macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for 22/09/2016

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 4

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 4


Macho_luglio


Paring : Apollo x Ster

 

Note : กลับมาแล้วค่าาาาาา /ไถลตัวเข้ามา/ ช่วงนี้อาจจะอัพฟิคไม่ถี่เท่าแรก ๆ เพราะวันธรรมดาเราจะเสียเวลาไปกับการลุยฝนกลับบ้านค่ะ ก..ก็จะพยายามมาแบบไม่ห่างมากนะ TvT

 

คราวนี้มีเรื่องที่ต้องแจ้งค่ะ คือมาโชไปคุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งเล่นเซิร์ฟญี่ปุ่น จากแพทซ์แต่งงานที่สองคนนี้ออกด้วยกัน กลายเป็นว่า ‘อพอลโลกับชแตร์ รู้จักกันมานานแล้ว’ ค่ะ แงงงงง คือเจ้าหญิงไทยเล่นแต่เซิร์ฟไทย เนื้อเรื่องยังไม่ถึงจุดนั้น เลยเขียนตอนแรก ๆ ไปโดยอ้างอิงว่าไม่เคยเจอกันมาก่อน…orz /แต่ยิ่งรู้ ยิ่งก๊าวคู่นี้นะ โอย…พายแพอย่างรื่นเริงใจจจจ ❤

 

ดังนั้น ถือว่าเรื่องนี้เป็นกึ่ง ๆ AU แล้วกันนะคะ (;___; #เอางี้เลยเหรอ #เอางี้เลยล่ะ จะแก้มันก็กระทบกับเนื้อหา ขอคงไว้แล้วกันนะคะ /ย่อไหว้/

 

ส่วนตอนนี้ก็คืบหน้าไป…อีกนิดนึงค่ะ /ทำมือแบบจิ๊ดนึง—โดนชก/ ถือว่าพัฒนาจากตอนแรก ๆ ล่ะมั้ง แหะ…ใกล้จะพ้นช่วงปูเรื่องแล้ว (- -,,

 

เช่นเคย เก๊ายังรอคอมเมนต์ทุกคนเสมอนะคะ เลิฟ ❤

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ : 1 / 2 / 3

 

ถึงแม้เหตุการณ์ในยามเช้าจะทำให้ชแตร์ไม่อยากเจอหน้าผู้ร่วมวัง แต่เพราะไม่อยากผิดสัญญาเป็นครั้งที่สอง จึงตัดสินใจว่าจะไปร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเย็น…โดยแจ้งผ่านทางเอซ

 

เอซ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เต็มใจจะเป็นคนเดินสาส์น แต่เลี่ยงไม่ได้ จึงมุ่งหน้าเข้าสู่โถงกลาง ที่ ๆ จอมบงการน่าจะอยู่

 

ใครจะไปรู้…ว่าเขาจะได้เจอเจ้าชายอพอลโลตรงทางเดินปีกตะวันตกนั่นเอง

 

“ท่านอพอลโล” เอซค้อมศีรษะทำความเคารพ  “มาทำอะไรอยู่แถวนี้ขอรับ”

 

“เรื่องของฉัน” อพอลโลแค่นเสียง เลี่ยงไม่ตอบว่าแอบสังเกตการณ์อีกฝ่าย และมาดักรอเอซตั้งแต่แรก “ไม่อยู่กับเจ้านายแล้วหรือไง”

 

องครักษ์สูดหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะรีบรายงาน “ท่านชแตร์ให้กระหม่อมมาแจ้งกับท่านอพอลโล ว่าจะร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยขอรับ”

 

“มื้อค่ำ?” คิ้วสีทองเพลิงเลิกขึ้น “แล้วมื้อกลางวันหายไปไหน?”

 

“ท่านชแตร์ไม่รับประทานมื้อกลางวันขอรับ” เอซลอบสังเกตสีหน้าเจ้าชายว่าไม่มีความฉุนเฉียว จึงกล้าอธิบายต่อ  “…ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรประจำ ท่านจะเดินทางในยามกลางคืน กลางวันจะพักผ่อน อาหารจึงเหลือเพียงสองมื้อแค่เช้าและค่ำ”

 

“หืม…ใช้ชีวิตตรงข้ามจากคนปกติเลยนะ” อพอลโลทำสีหน้าประหลาดใจ “มิน่า เจ้านั่นถึงได้ผอมบาง…ผิวก็ขาวเสียจนเหมือนไอหมอก”

 

“ดูเหมือนท่านชแตร์จะไม่ชอบแสงแดดเอามาก ๆ ด้วยล่ะขอรับ วันแรกที่มาถึง สีหน้าก็ดูไม่ดี—–”  เอซหุบปากฉับ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอ

 

“หึ…”  รอยยิ้มเล่ห์ร้ายปรากฎมุมปาก อพอลโลหยิบถุงขนาดเล็กกว่าฝ่ามือจากกระเป๋ากางเกง เดาะมันเล่นในมือ เสียงเหรียญจำนวนมากกระทบกันเกรียวกราว “หยุดพูดนี่…ต้องการให้จ่าย?”

 

เอซส่ายหน้า  “กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาจะขายเรื่องของท่านชแตร์”

 

อพอลโลรีบไล่ต้อนเข้าจุดประสงค์ที่มาดักรอ “ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ ฉันต้องการรู้ความเคลื่อนไหวของหมอนั่นทั้งหมด…นายแค่มาเล่าให้ฟัง แล้วก็รับเงินไป”

 

“ไม่ขอรับ” เอซส่ายหน้าอีก ครั้งนี้หนักแน่นและแววตาจริงจัง “กระหม่อมมีเกียรติขององครักษ์ต้องปฏิบัติ ไม่รับสินบน ไม่ขายเจ้านาย”

 

ขาดคำ ทหารหนุ่มต้องลอบสูดหายใจอย่างยากลำบาก…เพราะนิ้วมือที่ท่วมไปด้วยไฟลุกโชน ยื่นมาจ่อหน้าผาก…

 

“ปฏิเสธฉันอีกครั้งสิ” เจ้าของเพลิงสังหารข่มขู่

 

เอซตัวสั่น แต่เกียรติของเขาไม่คลอน  “ไม่ขอรับ!”

 

“…หึ…”

 

เสียงแค่นหัวเราะจากลำคอ ก่อนไฟจะดับหาย มือใหญ่ลดลงมาอยู่ข้างลำตัว  “…เลือกเจ้านายได้เข้ากับนิสัยจริง ๆ แม้จะชั่วคราวก็เถอะ…”

 

หากข้างกายเขาจะมีผู้จงรักภักดีแบบนี้เพิ่มขึ้นสักนิด…แค่คิดอพอลโลก็รู้สึกอิจฉาชแตร์

 

“ไปซะ!”

 

ไม่ต้องรอให้เอ่ยซ้ำ เอซรีบทำความเคารพแล้วพุ่งกลับไปยังทางที่จากมา

 

….

………

……………..

 

อพอลโลลอบมองค่ายพักจากหน้าต่าง เห็นทหารหนุ่มกำลังสนทนากับเจ้านาย คาดว่าคงเป็นเรื่องของเขาแน่นอน…ชแตร์ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วพยักหน้ารับ พูดอะไรบางอย่างกับผู้ติดตาม ก่อนจะพากันเดินออกไปจากบริเวณวัง…

 

ไปทำอะไร

 

ไปที่ไหน

 

คำถามหลากหลาย ไม่อาจได้คำตอบหากไม่สืบหา

 

อพอลโลผละจากหน้าต่างเมื่อร่างของชแตร์ลับสายตา ออกเดินกลับไปยังที่พัก…ระหว่างทางลอบส่งถุงเงินให้กับข้ารับใช้คนหนึ่งในวัง…ข้ารับใช้ที่เขาซื้อเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

———

 

เวลามักผ่านไปรวดเร็วเสมอ ในวันที่มีหลายสิ่งให้ต้องทำ

 

ชแตร์ให้เอซนำทาง แต่เพราะอัลสโตเรียเป็นเมืองใหญ่พอสมควร ทำให้เดินทั้งวันก็ไม่อาจสำรวจได้หมด กระนั้นเขาก็ได้ไปตามทางสายหลักต่าง ๆ ได้ดูวิถีชาวเมืองแบบคร่าว ๆ ก่อนจะเดินทางกลับออกมายังวังรัชทายาท

 

“ร้านอาวุธที่ใหญ่ที่สุด อยู่ติดกำแพงเมืองเพื่อสะดวกในเวลาสงครามขอรับ แต่แหล่งผลิตนั้น อยู่ลึกขึ้นไปทางตอนเหนือของเมือง ติดกับภูเขา”  เอซเล่าอย่างคล่องแคล่ว “ถ้าท่านชแตร์ต้องการ กระหม่อมจะพาชม”

 

“อืม…” ชแตร์เดินนำอยู่อย่างเนือย ๆ …เพราะตื่นเต้นกับอารยธรรมโบราณของเมืองนี้ไปหน่อย จึงเผลออยู่ในแสงแดดตลอดวัน ส่งผลให้เขาเหนื่อยอ่อน ย่ามใส่สมุนไพรบนบ่ายังรู้สึกว่าหนักกว่าปกติ

 

“อ๊ะ ย่ามนั่นหนักสินะขอรับ ส่งมาให้กระหม่อมถือเถอะ” เอซอาสา ทั้งที่แบกของถุงใหญ่ไว้บนหลัง ล้วนเป็นเครื่องนอนที่ชแตร์ยืนยันจะเอามาใส่ในเตนท์ แทนที่จะรอให้ทางราชวังมาตกแต่งห้องปีกตะวันตกเสียใหม่

 

“ไม่ต้อง” รู้สึกอับอายในพละกำลังตนเองเมื่อเทียบกับทหาร จึงบอกปัดและชวนคุยแทน “อัลสโตเรียมีพวกยานศึกรึเปล่า”

 

“มีขอรับ หลายแบบด้วย เก็บไว้ในโรงจอดของกองทัพหลวง” ทหารหนุ่มพยักหน้า

 

“บินได้หรือเปล่า” เจ้านายถาม

 

“บิน!? ยานศึกที่ไหนจะบินได้ขอรับ” เอซหันมาหน้าตาตื่น

 

“มีสิ เมืองของเรามี เรียกว่าเครื่องบิน” ชแตร์กระพริบตาปริบ

 

“…อาณาจักรอื่นนี่จะล้ำเกินไปแล้ว กระหม่อมรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย” สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา “ยังมีอะไรที่เมืองนี้ไม่มีอีกไหมขอรับ”

 

“เอ่อ…” คนถูกถามคิดอยู่อึดใจ “ม้าไม้ล่ะมั้ง”

 

“ม้าไม้ คืออะไรขอรับ ชื่อไม่น่ามีพิษสง” เอซถามขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องตาจากแสงตะวันยามใกล้ตกดิน

 

“คือหอเคลื่อนที่ บรรทุกทหารเอาไว้แล้วกระแทกใส่ประตูเมือง หรือถ้าสูงพอก็เข้าเทียบกำแพงแล้วส่งทหารข้ามไป” ชแตร์อธิบาย เผลอขยับมือทำท่าประกอบ “แต่สมัยโบราณมีตำนานว่าทำเป็นรูปม้าตัวมหึมา ฝ่ายหนึ่งหลอกว่าเป็นของขวัญยอมจำนนส่งให้ อีกฝ่ายหลงกลก็ชักม้าเข้าไปในเมือง…สุดท้ายทหารด้านในก็บุกออกมาจากตัวม้า เปิดประตูเมืองให้ทัพฝ่ายตนเข้าโจมตีจนชนะ…เป็นกลศึกน่ะ”

 

“เลวร้าย…”  ทหารหนุ่มขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ย  “อัลสโตเรียไม่มีทางใช้กลศึกแบบนั้นแน่นอนขอรับ”

 

“เราก็คิดอย่างนั้น” ชแตร์ยิ้มบาง

 

ความซื่อตรงบนใบหน้านั้น ทำให้เอซนึกห่วง  “แต่ว่า…ถึงอย่างไรท่านชแตร์ก็ต้องระวังไว้นะขอรับ…เรื่องไส้ศึกหรือสายสืบ”

 

“จากอพอลโลน่ะหรือ”  

 

อันที่จริงคำถามนี้วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ในหัวของเขาตลอดวัน…ทำไมอพอลโลถึงต้องพยายามติดสินบนเอซเพื่อตามเรื่องรอบตัวเขา…อาจจะกำลังหาจุดอ่อน

 

“ขอรับ แต่อย่าได้กังวล กระหม่อมอยู่ด้วยทั้—-”  เอซพูดไม่ทันจบก็ต้องตาเหลือก

 

เพราะห่างออกไปไม่มากนัก ที่วังของรัชทายาท มีลูกไฟพุ่งออกมาจากหน้าต่างห้องรับประทานอาหาร!

 

“ท่านอพอลโล!!!!” องครักษ์หนุ่มวิ่งไปอย่างรวดเร็วทั้งที่แบกของแสนหนัก

 

ชแตร์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขารีบวิ่งตามไป

 

———

 

เพลิงกำลังผลาญมาถึงประตูห้องแล้วตอนที่ไปถึง เอซอุทานลั่นอย่างเจ็บปวด เมื่อคว้ามือจับทองเหลืองแล้วถูกความร้อนลวกจนหนังพอง

 

“ถอย!” ชแตร์ดันตัวเอซให้หลบพ้นทาง ก่อนจะเงื้อขาแล้วถีบประตูสุดแรง

 

ประตูเปิดผาง ด้านในนั้นเหล่าข้ารับใช้กำลังจับกลุ่มกอดกันอย่างไร้ทางหนี…ไฟไม่ได้พุ่งเข้าทำร้ายพวกเขา เพียงแค่ลุกไหม้ไปรอบห้องราวกับข่มขู่

 

อพอลโลนั่งอยู่หัวโต๊ะเช่นเคย ด้วยสีหน้าเปี่ยมโทสะและร่างกายที่แดงฉาน

 

“ทำแบบนี้ทำไม”  ชแตร์เดินเข้าไปหาด้วยความระมัดระวัง

 

บนโต๊ะมีอาหารมื้อค่ำชุดใหญ่วางอยู่อย่างเลิศหรู…มือใหญ่ท่วมไปด้วยไฟเงื้อขึ้น ชี้ไปยังถ้วยน้ำชา

 

“พวกมันคิดจะวางยาพิษฉัน” เสียงทุ้มเข่นลอดไรฟัน

 

นัยน์ตาสีฟ้าตวัดไปมองกลุ่มข้ารับใช้แทนคำถาม

 

“ม…ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่” สาวใช้คนหนึ่งสะอื้นพลางตอบ

 

“โกหก!!!” กำปั้นใหญ่ทุบเปรี้ยงลงบนโต๊ะ อพอลโลตะคอกเสียงลั่นห้อง  “ถ้าไม่ได้วางยาพิษ แล้วทำไมไม่ยอมทดสอบพิษให้ดู!!!”

 

เสียงร้องไห้จากสาวใช้ดังขึ้นกว่าเดิม  “ฮือ…หม่อมฉัน…หม่อมฉันทำไม่เป็น…”

 

“โกหก!!!” อพอลโลกระชากเสียง ก่อนจะชะงักไป มือใหญ่กุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด…ดูเหมือนพลังไฟจะเริ่มทำร้ายเขาอีกแล้ว  “…โกหก…ไม่มีใคร…เชื่อได้สักคน”

 

ชแตร์ยกมือขึ้น กำลังจะเอ่ยปาก…แต่แล้วกลับไม่พูดอะไร…เพราะบางครั้งการกระทำดูจะสำคัญกว่าการมาอธิบายให้คนไม่พร้อมรับรู้

 

เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลเดินมาที่โต๊ะอาหาร มือเรียวยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา…ดื่มเข้าไป

 

“ชแตร์!!!”  อพอลโลถลึงตามองอย่างตกตะลึง

 

…ไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้ดื่ม…

 

“ที่สาวใช้ไม่ยอมทดสอบพิษให้นายดู…” นิ้วขาวปาดริมฝีปากตนเองเบา ๆ ก่อนจะวางถ้วยชาคืนที่เดิม “…ไม่ใช่เธอซ่อนเจตนาร้าย แต่เธอไม่รู้จักวิธีทดสอบพิษจริง ๆ …อาณาจักรแห่งนี้คงห่างไกลจากเรื่องเลว ๆ อยู่มาก”

 

ในดวงตาสีเพลิงคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง…จนเมื่อคำพูดเรียบเรื่อยของชแตร์ซึมลึกเข้าไป ไฟแห่งโทสะจึงค่อยเพลาลง…

 

ห้องกลับสู่ปกติ…เป็นส่วนใหญ่ เอซเรียกขวัญเหล่าข้ารับใช้ แล้วสั่งให้รีบดับไฟที่ยังคงลามไปตามผ้าม่านและผ้าปูโต๊ะ ส่วนเจ้าชายแห่งไฟนั้น…เจ้านายของเขารับมือไหว

 

อพอลโลไม่รู้จะโทษใคร หรืออะไร…สายตาของชแตร์ที่มองมายังเขาไม่ได้ตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกผิด…อยากตะโกนกลบเกลื่อนทุกอย่าง หากร่างกายไร้เรี่ยวแรง

 

มือใหญ่ท้าวลงบนโต๊ะ ความร้อนทำให้ขี้ผึ้งที่เคลือบผิวไม้ละลายออก มันลื่นจนทำให้เขาเสียหลักยัน ร่างเซจนกำลังขารับไม่ไหว ต้องปล่อยตัวล้มลงไปบนพื้น

 

แม้จะหวาดกลัวแค่ไหน แต่เพราะหน้าที่ทำให้เหล่าข้ารับใช้เข้ามาช่วยประคองเขาขึ้น…แต่…ผิวกายของเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจตอนนี้ดั่งลาวา ผู้แตะต้องต่างร้องลั่นแค่แรกสัมผัส

 

…ปล่อยเขาทิ้งไว้เถอะ…เหมือนเช่นทุกครั้ง…เหมือนเช่นคนอื่น…

 

อพอลโลคิดอย่างสิ้นหวัง

 

….

………

……………..

 

จนกระทั่งรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนวลและเย็นซ่านที่กลางอก…

 

มือใหญ่ยกขึ้นคว้า แล้วพบว่ามันคือมือที่เขาเคยกอบกุมเมื่อเช้านี้…เขาเลื่อนมือแสนเย็นนั้นไปวางไว้ตรงตำแหน่งหัวใจ…รู้สึกได้ว่าความทรมานค่อยบรรเทา

 

ชแตร์ตกใจไม่น้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เดือดพล่านอยู่ใต้แผ่นอกใหญ่ หากเขาไม่มีพลังเย็นคุ้มครองอยู่คงจะมือไหม้ไปแล้ว…แม้ตอนแรกจะไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะได้ แต่เมื่อพบว่าความร้อนลดลงอย่างช้า ๆ จึงรู้สึกว่ามีความหวัง

 

แค่มือคงไม่พอ…แขนบางแต่ไม่ไร้เรี่ยวแรงจึงช้อนร่างของอพอลโลขึ้นมาจากพื้นแล้วโอบกอดเอาไว้จากด้านหลัง ใช้ความเย็นจากตนเองช่วยรักษา

 

“…มหัศจรรย์…”  เอซอุทานออกมา เมื่อเห็นว่าร่างใหญ่โตที่แดงฉาน ค่อย ๆ คลายความร้อนจนกลายเป็นสีผิวของมนุษย์ปกติ

 

อพอลโลเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างยากเย็น…เขาเห็นใบหน้านวลก้มมองลงมา…ช่างละมุน

 

และนัยน์ตาคู่นั้น…ดั่งท้องนภาที่รวมเอาดารามากล่อมฝัน

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจเข้าสู่นิทรา

 

ชแตร์ถอนหายใจออกมายืดยาว…ก่อนจะขยับตัวตั้งหลัก พยายามจะอุ้มร่างอีกฝ่ายขึ้น…ครั้งที่หนึ่ง…ครั้งที่สอง…

 

หมดความพยายาม

 

“ช่วยเราที…เราอุ้มเขาไม่ไหว”

 

———

 

หลังจากเหล่าข้ารับใช้ช่วยกันแบกร่างเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจมายังเตียงในห้องปีกตะวันออกได้สำเร็จ จึงได้พบปัญหาอีกอย่าง

 

เพราะทันทีที่เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลผละออกมา ร่างของอพอลโลก็จะเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้ง จนเกือบทำผ้าปูเตียงไหม้

 

ชแตร์ต้องกลับมายืนเอามือทาบอกอีกฝ่าย ใบหน้ามุ่ยสนิท…แผ่นหลังรู้สึกถึงสายตาคาดหวังของทุกคนทิ่มแทง เขาทำใจอยู่นานก่อนจะประกาศ

 

“คืนนี้เราจะอยู่พยาบาลเขาเอง ออกไปได้”

 

เหล่าข้ารับใช้ทุกคนล้วนมีสีหน้าเบาใจ ต่างเอ่ยสรรเสริญเจ้าชายคนดีแล้วพากันออกไปจากห้อง…เว้นแต่เอซ ที่ยืนหน้าเบ้ปากแบะ

 

“…ถ…ถ้าอย่างนั้น กระหม่อมจะอยู่ด้วย” องครักษ์อาสา

 

ชแตร์ส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก เอาเวลาไปจัดของให้เราดีกว่า พวกเครื่องนอนกับสมุนไพรสดที่ต้องใส่ภาชนะ จำได้ใช่ไหม”  

 

“แต่ว่า….” เอซคิดจะค้าน แต่เจ้าชายเอ่ยแล้ว คงไม่เปลี่ยนใจ “ขอรับ…แต่ถ้ามีอะไร ต้องรีบเรียกกระหม่อมนะ”

 

“ตอนนี้เขาไม่มีพิษสงอะไรหรอก” ชแตร์บอก

 

ทหารหนุ่มยังมีสีหน้าลังเล ก่อนจะหักใจ ทำความเคารพสองเจ้าชายแล้วออกจากห้อง

 

ไม่ให้เอซอยู่น่ะดีแล้ว เขาจะได้อายน้อยลงสักนิด…พยาบาลจำเป็นเดินไปมา…จนคนป่วยบนเตียงเริ่มหายใจดังขึ้นเพราะอึดอัดจากความร้อน…ชแตร์จึงจำใจดับตะเกียงในห้อง แล้วปีนขึ้นเตียง

 

ถ้าใช้เพียงแค่มือทาบหน้าอกเอาไว้ ดูเหมือนพลังเย็นจะต้านไอร้อนไม่ทัน…เขาประคองร่างของอพอลโลขึ้นมากอดเหมือนตอนที่อยู่ในห้องอาหาร เอนหลังพิงหัวเตียงเอาไว้…แล้วพยายามข่มตา คิดเสียว่ากำลังนั่งพิงต้นไม้หลับในที่กันดารอย่างที่เคยทำ

 

หวังว่าตื่นเช้ามา อีกฝ่ายจะไม่เตะเขาตกเตียงเพราะตกใจ…

 

———

 

กลางดึกคืนนั้น…

 

ชแตร์รู้สึกตัวตื่น เพราะแผ่นหลังถูกวางลงบนฟูกอย่างนุ่มนวล

 

เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่เพราะร่างกายเหนื่อยล้าสะสมทั้งจากการเดินทางและอื่น ๆ พอได้นอนลงบนฟูกแสนสบายจึงไม่อยากตื่น…มือป่ายไปมา สัมผัสเจอแผ่นอกกำยำจึงทาบมือตรวจสอบ

 

“…ยังร้อนอยู่เลย…” บ่นด้วยเสียงงัวเงีย “ทนให้ฉันโอบอีกสักพักเถอะ จะได้หายดี…”

 

“ฉันดีขึ้นเยอะแล้ว นายโอบจนหลังเย็น เหลือแค่ตรงอก” อพอลโลบอก “นอนต่อเถอะ”

 

…ชแตร์ไม่แน่ใจว่ารู้สึกไปเองหรือไม่ แต่เสียงนั้น…อ่อนโยน

 

ร่างเล็กกว่าพลิกหนีอย่างไม่รู้ตัวเมื่อที่นอนข้าง ๆ ยุบลง คราวนี้แขนใหญ่เป็นฝ่ายโอบกอดเขา ดึงเข้าไปหาจนแผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้าง

 

ไอร้อนค่อยคลาย เหลือเพียงความอบอุ่น

 

ลมหายใจสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าชแตร์หลับลึกแล้ว…อพอลโลยังคงลืมตาในความสลัว มองต้นคอขาวนวล

 

…เขาแอบจรดปลายจมูกลงไป…

 

กลิ่นหอมเย็นจากผิวเนียนทำให้ใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย…ก่อนจะสงบลงแล้วเข้าสู่นิทราอีกหน

 

TBC

 

คิลมู้ด : จริง ๆ ชแตร์ไม่ต้องเปลืองตัวนะคะ หญิงเสนอให้ใช้แป้งเย็นตรางูโรยอพอลโลซะ

Advertisements