macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for 11/11/2016

[Novel] Omega3verse. – Day11

16-11-11-22-15-45-633_deco

ตอนก่าววววววววววว

Day 11

Keyword : ไดอารี่

Ch 11 : Dec 22, 2016.

‘วาฬ หรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า ปลาวาฬ (อังกฤษ: Whale) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อาศัยอยู่แต่เฉพาะในทะเลหรือมหาสมุทร เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายปลา คือ รูปร่างเพรียวยาว มีครีบและมีหางเหมือนปลา แต่หางของวาฬจะเป็นไปในลักษณะแนวนอน มิใช่แนวตั้งเหมือนปลา วาฬมิใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสายรก ที่จัดอยู่ในอันดับวาฬและโลมา (Cetacea)’

-Wikipedia

‘Crimson’ ในมโนของโจชัวและคาร์ลตอนแรก คือสถานที่พักแรมที่มีความปลอดภัย เงียบสงบ สะดวกสบาย

ต่อมา เมื่อตระหนักได้ว่าเป็นที่พักของชาวกลายพันธุ์ ความคาดหวังจึงลดลงเหลือสภาพแค่ห้องพักของเพ็ททูเนียที่จากมา

แต่เมื่อเดินตาม ‘เอิร์นเนส’ ชายชราผู้เฝ้าประตูลงสู่อุโมงค์ใต้ดินยาวเหยียด พวกเขาชักเริ่มหวาดหวั่นขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามันจะกลายสภาพเป็นคุกโบราณหรือไม่…

การลุ้นระทึกจบลงเมื่อมาถึงประตูสีแดงเข้มบานหนึ่ง เอิร์นเนสเคาะรหัสอีกครั้ง เสียงปลดล็อกดังจากด้านใน…ช่องประตูแง้มออก แสงตะวันสุดท้ายสาดใส่เข้าสู่ใบหน้า

ที่แท้ Crimson ไม่ใช่ชื่ออาคาร แต่เป็น ‘อ่าว’ ที่ถูกล้อมเอาไว้ด้วยภูเขาใหญ่ เข้ามาถึงได้ด้วยการเจาะอุโมงค์ลับ

ผู้มาใหม่สองคนยืนตะลึงอยู่หลายอึดใจ มองเมืองเล็ก ๆ ที่หลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก มีทั้งคนปกติธรรมดา ไปจนถึงพวกกลายร่างหลากสายพันธุ์ เดินพบปะค้าขายกันอย่างเสรีอยู่บนแพไม้ลอยน้ำขนาดยักษ์ เป็นภาพที่ไม่มีทางเห็นในเมืองอื่น

“ที่นี่เราเข้มงวดเรื่องการเข้าออก นอกนั้นก็ตามสบาย ไฟฟ้ามีให้ใช้จากเครื่องปั่นไฟของแต่ละอาคาร โรงประปาก็พร้อมบริการ ใช้วิธีสูบน้ำทะเลขึ้นมากลั่น โรงพยาบาลเล็ก ๆ อยู่กลางเมือง มีโรงเรียน แ่ต่ก็ไม่ค่อยมีนักเรียนเท่าไหร่หรอกนะ วุฒิการศึกษาจากที่นี่ใช้ไม่ได้กับข้างนอก” ไกด์ชราพาเดินผ่านกลางเมือง ก่อนจะหันกลับมาทำเสียงเข้ม  “และ…ข้อห้ามสำคัญ ห้ามเด็ดขาดในเมืองนี้”

“ครับ” คาร์ลและโจชัวตอบรับแทบจะพร้อมกัน

“ห้ามเช็คอินพิกัดในมือถือเด็ดขาด!” เอิร์นเนสตีหน้าดุ “ในนี้สัญญาอินเตอร์เน็ตจากภายนอกเข้าไม่ค่อยถึง แต่ใช่ว่าจะไม่มี ดังนั้น ถ้าเปิดเครื่องอยู่ เช็คให้ดี อย่าเปิด GPS เด็ดขาด!”

เทคโนโลยีนี่มันดาบสองคมจริง ๆ สองคนรีบควักสมาร์ทโฟนที่พอลให้ออกมาดู รีบปิดทุกอย่างที่จะระบุตัวตนออกไป

ชายชราเดินนำพวกเขาผ่านตลาดบนแพ ซึ่งมีอาหารและข้าวของขายกันอย่างคับคั่ง โจชัวสะกิดให้คาร์ลดูแผงขายปลาหมึกย่าง พ่อค้าสองคนที่ร้านนั้นมีหัวเป็นวาฬสีน้ำเงินและวาฬสเปิร์ม…เป็นภาพที่น่าทึ่ง

“ก่อนจะพาพวกคุณไปที่พัก ฉันอยากให้ตามมาดูสถานที่สำคัญ ๆ เสียก่อน” เอิร์นเนสเดินนำไม่ช้าไม่เร็ว “พวกสาธารณูปโภคก็บอกไปแล้ว แต่ที่ฉันจะพาไป สำคัญต่อจิตใจของ ‘พวกเรา’ ที่นี่ ดังนั้น โปรดให้ความเคารพ”

แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยมาทั้งวัน แต่พวกเขาก็เดินตามเจ้าถิ่นอย่างอดทน ไม่นานนักก็มาถึงใต้หน้าผาสูงชัน หินบริเวณนั้นถูกปาดออกจนเรียบคล้ายกำแพง ทาสีแดงเข้มรองพื้น…มีอักษรสลักสีขาวจารึกเอาไว้เต็มไปหมด

“นี่คือสุสานแห่ง Crimson” ชายชราทาบมือลงกับรายชื่อเหล่านั้น หยุดที่บางชื่อคล้ายอาลัย “เป็นที่สลักชื่อผู้สละชีวิตรักษาที่นี่เอาไว้”

“…หมายความว่ายังไงเหรอครับ”  โจชัวขมวดคิ้ว

“พวกคุณเข้ามาใหม่ อาจจะคิดว่าที่นี่เป็นเพียงสถานตากอากาศ หรือที่ลี้ภัยธรรมดา” เอิร์นเนสจ้องมองทั้งคู่สลับไปมา  “ความจริงแล้ว Crimson คือองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านความอยุติธรรมกับชาวกลายพันธุ์ทั้งหลาย”

คาร์ลขนลุกแปลก ๆ ทั้งที่ไม่ได้ก้าวขา แต่เหมือนเท้าได้ย่างเหยียบลงไปในจุดที่ไม่ควรเสี่ยง

“เพ็ททูเนีย ทูน่า ก็เป็นสมาชิกของเรา เธอคอยประจำอยู่ที่แอตแลนติเซียร์เพื่อให้ความช่วยเหลือ” รอยยิ้มบาง ๆ จุดขึ้นบนริมฝีปากเหี่ยวคล้ำ

“ถ้าอย่างนั้น พอลก็….” ถามพลางยกมือขึ้นแตะท้องอย่างเผลอตัว

“พอล แมคเคอเรลไม่ใช่พวกของเรา แต่เป็นพันธมิตรที่ดี เขาค้าขายข่าวกับเราน่ะ” เอิร์นเนสเฉลยให้ “แต่เขาบอกว่า พวกคุณจะช่วยเป็นกำลังให้เราได้ เราจึงตกลงรับพวกคุณมา”

อ้าว โดนหัวหน้าหลอกมาขายแล้วสินะ คาร์ลกับโจชัวคิดในใจ

“จริงอยู่ว่าทั้งผมและโจชัวเคยฝึกการต่อสู้มา” คาร์ลรีบชิงอธิบายก่อน  “แต่ตอนนี้โจชัว…สภาพร่างกายไม่พร้อมจะเข้าปะทะกับใคร ผมจะรับผิดชอบงานทุกอย่างแทนเอง”

“หืม….”  ตาเฒ่าเลิกคิ้วสูง ทำจมูกฟุดฟิด ก่อนจะเงียบไป….เอียงหัวและหลับตา  “อ๋อ….อีหนูท้องป่องนี่คือตั้งท้องจริง ๆ เหรอเนี่ย แปลกจริง…กลิ่นตัวเป็นเบต้า แต่ในท้องมีหัวใจดวงน้อยเต้นอยู่ด้วย”

“คุณ……”  โจชัวกุมท้อง เผลอถอยหลังไปหลายก้าว

“จมูกและหูคือความสามารถพิเศษของฉัน…มองภายนอกไม่เห็นหรอก แต่ข้างในกลายพันธุ์ไปเรียบร้อยแล้ว”  เอิร์นเนสยิ้ม  “ไม่ต้องกลัว ฉันเข้าใจ จะไม่รบเร้าให้เธอเล่าอะไร หรือเรียกร้องให้ออกไปสู้แน่นอน”

คำสัญญานั้น ทำให้เบาใจลงได้บ้าง

ชายชราคาบไปป์อยู่กับปาก แต่หยิบบุหรี่มวนนึงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ต่อไฟกับปลายไปป์ เมื่อติดแล้วจึงเสียบบุหรี่ใส่ซอกผา คล้ายแทนของบวงสรวงวิญญาณผู้ตาย  “นี่ก็ค่ำแล้ว เราไปที่พักกันเถอะ ขอบคุณมากที่มากับฉัน”

คาร์ลพยักหน้าให้ มือเขาจับแขนของโจชัวเพื่อประคองเอาไว้โดยอัตโนมัติ ป้องกันอันตรายขณะก้าวลง

ปรากฎว่าเอิร์นเนสสะดุดหินแทน เกือบจะหน้าทิ่มกลิ้งลงจากผา ถ้าคาร์ลไม่มือไวคว้าแขนเอาไว้ทัน

“โฮ่ ๆ ๆ ขอบคุณมาก…ตายเพราะตกผานี่ อดได้สลักชื่อแน่นอน” ตาเฒ่าหัวเราะ แต่เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผาก

“คุณ…ตาไม่ดีสินะครับ”  โจชัวตั้งข้อสังเกต “แล้วทำไมไปถือปืนเฝ้าประตู”

เอิร์นเนสเกาคางอย่างเก้อ ๆ  “ปืนนั่นถือไว้เท่ ๆ ระยะแค่นั้นตาบอดยังยิงโดน…ที่ได้ทำหน้าที่เพราะทั้งเมืองนี้ฉันว่างสุด”

“โถ…” เบต้าท้องป่องพยายามกลั้นยิ้ม

“ไม่ต้องมาสงสาร เดี๋ยวแก่ตัวก็รู้สึกเอง”  ตาเฒ่ากระแอมกระไอ

สรุปว่าขาลงเป็นภาระของคาร์ล ที่ต้องประคองสังขารคนอื่นทั้งซ้ายและขวา

———

ที่พักใหม่ของทั้งคู่อยู่ไม่ห่างจากหน้าผานัก เป็นบังกะโลไม้ลอยน้ำ ผูกต่อกับหลังอื่น ๆ เป็นกลุ่มใหญ่แล้วถ่วงให้อยู่นิ่งด้วยหินใต้ทะเล แม้มองภายนอกจะเหมือนกระท่อมชาวเล แต่ข้างในนั้นดูดีทีเดียว มีเตียง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ครบชุด ครัวเล็ก ๆ และห้องน้ำสะอาดสะอ้าน

หลังทานมื้อค่ำแบบง่าย ๆ โจชัวแทบจะคลานเข้าไปอาบน้ำ หมดสภาพเพราะการเดินทางอันยาวนานเกินคาด ส่วนคาร์ลนั้นออกไปหาซื้ออาหารเพิ่มเติมจากตลาดมาบำรุงครรภ์ในวันถัดไป

เมื่อกลับมายังบังกะโล เขาพบก้อนผ้าห่มกองหนึ่งขดอยู่บนเตียง โผล่มาแค่หน้าและมือขาว ๆ ที่กำลังจดอะไรบางอย่างลงสมุดลายแรคคูน…คาดว่าเป็นไดอารี่ เจ้าตัวรีบเก็บซ่อนทันทีที่เขามาถึงบ้าน คนจ่ายตลาดจึงแสร้งไม่สนใจ รีบเก็บของแล้วไปวิ่งผ่านน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดนอนสบาย ๆ แล้วย่องขึ้นเตียง…

“ทำ อะ ไร”  โจชัวตาขวางใส่ เมื่อเห็นว่าใครเขยิบมาประชิด

“มันหนาวนะ…”  คาร์ลหน้าด้านหน้าทน ไม่สนอาการนั้น เขาลงนอนซ้อนหลังกอดคนตัวเล็กกว่าในผ้าห่ม

“ไปขอผ้าห่มเพิ่มสิเฟ้ย” ศอกแหลม ๆ แทงออกมาจากก้อนผ้านุ่ม

“ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมนะ เป็นบ้านเช่าธรรมดา ๆ แล้วใครเขาจะมีผ้าห่มสำรองบริการ” ปัดป้องอาวุธที่โจมตีไปพลางโน้มน้ามความคิด “ฉันนอนกอดแบบนี้ รับรองนายหลับสบาย คืนก่อน ๆ พิสูจน์มาแล้ว”

โจชัวเถียงไม่ออก สมัยก่อนเขาจะนอนตากลมตากฝนยังไงก็ได้…แต่ตอนนี้เขาโหยหาความอุ่นและสิ่งของนุ่ม ๆ เหมือนแม่นกกกรังไม่มีผิด

หลังได้ยินเสียงถอนหายใจปลง ๆ แทนคำอนุญาต คาร์ลก็ใช้สิทธิกระดึ๊บเข้าไปกอดก่ายอีกฝ่ายได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ เขายิ้มและแอบก้มลงสูดหลังคอกรุ่นกลิ่นหอมนั้นอย่างชื่นใจ

แม้จะรู้สึกกระดากอาย แต่ความอบอุ่นแสนสบายนั้นก็เรียกอาการง่วงหาวได้ไม่ยากนัก โจชัวตาปรือ…เนื้อตัวอ่อนยวบอย่างผ่อนคลาย และหลับไปในที่สุด

คืนแรกในคริมสัน ผ่านไปด้วยฝันดี….

———

เช้าวันถัดมา คาร์ลถูกเอิร์นเนสเรียกตัวไป

ดูเหมือนว่าที่นี่ต้องการทักษะทางการต่อสู้มากกว่าอะไรทั้งสิ้น คาร์ลจึงเหมือนถูกส่งมาเป็นครูฝึกกลาย ๆ งานของเขาเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก คือการเตรียมพร้อมให้ชายฉกรรจ์ทุกคนในที่นี้จับอาวุธและใช้ศิลปะป้องกันตัวให้เป็นอย่างเร็วที่สุด

ส่วนโจชัว มีหน้าที่แค่ ‘อยู่กับบ้าน’

…แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในบ้าน…

ดวงตาสีเทาอ่อนทอดมองลงจากที่สูงไปยังกลางแพลอยน้ำ ฝูงชนรวมตัวกันแน่นหนา ทุกคนกำลังหัดเลือกและใช้อาวุธแบบพื้นฐาน ดูเอาการเอางาน

มือขาวยกสมาร์ทโฟน ‘เครื่องที่ไม่เคยเปิดใช้’ ขึ้นมามอง…เลื่อนหน้าจอ เซ็ตค่าต่าง ๆ ให้พร้อมใช้…แล้วกดโทรออกไปที่เลขหมายหนึ่ง…

TBC

Talk :

  • มีความรีบร้อนอยากให้ทันวัน….
  • โพสต์ในWPอยู่ในวันที่11 แต่ไปโพสต์กิจกรรมพ้นวันที่ 11 ไป 1 นาทีค่ะ 
  • /ทรุดตัวลงไปกอง orz
  • แต่อย่างน้อยก็ไล่ทันวันแล้วนะคะ แฮ่ก ๆ หักหนี้ไป กรรรรร
  • ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าเลยค่ะ ที่สู้ฟัดขนาดนี้เพราะมีคนอ่านอยู่ด้วยนะคะ!!! รัก ❤
Advertisements

[Novel] Omega3verse. – Day10

16-11-10-22-11-31-756_deco

ตอนก่าวววววก่าววววว

Day 10

Keyword : Crimson

Ch 10 : Dec 21, 2016.

 

 

‘ปลาซาร์ดีนยุโรป หรือ ปลาซาร์ดีนแท้ (อังกฤษ: Sardine, European pilchard, True sardine) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sardina pilchardus อยู่ในวงศ์ปลาหลังเขียว (Clupeidae) จัดเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Sardina

มีรูปร่างเพรียวยาวทรงกระบอก ลำตัวกลม แต่ในขณะที่เป็นปลาวัยอ่อน ลำตัวจะแบนเป็นสันบริเวณส่วนท้องมากกว่านี้ ตาโต ครีบหลังมีเพียงตอนเดียว ไม่มีก้านครีบแข็ง มีก้านครีบอ่อนประมาณ 13-21 ก้าน ครีบก้นมี 2 ครีบขนาดเล็ก ลำตัวมีสีเงิน ลำตัวด้านข้างช่วงบนมีแต้มวงกลมสีน้ำเงินอมม่วง’

-Wikipedia

 

 

เข้าตรู่ของวันพุธ คาร์ลกับโจชัวสะพายเป้คนละใบ สวมเสื้อกันลมแบบมีฮู้ดเอาไว้ ยืนปะปนอยู่กับชาวกลายพันธุ์คนอื่น ๆ ที่แต่งตัวคล้ายคลึง

เพ็ททูเนีย ทูน่า ติดต่อเรือยนต์ลำหนึ่งเอาไว้ สภาพโกโรโกโสเพราะเป็นของมือสองขายทอดตลาดมาจากโรงงานที่ล้มละลาย เธอเรียกใช้มันบ่อย ๆ จนชาวเมืองแอตแลนติเซียร์ละแวกนั้น เรียกชื่อเล่นมันว่า ‘เรือขยะ’

เป็นนัยยะแฝง เพราะขนส่งแต่พวกกลายพันธุ์ที่ถูกสังคมมองว่าไร้ค่า

เจ้าของที่พักออกมาส่งแขกถึงท่าเรือ ซึ่งอันที่จริงเป็นแค่สะพานไม้เก่า ๆ เธอทำของว่างให้ทุกคน ห่อใส่ซองกันน้ำ แจกจ่ายอย่างทั่วถึง

“เหมือนคำโบราณว่า ซ่อนปลาให้ซ่อนในมหาสมุทร” หญิงวัยกลางคนยัดขวดน้ำดื่มใส่มือคาร์ล  “ที่นั่นคนเยอะ หลบสายตาง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนดี ดูแลอีกสองคนให้ดีนะพ่อคุณเอ้ย”

“ครับ” คาร์ลรับคำ เขาคงจะคิดถึงเสียง ‘พ่อคุณเอ้ย’ ของเธอไปสักพัก และคิดเอาไว้ว่าสักวันจะกลับมาเยี่ยมเธอแน่นอน “แล้วเจอกันนะครับเพ็ททูเนีย”

โจชัวเดินไปกอดเพ็ททูเนียเบา ๆ เธอสวมกอดตอบแล้วหอมแก้มเขาซ้ายขวา พวกเขาร่ำลากันอย่างเรียบง่าย

เรือแล่นออกจากท่า บ่ายหน้าลงใต้ ใช้เวลาราว ๆ หกชั่วโมงจึงเข้าเขตเซาท์เทิร์นเนียร์

———

 

แปซิฟิเซียร์คือเมืองหลวงศิวิไลซ์ แอตแลนติเซียร์คือเมืองอุตสาหกรรมอันเสื่อมโทรม…ส่วนเซาท์เทิร์นเนียร์นั้น มีนิยามว่าเมืองแห่งความโกลาหล

เหตุที่เรียกเช่นนั้น เพราะเมืองตั้งอยู่ทำเลใต้สุดของ United อากาศอบอุ่นกว่าที่อื่น มีผืนดินหลงเหลืออยู่เยอะกว่าเมืองไหนจึงสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้มาก และอยู่ติดทะเลใหญ่แหล่งประมงชั้นเยี่ยม เซาท์เทิร์นเนียร์คือครัวของ United อย่างเป็นทางการ (ถึงตรงนี้ คงเกิดคำถามว่ามนุษย์พันธุ์ปลากินปลางั้นหรือ…เข้าข่าย cannibalism หรือไม่…กึ่ง ๆ น่ะ เพราะโดยธรรมชาติปลาก็กินกันเองอยู่แล้ว)

เพราะอุดมสมบูรณ์ ประชาชนจึงนิยมมาตั้งหลัก…ทว่า…อะไรที่มากเกินไปย่อมก่อปัญหา เดิมทีรัฐบาลแรกของ United ตั้งเซาท์เทิร์นเนียร์เป็นเมืองหลวง เหล่าผู้อพยพต่างแก่งแย่งพื้นที่กันจนเกิดเป็นสงครามกลางเมือง แผนผังเมืองที่ตั้งใจจะวางถูกรุกล้ำถือครองที่ดินเอาตามใจชอบจนบิดเบี้ยว

รัฐบาลจึง ‘สละ’ เมืองนี้ทิ้ง ขึ้นเหนือไปสร้างเมืองหลวงใหม่ ถือเป็นการหักหน้ากลุ่มอิทธิพลทั้งหลายที่ลงทุนทั้งเม็ดเงินและชีวิตเพื่อแย่งชิงพื้นที่…แต่ถึงอย่างนั้น ทำเลดีอย่างไรก็ยังเป็นทำเลดี ประชาชนส่วนใหญ่จึงเลือกอยู่ที่นี่ ทำให้มีความหนาแน่นไม่ต่างจากเมืองหลวง

เรือยนต์แล่นมาจอดริมท่า ภายในเมืองเป็นเขตห้ามแล่นเรือแล้ว พวกคาร์ลและโจชัวจึงต้องลงที่นี่ พร้อมกับสมาชิกอีกสามสี่คน

“ลาก่อนนะเฮอร์ริ่ง” คาร์ลบอกลาเพื่อนใหม่

‘หืม’ เสียงคนค่อนลำเรือหันมา เพราะนามสกุลเฮอร์ริ่งเหมือนกัน

“เอ่อ…แม็กซ์ เฮอร์ริ่ง” เขาระบุนามสกุลลงไปอีก

‘ฉันเหรอ’ ‘ฉันรึเปล่า’ ‘มีอะไร’ ยังมีชื่อแม็กซ์อยู่อีกสี่ห้าคน

“เอ่อ…แม็กซ์ สองสองแปด เฮอร์ริ่ง” คราวนี้ระบุเลขท้ายอีเมลไปด้วย

“ฮื่อ!!!” แม็กซ์สองสองแปดผู้มีหัวปลา พยักหน้าอย่างหนักแน่น ยื่นมือมาให้จับ

“ว่าง ๆ ก็ส่งอีเมลมาคุยกันอีกนะเพื่อน” คาร์ลสุดแสนจะอาลัย

โจชัวกะพริบตาปริบขณะเดินนำออกจากท่าเรือ พึมพำอย่างสงสัย “พวกนายสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย….”

บรรยากาศในเมืองเซาท์เทิร์นเนียร์นั้น คึกคักอย่าง ‘ร้ายกาจ’ หนุ่มเมืองหลวงสองคนไม่เคยเจอการจราจร(ทางน้ำ)ที่ไหนวุ่นวายขนาดนี้ เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะเอาเรือยางลงพาย แต่ยอมแพ้กับความหนาแน่นชนิดที่แทบจะเดินเหยียบไปบนเรือได้สบาย ๆ

หากเป็นในแปซิฟิเซียร์ แค่มีพิกัดมือถือคร่าว ๆ ก็จะหาอาคารสถานที่่ได้อย่างง่ายดายเพราะผังเมืองเป็นระบบ แต่กับที่นี่ ต้องบอกว่าต่างกันราวครีบหลังครีบท้อง เช่นตอนนี้ที่ GPS บอกว่าพวกเขาอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า แต่ตรงหน้ายังเป็นเวิ้งน้ำอยู่เลย

สถานการณ์หลงทางบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ จากบ่ายเป็นเริ่มเย็น เสบียงที่เพ็ททูเนียให้มาก็กินกันหมดเกลี้ยง ถ้าพวกเขายังหาจุดหมายไม่เจอ อาจจะต้องเสียเงินเช่าโรงแรม ทั้งคู่หยุดพักตรงสวนหย่อมลอยน้ำเล็ก ๆ

Crimson…” โจชัวทวนชื่อสถานที่ “อาคารที่ตกแต่งด้วยสีแดง หาไม่ยาก…ไม่ยากตรงไหนเนี่ย”

“ฉันว่าถ้าเป็นช่วงปกติคงหาง่ายอยู่”  คาร์ลดื่มน้ำอึกใหญ่ มองไปรอบ ๆ  “…แต่นี่ใกล้เทศกาลคริสต์มาสแล้ว”

ใช่ ทุกอาคารตกแต่งด้วยสีแดงเต็มไปหมด

“พวกเราวนเวียนอยู่รอบพิกัดนี่มานานแล้ว มันควรจะมีสัญลักษณ์อะไรบอกบ้างไหม” พูดพลางลูบท้องไปด้วย วันนี้เขาเดินทั้งวันจนเริ่มปวดหลังและเอว

แล้วโจชัวต้องสะดุ้ง เมื่อมือใหญ่ของคนข้างตัวเอื้อมมานวดบ่าและไหล่ให้ มันสบายจนต้องเผลอครางออกมาแผ่ว ๆ

นิ้วที่บีบนวดอยู่ชะงักกับเสียงนั้น

หลังจาก ‘จูบตามน้ำ’ เมื่อวาน ทั้งสองคนต่างวางตัวไม่ค่อยถูก แม้จะมีปรึกษาหารือกันเรื่องแผนการเดินทาง แต่ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่อง ‘นั้น’ อีกเลย

โจชัว…แน่นอน เจ้าแห่งการเฟรนด์โซน ย่อมตีหน้าตาย ละลายทุกเหตุการณ์

ส่วนคาร์ล…สมัยก่อนเขาอาจจะป๊อด แต่ตอนนี้ที่เขากลัวคือจะห้ามใจไม่อยู่

แต่เก็บเอาไว้คงไม่ดีนัก เขาตัดสินใจแล้วว่าจะพุ่งชน

หนุ่มแมคเคอเรลเริ่มต้น “เมื่อวานน่ะ”

“หยุด” คนฟังร้องห้าม

แต่ไม่ได้ผล เสียงทุ้มยังเอ่ยต่อ “เป็นเพราะอารมณ์พาไปส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนที่เหลือฉันจริงจัง”

โจชัวยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากตัวเอง ราวกับว่าทำแบบนี้แล้วจะห้ามคนข้าง ๆ ได้ นิ่งคิดไปอึดใจก่อนจะพูดออกมาบ้าง  “…ฉันรู้”

“แล้วก็พยายามจะบ่ายเบี่ยงเหมือนเดิม” คาร์ลจิกกัดไปนิดหน่อย “เสียใจด้วยนะ ที่ฉันจะไม่ปล่อยให้มันถูกลืมง่าย ๆ อีกแล้ว”

“นายเปลี่ยนไปนะเนี่ย…เพราะกลายเป็นหัวปลาไปรอบเหรอ”  โจชัวจิกกลับ

“ใช่” ยอมรับอย่างง่ายดาย “ตอนที่เปลี่ยนร่าง อยู่ ๆ นึกขึ้นมาว่าต่อไปอาจจะต้องกลายเป็นปลาไปทั้งตัว เกยตื้น รอความตาย”

“นายคิดมากเกินไปแล้ว” บอกไปเช่นนั้น แต่ในใจกังวลไม่ต่าง

“ถ้าจะให้เลิกคิดมาก ก็มีแต่ต้องลงมือทำตามสิ่งที่คิด” ดวงตาสีฟ้าอมเขียวจ้องมองใบหน้าด้านข้างของ ‘เพื่อนสนิท’

เหมือนข้างแก้มถูกไล้ด้วยสายตานั้นจนอุ่นซ่าน คนฟังพยายามนิ่ง ยกขวดน้ำดื่มแก้เก้อ

หากคาร์ลไม่ปล่อยให้ความเงียบหยุดยั้ง เขาเอ่ยออกไปในที่สุด “ฉันจะจีบนาย”

โจชัวสำลักน้ำพรวด

“ถ้าคิดจะเล่นมุกสำลักน้ำแล้วไม่ได้ยินที่ฉันพูดก็อย่าหวัง สมัยก่อนนายเคยใช้มุกนี้ไปรอบนึงแล้ว ตอนที่ฉันบอกว่ารู้สึกดี ๆ เกินเพื่อนไงล่ะ”  คนมีอดีตร่ายยืดยาว

แต่โจชัวไม่ได้เล่นแล้วงานนี้ เขาไอโขลก น้ำหูน้ำตาเล็ด

คาร์ลเล็งอยู่นาน พอเห็นว่าอีกคนไม่ได้แกล้งจึงมาช่วยลูบหลัง ส่งทิชชูให้เช็ดหน้าเช็ดตา

“…แล้วนายจะให้ฉันตอบว่ายังไง” คนจะถูกจีบถาม เขาจนปัญญาเลี่่ยง

“ไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้้น อยากเงียบก็เงียบไป อยากเมินก็เมินไป” คาร์ลหัวเราะ รอยยิ้มนุ่มนวลปรากฎบนใบหน้า “ฉันก็แค่จีบต่อไป อยู่ใกล้ ๆ ต่อไป…อ้อ คราวนี้ขอนัวเนียด้วย ขี้เกียจเล่นเป็นเพื่อนผู้แสนดีแล้ว”

“…น…หน้าไม่อาย” ด่า แต่ตนเองกลับอายแทน

เลือดฝาดใต้ผิวเรื่อแดงขึ้นมา คาร์ลมองอย่างหลงใหล…โจชัวต่างจากเขาตรงที่ผิวขาวเพราะทำงานอยู่ในอาคาร ในขณะที่เขามักออกแดด จึงยากที่จะเห็นสีเลือด…………..เดี๋ยวนะ….สีเลือด

“โจชัว…นายคิดว่า Crimson คือสีแบบไหน” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว

“Crimson สีแดงเข้มไง”  คนถูกถามมองรอบตัว “แบบของประดับคริสต์มาสตอนนี้”

“ไม่…นอกจากสีแดงเข้ม เรียกอีกอย่างว่าสีเลือด แล้วเราก็มองข้ามอะไรไปหลายอย่าง…ใครกันที่แนะนำเรามา”  คาร์ลค่อย ๆ พูดให้นึกภาพตาม  “พอลน่าจะไม่เคยมาสถานที่จริง แค่แนะนำตามคำบอกของเพื่อน แต่เพ็ททูเนียน่ะ…ในเมื่อเป็นพวกกลายพันธุ์แนะนำ แสดงว่า…”

“Crimson เป็นสถานที่ของพวกกลายพันธุ์” โจชัวทำตาโต “งั้นสภาพภายนอกอาจจะไม่ต่างจากอาคารของเพ็ททูเนีย พวกเราพลาดที่หาแต่ตึกสภาพดี ๆ มาตลอด”

พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลงมาแตะขอบฟ้าแล้วตอนที่พวกเขาออกเดินวนรอบพิกัดอีกครั้ง คราวนี้ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปภายใต้แสงสนธยา อาคารต่าง ๆ ในธีมคริสต์มาสถูกย้อมเป็นสีแดงจัดจ้าน มีเพียงอาคารเก่าโทรมหนึ่งเดียวในละแวกนั้นที่เป็นสีแดงเข้มราวกับเลือดทา

ลูกบิดสนิมจับส่งเสียงครางเมื่อคาร์ลบิดเปิด ผงสีแดงติดฝ่ามือเขาเป็นแถบ…ด้านในเหมือนบาร์ร้าง ชายชราคนหนึ่งนั่งสูบไปป์อยู่…ในมือขวาของเขาถือปืนโบราณเอาไว้ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ราวกับถือไฟแช็ก…หากลำกล้องเล็งมายังประตู

“พอล แมคเคอเรล” โจชัวเอ่ยชื่อหัวหน้าเป็นใบเบิกทาง

“เดี๋ยวโทรถามก่อน” ชายแก่ตอบกลับ

“เพ็ททูเนีย ทูน่า” คาร์ลลองบ้าง

“อ้อ! งั้นไม่ต้องโทร” ชายแก่ยันตัวลุกจากเก้าอี้ไม้ทันใด “อีหนูท้องป่องกับผัวหัวปลาสินะ ยัยแก่นั่นโทรมาบอกเอาไว้เรียบร้อย มา ๆ”

ผู้เฝ้าทางเข้าเดินนำจากเก้าอี้ไปยังกำแพงอีกฟาก เคาะพื้นเป็นรหัสจังหวะแปลก ๆ ประตูกลที่ซ่อนไว้ขยับเสียงครืดคราด เปิดทางให้ลงไปยังใต้ดิน…

คาร์ลรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขากระชับสายเป้แน่น

ทว่าโจชัวกลับมีสีหน้าเซ็งสุดขีด  “…ฉันเกลียดฉายาที่ป้าตั้งให้…”

คนฟังหัวเราะ แล้วยื่นมือไปจับต้นแขนคนเคียงข้างเอาไว้ ประคองให้ลงไปใต้ดินอย่างระวัง

TBC

Talk แบบเลท :

  • ช่วงนี้มาไม่ตรงวันตลอด แงงงง ต้องพยายามมมตีตื้นนนน
  • ตอนนี้ก็เปิดเมืองใหม่แล้วนะคะ น่าจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ซักพักเลยล่ะ
  • ก่อนชาร์กเบนเดอร์จะ—— /ไม่สปอยด์
  • และก่อนพอลจะโดน—— /คนอ่านบอกเกริ่นได้น่าถีบมาก
  • ตอนนี้ก็ 1/3 ของเรื่องแล้วค่ะ พ้นช่วงเกริ่นอย่างเป็นทางการ อีกไม่กี่ตอนก็ครึ่งเรื่อง เหตุการณ์ต่าง ๆ จะค่อย ๆ ขมวดเข้ามาหากัน ดังนั้น……อย่าทิ้งเก๊าไปไหนนะะะะะะ แงงงงง ฝากติดตามด้วยค่าาาาาา
  • ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกช่องทางเลยนะคะ เสพเป็นกำลังใจทุกวัน ดีใจ ❤