macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for 09/09/2016

[Yume100TH Fanfiction] Scars. (NSFW)

เป็นเรื่องเดียวกับที่เคยลงใน Wattpad นะคะ ย้ายมารวมกันให้หาง่ายน่ะ (- -,,

[Yume100TH Fanfiction] Scars.

 

macho_luglio

 

Paring : Jay x Alfred

12801109_967770066610947_1845682054203036416_n

NSFW

-เผื่อฟังประกอบ-

 

required : บทนำของเจย์, บทที่3ของอัลเฟรด (และถ้าอ่านบทความสัมพันธ์ของเจ้าชายก็จะดีจ้า)

 

Notes :

  • รายละเอียดบางจุดอาจมีการ ‘มโน’ ขึ้นมาบ้าง เนื่องจากออฟฟิเชียลไม่ได้ระบุชัดนะคะ (;w;
  • เนื่องจากเจ้าหญิงมาช้วย(กร๊าก)ได้เจย์มาก่อนอัลเฟรด จึงขอเรียงลำดับการพบตามนั้นเน้อ

 

 

ระฆังโบสถ์กังวานมาจากที่ห่างไกล…เห็นเพียงยอดหอคอยกับแสงสะท้อนจุดเล็กบนเนื้อโลหะ ณ ริมขอบฟ้า

 

อัลเฟรดถอนสายตาจากทิวทัศน์ เมื่อข้าหลวงขอความเห็นเกี่ยวกับงานต้อนรับเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์….อาณาจักรโดมิเนียของเขาห่างร้างจากงานรื่นเริงระดับนี้มานานพอดู…ตั้งแต่บาดหมางกับอาณาจักรโนพรี

 

หลังจากกำหนดงบและขอบเขตของงาน อัลเฟรดสั่งให้เตรียมไวน์ที่บ่มไว้เท่าอายุเจ้าหญิง ข้าหลวงกล่าวชื่นชมกับการเลือกสรรครั้งนี้ และยื่นรายนามผู้ถูกเชิญมาให้เลือกเป็นงานสุดท้าย…ไม่รู้ว่าแสงตะวันลับหายไปตอนไหน หันไปนอกหน้าต่างอีกหน หอคอยที่อยู่ห่างไกลลาจากไปในความมืดแห่งรัตติกาลเสียแล้ว

 

เขาจ้องมองขอบฟ้ามืดดำ…รู้สึกที่สายตาเหล่าข้าหลวงทิ่มแทงอยู่บนหลังมือ…เจ้าชายแค่นยิ้มเศร้า ก่อนจะจรดปากกา ‘ขีดฆ่า’ หมึกดำผ่านชื่อหนึ่งที่ใส่มาแค่พอเป็นพิธี

 

———

 

งานต้อนรับเจ้าหญิงดำเนินไปอย่างราบรื่น บรรยากาศชื่นมื่นอย่างยิ่ง

 

อัลเฟรดค้อมศีรษะให้กับเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์อีกครั้งในค่ำคืนนี้ เป็นธรรมเนียมเล็ก ๆ ที่เจ้าภาพและอาคันตุกะจะเต้นรำด้วยกันครั้งสุดท้ายก่อนงานเลิก…เจ้าชายก้าวเท้า พาเจ้าหญิงที่อายุห่างกันมากพลิ้วไปตามฟลอร์

 

แม้ริมฝีปากจะยิ้มแย้ม หากมีแววกังวลฉายอยู่ในดวงตาของเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์…

 

“เต้นรำกับคนอายุมาก คงไม่น่าอภิรมณ์เท่าไหร่ใช่ไหม” อัลเฟรดกระซิบถามร่างที่ประคองไว้

 

“ม…ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” สาวน้อยส่ายหน้ารัว ก่อนจะกัดริมฝีปากเข้าหากันแล้วมองตรงมา  “คือว่า…”

 

ผู้ฟังคลี่ยิ้มละมุน ใจจดจ่อว่าเจ้าหญิงพูดอะไร แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วจนร่องระหว่างดวงตาลึกกว่าเดิม เมื่อจดหมายซองน้อยถูกยื่นมาให้

 

“นี่คือ?….”

 

ไม่ได้คำตอบ องค์หญิงแห่งทรอยแมร์บรรจงสอดซองจดหมายเข้ามายังสาบเสื้อสูทของอัลเฟรด

 

“รับไว้ด้วยนะคะ ได้โปรดเปิดอ่านตอนคุณอยู่ลำพัง…”

 

แก้มนวลที่แดงเรื่อนั้น ทำให้อัลเฟรดหลุดยิ้มออกมา เขาแกล้งหยอกด้วยการกุมมือเล็กเอาไว้ เมื่อครู่ยังอาจหาญส่งจดหมายมาถึงอก ตอนนี้กลับสั่นเบา ๆ เสียอย่างนั้น

 

“ตามบัญชา…”

 

เพลงบรรเลงอันแสนยาวนานจบลงในที่สุด พ่อบ้านขนปุยประจำตัวเจ้าหญิงเดินมารับเจ้านาย อัลเฟรดค้อมศีรษะให้เธอเป็นการบอกลา นึกเอ็นดูทั้งความใจกล้าและความเขินอายนั้น

 

หลังรับรายงานจากข้าหลวง งานก็จบลงอย่างเป็นทางการ อัลเฟรดถอนหายใจ…ปลดเสื้อคลุมที่ยาวระพื้นออกมาพาดแขนไว้ ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับห้องพัก

 

เสียงกระดาษในอกเสื้อสูทด้านในขยับ….เขามองรอบด้านว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ก่อนจะดึงจดหมายออกมาเปิด ตัวอักษรเล็กและกลม บอกเป็นนัยว่าผู้เขียนคือสาวน้อยเยาว์วัย

 

‘อยากจะพบคุณ ที่นอกรั้ววังสักครั้ง จะรอที่ประตูหลังอุทยานที่เราเคยเดินด้วยกัน’

 

คนอ่านยกยิ้ม…แม้จะไม่ได้ลงชื่อ แต่ช่างเป็นเนื้อความเชิญชวนที่ใจกล้าเสียเหลือเกิน

 

มือใหญ่บรรจงพับจดหมาย ตวัดเสื้อคลุมขึ้นสวมอีกครั้ง กระซิบบอกข้าหลวงที่ไว้ใจว่าคืนนี้จะออกไปพักผ่อนหย่อนใจ และอาจไม่กลับ

 

———

 

ด้านหลังอุทยานในเวลาเกือบเที่ยงคืนนั้นไร้ผู้คน

 

อัลเฟรดสูดกลิ่นดอกไม้ราตรีที่ลอยมาพร้อมเกสร…คืนนี้ลมแรงกว่าปกติ หอบเอาใบไม้และกลีบดอกร่วงโรยปลิวไปทั่ว น่ากลัวจะมีพายุ เขาห่วงฝ่ายที่นัดหมายขึ้นมา…ผู้หญิงคนเดียวท่ามกลางความมืดและลมกรรโชก คงไม่ปลอดภัยนัก

 

นัยน์ตาสีแดงโชนแสง ดึงความสามารถจากสายเลือดแวมไพร์ของบิดาออกมา ในความมืดปรากฎไอร้อนของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เป็นแสงสีแดงเรืองออกมาจากร่าง วัตถุต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิตก็ปรากฎเป็นเค้าโครงเด่นชัดพร้อมแสงสีฟ้าซีดเย็น

 

…ร่างหนึ่งแฝงกายอยู่หลังกำแพงวัง…เหมือนมนุษย์ แต่ไม่ใช่…แสงที่เรืองออกมานั้นเป็นสีม่วงอ่อนจาง เกิดจากการผสานระหว่างสีแดงและฟ้า

 

ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต อัลเฟรดรู้ทันทีว่าเป็นใคร พวกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ‘เช่นเดียวกับเขา’

 

ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังตามหาเขาอยู่เช่นกัน เพราะทั้งที่อยู่ห่างไกล  ร่างนั้นกลับหันหลังมาอย่างถูกทิศ

 

ไม่กี่อึดใจ ‘เจย์’ ก็มายืนอยู่ไม่ห่าง

 

“ทำหน้าอย่างกับเห็นผีเลย” ผู้มาเยือนยิ้มจาง ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยตามนิสัย

 

“ใกล้เคียง…” อัลเฟรดไม่คลายคิ้วที่ขมวดแน่น ดึงจดหมายที่เมื่อครู่ยังทะนุถนอมออกมาทิ้ง “นายเล่นกลอะไร?”

 

เจย์มองซองจดหมายหล่นลงพื้น  “ไม่ได้เล่นกลอะไร แค่ขอให้เจ้าหญิงช่วยส่งข่าว”

 

“จงใจให้ฉันคิดว่าเธอเขียนเองสินะ” มือที่จับเสื้อคลุมเอาไว้ บีบแน่นขึ้น

 

“ถ้าฉันเขียนเอง…ป่านนี้จดหมายคงเป็นขี้เถ้าอยู่ในเตาไฟ” เจย์หยิบซองเปื้อนฝุ่นขึ้นมามอง ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง “นายคงไม่รู้ว่าฉันรู้จักกับเธอ ถึงได้ยอมออกมา”

 

“แน่นอน” อัลเฟรดกดเสียงต่ำ

 

ความหมางเมินทางวาจาอาจทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกขับไล่ แต่นัยน์ตาคนพูดที่เสมองไปทางอื่นนั้นแสดงออกถึงความปวดใจ เจย์ยิ้มบาง ๆ ออกมา

 

“ไม่มีจดหมายไปถึงฉัน” แขกไม่ได้รับเชิญขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม “พวกข้าหลวงคงไม่อนุญาตสินะ”

 

เจ้าชายแห่งโดมิเนียถอนหายใจ…เขารู้สึกสมเพชตัวเองทุกครั้งเมื่อถูกกดดันให้ตัดสัมพันธ์กับอดีตสหาย…ในโนพรีเองก็ปฎิบัติกับเจย์อย่างย่ำแย่ โดมิเนียก็ไม่เต็มใจต้อนรับ

 

เพราะเจย์เหมือน ‘แผลเป็น’ ที่ไม่มีวันลบเลือนระหว่างสองอาณาจักร

 

ทว่าเจ้าตัวดูจะไม่ทุกข์ทนกับชะตากรรมตนเองนัก นัยน์ตาอ่อนโยนทอดมองอดีตเพื่อนรัก แม้อีกฝ่ายจะไม่ใส่ใจอยากหันมา

 

“…เกิดอะไรขึ้นกับนายเหรอ อัล…”

 

“นายห่วงเรื่องตัวเองก่อนเถอะ ลักลอบเข้ามาในโดมิเนียแบบนี้” อัลเฟรดแค่นหัวเราะ “จะมีอะไรเกิดขึ้นกับฉันได้ วัน ๆ ก็มีแต่วางแผนสู้กับปีศาจ งานราชการ งานต้อนรับ—”

 

เจย์พูดขึ้นก่อนอีกฝ่ายจะจบประโยค “และดูแลเจ้าหญิง ทั้งกลางวันกลางคืน”

 

อัลเฟรดนิ่งไป…เจย์ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่กลางแสงตะวัน แต่กลับรู้เรื่องที่เขาพาเจ้าหญิงชมเมือง เพราะมีสายสืบที่จ้างไว้…

 

และไม่ใช่ครั้งแรก ที่เขาถูกสะกดรอย

 

“แต่ระหว่างนายและเธอ ยังไม่มีอะไรเกินเลย” เจย์ยังคงเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล “เอาล่ะ…กลับมาที่คำถามแรก เกิดอะไรขึ้นกับนาย…นายพยายามจะหาใครมา แล้วลืมฉันใช่ไหม”

 

คนฟังเงียบ…คำตอบก็คือคำถามที่อีกฝ่ายเอ่ย ครบถ้วน

 

….ไม่ใช่ครั้งแรกที่อัลเฟรดถูกจับตามอง เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขา ‘นอกใจ’

 

พยายามลืม พยายามหาใครสักคนมาทดแทน…

 

“ทั้งที่ฉัน มีแค่นายเท่านั้น”

 

…อัลเฟรดสูดลมหายใจ…เขาต้องเป็นฝ่ายมีใหม่ เพราะเจย์ยึดติดกับเขาเสียเหลือเกิน

 

และตอนนี้ความอ่อนโยนอันแสนคุกคาม กำลังคืบคลานเข้าใกล้…เจย์ดึงมือของเขาไปสัมผัสข้างลำคอ ก่อนจะรั้งให้สอดเข้าไปใต้ปกเสื้อ อัลเฟรดชักมือกลับอย่างตระหนก รู้ดีว่าสิ่งที่รอปลายนิ้วอยู่คืออะไร….รอยเขี้ยวจากบิดาของเขา

 

แผลร้ายที่ทำให้มิตรภาพของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล แผลร้ายที่ทิ้งรอยไว้บนร่างกายของเจย์ แต่ฝังลึกลงในใจของเขา

 

เกลียด

 

“นายไม่ชอบแผลนี้ แต่ฉันนึกขอบคุณเสมอ”

 

เจย์ยิ้มละมุนท่ามกลางลมกรรโชกแรง ผมหยักศกประกายเขียวทองปลิวมาละข้างแก้มของอัลเฟรด ทำให้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายฉวยโอกาสเข้ามาใกล้เพียงใด

 

“ขอบคุณ ที่มอบโลกแห่งแวมไพร์ ขอบคุณที่ทำให้ฉันเป็นเหมือนนาย”

 

“ไม่เหมือน” อัลเฟรดเขม่นมอง แก้ความเข้าใจนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน “นายสูญเสียดวงตะวันไปตลอดกาล ในขณะที่ฉันไม่ควรได้รับความอบอุ่นนั้นเลย”

 

“ตะวันอะไรนั่น…ไม่ต้องการหรอก” เจย์หลับตาลง สวมกอดและก้มลงซุกใบหน้ากับบ่า “…ตั้งแต่ได้รักนาย ก็ไม่มีอะไรอบอุ่นและร้อนแรงกว่าอีกแล้ว”

 

สายฝนเสียดแทงลงมาจากฟ้า กระหน่ำลงบนใบหน้าของอัลเฟรด

 

เจย์เคยพูดกับเขาเช่นนั้นสองครั้ง…ครั้งแรกในหอพักลับตาผู้คน…อบอุ่นและอ่อนหวาน ครั้งที่สองคือตอนพากันมาพบบิดา สารภาพความลับ ขอความเห็นใจและคำอวยพร

 

เขาไม่เคยรู้

 

ไม่เคยรู้ว่าบิดาคิดเช่นไร หวงลูก…หรือริษยาลูก ถึงได้พรากเอาชีวิตคนธรรมดาไปจากเจย์…สองอาณาจักรสะบั้นความสัมพันธ์กันทันที พร้อมกับความรักครั้งแรกของเขาที่ย่อยยับลง อัลเฟรดหลีกหนีเจย์ ด้วยความรู้สึกผิดแทนบิดา

 

แต่เจย์ไม่ยอมลบเลือนหาย…ดั่งแผลเป็นที่ติดตัว เจ็บเตือน

 

และเขาเองก็เป็นคนป่วย ที่เผลอลูบไล้แผลเป็นทุกครั้งที่เสียวปลาบ…

 

ท่ามกลางหยดน้ำเย็นจัด ลิ้นร้อนของเจย์สัมผัสข้างลำคอขาว คมเขี้ยวครูดผิวเนื้อสั่นเทา ในขณะที่มือเย็นลูบโลมแผ่นหลังและบั้นท้าย….เล็บแหลมเกี่ยวกางเกงผ้าของอัลเฟรดลงทีละน้อย

 

ทั้งที่ปฏิบัติอย่างอ่อนโยน แต่กลับแฝงด้วยความรักอันบ้าคลั่ง

 

อัลเฟรดจิกเล็บลงกับบ่ากว้างเมื่อเจย์ลดตัวลงคุกเข่าต่อหน้า…ศีรษะของอีกฝ่ายหายลับเข้าไปใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่…เมื่อริมฝีปากของเจย์หยอกล้อกับความอ่อนไหว เขาสะบัดหน้าขึ้นจนผมที่จัดเอาไว้รุ่ยหลุด ซ้ำยังเผลอกัดฟันแรงจนเขี้ยวคมบาดริมฝีปากเมื่อเจย์สอดนิ้วชื้น ๆ เข้าไปร่างของเขาโดยไม่เตือน เขาขยับขาขัดขืน แต่อีกฝ่ายไม่เลิกรา ยิ่งคลึงควานช่องทางที่ห่างร้างให้ขยายออก ความอัปยศแล่นริ้วจนนึกโกรธ

 

…หากตัณหาในเนื้อแท้ ทรงอำนาจกว่า

 

เจย์อุทานออกมาเมื่ออกเสื้อถูกกระชากขึ้นจนต้องลุกยืนเต็มความสูง นัยน์ตาสีแดงแห่งแวมไพร์สองคู่สบประสาน

 

“พูด…” อัลเฟรดเอ่ยเสียงต่ำ ด้วยสติที่เลือนลางใกล้ขาดกลางพายุฝน

 

เจย์ยิ้ม…ยิ้มอย่างสาสมใจ เปล่งเสียงดังเมื่อเอ่ยขึ้นท่ามกลางฟ้ากระหน่ำไม่ขาดสาย

 

“ฉันรักนาย หากไม่ได้นายฉันยอมตาย”

 

คนฟังยกยิ้มมุมปาก…แล้วเหวี่ยงร่างของเพื่อนรักจนลอยไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ เจย์เจ็บจนต้องครางออกมา หากไม่มีเวลาให้โอดครวญ เขารีบร้อนปลดกางเกงตัวเองลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินมาหา

 

นอกจากด้านล่างที่เจย์รูดปลดไว้ อัลเฟรดไม่ยอมถอดเสื้อผ้าชิ้นใดออก…เอวได้รูปขึ้นคร่อมเหนือความใคร่ที่แข็งชันของเจย์  บีบลำคอคนใต้ร่างเอาไว้ขณะกดบั้นท้ายลงสวมสอด…

 

เจย์ถึงกับตาพร่าเมื่อถูกดูดกลืนเข้าไป ความคับแน่นนั้นน่ากลัวจะทำให้ช่องทางร้อนบาดเจ็บได้ เขาพยายามจะห้ามอัลเฟรด แต่กลับถูกบีบคอแน่นขึ้น พร้อมเอวที่เริ่มขย่มรัวเร็ว

 

อัลเฟรดขยับตามใจตนเอง ร่อนและกดลึกตามแต่ปรารถนา…ด่าทอและย้ำเตือนตัวเองว่าเขาไม่ได้ปล่อยใจไปกับคำรัก แค่ช่วยปลดปล่อยให้กับคนที่ยอมตาย

 

“ร…รั….ก….ฉันรัก….”  เสียงของเจย์ขาดห้วงไปกับลมหายใจกระเส่า ทั้งที่เมื่อครู่คิดห่วงใย แต่ตอนนี้เอวกลับสวนขึ้นกระแทกอย่างบ้าคลั่ง

 

คนถูกบอกรักครางเสียงต่ำ ปัดป้องมือที่กำลังบีบคลึงและลวนลามไปทั่วกาย อัลเฟรดขยับริมฝีปากจะพูด หากไร้เสียงฟังได้ศัพท์ …หยุดคำรักนั่นเสียที แทบจะตะโกนในใจ เขาหลับตาแน่น

 

อึดใจที่ประมาท เจย์ตวัดร่างของอัลเฟรดลงพื้นดิน คนพลาดท่าไม่มีโอกาสแก้ตัว ถูกกดทับทั้งร่างและสอดใส่ราวกับปีศาจร่วมรัก

 

เขี้ยวคมเฉี่ยวบาดริมฝีปากกันและกันเพราะการจุมพิตทั้งที่ร่างสะเทือน เจย์ขบกัดลงไปตามแผลเดิมที่เริ่มจางบนร่างของอัลเฟรด

 

“กัดฉันสิ อัล…ประทับตราว่าเป็นเจ้าของฉัน” คำวอนขอนั้นเคล้าเสียงหอบ

 

ริมฝีปากของคนถูกขอเผยอกว้าง…ก่อนจะกลับลำ ขบฟันแน่น…ช่องทางลึกล้ำรัดอย่างรุนแรง อัลเฟรดถึงจุดหมาย…

 

แรงรัดนั้นส่งให้เจย์สะท้านไปทั้งตัว เขาปลดปล่อยออกมา…ความร้อนล้นนองไปทั่วบั้นท้ายที่รองอยู่

 

ไม่มีทาง

 

ไม่มีทางจะซ้ำรอย…ของใคร

 

ทิฐิรักษาได้ แต่สติไม่อาจทนต่อ…อัลเฟรดปิดตาลงอย่างอ่อนล้า…หลับไปทั้งที่มีคนเบื้องบนคาอยู่ในร่าง

 

เจย์ถอนหายใจหนัก…เขาผิดหวังอีกครา

 

ผู้มาเยือนประคองร่างที่หลับไปขึ้นมากอด เส้นผมที่หลุดรุ่ยทำให้ใบหน้ราของอัลเฟรดดูคล้ายสมัยยังเยาว์…ความรักของเขาไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลา…ซ้ำยังหนักหนาเสียจนเพื่อนรักลำบากใจ

 

เมื่อไหร่…อัลจะยอมรับ…เขาต้องการแผลเป็นอันใหม่ที่มาจองจำและยืนยันว่าใครคือเจ้าของร่างนี้ ด้วยพิธีกรรมแปลกประหลาดของแวมไพร์

 

พายุฝนสร่างซาไปโดยไม่ทันสังเกต เพราะพายุตัณหานั้นรุนแรงกว่า…ดาวประจำเมืองใกล้ตกลับขอบฟ้า บ่งบอกว่าจะถึงอรุณรุ่ง

 

เจย์จัดเสื้อผ้าสองคนให้เรียบร้อย แล้วช้อนร่างของอัลเฟรดขึ้นมาในอ้อมแขน…สิ่งนึงที่อัลเฟรดไม่รู้ คือเขาไม่ได้มาหา แต่มาพาอีกฝ่ายไป…

 

ให้ห่างจากเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ จะไม่ยอมให้ผิดพลาดซ้ำสองเหมือนครั้งภรรยเก่าของอีกฝ่าย

 

จะไม่มีใครครอบครองหัวใจเจ้าชายแห่งโดมิเนียได้อีก นอกจากเขา

 

End

เจ้าชายสายสีเขียวน่ะ…น่ากลัวนะคะ /สั่นกึกๆๆๆ

Advertisements

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 1

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 1

Macho_luglio

 

Paring : Apollo x Ster

16-09-09-17-27-54-047_deco

Note : ตามเนื้อหาในเกมแล้ว สองคนนี้ไม่เคยเจอกันนะคะ แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเพียง ‘จิ้น’ ของมาโชค่ะ เป็นเจ้าชาย5ดาวได้ฟรีจากล็อกอินทั้งคู่ รันทด(?)สมกันดี(?) ขอตั้งชื่อแท็กว่า #ฟิควายเจ้าชายล็อกอิน ,,- -,,

ส่วนเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ในเรื่อง ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของทุกคนนะคะ แม้จะรู้สึกว่านางใจร้ายจังวุ้ย…แต่ช่วยไม่ได้ เจ้าหญิงพาออกศึกได้ทีละ5คนเองงงงง / พามาอยู่อัลสโตเรียเพราะไกลดี(…) ท่านพ่ออาร์วีกับทหารก็มโนมาเป็นตัวประกอบค่ะ (- -,,

 

อ่านแล้ว เมนต์มาคุยกันนะคะ ชิปนี้ดั่งเรือแพ เหงาาาา

 

———

‘ถ้าเธอมอบพลังให้ ฉันจะพิชิตทุกอย่าง!!!’

‘พลังของฉันมีแค่ปลุกนิทรากับกำจัดปีศาจกินฝัน…ปราบกบฎไม่ได้หรอก’

‘ถ้าไม่มีพลังก็ปกครองไม่ได้!’

‘…มีสิ่งที่สำคัญกว่าพลังวิเศษอยู่นะคะ แต่ต้องอาศัยใครสักคนมาช่วยคุณ’

‘เธอยังไงล่ะ’

‘ฉันไม่ใช่คน ๆ นั้นของคุณหรอก’

‘นั่นเธอจะไปไหน? อย่าบอกนะว่าพาฉันมาปล่อยทิ้งไว้ที่นี่แบบนี้!’

‘ขอโทษด้วยนะคะ…พักให้สบายแล้วค่อย ๆ ทบทวนเถอะนะ’

———

‘เธอปลุกฉันขึ้นมา บงการให้ฉันอยู่ต่อ แล้วทำไมฉันถึงไปด้วยไม่ได้…’

‘…ในสงครามน่ะ คนที่จะรอด มีแต่คนที่รักชีวิตเท่านั้น ฉันพาคุณไปไม่ได้หรอก’

‘………’

‘รักษาชีวิตตนเองเอาไว้ให้ได้สิ คุณน่ะ…ใช้ชีวิตไม่คุ้มเอาเสียเลยนะ’

———

 

– อัลสโตเรีย แดนอัศวิน –

 

แม้จะเป็นแสงตะวันยามเย็นแล้วก็ยังสว่างเกินไปสำหรับชแตร์…มือเรียวขาวยกขึ้นป้องหน้าผากเอาไว้ขณะเดินไปตามถนนเส้นเล็กซึ่งทอดยาวจากชายป่าเข้าสู่ตัวเมืองอัลสโตเรีย ที่พัก…ไม่สิ คุกทางใจที่เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ส่งเขามาอยู่

 

ถึงแสงแดดจะเจิดจ้า แต่อากาศนั้นเย็นสบาย การเดินเท้าของเจ้าชายผู้เคยแต่ขี่ดาวตกบนท้องฟ้าจึงไม่ทรมานนัก…ชแตร์หยุดฝีเท้าเมื่อถนนพาดผ่านเนินสูง มองหาทหารจากวังที่ควรจะมารับตามคำกล่าวของเจ้าชายอาร์วี ทว่าป่านนี้ยังไม่เห็นวี่แวว…อันที่จริงเขาก็เข้าใกล้กำแพงเมืองมากแล้ว

 

เพราะมีอัศวินอันเลื่องลือ เมืองนี้ย่อมต้องผ่านสงครามอันหนักหน่วง ใกล้ผืนป่าร่มรื่นมีซากกำแพงอิงแอบ  ในทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์มีป้อมปราการเก่าตั้งอยู่ เสมือนแผลเป็นจาง ๆ บอกเล่าอดีต

 

ทว่า ทิวทัศน์อันสุขสงบจุดหนึ่งถูกก่อกวนด้วยเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นฟ้า ใกล้ป้อมปราการรักษาคูเมือง ชแตร์ได้ยินเสียงตะโกนห้ามปรามของคนจำนวนมาก สลับกับเสียงคำรามหนึ่งเสียงลอยมาตามลม ทหารกลุ่มใหญ่กำลังตั้งแนวป้องกันด้วยโล่…ประชันหน้ากับคนเพียงคนเดียว

 

ผู้อาวุโสบางท่านเคยกล่าวไว้ ว่าผู้ที่มีศักดิ์เท่าเทียมจะมองกันออก…อีกฝ่ายคงเป็นเจ้าชายเช่นเดียวกับเขา…แม้จะมีลักษณะตรงข้ามโดยสิ้นเชิง

 

“ท่านชแตร์!!! ท่านชแตร์ใช่ไหมขอรับ!”

 

เพราะมัวแต่สนใจเหตุปะทะ จึงไม่ทันสังเกตจนม้าตัวใหญ่วิ่งมาใกล้ ชแตร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ทหารบนหลังม้ารีบลงมาทำความเคารพ

 

“กระหม่อมคือ เอซ องครักษ์ประจำตัวของเจ้าชายอาร์วี ขออภัยที่มาต้อนรับล่าช้าขอรับ นกพิราบนำสาส์นจากเจ้าชายอาร์วี่เพิ่งจะมาถึงเมื่อสักครู่นี่เอง”

 

…ข่าวแจ้งเรื่องของเขาควรจะมาถึงตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนไม่ใช่หรือ…แล้ววิธีส่ง…เมืองนี้ช่างโบราณนัก

 

“ช่างเถอะ เราไม่ถือสา” หมายความตามที่พูด “พาเราไปเข้าเฝ้าองค์ราชาเถอะ”

 

“ขอรับ ขออภัยที่ไม่ได้เตรียมรถม้ามา เชิญขึ้นม้าขอรับ” ทหารหนุ่มจูงม้าศึกมาใกล้ ก่อนจะผายมือออกให้จับเป็นหลัก

 

ชแตร์นิ่งคิด…เหมือนโดนหวังดีเพราะเห็นว่าอ่อนแอ…แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธให้เสียน้ำใจจึงวางมือลงบนมืออีกฝ่าย

 

ปฏิกริยาของเอซนั้น เป็นไปตามคาด  “เอ๊ะ!?”

 

“มือเราเย็นเป็นปกติ ไม่ต้องกังวลหรอก”  เจ้าชายบอกด้วยสีหน้าเรียบ

 

“…เช่นนี้เอง” เอซพยักหน้า พยายามท่องว่าเจ้าชายแต่ละอาณาจักรนั้นต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะคน “ก่อนหน้านี้กระหม่อมได้ต้อนรับเจ้าชายอพอลโลแห่งอาณาจักรแฟลร์รูจ รอบกายของท่านร้อนเหมือนไฟเลยล่ะขอรับ”

 

“อพอลโล” ชแตร์ทวนชื่อ รู้ทันทีว่าเป็นนามของใคร

 

“ท่านที่กำลังจะย่างเหล่าทหารยามอยู่หน้าป้อมคูเมืองนั่นแหล่ะขอรับ…” ทหารหนุ่มถอนหายใจก่อนจะเริ่มจูงม้าให้ออกเดินไปตามถนน “ไม่ต้องห่วงนะขอรับ กระหม่อมจะพาท่านชแตร์อ้อมไปเข้าประตูเมืองทิศตะวันออก”

 

“ทำไมต้องอ้อมล่ะ”

 

เสียงเรียบ ๆ นั้น ทำให้เอซเบิกตาขึ้น “…ก…ก็ประตูทิศใต้ ท่านอพอลโลกำลังใช้…”

 

“เราเองก็เป็นเจ้าชายเช่นเดียวกับเขา…เราด้อยกว่าจนต้องหลีกทางให้หรือ”

 

ถ้าไม่ติดว่าจูงม้า เอซคงยกมือขึ้นมากุมหัว…เอาแล้วไง การเมืองชัด ๆ …แต่ดูแล้วเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลผู้นี้ดูสงบนิ่ง คงไม่เกิดเรื่องแบบอีกท่าน…

 

“หามิได้ขอรับ แขกสำคัญของอัลสโตเรีย ย่อมได้รับการปฏิบัติเสมอกัน”

 

ทหารหนุ่มก้มหัวให้เป็นเชิงเคารพ ก่อนจะชักม้าให้ออกเดินไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ไม่นานก็ถึงป้อมประตูเมือง

 

ที่นั่น เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจกำลังแผลงฤทธิ์ ลูกไฟจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากแขน กระแทกแนวโล่ของเหล่าทหารให้ถอยร่นไปทีละก้าว จนเกือบจะตกคูน้ำอยู่รอมร่อ

 

“โฮ่! พวกเจ้าฝีมือไม่เลวนี่ ยันเอาไว้ได้แบบนี้ทั้งที่ควรจะกระเด็นไปนานแล้ว” อพอลโลเผยยิ้มผยอง “แต่ครั้งต่อไปไม่รอดแน่!”

 

“ท่านอพอลโลโปรดเมตตาด้วย!” เอซตะโกนปราม

 

“หืม? องค์รักษ์ของอาร์วีอย่างนั้นรึ” ดวงตาสีแดงเพลิงกราดมอง เผื่อแผ่ไปยังคนบนหลังม้า “แล้วนั่นรับใครมาอีก อัลสโตเรียเป็นโรงแรมไปแล้วหรือไง”

 

“หามิได้ขอรับ…ท่านอพอลโล โปรดสงบใจแล้วตามกระหม่อมไปเข้าเฝ้าองค์ราชาด้วยกันเถิด”

 

“เข้าเฝ้า? ราชาต้องออกมาต้อนรับสิถึงจะถูก” อพอลโลแสยะยิ้ม “ต้อนรับผู้จะมาช่วยปกครองเมืองนี้”

 

เอซทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ใช้คำพูดแบบนั้นไม่ได้นะขอรับ…ก็เพราะแบบนี้ ท่านถึงได้ติดแหงกอยู่หน้าป้อมไง”

 

ขาดคำ เอซรีบตะปบปากตัวเอง ทว่า…สายไปแล้ว

 

อพอลโลคิ้วกระตุก เบนเป้าหมายจากกองทหารตรงหน้ามาที่องครักษ์ทันที แขนขวามีเปลวไฟก่อตัว พริบตาเดียวก็เลื้อยออกไปในอากาศราวกับอสรพิษร้าย

 

เอซยกแขนขึ้นป้องกัน ในใจคิดไปแล้วว่าทางบ้านจะจัดงานศพของตนยังไง แต่แล้วกลับรู้สึกถึงสายลมเย็นพัดผ่าน ม้าศึกกระโจนมายืนขวางหน้าเอาไว้

 

ชแตร์มองเปลวไฟที่วนเวียนหมายจะล้อมกรอบเขาแล้วยกมืออังริมฝีปาก ดาวตกดวงน้อยเท่าปลายเล็บปรากฎออกมาจากลมหายใจ คำอธิษฐานกระซิบตาม พริบตาหลังจากนั้นแสงสีเงินก็สว่างวาบ ส่งไอเย็นดับพลังไฟให้มอดดับ แต่ถึงอย่างนั้นแรงจากการปะทะของสองพลัง ก็ทำให้เกิดสะเก็ดไฟลูกน้อยกระเด็นเฉี่ยวใบหน้าขาวจนเกิดรอยแดง

 

อพอลโลได้รับผลกระทบเช่นกัน ร่างของเขาถูกไอเย็นปะทะ หากเป็นคนปกติคงจะหนาวสั่นจับไข้ แต่กลับกลายเป็นช่วยให้ไอร้อนทั่วร่างสงบลง

 

“นาย…”  เจ้าชายแห่งไฟแปลกใจไม่น้อย เป็นครั้งแรกที่ต้องเพ่งมองอีกฝ่าย…ดวงตาสีฟ้ากระจ่างราวกับรวมดาวทั้งนภาเอาไว้ ผิวกายขาวจัด เส้นผมสีเงินพลิ้วไหว…รับรู้ได้ทันทีว่าสูงส่ง

 

“แม้จะมาจากอาณาจักรยิ่งใหญ่แค่ไหน ยศยังเป็นแค่เจ้าชาย ควรจะให้เกียรติราชา” ชแตร์ส่งสายตาเย็นชาใส่ “ธรรมเนียมสากล ไม่รู้จักหรือ”

 

หากเป็นเวลาปกติอพอลโลคงเดือดดาลอีกรอบ แต่ตอนนี้เขากำลังพอใจเสียมากกว่า…เพราะมีผู้ที่มีพลังพอจะต้านทานไฟของเขาได้

 

นั่นหมายความว่า ลิ่มที่ตอกหัวใจของเขาอยู่อาจจะถอนออก หรือนี่จะเป็นคนที่เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์เคยบอกเอาไว้

 

คิดได้อย่างนั้น แม้ภายในอกจะยังคงร้อนผ่าวด้วยคำสาป แต่น้ำเสียงกลับผ่อนคลายขึ้น “ชื่ออะไร เป็นคนของอาณาจักรไหน”

 

ผลจากการใช้พลังทำให้เริ่มวิงเวียน แต่ชแตร์เลือกจะฝืนวางท่าเพิกเฉย ชักม้าให้เดินข้ามคูเข้าเมืองไปอย่างเงียบ ๆ

 

“ท่านนั้นคือเจ้าชายชแตร์แห่งมีเทียร์เวล แดนดาวตกขอรับ” เอซตอบแทน ขณะเร่งฝีเท้าติดตามเจ้าของนามเข้าเมืองไป

 

“แดนแห่งคำอธิษฐาน” อพอลโลแสยะยิ้มอย่างมีความหมาย ก่อนจะออกเดินบ้าง

 

แน่นอนว่าทหารยามแหวกทางให้อย่างแตกตื่น

 

———

 

ท้องพระโรงแห่งอัลสโตเรียอาจจะไม่หรูหราเท่าอาณาจักรใหญ่ หากโอ่อ่าและมีมนต์ขลัง

 

องค์ราชาประทับอยู่บนบัลลังก์สง่างาม ดวงหน้าของท่านคือต้นแบบของเจ้าชายอาร์วี่ หากสูงวัยและดูน่าเกรงขามกว่ามาก

 

“ยินดีต้อนรับเจ้าชายอพอลโล และ เจ้าชายชแตร์”

 

ชแตร์เป็นฝ่ายค้อมศีรษะลงก่อน ต่อด้วยอพอลโล องค์ราชามองพลางยิ้ม เพิ่มความอารีบนใบหน้านั้นขึ้นมาเล็กน้อย

 

“เราได้รับข่าวจากลูกชายแล้ว ครั้งนี้เพราะเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ขอร้องมา เราจึงอนุญาตให้ท่านชแตร์มาพำนัก…และท่านอพอลโลมาลี้ภัย”

 

ชแตร์ได้ยินเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจจากลำคอคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง…ลี้ภัยเหรอ

 

“ขอบคุณองค์ราชาที่เมตตา” ชแตร์ค้อมศีรษะอีกรอบ “คงจะขอรบกวนจนกว่าเจ้าหญิงจะกลับมาครับ”

 

“ท่าทางจะนานพอควร…”  สายตาที่ทอดลงมาจากบัลลังก์ครั้งนี้เป็นเปี่ยมไปด้วยความกังวลจากพ่อถึงลูก   “พวกท่านจะพักนานแค่ไหนเราไม่ว่า เพียงแต่…”

 

สองเจ้าชายสบตากับองค์ราชา

 

“เพียงแต่…ด้วยเหตุผลทางการเมือง เราไม่อาจให้ท่านทั้งสองพักในวังหลวง คงต้องส่งไปอยู่ที่วังนอกกำแพงเมือง แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลความเจริญหรอกนะ”

 

“กระหม่อมไม่มีปัญหา” ชแตร์ตอบรับอย่างง่ายดาย

 

แต่อพอลโลนั้น คนละเรื่อง “ไม่คิดว่าเป็นการลดเกียรติของเราหรือ?”

 

น้ำเสียงขุ่นข้องนั้น กลับทำให้ราชาหัวเราะร่วน “ท่านลั่นวาจาอะไรไว้หน้าประตูเมืองล่ะ เล่นเอาเหล่าข้าหลวงของเราเดือดดาลกันใหญ่ อีกอย่าง ในราชวงศ์เดียวกันยังมีการอาฆาตปองร้าย นับประสาอะไรกับเจ้าชายจากแดนอื่น…ข้อนี้ท่านน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรืออพอลโล”

 

…ท่าทางครอบครัวจะไม่อบอุ่น ชแตร์สรุปเองในใจเมื่อเหลือบมองเสี้ยวหน้าแข็งกร้าว

 

“อย่าคิดว่าเป็นการลดเกียรติเลย แม้จะอยู่นอกเขต แต่ก็ถือเป็นวังของเจ้าชาย เพียงแต่…..” คราวนี้องค์ราชามีสีหน้ากังวลจริงจัง  “วังนั้นเดิมเป็นของอาร์วี และมีแห่งเดียว พวกท่านต้องอยู่ด้วยกัน ได้หรือไม่”

 

ชแตร์ถอนหายใจ…เขาน่ะยังไงก็ได้ แต่…

 

“ไม่มีปัญหา”

 

‘อะไรนะ’ ชแตร์ถึงกับหันไปมองคนข้าง ๆ อย่างไม่เชื่อหู องค์ราชาก็เช่นเดียวกัน ตอนแรกท่านคิดว่าเจ้าชายจอมปัญหาต้องปฏิเสธ จึงจะให้อพอลโลไปอยู่วังนอกเมือง และหาคฤหาสน์ให้ชแตร์พักอยู่ภายในเมือง

 

“เราไม่จำเป็นต้องพักในวังก็ได้…” ชแตร์คิดเหมือนกับองค์ราชา

 

“ทำไม เราสองคนเป็นเจ้าชาย ยศเท่ากันจะพักด้วยกันไม่ได้หรือ” อพอลโลเลิกคิ้ว “หรือฉันไม่มีเกียรติพอให้นายอยู่ด้วย”

 

คนฟังอึ้ง ไม่นึกว่าเหตุผลที่เขาสั่งสอนอีกฝ่ายไปจะย้อนมาหาตัวเขา “เปล่า”

 

“ดี!” อพอลโลพยักหน้า “ขอบคุณองค์ราชามาก กระหม่อมเหนื่อยจากการเดินทาง ขอตัวก่อน”

 

หลังทำความเคารพพอเป็นพิธี อพอลโลก็หันหลังเดินออกจากท้องพระโรงไป

 

“เราคาดไม่ถึง ว่าเขาจะยอมแบ่งวังกันอยู่” องค์ราชาเอ่ยด้วยเสียงเบา

 

“กระหม่อมก็คิดเช่นกัน…” ชแตร์ตอบตามตรง

 

“เอาเป็นว่า หากกระทบกระทั่งกับเขา ก็บอกเราได้ทุกเมื่อ” รอยยิ้มเมตตาส่งให้เจ้าชายต่างแดน “เราเอ็นดูท่านมากกว่าเขา”

 

คำกล่าวนั้น เรียกรอยยิ้มจริงใจจากชแตร์ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

 

———

 

อพอลโลกำลังยิ้มกริ่ม…มองแสงสุดท้ายของดวงตะวันที่เส้นขอบฟ้า เบื้องบนนภามีดาราโรยรายลงมาแทนที่

 

คำอธิษฐานของเจ้านั่น…ต้องเป็นของเขา

 

TBC