macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for October, 2016

Protected: [Yuri on ice Fanfiction] Eros.

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Advertisements

[Yuri on ice] Kiss and Cry.

14570391_1426722440691181_2425507846197901439_n

Macho_luglio

เพลงประกอบ  宇多田ヒカル – 誰かの願いが叶うころ

 

 

บนแว่นตาของ คัตสึกิ ยูริ สะท้อนภาพของ ยูริ พลิเซตสกี้

 

ช่วงขายาวขึ้นรึเปล่านะ…กล้ามเนื้อก็ดูสมบูรณ์ขึ้นกว่าเมื่อก่อน ไม่มี ‘ยูริโอะ’ เจ้าอารมณ์บนลานน้ำแข็งอีกแล้ว มีเพียง พลิเซตสกี้ ที่สง่างาม

 

‘Quad Salchow’ ที่อีกฝ่ายเคยสอนเขา สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ…เป็นอาวุธร้ายที่ใช้เชือดเฉือนคะแนน

 

เขาไม่มีวันสู้ได้อีกต่อไป….ภาพตรงหน้าสั่นไหว…พร่าเลือน

 

เมื่อใดที่ความปรารถนาของใครบางคนสมหวัง ใครอีกคนอาจกำลังหลั่งน้ำตาอยู่

 

เพราะ ‘ที่หนึ่ง’ นั้นมีตำแหน่งเดียว ไม่อาจแบ่งปันให้กันได้

 

ยูริโอะได้อยู่ในจุดสูงสุดในวงการแล้ว…

 

…แขนคู่หนึ่งโอบรอบเอวของยูริจากด้านหลัง ประคองให้ห่างออกมาจากหน้าจอโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดเวิร์ลกรังปรีซ์อยู่ วิคเตอร์ถอยมาจนถึงเก้าอี้ เอาไม้ค้ำไปเก็บไว้ข้าง ๆ แล้วดึงให้คนที่ตนเองกอดอยู่นั่งลงบนตักอย่างนุ่มนวล

 

“รู้ว่าต้องร้องไห้ก็ยังจะดูนะ” คนกอดถอนหายใจ

 

“ขอโทษครับ…” ยูริก้มหน้า พยายามกลั้นน้ำตาไว้ “รู้ผลอยู่แล้วล่ะ แต่ก็ยังอยากเห็นกับตา อยากดู quads ของยูริโอะตอนเป็นที่หนึ่งของโลก…เป็นการหมุนที่สุดยอดเลยล่ะ”

 

ในมุมที่ไม่มีใครมองเห็นนั้น วิคเตอร์กลืนสีหน้าเจ็บปวดลงไป…ปั้นรอยยิ้มอ่อนโยน วางมือลงบนผ้าพันแผลบนต้นขาของอีกฝ่าย “นายเองก็ ‘หมุน’ ได้สุดยอดเหมือนกัน…น้อยนะที่ Rotationplasty จะประสบผลสำเร็จขนาดนี้”

 

ใต้ผ้าพันแผลนั้น…มีต้นขาที่เชื่อมต่อกับส่วนน่อง เท้าหมุนกลับทิศจากคนปกติ

 

ยูริ ไม่มีวันได้ลงแข่งขันอีกแล้ว

 

…ริมฝีปากอุ่นประทับลงบนข้างแก้มนุ่ม ช่วยเช็ดน้ำตาที่ยังตกค้าง…วิคเตอร์โอบเอวคนรักแน่นขึ้น ก่อนจะใช้มืออีกข้างเชยคางมนให้หันมาหา…จูบอ่อนโยนมอบให้

 

“ถ้าได้แชมป์โลกซักครั้งคงดีเนอะ” อดีตโค้ชแกล้งบ่น

 

“ผมก็ว่าอย่างนั้น เสียดายจัง…” บอกเช่นนั้น แต่กลับมีรอยยิ้มบนใบหน้า

 

แม้จบชีวิตนักกีฬา…หากเขายังมีชีวิตต่อจากนี้ที่แสนล้ำค่า…รออยู่

 

———

 

ในแววตาของยูริ พลิเซตสกี้นั้น สะท้อนภาพผู้คนหลายพันที่ยืนปรบมือกึกก้องเมื่อผลคะแนนออกมา

 

เขายิ้มกว้าง โบกมือเหมือนคนบ้า โค้ชยาคอฟที่อยู่ข้าง ๆ ไอซ์ริงค์ กระโดดโลดเต้นฉลองผลงานชิ้นใหญ่

 

เขาชิงมันมาได้แล้ว อันดับหนึ่งของโลก…ด้วยหยาดเหงื่อ ด้วยเลือด ด้วยหัวใจ…

 

เขาชนะแล้ว…อย่างเพียงลำพัง ไร้คนที่หวังให้ร่วมยืนอยู่ใน Kiss and cry

 

…เมื่อใดที่ความปรารถนาของใครบางคนสมหวัง ใครอีกคนอาจกำลังหลั่งน้ำตาอยู่…

 

หยดอุ่น ๆ เล็ดรอดจากขอบตา…ผสานไปกับหงาดเหงื่ออย่างแนบเนียน

 

Never Kiss and Never cry

 

-End-

หมายเหตุ :

  • Kiss and cry ใช้เรียกบริเวณที่นักกีฬาไปยืนรอผลคะแนนค่ะ
  • Rotationplasty คือการผ่าตัดศัลยกรรมแบบหนึ่ง โดยการตัดส่วนไม่ดีออกไป(เช่น ท่อนขาส่วนที่เป็นมะเร็ง) แล้วเลื่อนอีกส่วนมาติด หมุนอวัยวะไปอีกด้าน เชื่อมต่อหลอดเลือดและเส้นประสาท 

Talk :

  • สารภาพว่า เขียนฟิคเรื่องนี้ให้เกย์กว่าต้นฉบับนี่ยากมากค่ะ โดยเฉพาะคู่วิคยูยูวิคเนี่ยยยยย แงงงงง เลยออกมาดราม่าซะงั้น
  • มาโชชอบทั้งแบบยูวิคและวิคยู ดังนั้นแพร์ริ่งจึงยังไม่ระบุชัดค่ะ (///___///
  • ต้องโดนแฟน ๆ ยูริโอะฆ่าแน่นอน…แต่เรามั่นใจว่ายูริโอะทำได้นะ เขาเป็นเด็กเข้มแข็ง!!! เขาสามารถครองโลกได้ด้วยพลังของเขา!!!! แม้เพียงลำพัง (;{};
  • และโดนแฟน ๆ ยูริอ้วนฆ่าเช่นกัน…สาเหตุการตัดขา ขอละไว้แล้วกันค่ะ พราก
  • คงไม่เขียนต่อ…ปวดใจ…

 

[Thorki Modern AU] Single Daddy – 1

[Thorki Modern AU] Single Daddy – 1

 

macho_luglio

 

Paring : Thor x Loki

Warning : NSFW

 

Note : เป็นพล๊อตที่คิดไว้นานแล้วค่ะ พอดีกับช่วงนี้เล่น #fictober เลยคุ้ยขึ้นมาเริ่มแต่ง สลับกับเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ (- -,,

ไม่ได้ลงพายเรือธอร์กินานมากกกกกกกกก เพราะส่วนใหญ่เสพจนอิ่มเลยไม่ผลิตเอง(โดนชก) ตอนนี้หิว ๆ ขึ้นมา แฮ่ ๆ ยังไงก็ขอฝากไว้ด้วยนะคะ คอมเมนต์มาคุยกันได้นะะะะะ (-q-,,

 

 

 

“น้องแกติดต่อมาบ้างรึเปล่า?”

 

เสียงแว่ว ๆ ของ ‘พ่อ’ จากอีกห้อง ทำให้ธอร์ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากก้อนหินอ่อน…ให้ตายเถอะ เขาบิวท์อารมณ์ศิลปินมาตั้งแต่เช้า เพิ่งจะมีไฟตอกลงไปสองสามโป๊ก พ่อก็ดันชวนคุย…แต่จะทำยังไงได้ เขาวางค้อนลงกับโต๊ะแล้วเดินออกมาจากห้องทำงาน

 

โอดินนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาตัวมหึมากลางคฤหาสน์ มือขวาห้อยลงจากโซฟา มือซ้ายลูบหัวปอมเมอเรเนียนที่อยู่บนพุงกลมใหญ่ หมาน้อยหันมามองและกระดิกก้อนหางฟู ๆ ให้ธอร์เมื่อเขาเดินมาทิ้งตัวนั่งลงถัดจากปลายเท้าพ่อ

 

“ไม่เลย” ธอร์บอก หยิบคุ้กกี้หนึ่งกำมือมายัดใส่ปาก “อูเอื๋อนอ่ะอิดอ่ออับแอ้ แอ่แอ้ไอ้ออมออกอ๊วกเอา”

 

‘ดูเหมือนจะติดต่อกับแม่ แต่แม่ไม่ยอมบอกพวกเรา’ โอดินแปลภาษาสวาปามของลูกแล้วถอนหายใจ  “แม่ไม่ได้มาบอกพวกเราต่อ คงเพราะไม่มีอะไรน่าห่วงมั้ง…แต่….”

 

แต่คิดถึงล่ะสิ…ธอร์เข้าใจพ่อดี เดิมที ‘โลกิ’ ขี้อ้อนกับทุกคนในครอบครัว เมื่อเจ้าเด็กน้อยนั่นหายออกจากบ้าน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนเก่า

 

ทั้งหมดมันเริ่มจากความลับทางสายเลือดถูกเปิดเผยนั่นแหล่ะ

 

เขายังจำสีหน้าซีดเผือดของน้องชายได้…จำมือที่ยกขึ้นดึงเส้นผมสีดำสนิท…สีที่ไม่มีในครอบครัวโอดินสัน

 

นอกจากนิสัยขี้อ้อนช่างเอาใจ โลกิก็มีนิสัยเคียดแค้นและขี้น้อยใจเอาเรื่อง

 

น้องชายของเขาจึงออกไปจากบ้านได้หลายปีแล้ว…

 

“ถ้าเขาหายโกรธหรือมีเรื่องเดือดร้อน เดี๋ยวก็คงกลับมาเอง” ธอร์บอก เป็นคำปลอบใจที่เขาพูดกับพ่อมาตลอด

 

“แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ? จะว่าไป เดือนนี้ยังไม่ได้ส่งคนไปเช็คดูเลย” โอดินเอื้อมมือขวาไปหาโทรศัพท์บนโต๊ะกาแฟหน้าโซฟา

 

แต่ฝ่ายลูกอาศัยแขนที่ยาวกว่า เขี่ยโทรศัพท์ไปไกล ๆ “ไม่ต้องหรอกพ่อ เดี๋ยวผมไปดูเอง”

 

“อ๋อ” โอดินพยักหน้า  “ว่างงานอยู่สินะ”

 

“เรียกว่าอยู่ในช่วงหาแรงบันดาลใจดีกว่าไหม” ธอร์แก้คำให้ดูดีขึ้น แม้สิ่งที่พ่อพูดจะใช่ เขาว่างงาน ไร้ผลงาน เป็นศิลปินขายไม่ออกที่ยังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งโชคดีเหลือเกินที่เป็นเจ้าของกิจการรวยมหาศาล

 

“ก็ได้ แกเองก็ไม่ได้เจอหน้าน้องมานาน ลองไปนำร่องก่อนซิว่าเขาหายงอนพ่อหรือยัง” พูดจบก็บิดขี้เกียจอย่างเมื่อล้าตามสังขารที่เข้าสู่วัยชรา “…คิดถึงสมัยก่อน ตอนที่ยังอยู่กันพร้อมหน้า เดี๋ยวนี้แม้แต่ซิฟก็ไม่ค่อยมาหาเลย…จะปีครึ่งแล้วมั้ง”

 

ธอร์พยักหน้า ซิฟคือคู่หมั้นสาวของเขา ซึ่งตอนนี้ไปทำงานถ่ายสารคดีอยู่ต่างประเทศ เดือนนึงจึงจะโทรมาถามไถ่ความเป็นอยู่

 

คู่หมั้นกันแท้ ๆ ทำไมถึงห่างไกลแบบนี้…เป็นเรื่องที่พูดยากเอาการ แม้เริ่มแรกจะถูกจับคู่ให้คบหากันเพราะผลประโยชน์ระหว่างพ่อแม่ แต่พวกเขากลับเข้ากันได้ดี เคยผ่านช่วงเวลาอันหวานชื่นตอนวัยรุ่น รู้สึกว่ายั่งยืนตอนหมั้นหมาย…ธอร์คิดว่าพวกเขาไม่มีทางเลิกรากัน เพียงแต่เว้นระยะให้ต่างฝ่ายต่างไปสนุกกับงานตัวเองให้เต็มที่…อย่างน้อยก็ฝ่ายนั้นล่ะนะที่ทำงานจริงจัง

 

แต่พอห่างกันนานเข้า เขาเริ่มคิดถึงตอนที่อยู่กับซิฟ และยิ่งคิดถึงตอนที่อยู่กับซิฟและโลกิ…

 

โรคคิดถึงความหลังกำเริบมาเป็นพัก ๆ แล้ว ทางเดียวที่จะรักษาได้ คือไปเห็นหน้าเจ้าตัวต้นเหตุเสียหน่อยคงจะดี

 

———

 

ขับรถข้ามรัฐมาสามชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็ถึงเมืองที่น้องชายอยู่

 

ธอร์ปิดประตูรถ SUV คันโปรด ถอดแว่นกันแดดราคาแพงระยับมาเสียบตรงคอเสื้อยืดปอน ๆ ที่มีรูบนไหล่…เขายืนอยู่ตรงข้ามถนนหน้าทาวน์โฮมสีเขียวหม่น หลังคาเป็นกระเบื้องสีดำ สีโปรดของเจ้านั่น แม้จะดูคับแคบเหลือเกินสำหรับทายาทผู้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายหรูหรา บันไดเหล็กดัดสีดำที่บรรจงสร้างนั้นบ่งบอกได้ดี

 

จากสายข่าวของพ่อที่ตามสืบมาตลอดตั้งแต่โลกิออกจากบ้าน น้องของเขาทำงานเป็น Party Organizer ซึ่งก็เหมาะกับความสามารถของเจ้าตัวดี…ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ครบรอบวันแต่งงานของคู่สามีภรรยาวัยทอง หรือปาร์ตี้สุดโลดโผนของสมาคมxxx โลกิก็จัดหาสิ่งที่ใช่ให้เจ้าของงานได้หมด นับว่าเป็นออแกไนซ์เซอร์ตัวท็อปที่ใคร ๆ ต้องการ

 

ทว่า ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา สายข่าวบอกว่างานของโลกิลดลงอย่างเห็นได้ชัด…จากเดิมที่นับชั่วโมงในการอยู่บ้านได้ กลายเป็นอยู่บ้านแทบทุกวัน…วันละหลายชั่วโมง หรือหากออกมาก็แค่ไปทำธุระไม่นาน แล้วรีบกลับ

 

ตกงานแน่นอน ธอร์สรุปในใจ ค่อยคุ้มค่าที่เขามาหน่อย

 

เป้าหมายของเขาคือแบบนี้ โผล่มาในช่วงเวลาที่น้องชายกำลังต้องการความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ แล้วพากลับบ้าน จบ แต่ที่ต้องรอมาหลายปี เพราะอีกฝ่ายได้ดิบได้ดีเกินไปนั่นแหล่ะ

 

โอ๊ะ คิดถึงก็มาเลย…ธอร์เห็นเงาร่างสูงโปร่งเดินเลี้ยวมาจากหัวมุม เขารีบย่อตัวลงหลบหลังรถ แอบมอง…

 

โลกิไม่ได้เปลี่ยนไปเลยจากอดีต…ทั้งส่วนสูง รูปร่าง สไตล์การแต่งตัว…ไม่สิ เปลี่ยนไปนิดหน่อย เจ้านั่นไม่เคยสวมสเวตเตอร์คอกว้างและดูรุ่ยร่ายขนาดนั้น สีหน้าก็ดูอ่อนเพลีย หอบถุงกระดาษใบใหญ่จากซุปเปอร์มาร์เก็ตซักแห่ง…มีทั้งผักและผลไม้โผล่ออกมา

 

โลกิไม่เคยทำอาหารกินเอง ถ้าอยู่คนเดียว

 

แสดงว่าเขาอยู่กับใครอีกคน

 

ปกติทุกคนชอบด่าเขาว่าไอ้หัวร้อน เจ้าบื้อธอร์ แต่กับเรื่องของน้องชาย เขามั่นใจว่าตัวเองฉลาด…แต่ดันยังหัวร้อนอยู่นี่สิ

 

จังหวะที่โลกิกำลังไขกุญแจ ธอร์พุ่งข้ามถนนมา ทันเวลาที่น้องชายเปิดประตูบ้านได้พอดี

 

“เฮ้”

 

จบคำทัก โลกิหันมา เบิกตา แล้วสอดตัวเองเข้าประตู รีบปิด!

 

แต่ธอร์ไวกว่า เขาแทรกไหล่ขวางเอาไว้ ร้องโอ๊ยเบา ๆ เมื่อถูกหนีบอยู่ระหว่างกรอบกับบานประตู  “เฮ้ย! ทำอย่างนี้กับพี่ที่ไม่ได้เจอหน้ามานานเหรอ”

 

โลกิยกขาถีบประตูเหยง ๆ จนเมื่อรู้สึกตัวว่าทำเสียงดังและถีบต่อไปธอร์ก็ไม่สะเทือน เจ้าของบ้านจึงหยุด  “ใครอยากเจอหน้าไม่ทราบ”

 

ธอร์เอาตัวเข้ามายืนในบ้านได้ในที่สุด เขาปิดประตูตามหลัง กดล็อกให้อย่างเรียบร้อย “อยากมาหาบ้าง ไม่ได้หรือไง”

 

โลกิอ้าปากเหมือนจะตะโกน แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจ “…เข้าไปคุยในห้องรับแขกกัน อย่าทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านล่ะ”

 

พูดจบ เจ้าของบ้านก็อุ้มถุงกระดาษเดินตรงเข้าครัวซึ่งอยู่หลังบ้าน ส่วนธอร์นั้นแยกไปด้านซ้าย…ในห้องรับแขกนั้นตกแต่งอย่างเรียบหรู มีประตูแยกออกไปยังห้องอื่นอีกสองห้อง ธอร์เดินสำรวจไปรอบ ๆ …ไม่มีขนมให้กินเลยตามคาด

 

“เบียร์ ขอขวดหรือกระป๋องใหญ่ ๆ กับขนมด้วย” แขกมาเยือนยกมือห้ามเจ้าของบ้านที่กำลังยกน้ำเปล่ามา

 

“ขนมไม่มีหรอกนะ!” โลกิเผลอแว้ด แล้วรีบส่ายหัว “…ถ้าผลไม้ล่ะก็มี จะยกมาให้ รีบกินแล้วรีบกลับไปซะ”

 

“ถ้าอิ่มแล้วอ่ะนะ” พี่ชายตัวโตลอยหน้าลอยตา สำรวจห้องต่อ

 

…ดูจากสิ่งของในนี้ ไม่น่าจะมีใครอื่นอีก คือไม่มีชิ้นไหนผิดแผกไปจากรสนิยมของน้องชาย…เขาค่อนข้างจะพอใจในจุดนี้ แต่ต้องไม่ลืม ว่ายังไม่ได้เห็นในห้องนอน…

 

“เอ้า” เบียร์กระป๋องใหญ่และองุ่นพวงหนึ่งวางลงบนโต๊ะหน้าโซฟา น้ำเปล่าอีกแก้วเป็นของตนเอง โลกิทิ้งตัวลงนั่ง แล้วควักสมาร์ทโฟนออกมาดู  “มีอะไรก็ว่ามา”

 

“แม่ต้องดุนายแน่ ๆ ถ้าเห็นว่ารับแขกด้วยการนั่งกดมือถือเล่นแบบนี้”  ธอร์คว้าองุ่นขึ้นมาทั้งพวง เด็ดทีละสามลูกใส่ปาก “นายติดต่อกับแม่ แต่ไม่เคยคิดถึงพวกฉันเลย”

 

“แม่คือคนเดียวที่ฉันเว้นให้” …เพราะแม่รักฉัน แม้ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ โดยไม่มีเงื่อนไข โลกิซ่อนประโยคที่เหลือไว้ในใจ

 

“อา…ต้องพูดซ้ำกันสักกี่หนนายถึงจะเปลี่ยนใจ”  ธอร์เคี้ยวองุ่นอย่างฝืดคอ ยกเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่ “พ่อรักนายนะโลกิ กลับบ้าน—-”

 

“แล้วฉันต้องพูดซ้ำอีกสักกี่หน” โลกิขัดกลางประโยคของพี่ชายพร้อมล้อเลียน “ว่าถ้ารักกันจริง ก็ไม่ควรโกหกกันแต่แรก”

 

ธอร์ถอนหายใจ…ขบเมล็ดองุ่นจนได้รสฝาดในปาก เรื่องในครอบครัวของเขานั้นซับซ้อนไปด้วยปม…ไม่แปลกหากโลกิจะไม่ให้อภัย

 

“กลับไปซะเถอะธอร์” น้องชายเอ่ยไล่เมื่อได้ยินเสียงกระป๋องเบียร์เบาโหวง “ฉันอยู่คนเดียว สบายดี”

 

คำกล่าวนั้น คือประเด็นที่คาใจคนมาหา  “แน่ใจ…”

 

“…แน่นอน” โลกิเลิกคิ้วแบบสงสัย

 

“นายซื้อของเข้าบ้าน…ซื้ออะไรมาบ้าง ฉันเห็นนะว่าเป็นของสด”  ธอร์หันมาสบตา “นายไม่เคยทำอาหารกินเอง”

 

“แล้วฉันจะหัดทำบ้างไม่ได้หรือไง” น้องชายเถียงทันควัน

 

“หรือซื้อมาให้คนอื่นทำให้กันแน่” พี่ชายไล่เบี้ย

 

“กลับไปได้แล้ว” โลกิตัดบท ลุกขึ้นจากโซฟา

 

“เดี๋ยวสิ” ธอร์ลุกตาม

 

เสียงดัง ‘แกร๊บ’ ลั่นขึ้นมาจากร่องระหว่างเบาะโซฟา

 

ธอร์หันไปมอง แล้วล้วงเข้าไปในซอกนั้น…ถุงยางอนามัยแผงหนึ่งติดนิ้วขึ้นมา

 

“โฮ่…เตรียมพร้อมจังนะน้องชาย”  เขาหัวเราะ ด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง

 

โลกิมีสีหน้างุนงงให้เห็นครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้ารำคาญใจ  “เรื่องของฉันน่า!”

 

“เรื่องของนาย…” ธอร์รู้สึกว่าในหัวตัวเองเริ่มร้อนขึ้นมา เพราะสิ่งที่เห็นนั้น ขัดกับสิ่งที่เคยจำได้  “แต่ถุงยางพวกนี้…ไม่ใช่ไซส์ของนาย”

 

โลกิยกมือขึ้นตบหน้าผากของตัวเอง

 

ก่อนจะเดินมาผลักอกพี่ชายให้ล้มลงไปนั่งบนโซฟาอีกหน

 

ความคุ้นเคยในอดีตทำให้ธอร์รู้ทันทีว่าโลกิต้องการทำอะไร เขาดันไหล่อีกฝ่ายออกเมื่อน้องชายลดตัวลงนั่งกับพื้น ยื่นหน้ามาตรงหว่างขาของเขา สองมือพยายามแกะเข็มขัดและซิปกางเกงออก

 

“หยุด! โลกิ! บอกให้หยุดไง!”  

 

“พี่ไม่ได้มาหาฉันเพราะเรื่องแบบนี้เหรอ” เขาพูดพลางปอกเปลือกท่อนล่างพี่ชาย นิ้วเรียวยาวขยุ้มท่อนลำใหญ่ ๆ ใต้ผ้ากางเกงใน “เดี๋ยวจะรีบอม แล้วไปให้พ้น ๆ หน้า”

 

“บ้าเอ้ย!” ธอร์สะดุ้งแล้วเริ่มหายใจถี่…นอกจากไอ้หัวร้อน เจ้าบื้อ เขายังถูกด่าว่าสัตว์ป่าบ้ากาม แค่แตะนิดเครื่องก็สตาร์ทติดง่าย

 

“เข้าใจนะว่าคิดถึง ‘เรื่องเคย ๆ กัน’ เลยมาหา…แต่พี่จะแคร์ทำไมว่าใครเคยมาที่นี่…ยังไงฉันก็ให้ทุกคนอย่างไม่ลำเอียงแน่นอน”  ประโยคนั้นมาพร้อมลมหายใจที่เป่ารดหว่างขา…เขาฝืนแรงแขนของธอร์แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทีละนิด…ทีละนิด…

 

ธอร์ครางเสียงต่ำในลำคอ เมื่อปลายลิ้นร้อนเร่าตวัดเลียส่วนปลาย

 

โลกิแสยะยิ้มร้ายกาจ เมื่อแขนกำยำที่ผลักไล่เขาออก เปลี่ยนเป็นดึงรั้งเข้าไปหา เขาอ้าปากเพื่อดูดกลืนอีกฝ่าย…ลึกล้ำจนแทบปิดกั้นลมหายใจ

 

ในห้องรับแขกมีเสียงหยาบโลนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่หลายนาที ก่อนที่เสียงสำลักจะดังขึ้น โลกิเบือนหน้าแล้วคลายของเหลวขุ่นข้นออกมา มันเยอะเกินจะกลืนลงไปหมด…เขาหายใจหอบ…ซ้ำยังต้องนวดกึ่งกลางร่างกายของตัวเองไปด้วยเพราะดันเกิดอารมณ์ขึ้นมาบ้าง

 

“กลับไปได้แล้ว….”  แต่เมื่อปรายสายตามา…กลับพบว่าธอร์ยังคงตั้งตระหง่าน…  “ยังอึดเหมือนเดิมเลยนะพี่ชาย”

 

“ขึ้นมาควบบนตัวฉันซะ” ธอร์ตบตักตัวเอง “หรือจะให้ลงไปขี่นายบนพื้น”

 

โลกิกลอกตา ขืนให้ลงมา เขาตายแน่นอน

 

เจ้าของบ้านลุกขึ้น ถอดกางเกงตัวนอก ตามด้วยค่อย ๆ รูดกางเกงในออกช้า ๆ ปล่อยให้คนมองกลืนน้ำลายกับส่วนหน้าที่ชูชัน เขาหันหลัง แหวกเนินเนื้อออก  “อยากเข้าก็อำนวยความสะดวกหน่อย”

 

ขาดคำ นิ้วใหญ่ชุ่มน้ำลายก็สอดควานเข้ามาเปิดทาง…มืออีกข้างของธอร์อ้อมมาด้านหน้า รูดชักด้วยจังหวะเร่งเร้าจนหัวใจแทบวาย…

 

หลายนาทีต่อมา จนอารมณ์ครุกรุ่นได้เต็มที่ คนถูกเล้าโลมดันมือธอร์ออกเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว…พี่ชายเอนหลังลงกับโซฟา รอรับการบริการ

 

โลกิถอยหลังมายืนคร่อมตักใหญ่ วางมือลงบนต้นขาแกร่ง แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งสวม…เขากัดฟันอย่างอดทน พยายามผ่อนคลายตัวเองให้กลืนความใหญ่โตเข้าไป…ธอร์เองก็อดทนเช่นกัน…อดทนไม่ให้กระชากเอวได้รูปนั้นเข้าหาตัว

 

แต่หลังจากถูกโอบรัดและขยับขึ้นลงอย่างเนิบนาบครั้งแล้วครั้งเล่า ธอร์ก็หมดสิ้นความอดทน

 

เอวใหญ่กระดกขึ้นสวนจนเกิดเสียงดังพั่บใหญ่ โลกิร้องลั่นเพราะไม่ได้เตรียมใจ เมื่อครู่เขายังคุมเกมให้ดำเนินไปอย่างช้า ๆ แต่พี่ชายกลับแหกกฎเสียแล้ว “ธอร์! เดี๋ยว!”

 

ทว่าพี่ชายไม่รับฟัง ยังคงเด้งเอวเข้าใส่อย่างกระหาย เสียงสปริงโซฟาลั่นรัวบาดแก้วหู โลกิยกมือปิดปากไม่ให้เผลอกรีดร้อง เขาโกรธความเอาแต่ใจของพี่ชาย จึงถอนตัวเองลุกขึ้นจากตัก

 

แต่เพราะตัณหาที่ห่างหาย ทำให้ธอร์เหลือสติน้อยเต็มที เมื่อแก่นกายหลุดจากช่องทางร้อน เขาลุกตาม คว้าบ่าขาวจัดเอาไว้ เหวี่ยงร่างน้องชายลงไปคุกเข่ากับพื้นแล้วขึ้นคร่อม รีบร้อนสอดใส่

 

โลกิปิดปากตัวเองแน่น ก่อนจะต้องปล่อยมือเพราะแรงกระแทกจากด้านหลังทำให้ต้องยันแขนกับพื้นแทน เอวอ่อนร่อนไปมา บั้นท้ายราวกับถูกฟาดรัว แต่เสียวซ่านในร่างจนแทบทนไม่ไหว

 

ธอร์บดขยี้ตัวตนเข้าไปในร่างอีกฝ่าย ทั้งเสียงกระทำและเสียงคำรามดังขึ้นเรื่อย ๆ …เหมือนได้เอาคืนที่ถูกทอดทิ้ง เขาสาแก่ใจเหลือเกิน กล้ามเนื้อทั้งร่างหยัดเกร็งเมื่อปลดปล่อยอีกครั้ง ฝังทุกอย่างเข้าสู่ร่างที่พ่ายแพ้ให้กับเขา

 

โลกิสั่นเทิ้ม…เสียงสุดท้ายยามถึงฝั่งฝันหลุดออกมา…แล้วต้องครางต่ำเมื่อธอร์ทาบทับ กัดดูดซอกคอของเขาราวกับจะกลืนกิน

 

เสียงหอบหายใจดังก้องห้องรับแขก…ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าทุกอย่างจะสงบ

 

เมื่อความใคร่สลาย สติก็กลับ…ธอร์รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่รุนแรงขนาดนี้ เขาจุมพิตข้างขมับน้องเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ขยับตัว จะลุกขึ้น

 

/เพล้ง!!!/

 

เป็นท่อนขาของธอร์ที่ดันไปเตะโดนโต๊ะรับแขก แก้วน้ำตกแตกดังลั่น โลกิสะดุ้งเฮือก สั่นสะเทือนถึงบางส่วนของทั้งสองที่ยังสอดประสานกันอยู่

 

ธอร์ซี้ดปาก แล้วอยากเอ่ยขอโทษ “ขอ—-

 

“อุแว้!!!!!!!!!!!!!!!”

 

เสียงเด็กอ่อนดังลั่นมาจากหลังประตูหนึ่ง คราวนี้โลกิสะดุ้งจนบีบอีกฝ่ายแทบขาด ธอร์ร้องอ้าก น้ำตาแทบเล็ด ยังไม่ได้ทันได้ตั้งตัว เขาก็ถูกสลัดหลุด ได้แต่นอนโอดโอยกับพื้น ขาเรียวขาวกระทืบซ้ำอีกสามสี่หน ก่อนโลกิจะรีบร้อนเดินไปทางประตูนั้น

 

เมื่อความเจ็บคลาย พี่ชายจึงลุกขึ้นนั่งได้…เขาประคบประหงมลูกชายที่ได้ขึ้นสวรรค์และตกนรกในเวลาไล่เลี่ยกัน สายตามองหาอีกฝ่าย

 

ประตูที่เคยปิดตอนนี้เปิดกว้าง…โลกิที่ยังเปลือยท่อนล่างยืนอยู่ในนั้น…สองแขนโอบอุ้มทารกน้อย ปลอบให้หายเสียขวัญ

 

ธอร์คิดว่าตอนนี้เขาเบิกตากว้างจนแทบถลน  “เด็ก….เด็กมาจากไหน”

 

โลกิตวัดสายตาเย็นชามาให้…ปากคว่ำง้ำงอบ่งบอกว่าโกรธจัดขณะตอบ

 

“เนียร์…ลูกชายของฉันเอง”

 

TBC

คุยกันท้ายตอน : อา…ทำลงไปจนได้ เรทตั้งแต่ตอนแรก #ไม่รู้สึกผิดหรอกนะ #หึฟ์ 

ลูกของโลกินั้น เป็นลูกแท้ ๆ  รึเปล่าหว่า ชื่อของเนียร์ เอามาจาก Sleipnir ม้าแปดขาในตำนาน ลูกของ Svaðilfari กับ โลกิเองนั่นแหล่ะค่ะ เอิ๊กกกก แต่ในเรื่องจะมี Svaðilfari มาเป็นมารหัวใจของพี่ชายหรือไม่…ยังไม่เฉลยนะคะ แหะ ,,- -,,

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 6

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 6

 

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

 

Note : สวัสดีค่าาา ตอน 6 มาแล้วววว ตรงกับปลายเดือนพอดีเลยวุ่น ๆ หน่อย บวกกับเนื้อหาเริ่มจะต่อกันยาว เลยต้องแบ่งพาร์ทให้ลงตัว ตอนนี้เลยอาจจะสั้นไปบ้างต้องขอโทษด้วยนะคะ TvT

 

ตามสัญญา เขาตื่นมาเจอกันแล้ววววว (///___/// ส่วนเนื้อหา ก็ค่อย ๆ มีปมเพิ่มขึ้นค่ะ ฮี่…

 

ส่วนด้านล่างนี้ ทำแท็กไว้เช่นกันค่ะ เลยเอามาแปะให้อ่านกันอีกเช่นเคย รักนะคะท่านผู้อ่าน ❤

 

16-09-25-09-37-09-728_deco

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ 1 / 2 / 3 / 4 / 5

 

แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านเพดานเตนท์นั้นไม่รุนแรง แต่ก็สว่างพอจะปลุกคนหลับลึกให้ตื่น

 

ชแตร์รู้สึกอึดอัดบริเวณจมูก เหมือนถูกกดทับด้วยท่อนไม้แข็ง ๆ เขาฝืนลืมตาขึ้นสู้กับแสง…เมื่อเห็นว่าอะไรเป็นอะไรจึงเบิกตากว้าง มือยกขึ้นปัดแขนใหญ่ที่พาดจมูกออก

 

พอหันไปด้านข้าง ยิ่งตกใจกว่าเดิมเมื่อเจอใบหน้าของอพอลโลในระยะประชิด ชแตร์ลุกพรวด ถัดตัวถอยจนติดผนังผ้า

 

“อืม…”  เสียงง่วงหาวดังจากคนนอนอยู่ มือใหญ่ควานหาข้างตัว

 

คนนั่งชักขาหลบโดยอัตโนมัติ ราวกับกระต่ายหลบอุ้งเท้าราชสีห์ จะหนีออกนอกเตนท์ก็ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายนอนขวางอยู่

 

ทำไมอพอลโลมาอยู่ที่นี่…ทำไมเขาจำอะไรไม่ได้เลย

 

มือที่ป่ายไปมายังไม่ละความพยายาม จนเมื่อคว้าไม่เจออะไร จึงลืมตาขึ้น “ตื่นแล้วเหรอ…ยังเช้าอยู่เลย”

 

“นาย…” มาทำอะไรที่นี่ ต้องการอะไร ทำไมถึงทำอย่างนี้ คำถามในหัวเต็มไปหมด แต่พูดออกมายากเหลือเกิน

 

“คราวก่อนนายตื่นแล้วหนีฉันไปเลย”  ผู้บุกรุกยันตัวขึ้นนั่ง จัดเส้นผม ลูบหน้า “อา…ไม่มีคนคอยเตรียมเสื้อผ้าหรือน้ำอาบให้นี่ไม่สะดวกเลยแฮะ”

 

ชแตร์เห็นท่าทางอีกฝ่ายแล้วชะงักคำถามไว้ก่อน อันดับแรกต้องรีบให้ออกไป  “มีถังน้ำสำหรับล้างหน้าอยู่ด้านนอก”

 

“โอ้…” อพอลโลพยักหน้า ทำท่าจะลุกขึ้น แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจ  “…ก่อนอื่น มาพูด ‘เรื่องของเรา’ กันก่อนดีกว่า”

 

ไม่อยากจะมีเรื่อง ‘เรา’ อะไรทั้งนั้น ชแตร์เถียงในใจ แต่ทำได้แค่พยักหน้าอย่างคุมเชิง

 

“เมื่อวาน ปีศาจกินฝันบุกเข้าอัลสโตเรีย ฉันออกไปสู้ด้วย แต่ไม่เจอนาย”  มือใหญ่วางลงบนตำแหน่งหัวใจของตนเอง  “อาจจะเพราะยังไม่หายดีจากคราวก่อน พอออกแรง ร่างจึงร้อนขึ้นมาอีก…ฉันไม่อยากประมาท จึงมาหานายที่นี่…แล้วก็พบว่านายกำลังย่ำแย่”

 

คนฟังพยักหน้ารับ เมื่อคืนเขาอาการไม่สู้ดีเพราะใช้พลัง แต่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้จึงเลี่ยง  “ใช่ คงเพราะไม่ชินกับแสงแดด และใช้พลังกายมากเกินไป”

 

“นายตัวเย็นเสียจนน่ากลัว ส่วนฉันก็ตัวร้อน”  อพอลโลยิ้มอย่างมั่นใจ  “ดังนั้นฉันจึงตอบแทนที่ช่วยไว้คราวก่อน ด้วยวิธีการเดียวกัน”

 

“อย่างนั้น…ถือว่าเราหายกัน”  ชแตร์บอกหน้านิ่ง  “ต่อไปก็ไม่ติดค้างอีก”

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจหางตากระตุก หมอนี่…คิดแต่จะหาเรื่องแยกย้ายสินะ  “ใช่ พวกเราไม่มีบุญคุณอะไรกันอีก แต่เปลี่ยนเป็นช่วยเหลือกัน ดีทั้งสองฝ่าย เช่น…”

 

“ว่ามา” คนฟังไม่ต้องการความยืดเยื้อ

 

“ปีศาจกินฝันจะต้องบุกอัลสโตเรียอีกแน่ และพวกเราในฐานะเจ้าชาย ย่อมต้องปกป้องเมืองนี้แทนอาร์วี” ที่อพอลโลเอ่ยนั้น เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ “การจะล้มพวกมัน ต้องใช้ ‘พลัง’ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพวกเรา…ดังนั้น เพื่อรักษาร่างกายเอาไว้—”

 

“เดี๋ยว” น้อยครั้งที่ชแตร์จะขัดประโยคผู้อื่น

 

แต่ไม่มีอะไรหยุดอพอลโลได้ ประโยคนั้นลื่นไหลจนจบ  “ฉันจะมานอนกับนายทุกคืน”

 

และชแตร์ก็ตอบทันควัน “ไม่”

 

“ไม่เห็นเสียหาย!”เถียงตอบทันที

 

“ไม่”

 

“ต้องได้!”

 

“ไม่”

 

“นี่กล้าปฏิเสธเรอะ!”

 

“ใช่”

 

….

……….

…………..

 

เจ้าชายสองคน ไม่ควรมานั่งเถียงกันเป็นเด็ก ๆ แม้จะรู้เช่นนั้น แต่ทั้งคู่ก็ต่อปากต่อคำกันไปอีกพักใหญ่

 

เป็นชแตร์ ที่ยอมลงให้ในที่สุด

 

“…ฉันอนุญาตให้ ‘ทำ’ ได้แค่ตอนที่มีอาการ”  กระดากปากเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘กอด’ ออกไป

 

“ตกลง” อพอลโลถอนใจ มองด้วยแววตาตำหนิ  “เคย ๆ กันมาแล้ว เล่นตัวไปได้”

 

ชแตร์หรี่ตาใส่ ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้น ดันไหล่อีกฝ่ายให้หลบทางแล้วมุดออกจากเตนท์

 

น่าแปลก เอซหายไปไหน…

 

“นายเปลี่ยนชุดให้มันดูดีกว่านี้ แล้วไปทานอาหารพร้อมกับฉัน”  อพอลโลตามออกมาพร้อมคำสั่ง  “แต่งตัวให้มันสง่าสมกับเป็นเจ้าชายเสียบ้าง ทำตัวอย่างกับพ่อค้าพเนจร”

 

คนถูกว่าก้มลองมองตัวเอง ชุดที่เขาใส่ประจำคือชุดสำหรับเดินทางจริง ๆ นั่นแหล่ะ  เมื่อวานเพราะเกิดเหตุฉุกเฉินองค์ราชาอาจไม่ถือสา แต่หากเข้าเฝ้าครั้งต่อไปก็ควรจะแต่งให้ดูดี…เขาเดินตรงไปยังถังน้ำ วักขึ้นมาล้างหน้า

 

ทันทีที่น้ำเย็นไหลผ่านริมฝีปาก กลับรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก…อุณหภูมิร่างกายเขาต่ำอยู่เสมอ มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่อุ่นซ่าน…ซ้ำยังรู้สึกบวมเจ่อเล็กน้อย

 

หรือนี่คืออาการป่วยที่เรียกว่า ‘ร้อนใน’ เขาไม่เคยเป็นมาก่อนเสียด้วย

 

นิ้วเรียวไล้ริมฝีปากไปมาอีกหลายอึดใจ ก่อนจะเลิกครุ่นคิด เปลี่ยนมาถลกเสื้อที่สวมอยู่ขึ้น ลมเย็นยามเช้าไล้แผ่นหลังและช่วงเอวขาว

 

…แล้วจึงรู้สึกถึงสายตาราวกับจะแผดเผา

 

“มองทำไม…”  ชแตร์ส่งสายตาเย็นชาใส่

 

“เปล่า”  อพอลโลปฏิเสธแก้เก้อเมื่อรู้ว่าเผลอตัว แต่ยังรักษามาดและปากคมกริบเอาไว้  “แค่อยากจะเตือนว่าหัดทำตัวให้สมฐานะเสียบ้าง…ไม่ใช่มาถอดเสื้อยั่วยวนนอกปราสาทแบบนี้”

 

…ยั่ว…เหรอ

 

ชแตร์รู้สึกว่าอาการ ‘ร้อนใน’ ที่เขาสงสัย กำลังลามจากริมฝีปากขึ้นไปที่แก้มและใบหู…

 

“ออกไปจาก ‘ที่พัก’ ของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

“ถือว่าหายกันไงล่ะ คืนก่อนนายก็ ‘บุกรุก’ ถึงเตียงฉันเลย”  อพอลโลกลั้นยิ้ม รู้สึกว่าหนนี้ ‘ชนะ’ เขารีบสาวเท้าไปยังทางเข้าปราสาท แต่ยังไม่วายทิ้งท้าย  “อย่าลืมอาหารเช้าล่ะ ห้ามหนีเด็ดขาด!”

 

ชแตร์ไม่ตอบรับ วักน้ำลูบหน้าซ้ำ หวังว่าจะช่วยดับอาการร้อนหน้าให้หมด

 

———

 

-ในปราสาทรัชทายาท-

 

ดูเหมือนนับวันปีกตะวันตก จะยิ่งมีข้ารับใช้น้อยลง หากเจ้านายชั่วคราวไม่ถือสาว่าเป็นเรื่องใหญ่ กลับกัน เขารู้สึกสงบใจได้มากกว่า เพราะไม่ต้องระแวงระวังคนหมู่มาก

 

“ท่านอพอลโลขอรับ” หัวหน้าข้ารับใช้รีบพุ่งเข้ามาหา “กระหม่อมไม่นึกว่าท่านจะไปค้างแรมข้างนอก จึงไม่ได้ออกไปดูแล”

 

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่”  ใครจะอยากให้มีคนไปยืนคุมกันเล่า  “ฉันจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้ชแตร์จะมาทานมื้อเช้าด้วย”

 

“จะรีบสั่งการให้จัดโต๊ะเพิ่มขอรับ”  ชายสูงวัยส่งสัญญาณเรียกสาวใช้ สั่งงานอย่างรวดเร็ว…ก่อนจะกระซิบต่อเมื่อปลอดคน  “…คนของกระหม่อมกลับมารายงานแล้วขอรับ เรื่องพลังของท่านชแตร์”

 

อพอลโลชะงักเท้า ผงกศีรษะเบา ๆ ว่าให้พูดต่อ

 

“โดยปกติคำอธิษฐานจะเป็นจริงเมื่อท่านชแตร์สร้างดาวตกจากลมหายใจและเอ่ยคำพรพร้อมกัน” หัวหน้าพ่อบ้านกระซิบเบากว่าเดิม  “…แต่ดูเหมือนท่านชแตร์สามารถสร้างดาวตก ‘อีกแบบ’ แล้วมอบให้ผู้อื่นเพื่อเก็บไปอธิษฐานในภายหลังได้”

 

“…คือไม่ต้องให้ชแตร์เต็มใจ ก็ใช้งานได้อย่างนั้นหรือ”  เสียงทุ้มต่ำลงกว่าปกติ

 

“เรื่องนี้กระหม่อมไม่แน่ใจขอรับ…สายสืบของเราได้ยินอย่างจำกัด เพราะองค์ราชาสั่งให้ทุกคนออกนอกท้องพระโรงหลังท่านชแตร์สร้างดาวตกขึ้นมา”

 

อพอลโลหยุดคิด…ดวงตาที่เคยลุกโชนอยู่เสมอ ตอนนี้ไม่ไหวติงดั่งกองไฟไม่ต้องลม

 

“สืบหาต่อไป…” เอ่ยคำสั่งในที่สุด

 

ของสวยงามนั้นหากมีประโยชน์ก็ต้องใช้…ไม่ใช่ละเลยให้กลายเป็นเพียงของประดับ

 

มีประโยชน์ คือ ต้องใช้

 

ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม…

 

TBC

คิลมู้ด : “เช้าแล้วก็ปล่อยฉันออกไปซักที!!! ท่านชแตร์!!! รอกระหม่อมก่อนนะขอรับบบบ” เอซกู่ร้อง