“ดี!!! ดีมาก!!!” ทั้งที่ควรจะโกรธที่ถูกตอกหน้าว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วย อพอลโลกลับถูกใจในความซื่อตรงอันล้ำค่าของเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลคนนี้

 

…หมอนี่ชอบให้คนบอกเกลียดสินะ…ชแตร์คาดเดา ก่อนจะระแวดระวังตัว เมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา

 

“เรามาเริ่มกันใหม่” อพอลโลเอ่ยเสียงมั่นคง “ฉันจะสร้างมิตรภาพกับนายจนกว่าจะสร้างดาวตกให้ฉันได้”

 

คนฟังอึ้งไปครู่หนึ่ง…ก่อนรอยยิ้มละมุนจะปรากฎที่มุมปากโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ

 

ทำเอาคนมองตาค้าง

 

“ตกลง” ชแตร์ถอนหายใจ ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นเผชิญหน้า ถอดถุงมือออก แล้วยื่นมือขวาให้ “ลองพยายามดู”

 

“…ทำอะไร”  อพอลโลมองมือเรียวที่ยื่นมา

 

เจ้าของมืออธิบายด้วยเสียงเรียบ “จับมือ เป็นสัญลักษณ์สากลที่อาณาจักรส่วนใหญ่ใช้ แสดงถึงความตกลงระหว่างกัน”

 

“อ้อ…”  มือใหญ่ข้างขวายื่นมาบ้าง อีกฝ่ายขยับมาสัมผัส ทำสัญลักษณ์ให้ถูกต้อง “มือนายเย็น”

 

“เป็นเรื่องปกติของราชวงศ์มีเทียร์เวล”  ชแตร์บอกเหตุผลด้วยความเคยชิน

 

ก่อนจะเบิกตากว้างกว่าปกติ…

 

เพราะขนาดมือที่ต่างกันเกินไป จาก ‘จับมือ’ น่าจะเรียกว่าอพอลโลกุมมือชแตร์เอาไว้แทบมิด สัมผัสเย็นนั้นทำให้ความร้อนในมือของเขาจางลง แสนสบายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน…มือใหญ่ดึงหลังมือเล็กขึ้นมาแนบแก้ม…หลับตาลง…ยิ้มอย่างพึงใจ

 

ชแตร์ตกใจจนตัวชา พยายามดึงมือออกแต่แทบไม่ขยับ แล้วเกือบจะตัวแข็งเมื่อจมูกโด่งคมกับริมฝีปากของอีกฝ่ายเริ่มซุกไซ้

 

“ทั้งเย็น…ทั้งหอม…”

 

ขาดคำ ชแตร์กระชากมือออกทันที แถมยังถอยห่างอย่างไม่ไว้หน้า

 

“…นายอย่าถูกตัวฉันอีกนะ”  เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลชักไม่แน่ใจแล้วว่าจะสร้างมิตรภาพกับคนแบบนี้ไหวไหม

 

“อะไรกันเล่า” อพอลโลเดาะลิ้น ก่อนจะผุดยิ้ม  “นายเป็นฝ่ายยื่นมือให้นะ…อ่อยกันก่อน”

 

อ่อย…

 

…อ่อยงั้นเหรอ…

 

“ดูท่าสานต่อวันนี้คงไม่เหมาะสินะ โอเค ฉันยอมให้ ถือว่าเห็นแก่มิตรภาพ”  อพอลโลจงใจเน้นคำสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากไปในทางที่มา…พลางยกมือที่ยังเหลือกลิ่นหอมและไอเย็นขึ้นมาเชยชม

 

….

………

……………..

 

“ท่านชแตร์ขอรับ! ปลอดภัยไหม”  เอซที่ไปแลกเงินเรียบร้อยและกระหืดกระหอบกลับมา ต้องชะงักหัวแทบทิ่มเมื่อพบว่าเจ้านายของตนอยู่คนเดียว…

 

แต่ทำหน้าราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว

 

“ท…ท่านชแตร์!”  ทหารหนุ่มวิ่งวนไปทั่วค่าย ต้มน้ำอย่างรีบร้อนหวังว่าจะช่วยคลายหนาวให้เจ้านายอย่างด่วน

 

ดูเหมือน ‘มิตรภาพ’ จะเริ่มต้นแล้ว…

 

TBC

เพิ่งรู้ตัวว่าสู้กันอีกแล้ว…ตอนหน้าจะสู้กันน้อยลงค่ะ สัญญาาาาาาาา

[Yume100TH Fanfiction] Melted. (NSFW)

[Yume100TH Fanfiction] Melted.

 

Macho_luglio

Pairing : Frost x Graysia

Warning : Incest, NSFW

16-09-13-02-23-44-285_deco

Note : 

  • ฟิคนี้ เป็นฟิคแก้บน(กร๊าก) ที่LBตั่วเฮีย(ฟรอสต์)ได้ครบค่ะ ติดไว้นานแล้ว…
  • ไม่ติดได้ไง ดัน incest…
  • คือชอบนะ guilty pleasure ของเรา…แต่พอจะแต่งเองทีไรรู้สึกค้ำคอ เอื้ออออ
  • …ก็รอจนทำใจ+ว่างแล้ว เลยลองดูค่ะ
  • จึงได้ฟิคที่มีฟีลบิด ๆ เบี้ยว ๆ และกามเรทเอาการ…
  • แต่ยังไงก็อยากอ่านคอมเมนต์นะคะ เลิฟคนอ่านนะ ❤

 

 

 

ในปราสาท ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าชายถึงสามคน

 

มีรัชทายาทที่ปรีชาสามารถ และเจ้าชายน้อยเป็นขวัญใจก็พอแล้ว

 

…ไม่สิ…ขวัญใจอะไรนั่นคงไม่ถูกต้องเท่าไหร่ เกรเซียคิดในใจเมื่อถึงน้องชายคนเล็กผู้มีใบหน้าน่ารักปานเทวดา แต่นิสัยเอาแต่ใจราวปีศาจน้อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ตัวตนของชเนย์ก็ยังความปลาบปลื้มมาให้กับผู้คนในอาณาจักร

 

ในขณะที่เขา…ไม่มีวันเทียบเคียงพี่ชาย และไม่สามารถย้อนวัยไปตอนยังเยาว์และน่าเอ็นดูได้อีกแล้ว…แม้ไม่มีข้าราชบริพารในวังคนไหนพูดออกมา แต่เขารู้สึกได้ถึงการเปรียบเทียบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ อยากทำประโยชน์โดยการเป็นทหาร แต่ฐานันดรของเขาทำให้แปลกแยก และถูกคัดค้าน

 

หรือแม้แต่การทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ด้วยการออกไปเจริญสัมพันธไมตรี…เรียกสั้น ๆ ว่าแต่งงานกับเจ้าหญิงของอาณาจักรพันธมิตร ก็ถูกพี่ชายคัดค้านจนล้มเลิกไป…

 

คล้ายกับฟรอสต์ไม่ต้องการให้เขามีอำนาจหรือบทบาทใด ๆ ต่อราชวงศ์…ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีวันจะชิงบัลลังก์ ทำไมจึงไม่ไว้ใจกันบ้าง….

 

ดังนั้นเกรเซียจึง ‘หนี’ ออกมา ทั้งจากราชกิจและพี่ชาย เหลือเพียงชเนย์เท่านั้นที่เขายังเอ็นดูเกินกว่าจะหลบหน้า

 

เจ้าชายองค์รองอยู่เงียบ ๆ นอกวัง…อยู่ในเมืองแค่ตอนที่ต้องการซื้อเสบียง นอกนั้นแทบจะใช้เวลาทั้งหมดในสระน้ำแข็งและป่า พักผ่อนสลับกับฝึกเวทย์

 

เวลาพลบค่ำ เป็นช่วงที่ชเนย์มักจะมาหา เกรเซียจึงหยุดซ้อม เขาไม่อยากเสี่ยงให้น้องตามเข้าไปแล้วหลงทางในป่า จึงเป็นฝ่ายออกมารอทุกครั้ง

 

“บอกแล้วไงว่าอย่ามาหาอีก” แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่การกระทำไม่ใช่เลย

 

เกรเซียรู้สึกได้ถึงไอยะเยือก…สำหรับราชวงศ์สโนว์ฟิเลียแล้ว ความหนาวแทบกล้ำกลายไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสตอนนี้ คือพลังพิเศษที่สืบทอดและสื่อถึงกันในสายเลือด เป็นความเย็นในระดับที่สามัญชนไม่อาจทนไหว ปกติ ‘พวกเขา’ จะกักเก็บพลังเอาไว้เพื่อไม่ให้เผลอทำร้ายประชาชน มีเพียงตอนที่อยู่ด้วยกันในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถปล่อยตัวไปตามธรรมชาติ

 

ไอเย็นจัดแผ่เข้ามาใกล้ ชเนย์ที่ยังเยาว์ไม่น่าจะมีพลังขนาดนี้

“… ‘มาหาอีก’ งั้นเหรอ…ที่ชเนย์ชอบกลับวังค่ำมืดเพราะนายสินะ”

 

เสียงต่ำทุ้มของพี่ชายคนโตทำให้เกรเซียเบ้ปาก และแปลกใจไม่น้อย

 

“พี่มีธุระอะไร” ถามเสร็จแล้วรีบเบนสายตาไปอีกทาง

 

“เกรเซีย” ฟรอสต์เรียกด้วยเสียงเข้มขึ้น “จะพูดกับใครก็มองหน้า มารยาทหายไปไหน”

 

“อึก…” เจ้าของชื่อเม้มปาก ก่อนจะจำใจหันมา แต่ยังกล้าถามด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ว่ายังไงเล่า”

 

จบคำ ฟรอสต์จับปลายคางของน้องชายเอาไว้ ดันขึ้นให้สบตา แค่นหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นเกรเซียต้องเขย่งปลายขาขึ้นตามแรงยกของเขา

 

“ธุระเหรอ ต้องมีธุระใช่ไหมถึงจะเข้าเฝ้าองค์ชายรองได้…ฉันคือใคร? พี่ชายของนาย ไม่ใช่ข้าราชบริพารที่จะต้องถามความเต็มใจ นายต่างหากที่ฝ่าฝืนโองการเรียกตัวของรัชทายาท!”

 

แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากดวงตาสีแดงฉาน เหมือนกองไฟใหญ่พยายามจะกลืนกินเปลวไฟดวงน้อย…เกรเซียฝืนจ้องตาตอบ…ก่อนจะยอมแพ้

 

“ขออภัยท่านพี่…” เอ่ยอย่างทางการ รู้สึกเจ็บใจ

 

ฟรอสต์กระตุกยิ้มมุมปาก มือแกร่งคลายจากปลายคาง ก่อนจะเลื่อนลงไปกุมไหล่บางของน้องชาย “ให้อภัย…”

 

เกรเซียผงกศีรษะรับตามธรรมเนียม ไม่ได้รู้สึกเลยว่าปลอดภัย

 

“นายไม่ได้กลับวังมาเกือบสิบวัน ฉันเป็นห่วง” พี่ชายแสดงความเอื้ออาทรด้วยคำพูด มือหนึ่งพันธนาการไม่ให้ไปไหน อีกมือลูบไปตามช่วงเอวเล็ก “ได้ทานอาหารครบมื้อหรือเปล่า ทำไมถึงผอมลงอีกแล้ว”

 

“ผมกำลังเข้าสู่ช่วงสูงขึ้นต่างหาก” เกรเซียอ้าง แม้ความจริงจะแทบไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่กลับเข้าวังก็ไม่เห็นเป็นไร ผมดูแลตัวเองได้ อยู่ที่นี่ฝึกซ้อมสะดวกกว่า”

 

“รู้จักเอาการซ้อมเวทย์มาอ้างแล้วหรือ” ฟรอสต์หรี่ตาพลางคิด จริงอยู่ว่าการฝึกซ้อมของเหล่าองค์ชายนั้นค่อนข้างเป็นอันตรายต่อข้าราชบริพาร โดยเฉพาะองค์ชายที่ยังไม่เชี่ยวชาญในการควบคุมพลัง “ชเนย์เองก็เผลอแช่แข็งทหารไปคนหนึ่ง ดีที่นักเวทย์มาช่วยพยาบาลเอาไว้ทัน”

 

“เพราะอันตรายต่อคนรอบตัว ผมจึงเลือกมาฝึกคนเดี—-” ยังไม่ทันพูดจบกลับถูกปิดปากเสียก่อน

 

“รู้จักห่วงใยข้ารับใช้ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี” ฟรอสต์บดนิ้วหัวแม่มือเข้ากับริมฝีปากสีอ่อนนั้น “แต่ลืมไปแล้วหรือ…ว่าฉันไม่อนุญาตให้ออกมา”

 

เกรเซียปัดมือพี่ชายออก “ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

 

ฟรอสต์ตอบสนองการต่อต้านนั้น ด้วยการกระชากต้นแขนน้องเข้าหาตัว “แต่นายขัดคำสั่งฉัน ฉันผู้เป็นเจ้าของทุกอย่างในอาณาจักรนี้ รวมถึงตัวนายด้วย”

 

“พี่ลืมท่านพ่อท่านแม่ไปแล้วหรือไง” เกรเซียหลุดปากยอกย้อน

 

“โฮ่…..สั่งสอนว่าฉันข้ามหน้าพวกท่านสินะ ” พี่ชายยิ้มมุมปากแต่ดวงตาไม่ได้ขบขันด้วย “แต่เสียใจด้วย…เรื่องของนาย พวกท่านช่วยไม่ได้”

 

“หมายความว่ายังไง?” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความมึนงง

 

ไม่มีคำตอบ รัชทายาทแห่งสโนว์ฟิเลียตวัดร่างน้องรองขึ้นบ่าแล้วสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็ว เกรเซียตกตะลึงแต่ก็พอทำใจได้ว่าต้องถูกพากลับปราสาท

 

ทว่า เส้นทางที่ฟรอสต์มุ่งหน้ากลับลึกเข้าไปในป่า

 

“พี่ จะพาผมไปไหน” มือเรียวตีแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย

 

คนถูกถามไม่ตอบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพบทหารยามตั้งแถวรออยู่ พวกเขาทำความเคารพให้ฟรอสต์โดยไม่มีสีหน้าแปลกใจกับสภาพของเกรเซีย

 

“เฝ้าอยู่ในระยะที่กำหนด ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องเข้ามา” รัชทายาทสั่งเสียงเฉียบ

 

พี่ชายจะฆ่าเขาทิ้งหรือยังไง เกรเซียเริ่มกลัว

 

จากแถวของทหาร เดินลึกผ่านทิวไม้หนาตาเข้าไปอีกเกือบห้านาที บ้านหลังหนึ่งก็ปรากฎสู่สายตา รูปทรงเรียบง่าย แต่วัสดุที่ใช้นั้นราคาแพงระยับ เป็นหินอ่อนสีหิมะแบบเดียวกับที่ใช้ในราชวังสโนว์ฟิเลีย

 

เพราะถูกแบกมานานจึงเริ่มมึนหัว รู้ตัวอีกทีก็ถูกโยนลงกับเตียงหลังใหญ่ เกรเซียหลับตาแน่นเพื่อปรับสมดุล ก่อนจะลืมตาอีกหนแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น

 

ภาพแรกที่เห็น คือพี่ชายกำลังถอดเครื่องทรงเต็มยศของรัชทายาทออก เผยแผงอกขาวจัด เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำ ท่อนล่างเหลือเพียงกางเกงขายาว

 

“พี่…..” ทำไมต้องพามาที่นี่ ทำไมต้องถอดเสื้อ ตอนนี้เกรเซียไม่เข้าใจทุกสิ่งรอบตัว

 

เมื่อเหลือกันเพียงสองคนในที่ห่างไกล ฟรอสต์จึงยอมเฉลย

 

“เพราะนายไม่ยอมกลับเข้าวังตามโองการเสียที ฉันเลยต้องเลือกที่พักลับแห่งนี้…” นัยน์ตาสีแดงซึ่งปกติจะดูเยือกเย็น ตอนนี้วามวาวผิดปกติ “…ข้าหลวงมาอธิบายให้นายฟังหลายครั้งแล้ว น่าจะเข้าใจเสียทีไม่ใช่เหรอ”

 

เกรเซียขนลุกวาบไปทั้งร่าง มือที่ยันตัวอยู่ เผลอจิกขยุ้มผ้าปูเตียงแน่น

 

ราชวงศ์สโนว์ฟิเลียนั้น เพราะพลังมหาศาลและการวางตัวสูงส่ง ทำให้ได้รับการนับถือจากประชาชนราวกับเทพเจ้า อาณาจักรอื่นแม้ไม่ได้แสดงออกว่าเทิดทูน แต่เป็นที่รู้กันว่ายกให้อยู่เหนือกว่าขั้นหนึ่งเสมอ

 

ใครเล่าจะรู้ ว่าความเพียบพร้อม ทำให้การหาคู่หมายอันเหมาะสมแสนยากลำบาก เพื่อป้องกันการหาประโยชน์จากการแต่งงาน ไม่ว่าส่งสนมเข้ามา หรือเสนอเจ้าหญิงให้เสกสมรส กลุ่มข้าหลวงผู้ภักดีแห่งสโนว์ฟิเลียจะเป็นผู้คัดกรองทั้งหมด ดูทั้งชาติตระกูล ดูทั้งผลประโยชน์ที่จะได้ ผลร้ายที่จะเกิด…แต่เพราะการเมืองระหว่างอาณาจักรมากล้น จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีสตรีใดผ่าน…

 

ธรรมเนียมโบราณจึงถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง… ‘สัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง’ เพื่อควบคุมไม่ให้สายเลือดอันสูงส่งเล็ดลอดหากรัชทายาทต้องการปลดปล่อย…ในอดีตเคยมีกระทั่งราชาและราชินีที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน

 

นี่เป็นอีกเหตุผลที่เจ้าชายรองหลบเลี่ยงการเข้าวัง และพยายามจะลืมมาโดยตลอด

 

เขากลัว

 

กลัวพี่ชาย กลัวว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกดขี่และกำจัดเขา…

 

“พี่…ผมไม่คิดจะอ้างสิทธิในบัลลังก์”  ริมฝีปากรู้สึกแห้งผากเมื่อต้องพูดสิ่งที่อัดอั้น  “พี่เหนือกว่าผมทุกอย่าง ไม่ต้องทำแบบนี้…ไม่จำเป็นเลย”

 

ขาดคำ ฟรอสต์เดินตรงมาหาแล้วยกฝ่ามือใหญ่สัมผัสใบหน้าของน้องชาย

 

“ตัวนาย…เย็นมาก” ผู้เป็นพี่บอกด้วยเสียงแผ่ว “เป็นความกลัวใช่ไหมที่แช่แข็งนายเอาไว้ ถึงไม่ยอมเปิดใจให้ฉันเลย…”

 

เกรเซียข่มตัวเองไม่ให้สั่นอย่างยากเย็น เมื่อพี่ชายก้าวขึ้นเตียงมาหา ขายาวเหยียดนั้นขนาบข้าง เหมือนล้อมรั้วไม่ให้เขาหนี…คิดจะสู้…เป็นเรื่องโง่สิ้นดี เขาไม่มีทางชนะเลย

 

แขนใหญ่คว้าหลังเอวเล็กแล้วดึงเข้ามากอด มือข้างที่เหลือลูบศีรษะ เรื่อยลงมาถึงแก้มเนียน ก่อนใช้นิ้วเชยปลายคางน้องให้เงยหน้ามาสบตา

 

“ไม่ใช่เพราะธรรมเนียมโบราณ…นายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าฉันเลือกทำ เพราะเป็นนาย”

 

…..

……….

 

คนฟังนิ่งอึ้งเหมือนเวลาหยุดหมุน…ก่อนนาฬิกาจะเริ่มเดินอีกครั้ง…ไม่สิ ไม่ใช่เข็มนาฬิกา แต่เป็นหัวใจของเขาที่เต้นรัวขึ้นเรื่อย ๆ

 

“ราชวงศ์ของเรามีความหนาวเย็นเป็นพลัง” ฟรอสต์ค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงมา ก่อนจะกระซิบเมื่อริมฝีปากเสียดสีกับริมฝีปากเล็กข้างใต้แผ่วเบา “…แต่ฉันอยากจะลองละลายน้ำแข็งของนายดูสักครั้ง”

 

จูบไร้เสียงนั้นเกิดเพียงพริบตา เพราะเมื่อปลายลิ้นอุ่นจัดรุกรานเข้ามา เกรเซียก็ผลักพี่ชายออก

 

หากกำลังแขนที่ต่างกันเกินไปไม่ได้ทำให้ฟรอสต์ถอยห่าง ซ้ำยังฉวยโอกาสตอนที่ร่างเล็กกว่าเอนหนี ใช้น้ำหนักตนเองโถมลงไปกดทับเอาไว้ เกรเซียจมอยู่ในที่นอนหนานุ่ม

 

“พี่…อย่า….”  เสียงที่ออกมาจากลำคอตอนนี้ แตกต่างจากเสียงปกติที่มักจะขุ่นเคือง เขาสับสนและหวาดกลัว….เพราะสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวของพี่ชายที่กดตรึงร่างเอาไว้

 

“เด็กดี อย่ากลัวไปเลย” ฟรอสต์พยายามกลั้นยิ้ม สรรหาคำปลอบ “พี่เคยทำร้ายนายเหรอไง”

 

“เคย” เกรเซียตอบอย่างไม่ลังเล

 

“ไม่นับตอนฝึกเวทย์สมัยก่อนสิ” อดีตคนร้ายหลุดยิ้มออกมา

 

รอยยิ้มเดียวนั้น สะกิดน้ำแข็งแห่งความกลัวของเกรเซียให้กระเทาะ

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ที่ความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้เขาแยกตัวออกมาจากพี่ ทั้งที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยห่างกัน

 

“เกรเซีย….”

 

ชื่อของเขา ในน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา

 

“…ฉัน…นาย”

 

พยางค์ตรงกลางนั้น…แผ่วเบาจนแทบจะหายไปกับลมหายใจเพราะความประหม่า รัชทายาทผู้เฉียบขาดทุกคำพูด กลับพลาดท่าในเวลาเช่นนี้

 

แต่คนฟัง รับรู้ได้ชัดเจน…พยางค์นั้นซึมลึกเข้าไปในอกจนแน่น ก่อนจะส่งแรงดันขึ้นมาจนน้ำตาแทบล้น…ระคนไปด้วยความเต็มตื้นและหวาดหวั่น

 

รู้ว่าความรักเช่นนี้มีอยู่ในโลก หากยังรู้สึกผิดบาปหนักหนา

 

เกรเซียยกสองมือขึ้นปิดดวงตา ครางผะแผ่วเมื่อริมฝีปากของพี่ชายประทับลงบนหลังมือนั้น แล้วเลื่อนลงไปยังริมฝีปาก ลำคอ ก่อนจะพร่างพรมเป็นทางลงไปตามนิ้วมือใหญ่ที่กำลังปลดเสื้อผ้าของเขาออก

 

“อย่า!!” ต้องปล่อยมือจากดวงตามายันบ่ากว้างเอาไว้ เมื่อลิ้นร้อนดูดเม้มส่วนอ่อนไหวบนอก รู้สึกอับอายเพราะผู้ชายไม่ควรไวสัมผัสกับจุดนี้ “พี่…พวกเราไม่ควรทำแบบนี้ อย่า…”

 

เกรเซียสะดุ้งเฮือกเมื่อเผลอสบตากับฟรอสต์….ชั่ววูบหนึ่งแววตาของพี่ดูเสียใจกับคำคัดค้าน ก่อนจะวาวโรจน์ขึ้นมาใหม่อย่างไม่รู้จักแพ้

 

“นายเป็นของฉัน” เสียงต่ำทุ้มในลำคอ นิ้วใหญ่กดคลึงลงบนหัวนมเล็กจนแดงซ่าน “ต่อให้ทั้งโลกคัดค้าน ฉันก็จะทำแบบนี้ ไม่ว่ากี่ครั้ง”

 

ที่นอนนุ่มคืนตัวเล็กน้อยเมื่อฟรอสต์ยันตัวลุกขึ้น เกรเซียรีบพลิกหันข้าง ดึงเสื้อปิดอกแล้วกอดร่างกายที่ตื่นตระหนกเอาไว้

 

แล้วต้องร้องลั่น เมื่อพี่ชายย้อนกลับมากระชากกางเกงของเขาจนหลุด ยึดสองขาให้อ้าออก เกรเซียดิ้นและพยายามถีบ แต่อีกฝ่ายกลับทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าเตียง ดึงสะโพกเล็กเข้าหา…ศีรษะโน้มลงมา และดูดกลืนแก่นกายน้อยเข้าไป

 

ริมฝีปากที่ครอบครอง ปลุกปั่นความใคร่ให้ปะทุขึ้นมา เกรเซียบิดเอว แผ่นหลังเสียดสีผ้าปูเตียงจนร้อนผ่าว น้ำตาไหลพรากเพราะไม่เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศใด ๆ จากคนอื่น…ความหวาดหวั่นยิ่งทบทวี เมื่อรู้สึกถึงน้ำมันลื่นชโลมช่องทางเบื้องหลัง นิ้วใหญ่รุกรานทีละน้อย เชื่องช้าระแวดระวัง แต่คุกคามอย่างโหดร้ายเมื่อเริ่มขยับเข้าออก

 

เท้าเล็กจิกเกร็งอยู่ในอากาศเมื่อจุดสุดยอดมาถึง แผ่นหลังขาวยกสูงจากที่นอน ก่อนจะทิ้งลงมาแนบตามเดิม…ลมหายใจหนักถ่ายถอน…ดูเหมือนความเครียดทั้งมวลจะถูกบังคับให้จางหายเพราะตัณหา

 

เกรเซียหลุบตาลง…ภาพที่เห็นคือพี่ชายผู้กำลังปรนเปรอเขาจนผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้า ศีรษะอันสูงส่งของรัชทายาทกำลังโลมเลีย เลอะเปื้อน ราวกับสยบให้ความปรารถนาในตัวเขา อ้อนวอน ทำทุกอย่างเพื่อเขา

 

วินาทีนี้ เขาเหนือกว่า

 

…ความพึงใจอันบิดเบี้ยว สร้างรอยยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปาก…

 

“เกรเซีย…”

 

ฟรอสต์คำรามในลำคอขณะขึ้นคร่อมร่างเล็ก เขากำลังจะคลั่งตายกับน้องชายที่ยิ้มยั่วผสานน้ำตานองหน้า ดึงขาเรียวขาวแนบสีข้างตนเอง ปลดกางเกงลง หน้าขาของเขาช้อนอยู่ใต้บั้นท้ายนวล…กดแทงส่วนแข็งขึงเข้าไปในช่องทางที่คับแคบแม้ผ่านการเล้าโลมแล้ว

 

คนถูกชำเราเม้มปากแน่น น้ำตาร่วงเป็นสาย เขาจิกเล็บลงบนข้อมือของพี่ชายที่ยึดเอวไว้ไม่ให้หนี ในกายอึดอัดเหมือนตกนรก แต่สวรรค์เริ่มเข้าใกล้อีกครั้งเมื่อกล้ามท้องแกร่งบดเบียดแก่นกายเล็กไปมา

 

เอวใหญ่ดันเข้าและถอนออกอย่างยากเย็นในช่วงแรก จนเมื่อบังคับจูบและเคล้นคลึงส่วนไวสัมผัส เกรเซียถึงยอมคล้อยตาม…ต่างกับตอนเตรียมพร้อมด้วยนิ้วมือ ฟรอสต์ห้ามตัวเองให้อ่อนโยนไม่ไหวอีกต่อไป สอดกระแทกแรงขึ้นและถี่รัว หยาบโลนจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือตัวเขา เสพความสุขสมจนร่างใหญ่หยัดเกร็ง

 

เกรเซียสะอึกเมื่อถูกหลั่งเข้าสู่ส่วนลึก…แล้วสะอื้นแผ่วเมื่อตนเองปลดปล่อยออกมาอีกหน

 

…ราวกับหัวใจของเขาละลายออกมา เป็นความใคร่และน้ำตาที่เจิ่งนอง…

 

องค์ชายรองหลับใหลไปทั้งอย่างนั้น…

 

ฟรอสต์ค่อย ๆ ขยับขึ้นนั่งโดยไม่ยอมถอดถอน จับร่างน้อยให้นั่งคร่อมตัก เสื้อของเกรเซียยังสวมอยู่ เขาจัดให้ปกปิดผิวขาวนุ่มนั้นอย่างหวงแหน…เผยเพียงส่วนล่างที่ยังสอดประสานกันและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำขาวข้น

 

“…เป็นพยานเสร็จก็กลับไปซะ…แล้วอย่าได้เสนอชื่อผู้หญิงคนใดมาบังคับฉันอีก”

 

เสียงเฉียบขาดบอกแก่เหล่าข้าหลวงที่ซ่อนตัวอยู่หลังหน้าต่าง แหวกม่านไว้แคบ ๆ เพื่อสังเกตการณ์ภายใน…ได้ยินคำตอบรับอย่างจำใจ ก่อนเงาดำจะค่อย ๆ แยกย้ายไปหมด….

 

ธรรมเนียมโบราณที่เหล่าข้าหลวงเคยเกลี้ยกล่อมเกรเซียนั้น เป็นการจัดฉากอย่างหนึ่ง

 

ฟรอสต์รู้ตัวดีว่าต้องการอะไร ‘ที่สุด’ ในชีวิตนี้ แต่เพราะตำแหน่งรัชทายาททำให้ถูกคัดค้านและกดดันให้แต่งงานเรื่อยมา

 

ทว่า ไม่มีสิ่งใดขวางเขาได้ บังคับด้วยอำนาจ ขู่สังหารด้วยพลัง

 

ช่างหัวข้าหลวง ช่างหัวบ้านเมือง

 

แขนใหญ่สวมกอดน้องชายคนรองแนบแน่น…จุมพิตแก้มขาวเนียนอย่างรักใคร่ รอให้ชเนย์ผู้มีนิสัยใจคอเหมือนเขาโตแล้วค่อยแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแทน…ถึงตอนนั้นเขาคงมีอิสระเหนือสิ่งใด

 

แต่เกรเซียจะไม่มีวันเป็นอิสระจากเขา…แน่นอน

 

-END-

คิลมู้ดปิดท้าย : กิ๊ฟติดผมของเกรเซียทรงพลังมาก ไม่หลุดระหว่างทำกิจกรรมหนักหน่วง

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 2

***แก้แย้ว : แปะจากมือถือ ค้นพบว่าวินาศมาก พรุ่งนี้แก้ฟอนต์ให้นะคะ orz / คือจะดราฟต์แต่ดันกดพลับบลิคคคค***

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 2

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

Note : อรุ๋ง ๆ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ในตอนที่แล้วค่ะ หญิงช้วยได้รับกำลังใจเต็มเปี่ยม (- -,,

ดีใจที่ทุกท่านบอกว่าภาษาอ่านง่าย เอิ๊กกก หญิงระวังไม่ใช้ราชาศัพท์เพราะเดี๋ยวจะเตร่งเตร๊งลิเกเกินค่ะ / ส่วนอัลสโตเรีย ไม่แซะแล้วอยู่ไม่ได้ กร๊ากกก รักนะอาร์วี่!!!

เช่นเคย อ่านแล้วมาคุยกันนะคะ จะคอมเมนต์หรือทางทวิตก็ได้ #ฟิควายเจ้าชายล็อกอิน รอคนช่วยแจวเรืออยู่ค่า ❤

“วังของท่านอาร์วีนั้น เป็นวังสำหรับพำนักในฤดูล่าสัตว์และตั้งรับข้าศึกในยามสงคราม อาจจะไม่หรูหราเท่าวังหลวง แต่รับรองว่ากว้างขวางและอยู่สบาย เผลอ ๆ ท่านชแตร์จะไม่ต้องเจอหน้าเพื่อนร่วมวังเลยขอรับ”

เสียงโทนต่ำของเอซบรรยายตลอดทางจากวังหลวงสู่วังของรัชทายาท

“ตั้งแต่ท่านอาร์วีออกเดินทางไปพร้อมเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ กระหม่อมก็ว่างงานมาโดยตลอด ต่อไปจะอยู่คอยรับใช้ท่านชแตร์เองขอรับ”

ชแตร์พยักหน้ารับเป็นบางครั้งให้รู้ว่าเขายังฟังอยู่ แต่ครั้งนี้เขามีคำถาม “แล้วนายไม่ไปดูแลอพอลโลเหรอ”

“เรื่องนั้น…” เอซมีสีหน้าลำบากใจ “องค์ราชาคงมอบหมายให้ทหารองครักษ์คนอื่นดูแลแล้วล่ะขอรับ”

“ไม่คิดว่าเป็นการลดเกียรติเขาหรือ เพราะตำแหน่งเดิมของนายคือการดูแลเจ้าชายอันดับหนึ่ง แต่กลับมาดูแลฉันแทน” น้ำเสียงนั้นเรียบเรื่อย

“ท่านชแตร์ต้องการไล่กระหม่อมหรือเปล่าขอรับ” เอซโอดครวญ

“เราไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น” ชแตร์ส่ายหัวเบา ๆ ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย “แค่สงสัยน่ะ คนอย่างเรา…ยังไงก็ดูด้อยกว่าอพอลโล”

“ด้อยกว่าอะไรกันขอรับ” เอซแย้ง “กระหม่อมชื่นชมตั้งแต่ตอนสั่งสอนท่านอพอลโล นั่นทำให้อยากรับใช้ท่านมากกว่า”

“เหรอ…” ชแตร์รับคำ แต่ไม่ยอมรับในใจ สายตาหลุบลงมองจี้ห้อยคอรูปนาฬืกาทราย

ละอองดาวที่บรรจุในนั้นเหลือเพียงน้อยนิด..ชีวิตกำลังลดลงไม่ต่างกัน เป็นดั่งของใกล้สลาย ประโยชน์เหลือใช้ไม่มากแล้ว…

ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เขามีนิสัยดูแคลนตนเองเช่นนี้ อาจจะตั้งแต่รู้ความว่าเกิดมาแตกต่างจากคนอื่น อาจจะเพราะทำให้ท่านแม่ร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วนเพราะสุขภาพเปราะบาง รู้สึกว่าตนเองไม่ควรเป็นภาระให้ หรือฝากชีวิตกับใครให้ลำบาก

ยกเว้นเพียงคนเดียวที่อยากให้อยู่เคียงข้าง

แต่เธอเลือกจะจากไป ทิ้งความหวังไว้ให้เพียงเศษเสี้ยว

“ท่านชแตร์ ถึงแล้วขอรับ”

เสียงของเอซดึงชแตร์กลับมาจากห้วงความคิด ตรงหน้าของเขาคือวังของรัชทายาท เป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ ดูแข็งแรงราวกับป้อมปราการ หากประดับไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และดอกไม้รายล้อม ลดทอดความน่าเกรงขาม เพิ่มความรู้สึกว่าเป็นที่อยู่อาศัย ทหารและข้ารับใช้ในวังจำนวนหนึ่งออกมายืนต้อนรับเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลที่ประตูหน้า ทุกคนต่างมีรอยยิ้มให้…แบบเกร็ง ๆ

จะไม่เกร็งได้อย่างไร ในเมื่อกึ่งกลางของแถวต้อนรับนั้น มีเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจนั่งท้าวคางและไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หรูซึ่งยกมาวางเฉพาะกิจ

“ขี่ม้าอยู่แท้ ๆ ทำไมใช้เวลาจากเมืองมาที่นี่นานนัก หา?” อพอลโลขมวดคิ้วใส่ ก่อนจะปรายตาไปมองเอซจนทหารหนุ่มสะดุ้งโหยง “เจ้านี่เป็นตัวถ่วงให้เดินทางช้าหรือไง”

แม้จะไม่อยากสนทนากับอีกฝ่ายเท่าไหร่ แต่เป็นภาระของชแตร์ที่ต้องปกป้องทหารชั่วคราวในสังกัด “เขาทำหน้าที่นำทางตามปกติ ไม่ใช่ตัวถ่วง แล้วฉันก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร”

“แล้วไม่คิดจะรีบมาทักทายผู้ร่วมอาศัยเร็ว ๆ บ้างเหรอ” ฝ่ายมาก่อนตวัดขาเปลี่ยนท่านั่ง รองเท้ากระทบพื้นเสียงดังสนั่น ข้ารับใช้รอบกายลอบกลั้นหายใจแทบจะพร้อมกัน

ชแตร์ตอบด้วยใบหน้านิ่ง “ไม่เห็นจะสำคัญ”

คราวนี้ข้ารับใช้ทั้งหมดเบิกตาและอาจจะอุทานในใจว่า ‘อื้อหือออออ’ เพราะไม่คิดว่าเจ้าชายผู้เรียบร้อยดั่งผ้าแพรขาวจะกล้าฟาดประโยคนี้ใส่เจ้าชายผู้โผงผางดั่งภูเขาไฟ

พริบตาต่อมา กลุ่มคนก็แตกฮือแยกเป็นสองฝ่าย เมื่ออพอลโลยันกายลุกขึ้นอย่างแรงจนเก้าอี้ล้มดังโครม…ชแตร์ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย มือกำบังเหียนม้า รอรับมือหากอีกฝ่ายบุกโจมตี จี้ห้อยคอส่งแสงเรืองรองตอบรับเจ้าของพลัง

แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่เป็นดังคาด อพอลโลนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจราวกับจะไล่ความหงุดหงิดแล้วเอ่ย  “ฉันแค่อยากจะทำข้อตกลงกับนาย เรายังต้องอยู่ร่วมกันอีกสักพัก”

เหตุผลที่ยกมานั้นพอฟังได้…ชแตร์ก้าวลงมาจากหลังม้า เดินมาเผชิญหน้ากับเจ้าชายต่างแดน

“ว่ามาสิ” ชแตร์ยืดหลังตรงเพื่อเสริมความภูมิฐาน แม้จะยืนบนพื้นระดับเดียวกัน เขากลับต้องเงยหน้ามองอีกฝาย รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย

อพอลโลยิ้มมุมปากกับท่าทีเช่นนั้น เขาชื่นชอบคนที่พยายามรักษาตนให้สง่าอยู่เสมอเป็นทุนเดิม “พ่อบ้านหลวงรายงานว่าวังแห่งนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือปีกตะวันออกกับปีกตะวันตก ฉันต้องการอยู่ปีกตะวันออก”

ชแตร์งุนงงเล็กน้อยว่ากับเรื่องแค่นี้ ทำไมต้องมาบอก “การเลือกที่พักเป็นสิทธิของคนมาก่อนได้จับจองก่อน ฉันไม่คัดค้าน”

“ดี” อพอลโลยิ้มกว้างขึ้น “ห้องอาหารมีแห่งเดียว ดังนั้น นายต้องทานพร้อมกับฉัน ทุกมื้อ”

“ไม่คัดค้าน” ถือเป็นมารยาทพื้นฐานในการไปเยือนต่างแดน

“ดี แล้วก็…” กำลังจะเอ่ยอะไรสักอย่างแต่ต้องชะงักไป เมื่อนัยน์ตาสีเพลิงสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

ชแตร์สะดุ้ง เมื่อจู่ ๆ ปลายนิ้วใหญ่เลื่อนมาไล้บนผิวแก้ม รู้สึกร้อนผ่าวและแสบแผ่ว ๆ ขึ้นมาจนอยากจะถอยห่าง แต่ยังรักษาท่าที

“แผลนี่ เกิดเพราะฉันสินะ” คิ้มเข้มลู่ลงเล็กน้อย “เสียดาย เป็นตำหนิ…”

“นักรบย่อมรับได้ทุกบาดแผล แค่นี้ เดี๋ยวก็หาย” ชแตร์ดันฝ่ามืออีกฝ่ายออก แต่กลับไม่ขยับ

“พูดได้ดี” อพอลโลแค่หัวเราะ ปลายนิ้วเกลี่ยรอบรอยแผลอย่างอ้อยอิ่งอยู่อีกอึดใจ ก่อนจะยอมรามือ…และส่งปลายนิ้วที่มีสะเก็ดสีแดงเข้มนั้นเข้าริมฝีปาก ดูดกลืน

ชแตร์ร้อนวูบไปทั่วแผ่นหลัง

วิปลาส…เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจวิปลาสแน่ ๆ

“ฉันขอตัวก่อน” รีบร้อนเอ่ยลาเพราะรู้สึกถูกคุกคาม แม้ใบหน้าจะนิ่งเฉยแต่ฟันกรามเริ่มขบเข้าหากัน

“อย่าลืมสัญญาล่ะ ฉันน่ะ ต้องการจะรู้จักนายให้เยอะ ๆ เสียแล้ว”

อพอลโลเอ่ยไล่หลัง แต่ชแตร์ไม่ชะลอฝีเท้ารับฟังแม้แต่น้อย

———

“ท่านชแตร์ขอรับ ท่านชแตร์”

เมื่อรู้สึกว่าพ้นสายตาของอพอลโลและใกล้ถึงห้องพักทางปีกตะวันตกแล้ว ชแตร์ถึงได้ลดความเร็วในการเดินลง  “มีอะไรเหรอเอซ”

“เรื่องห้องพักน่ะขอรับ เดี๋ยวกระหม่อมจะรีบให้คนนำเครื่องนอนชุดใหม่มาเปลี่ยนให้”

คำบอกนั้นทำให้เจ้าชายเลิกคิ้ว “เครื่องนอน? เปลี่ยนใหม่ทำไม มันเก่าหรือ?”

“ไม่ใช่หรอกขอรับ….” เอซส่ายหน้า ก่อนจะเบิกตา “ร…หรือว่าท่านชแตร์ไม่รู้มาก่อน เลยตกลงใช้ปีกตะวันตก?”

“รู้เรื่องอะไรกัน” ชแตร์เผลอทำหน้ามุ่ย วันนี้เขาใช้พลังไปทำให้เพลียกว่าปกติ มือขาวผลักประตูห้องเข้าไปอย่างไม่คิดอะไร

…แล้วต้องตาค้างกับการประดับประดาในนั้น…ลูกไม้สีหวานระยิบระยับ เครื่องเรือนสีสวยละลานตา โดยเฉพาะบนเตียง…ผืนผ้าวิจิตรด้วยลายปักราวกับยกอุทยานมาห่มนอน

“คือว่า…..” เอซรู้สึกน้ำลายเหนียวจนอธิบายยาก เมื่อเห็นอาการตะลึงของเจ้านาย

แล้วต้องรีบบอกจนลิ้นแทบพัน เมื่อเจ้าชายชแตร์ตวัดสายตาราวกับมีดน้ำแข็งมาหา

“วังปีกตะวันตกคือที่พำนักของว่าที่พระชายาขอรับ!!!”

….เพราะรู้ก่อนแล้วถึงชิงเลือกปีกตะวันออกสินะ

อพอลโล..ชแตร์เอ่ยชื่อเจ้าชายร่วมวังด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบในลำคอ

TBC

[Yume100TH Fanfiction] Scars. (NSFW)

เป็นเรื่องเดียวกับที่เคยลงใน Wattpad นะคะ ย้ายมารวมกันให้หาง่ายน่ะ (- -,,

[Yume100TH Fanfiction] Scars.

 

macho_luglio

 

Paring : Jay x Alfred

12801109_967770066610947_1845682054203036416_n

NSFW

-เผื่อฟังประกอบ-

 

required : บทนำของเจย์, บทที่3ของอัลเฟรด (และถ้าอ่านบทความสัมพันธ์ของเจ้าชายก็จะดีจ้า)

 

Notes :

  • รายละเอียดบางจุดอาจมีการ ‘มโน’ ขึ้นมาบ้าง เนื่องจากออฟฟิเชียลไม่ได้ระบุชัดนะคะ (;w;
  • เนื่องจากเจ้าหญิงมาช้วย(กร๊าก)ได้เจย์มาก่อนอัลเฟรด จึงขอเรียงลำดับการพบตามนั้นเน้อ

 

 

ระฆังโบสถ์กังวานมาจากที่ห่างไกล…เห็นเพียงยอดหอคอยกับแสงสะท้อนจุดเล็กบนเนื้อโลหะ ณ ริมขอบฟ้า

 

อัลเฟรดถอนสายตาจากทิวทัศน์ เมื่อข้าหลวงขอความเห็นเกี่ยวกับงานต้อนรับเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์….อาณาจักรโดมิเนียของเขาห่างร้างจากงานรื่นเริงระดับนี้มานานพอดู…ตั้งแต่บาดหมางกับอาณาจักรโนพรี

 

หลังจากกำหนดงบและขอบเขตของงาน อัลเฟรดสั่งให้เตรียมไวน์ที่บ่มไว้เท่าอายุเจ้าหญิง ข้าหลวงกล่าวชื่นชมกับการเลือกสรรครั้งนี้ และยื่นรายนามผู้ถูกเชิญมาให้เลือกเป็นงานสุดท้าย…ไม่รู้ว่าแสงตะวันลับหายไปตอนไหน หันไปนอกหน้าต่างอีกหน หอคอยที่อยู่ห่างไกลลาจากไปในความมืดแห่งรัตติกาลเสียแล้ว

 

เขาจ้องมองขอบฟ้ามืดดำ…รู้สึกที่สายตาเหล่าข้าหลวงทิ่มแทงอยู่บนหลังมือ…เจ้าชายแค่นยิ้มเศร้า ก่อนจะจรดปากกา ‘ขีดฆ่า’ หมึกดำผ่านชื่อหนึ่งที่ใส่มาแค่พอเป็นพิธี

 

———

 

งานต้อนรับเจ้าหญิงดำเนินไปอย่างราบรื่น บรรยากาศชื่นมื่นอย่างยิ่ง

 

อัลเฟรดค้อมศีรษะให้กับเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์อีกครั้งในค่ำคืนนี้ เป็นธรรมเนียมเล็ก ๆ ที่เจ้าภาพและอาคันตุกะจะเต้นรำด้วยกันครั้งสุดท้ายก่อนงานเลิก…เจ้าชายก้าวเท้า พาเจ้าหญิงที่อายุห่างกันมากพลิ้วไปตามฟลอร์

 

แม้ริมฝีปากจะยิ้มแย้ม หากมีแววกังวลฉายอยู่ในดวงตาของเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์…

 

“เต้นรำกับคนอายุมาก คงไม่น่าอภิรมณ์เท่าไหร่ใช่ไหม” อัลเฟรดกระซิบถามร่างที่ประคองไว้

 

“ม…ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” สาวน้อยส่ายหน้ารัว ก่อนจะกัดริมฝีปากเข้าหากันแล้วมองตรงมา  “คือว่า…”

 

ผู้ฟังคลี่ยิ้มละมุน ใจจดจ่อว่าเจ้าหญิงพูดอะไร แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วจนร่องระหว่างดวงตาลึกกว่าเดิม เมื่อจดหมายซองน้อยถูกยื่นมาให้

 

“นี่คือ?….”

 

ไม่ได้คำตอบ องค์หญิงแห่งทรอยแมร์บรรจงสอดซองจดหมายเข้ามายังสาบเสื้อสูทของอัลเฟรด

 

“รับไว้ด้วยนะคะ ได้โปรดเปิดอ่านตอนคุณอยู่ลำพัง…”

 

แก้มนวลที่แดงเรื่อนั้น ทำให้อัลเฟรดหลุดยิ้มออกมา เขาแกล้งหยอกด้วยการกุมมือเล็กเอาไว้ เมื่อครู่ยังอาจหาญส่งจดหมายมาถึงอก ตอนนี้กลับสั่นเบา ๆ เสียอย่างนั้น

 

“ตามบัญชา…”

 

เพลงบรรเลงอันแสนยาวนานจบลงในที่สุด พ่อบ้านขนปุยประจำตัวเจ้าหญิงเดินมารับเจ้านาย อัลเฟรดค้อมศีรษะให้เธอเป็นการบอกลา นึกเอ็นดูทั้งความใจกล้าและความเขินอายนั้น

 

หลังรับรายงานจากข้าหลวง งานก็จบลงอย่างเป็นทางการ อัลเฟรดถอนหายใจ…ปลดเสื้อคลุมที่ยาวระพื้นออกมาพาดแขนไว้ ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับห้องพัก

 

เสียงกระดาษในอกเสื้อสูทด้านในขยับ….เขามองรอบด้านว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ก่อนจะดึงจดหมายออกมาเปิด ตัวอักษรเล็กและกลม บอกเป็นนัยว่าผู้เขียนคือสาวน้อยเยาว์วัย

 

‘อยากจะพบคุณ ที่นอกรั้ววังสักครั้ง จะรอที่ประตูหลังอุทยานที่เราเคยเดินด้วยกัน’

 

คนอ่านยกยิ้ม…แม้จะไม่ได้ลงชื่อ แต่ช่างเป็นเนื้อความเชิญชวนที่ใจกล้าเสียเหลือเกิน

 

มือใหญ่บรรจงพับจดหมาย ตวัดเสื้อคลุมขึ้นสวมอีกครั้ง กระซิบบอกข้าหลวงที่ไว้ใจว่าคืนนี้จะออกไปพักผ่อนหย่อนใจ และอาจไม่กลับ

 

———

 

ด้านหลังอุทยานในเวลาเกือบเที่ยงคืนนั้นไร้ผู้คน

 

อัลเฟรดสูดกลิ่นดอกไม้ราตรีที่ลอยมาพร้อมเกสร…คืนนี้ลมแรงกว่าปกติ หอบเอาใบไม้และกลีบดอกร่วงโรยปลิวไปทั่ว น่ากลัวจะมีพายุ เขาห่วงฝ่ายที่นัดหมายขึ้นมา…ผู้หญิงคนเดียวท่ามกลางความมืดและลมกรรโชก คงไม่ปลอดภัยนัก

 

นัยน์ตาสีแดงโชนแสง ดึงความสามารถจากสายเลือดแวมไพร์ของบิดาออกมา ในความมืดปรากฎไอร้อนของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เป็นแสงสีแดงเรืองออกมาจากร่าง วัตถุต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิตก็ปรากฎเป็นเค้าโครงเด่นชัดพร้อมแสงสีฟ้าซีดเย็น

 

…ร่างหนึ่งแฝงกายอยู่หลังกำแพงวัง…เหมือนมนุษย์ แต่ไม่ใช่…แสงที่เรืองออกมานั้นเป็นสีม่วงอ่อนจาง เกิดจากการผสานระหว่างสีแดงและฟ้า

 

ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต อัลเฟรดรู้ทันทีว่าเป็นใคร พวกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ‘เช่นเดียวกับเขา’

 

ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังตามหาเขาอยู่เช่นกัน เพราะทั้งที่อยู่ห่างไกล  ร่างนั้นกลับหันหลังมาอย่างถูกทิศ

 

ไม่กี่อึดใจ ‘เจย์’ ก็มายืนอยู่ไม่ห่าง

 

“ทำหน้าอย่างกับเห็นผีเลย” ผู้มาเยือนยิ้มจาง ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยตามนิสัย

 

“ใกล้เคียง…” อัลเฟรดไม่คลายคิ้วที่ขมวดแน่น ดึงจดหมายที่เมื่อครู่ยังทะนุถนอมออกมาทิ้ง “นายเล่นกลอะไร?”

 

เจย์มองซองจดหมายหล่นลงพื้น  “ไม่ได้เล่นกลอะไร แค่ขอให้เจ้าหญิงช่วยส่งข่าว”

 

“จงใจให้ฉันคิดว่าเธอเขียนเองสินะ” มือที่จับเสื้อคลุมเอาไว้ บีบแน่นขึ้น

 

“ถ้าฉันเขียนเอง…ป่านนี้จดหมายคงเป็นขี้เถ้าอยู่ในเตาไฟ” เจย์หยิบซองเปื้อนฝุ่นขึ้นมามอง ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง “นายคงไม่รู้ว่าฉันรู้จักกับเธอ ถึงได้ยอมออกมา”

 

“แน่นอน” อัลเฟรดกดเสียงต่ำ

 

ความหมางเมินทางวาจาอาจทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกขับไล่ แต่นัยน์ตาคนพูดที่เสมองไปทางอื่นนั้นแสดงออกถึงความปวดใจ เจย์ยิ้มบาง ๆ ออกมา

 

“ไม่มีจดหมายไปถึงฉัน” แขกไม่ได้รับเชิญขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม “พวกข้าหลวงคงไม่อนุญาตสินะ”

 

เจ้าชายแห่งโดมิเนียถอนหายใจ…เขารู้สึกสมเพชตัวเองทุกครั้งเมื่อถูกกดดันให้ตัดสัมพันธ์กับอดีตสหาย…ในโนพรีเองก็ปฎิบัติกับเจย์อย่างย่ำแย่ โดมิเนียก็ไม่เต็มใจต้อนรับ

 

เพราะเจย์เหมือน ‘แผลเป็น’ ที่ไม่มีวันลบเลือนระหว่างสองอาณาจักร

 

ทว่าเจ้าตัวดูจะไม่ทุกข์ทนกับชะตากรรมตนเองนัก นัยน์ตาอ่อนโยนทอดมองอดีตเพื่อนรัก แม้อีกฝ่ายจะไม่ใส่ใจอยากหันมา

 

“…เกิดอะไรขึ้นกับนายเหรอ อัล…”

 

“นายห่วงเรื่องตัวเองก่อนเถอะ ลักลอบเข้ามาในโดมิเนียแบบนี้” อัลเฟรดแค่นหัวเราะ “จะมีอะไรเกิดขึ้นกับฉันได้ วัน ๆ ก็มีแต่วางแผนสู้กับปีศาจ งานราชการ งานต้อนรับ—”

 

เจย์พูดขึ้นก่อนอีกฝ่ายจะจบประโยค “และดูแลเจ้าหญิง ทั้งกลางวันกลางคืน”

 

อัลเฟรดนิ่งไป…เจย์ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่กลางแสงตะวัน แต่กลับรู้เรื่องที่เขาพาเจ้าหญิงชมเมือง เพราะมีสายสืบที่จ้างไว้…

 

และไม่ใช่ครั้งแรก ที่เขาถูกสะกดรอย

 

“แต่ระหว่างนายและเธอ ยังไม่มีอะไรเกินเลย” เจย์ยังคงเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล “เอาล่ะ…กลับมาที่คำถามแรก เกิดอะไรขึ้นกับนาย…นายพยายามจะหาใครมา แล้วลืมฉันใช่ไหม”

 

คนฟังเงียบ…คำตอบก็คือคำถามที่อีกฝ่ายเอ่ย ครบถ้วน

 

….ไม่ใช่ครั้งแรกที่อัลเฟรดถูกจับตามอง เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขา ‘นอกใจ’

 

พยายามลืม พยายามหาใครสักคนมาทดแทน…

 

“ทั้งที่ฉัน มีแค่นายเท่านั้น”

 

…อัลเฟรดสูดลมหายใจ…เขาต้องเป็นฝ่ายมีใหม่ เพราะเจย์ยึดติดกับเขาเสียเหลือเกิน

 

และตอนนี้ความอ่อนโยนอันแสนคุกคาม กำลังคืบคลานเข้าใกล้…เจย์ดึงมือของเขาไปสัมผัสข้างลำคอ ก่อนจะรั้งให้สอดเข้าไปใต้ปกเสื้อ อัลเฟรดชักมือกลับอย่างตระหนก รู้ดีว่าสิ่งที่รอปลายนิ้วอยู่คืออะไร….รอยเขี้ยวจากบิดาของเขา

 

แผลร้ายที่ทำให้มิตรภาพของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล แผลร้ายที่ทิ้งรอยไว้บนร่างกายของเจย์ แต่ฝังลึกลงในใจของเขา

 

เกลียด

 

“นายไม่ชอบแผลนี้ แต่ฉันนึกขอบคุณเสมอ”

 

เจย์ยิ้มละมุนท่ามกลางลมกรรโชกแรง ผมหยักศกประกายเขียวทองปลิวมาละข้างแก้มของอัลเฟรด ทำให้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายฉวยโอกาสเข้ามาใกล้เพียงใด

 

“ขอบคุณ ที่มอบโลกแห่งแวมไพร์ ขอบคุณที่ทำให้ฉันเป็นเหมือนนาย”

 

“ไม่เหมือน” อัลเฟรดเขม่นมอง แก้ความเข้าใจนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน “นายสูญเสียดวงตะวันไปตลอดกาล ในขณะที่ฉันไม่ควรได้รับความอบอุ่นนั้นเลย”

 

“ตะวันอะไรนั่น…ไม่ต้องการหรอก” เจย์หลับตาลง สวมกอดและก้มลงซุกใบหน้ากับบ่า “…ตั้งแต่ได้รักนาย ก็ไม่มีอะไรอบอุ่นและร้อนแรงกว่าอีกแล้ว”

 

สายฝนเสียดแทงลงมาจากฟ้า กระหน่ำลงบนใบหน้าของอัลเฟรด

 

เจย์เคยพูดกับเขาเช่นนั้นสองครั้ง…ครั้งแรกในหอพักลับตาผู้คน…อบอุ่นและอ่อนหวาน ครั้งที่สองคือตอนพากันมาพบบิดา สารภาพความลับ ขอความเห็นใจและคำอวยพร

 

เขาไม่เคยรู้

 

ไม่เคยรู้ว่าบิดาคิดเช่นไร หวงลูก…หรือริษยาลูก ถึงได้พรากเอาชีวิตคนธรรมดาไปจากเจย์…สองอาณาจักรสะบั้นความสัมพันธ์กันทันที พร้อมกับความรักครั้งแรกของเขาที่ย่อยยับลง อัลเฟรดหลีกหนีเจย์ ด้วยความรู้สึกผิดแทนบิดา

 

แต่เจย์ไม่ยอมลบเลือนหาย…ดั่งแผลเป็นที่ติดตัว เจ็บเตือน

 

และเขาเองก็เป็นคนป่วย ที่เผลอลูบไล้แผลเป็นทุกครั้งที่เสียวปลาบ…

 

ท่ามกลางหยดน้ำเย็นจัด ลิ้นร้อนของเจย์สัมผัสข้างลำคอขาว คมเขี้ยวครูดผิวเนื้อสั่นเทา ในขณะที่มือเย็นลูบโลมแผ่นหลังและบั้นท้าย….เล็บแหลมเกี่ยวกางเกงผ้าของอัลเฟรดลงทีละน้อย

 

ทั้งที่ปฏิบัติอย่างอ่อนโยน แต่กลับแฝงด้วยความรักอันบ้าคลั่ง

 

อัลเฟรดจิกเล็บลงกับบ่ากว้างเมื่อเจย์ลดตัวลงคุกเข่าต่อหน้า…ศีรษะของอีกฝ่ายหายลับเข้าไปใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่…เมื่อริมฝีปากของเจย์หยอกล้อกับความอ่อนไหว เขาสะบัดหน้าขึ้นจนผมที่จัดเอาไว้รุ่ยหลุด ซ้ำยังเผลอกัดฟันแรงจนเขี้ยวคมบาดริมฝีปากเมื่อเจย์สอดนิ้วชื้น ๆ เข้าไปร่างของเขาโดยไม่เตือน เขาขยับขาขัดขืน แต่อีกฝ่ายไม่เลิกรา ยิ่งคลึงควานช่องทางที่ห่างร้างให้ขยายออก ความอัปยศแล่นริ้วจนนึกโกรธ

 

…หากตัณหาในเนื้อแท้ ทรงอำนาจกว่า

 

เจย์อุทานออกมาเมื่ออกเสื้อถูกกระชากขึ้นจนต้องลุกยืนเต็มความสูง นัยน์ตาสีแดงแห่งแวมไพร์สองคู่สบประสาน

 

“พูด…” อัลเฟรดเอ่ยเสียงต่ำ ด้วยสติที่เลือนลางใกล้ขาดกลางพายุฝน

 

เจย์ยิ้ม…ยิ้มอย่างสาสมใจ เปล่งเสียงดังเมื่อเอ่ยขึ้นท่ามกลางฟ้ากระหน่ำไม่ขาดสาย

 

“ฉันรักนาย หากไม่ได้นายฉันยอมตาย”

 

คนฟังยกยิ้มมุมปาก…แล้วเหวี่ยงร่างของเพื่อนรักจนลอยไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ เจย์เจ็บจนต้องครางออกมา หากไม่มีเวลาให้โอดครวญ เขารีบร้อนปลดกางเกงตัวเองลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินมาหา

 

นอกจากด้านล่างที่เจย์รูดปลดไว้ อัลเฟรดไม่ยอมถอดเสื้อผ้าชิ้นใดออก…เอวได้รูปขึ้นคร่อมเหนือความใคร่ที่แข็งชันของเจย์  บีบลำคอคนใต้ร่างเอาไว้ขณะกดบั้นท้ายลงสวมสอด…

 

เจย์ถึงกับตาพร่าเมื่อถูกดูดกลืนเข้าไป ความคับแน่นนั้นน่ากลัวจะทำให้ช่องทางร้อนบาดเจ็บได้ เขาพยายามจะห้ามอัลเฟรด แต่กลับถูกบีบคอแน่นขึ้น พร้อมเอวที่เริ่มขย่มรัวเร็ว

 

อัลเฟรดขยับตามใจตนเอง ร่อนและกดลึกตามแต่ปรารถนา…ด่าทอและย้ำเตือนตัวเองว่าเขาไม่ได้ปล่อยใจไปกับคำรัก แค่ช่วยปลดปล่อยให้กับคนที่ยอมตาย

 

“ร…รั….ก….ฉันรัก….”  เสียงของเจย์ขาดห้วงไปกับลมหายใจกระเส่า ทั้งที่เมื่อครู่คิดห่วงใย แต่ตอนนี้เอวกลับสวนขึ้นกระแทกอย่างบ้าคลั่ง

 

คนถูกบอกรักครางเสียงต่ำ ปัดป้องมือที่กำลังบีบคลึงและลวนลามไปทั่วกาย อัลเฟรดขยับริมฝีปากจะพูด หากไร้เสียงฟังได้ศัพท์ …หยุดคำรักนั่นเสียที แทบจะตะโกนในใจ เขาหลับตาแน่น

 

อึดใจที่ประมาท เจย์ตวัดร่างของอัลเฟรดลงพื้นดิน คนพลาดท่าไม่มีโอกาสแก้ตัว ถูกกดทับทั้งร่างและสอดใส่ราวกับปีศาจร่วมรัก

 

เขี้ยวคมเฉี่ยวบาดริมฝีปากกันและกันเพราะการจุมพิตทั้งที่ร่างสะเทือน เจย์ขบกัดลงไปตามแผลเดิมที่เริ่มจางบนร่างของอัลเฟรด

 

“กัดฉันสิ อัล…ประทับตราว่าเป็นเจ้าของฉัน” คำวอนขอนั้นเคล้าเสียงหอบ

 

ริมฝีปากของคนถูกขอเผยอกว้าง…ก่อนจะกลับลำ ขบฟันแน่น…ช่องทางลึกล้ำรัดอย่างรุนแรง อัลเฟรดถึงจุดหมาย…

 

แรงรัดนั้นส่งให้เจย์สะท้านไปทั้งตัว เขาปลดปล่อยออกมา…ความร้อนล้นนองไปทั่วบั้นท้ายที่รองอยู่

 

ไม่มีทาง

 

ไม่มีทางจะซ้ำรอย…ของใคร

 

ทิฐิรักษาได้ แต่สติไม่อาจทนต่อ…อัลเฟรดปิดตาลงอย่างอ่อนล้า…หลับไปทั้งที่มีคนเบื้องบนคาอยู่ในร่าง

 

เจย์ถอนหายใจหนัก…เขาผิดหวังอีกครา

 

ผู้มาเยือนประคองร่างที่หลับไปขึ้นมากอด เส้นผมที่หลุดรุ่ยทำให้ใบหน้ราของอัลเฟรดดูคล้ายสมัยยังเยาว์…ความรักของเขาไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลา…ซ้ำยังหนักหนาเสียจนเพื่อนรักลำบากใจ

 

เมื่อไหร่…อัลจะยอมรับ…เขาต้องการแผลเป็นอันใหม่ที่มาจองจำและยืนยันว่าใครคือเจ้าของร่างนี้ ด้วยพิธีกรรมแปลกประหลาดของแวมไพร์

 

พายุฝนสร่างซาไปโดยไม่ทันสังเกต เพราะพายุตัณหานั้นรุนแรงกว่า…ดาวประจำเมืองใกล้ตกลับขอบฟ้า บ่งบอกว่าจะถึงอรุณรุ่ง

 

เจย์จัดเสื้อผ้าสองคนให้เรียบร้อย แล้วช้อนร่างของอัลเฟรดขึ้นมาในอ้อมแขน…สิ่งนึงที่อัลเฟรดไม่รู้ คือเขาไม่ได้มาหา แต่มาพาอีกฝ่ายไป…

 

ให้ห่างจากเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ จะไม่ยอมให้ผิดพลาดซ้ำสองเหมือนครั้งภรรยเก่าของอีกฝ่าย

 

จะไม่มีใครครอบครองหัวใจเจ้าชายแห่งโดมิเนียได้อีก นอกจากเขา

 

End

เจ้าชายสายสีเขียวน่ะ…น่ากลัวนะคะ /สั่นกึกๆๆๆ