macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for 29/11/2016

[Novel] Omega3verse. – Day23

16-11-25-00-59-43-135_deco

ตอนเก่าเก่าเก่า

Day 23

Keyword : Attack

Ch 23 : Jan 3, 2017.

 

‘ม้าน้ำ เป็นปลาที่นิยมทำเป็นยาจีนตามตำราการแพทย์แบบจีน ด้วยเชื่อว่าบำรุงกำลังและเสริมสมรรถนะทางเพศ โดยจะทำไปตากแห้งและขายเป็นชั่งน้ำหนักขาย ทำให้ม้าน้ำทั่วโลกในปีหนึ่ง ๆ ถูกจับเป็นจำนวนมากเพื่อการนี้ และยังถูกนำไปทำเป็นเครื่องประดับอีก จนกลายทำให้เป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ในบางชนิด’

-Wikipedia

 

หลังจากตรวจดูจนแน่ใจว่าโจชัวและโคลตัวน้อยไม่มีอาการผิดปกติ รวมถึงคนอื่น ๆ ได้พักผ่อนเต็มที่หนึ่งวันแล้ว คณะแพทย์และพยาบาลจึงเก็บสถานที่ แพ็คของทุกอย่างเตรียมอพยพกลับคริมสัน

คาร์ลและพอลตื่นเช้ากว่าใคร พวกเขาเช็คอาวุธทั้งหมดที่มี เปลี่ยนเป็นชุดพร้อมต่อสู้ พอลปลีกตัวออกไปสืบข่าวด้านนอก และจะกลับมาสมทบกับคาร์ลเพื่อส่งพวกโจชัว ก่อนจะตรงไปรายงานตัวกับซีตัส หาทางรับมือกับชาร์กเบนเดอร์ต่อ

ส่วนโซอี้และพวกพี่ชาย หลังจากทำหน้าที่หุงหาอาหารเช้าให้ทุกคนแล้ว ก็ออกไปยังบริเวณเวิ้งน้ำเพื่อส่งข่าวให้กับบรรดาวาฬ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซาท์เทิร์นเนียร์ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาระวังภัยให้ แลงดอนจะประจำอยู่ตรงเวิ้งน้ำเพื่อรับคลื่นสื่อสารระยะไกล จนแน่ใจแล้วจึงจะกลับมาสมทบขึ้นรถกลับ

ทว่า โซอี้กลับมาก่อน พร้อมแขกคนใหม่ที่คาร์ลไม่ได้คาดฝัน

“เพ็ททูเนีย!” หนุ่มแมคเคอเรลดีใจเหมือนเจอญาติผู้ใหญ่ “มาได้ยังไงครับ แล้วนี่รู้จักกับโซอี้เหรอ”

“พ่อคุณเอ้ย”  นางทูน่าตรงดิ่งเข้ามาพร้อมเสียงแหลมสูง “ฉันรู้จักคนทั้งคริมสันแหล่ะจ้า เป็นประชากรอาวุโสเลยนะ ในอพาตเมนต์ของฉันก็มีวาฬอยู่คนหนึ่ง พอได้ข่าวว่าโจชัวคลอดลูกแล้วเลยซิ่งเรือยนต์ตรงดิ่งมา แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจอดเอาไว้ที่ท่าห่างออกไปหลายช่วงตึก นี่เดินมาจนเหนื่อยแล้วเนี่ย”

คาร์ลฟังหญิงวัยกลางคนร่ายยาวเหยียดด้วยรอยยิ้มกว้าง “พวกเขาอยู่ด้านในตึกครับ”

ขาดคำจากคาร์ล เสียงของโจชัวก็ลอยมา เจ้าตัวกำลังอุ้มลูกเดินไปมาให้เด็กน้อยเรอหลังป้อนนมเสร็จ  “เพ็ททูเนียใช่มั้ยนั่น”

เกิดลมพัดวูบหนึ่งเมื่อนางทูน่าผละจากคาร์ลไปอย่างไม่ใยดี พร้อมเสียงแหลมสูงกว่าเดิมอย่างตื่นเต้น “พ่อคุณเอ้ยยยยยยยยยย โอ๊ยยยย ไอ้หนูตัวเล็กน่ารักอะไรอย่างนี้!!!”

โซอี้วางมือลงบนบ่าคนถูกทิ้ง  “ยังไงเด็กก็ป๊อบกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว อย่าคิดมากเลยนะคะ”

“ไม่ได้คิดมากน่า” คาร์ลหัวเราะ ก่อนจะถาม “แลงดอนกับโลแกนได้ข่าวอะไรมาบ้างหรือเปล่า”

“ข้างนอกสถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ”  สาวน้อยขมวดคิ้ว “สายของเราส่งคลื่นกลับมาว่า ชาร์กเบนเดอร์เรียกพนักงานติดอาวุธเข้ามาในเซาท์เทิร์นเนียร์เกือบพันคน จนชาวเมืองแตกตื่น ผู้ว่าฯซีตัสโกรธมากเลยสั่งระดมกำลังพลแปดร้อยกว่าคนออกมาตั้งรับ…ตอนนี้ยังแค่ดูเชิงกันอยู่ ไม่รู้จะเกิดการปะทะเมื่อไหร่”

ที่แท้ความสงบในวันก่อนที่ผ่านมา คือภูเขาไฟก่อนระเบิดสินะ…คาร์ลภาวนา ให้ทุกฝ่ายยังคงตรึงกำลังเอาไว้ จนกว่าโจชัวกับลูกจะหนีไปได้แล้ว

…ทว่า…

คำภาวนา บางครั้งก็ไม่ได้ผล

แลงดอนกับโลแกนกลับเข้ามาเร็วกว่ากำหนด โซอี้แปลภาษาจิตของทั้งสองออกมาได้ว่า เกิดการปะทะแล้วในบางจุด

คาร์ลรีบบอกกับแม็กซ์ หน่วยแพทย์ทุกคนทยอยออกจากจุดซ่อนทีละสองคนเพื่อไม่ให้สะดุดตา สัมภาระบางอย่างที่ใหญ่เกินไปต้องตัดสินใจทิ้งเอาไว้ ค่อยตามมาเก็บในวันหลัง

หน่วยแพทย์ออกไปจนหมด ตามด้วยกลุ่มพี่น้องวาฬ ปิดท้ายด้วยโจชัว คาร์ล และเพ็ททูเนียที่อาสาอุ้มทารกน้อยให้ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต

เสียงปืนเริ่มดังจากอีกฟากเมือง ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดเข้าไปในตึกร้างสีแดงโทรม เคาะรหัสซับซ้อนเพื่อเปิดประตูเข้าไป หน่วยแพทย์เตรียมรถเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เพ็ททูเนียไม่มีทางเลือกนอกจากต้องติดเข้าไปในคริมสันด้วย

คาร์ลห่วงหน้าพะวงหลัง พอลยังไม่กลับมา และต้องส่งโจชัว…นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบเกือบเดือนที่พวกเขาต้องพรากจาก

ชายหนุ่มตัดสินใจทำสิ่งที่อยากทำก่อนไม่มีโอกาส เขาเดินไปหาเพ็ททูเนีย “….ขอผมอุ้มเขาได้ไหมครับ”

โคลตัวน้อยถูกส่งมาสู่อ้อมแขนของคาร์ล…ตัวเล็กนิดเดียวนักเมื่อเทียบกับท่อนแขนใหญ่…เจ้าตัวน้อยลืมตาแล้ว…เป็นดวงตาสีทองสุกใส

แม้จะรู้ว่าเป็นสีตาของซีบิล ศัตรูหัวใจ แต่เขากลับรักมันเหลือเกินเมื่อเป็นดวงตาของลูก…คาร์ลก้มลงจูบหน้าผากเล็ก ๆ นั้นอย่างแผ่วเบา ระวังไม่หนวดเคราบาดโดนผิวอ่อน

แผ่นหลังของเขาอุ่นซ่าน เมื่อโจชัวสวมกอด…เขาหันไปหาอีกฝ่าย ก้มลงจูบริมฝีปากสีเรื่อจางนั้น แล้วส่งลูกคืนให้

“…ดูแลเขาดี ๆ นะ”  ก้อนสะอื้นจะหลุดออกจากลำคอหนา นึกด่าตัวเองที่ชักจะบ่อน้ำตาแตกง่ายขึ้นทุกวัน

“นายด้วย…ดูแลตัวเองให้ดี ดูแลพอลด้วย…ถ้าว่าง”  โจชัวบอกพร้อมรอยยิ้มหยอกเย้า

คาร์ลโขกศีรษะใส่อีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะถอยออกไปตั้งหลักคุ้มกัน เขาเห็นเพ็ททูเนียยื่นมือมาช่วยอุ้มเจ้าตัวเล็ก โซอี้นั่งอยู่ข้าง ๆ ราวกับบอดี้การ์ดคอยอารักขา

ตามที่ตกลงกันเอาไว้ หากพอลกลับมาไม่ทันที่ซ่อนเก่า จะตามมาสบทบที่ประตูทางเข้าคริมสัน หากเวลาไม่มีแล้ว คาร์ลเดินออกมาจากประตูกล เตรียมปิด

จังหวะเดียวกับที่พอลมาถึง…วิ่งมา…ด้วยสภาพหนีตาย

“หมอบลง!!!”

/Attack!!!/

เสียงแรกคือพอล ส่วนเสียงสองไม่ต้องสงสัย ศัตรูแน่แท้ คาร์ลทิ้งตัวลงบนพื้นทันที ห่ากระสุนพุ่งข้างศีรษะเขาไป ฝังลงบนผนังเกิดเป็นลอดลายยาวเหยียด

“พอล! เป็นอะไรมั้ย!” หนุ่มแมคเคอเรลถามขณะกลิ้งตัวใช้โต๊ะเป็นที่กำบัง ชัก Assault rifle ออกมาตั้งลำ เตรียมโต้กลับโดยอัตโนมัติ

“แม่งเอ้ย!!!” เสียงอยู่ แสดงว่ารอดอยู่ พอลวิ่งมาหลบหลังบาร์น้ำเก่า ๆ ควักปืนกลมือออกมารีโหลดกระสุน “พวกมันเอาเรือยนต์มาเป็นร้อยลำ คนของซีตัสสกัดไว้ไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ เผลอแป๊บเดียวก็ข้ามมาใกล้ที่นี่แล้ว”

จบคำพอล กระสุนอีกชุดใหญ่ก็กราดเข้ามา คราวนี้เลาะเอาประตูหน้าหลุดออกไปทั้งยวง

“เราจะให้พวกมันผ่านเข้าไปไม่ได้!!! พวกโจชัวกำลังจะออกเดินทาง”  ตะโกนบอก แล้วใช้จังหวะที่กระสุนจากภายนอกขาดช่วง ยิงสวนออกไปบ้าง “บ้าเอ้ย! เรือลำนึงใส่พวกมันมากี่คนวะพอล”

“ลำนึงมีสี่ห้าคน” พอลยกกระบอกปืนขึ้นเหนือที่กำบัง สาดปืนกลต่อจากคาร์ลอย่างไม่ให้ขาดช่วง “เอาไงดี เดี๋ยวฉันวิ่งล่อให้ แล้วนายส่องเก็บพวกมันไหวมั้ย”

คาร์ลเดาะลิ้น เขาไม่แน่ใจเลย  “จะพยายาม”

พอลพยักหน้ารับ พอให้สัญญาณ จึงวิ่งฉีกออกจากที่บาร์น้ำ กระสุนหลายนัดไล่ตามการเคลื่อนไหว คาร์ลอาศัยจังหวะนั้นลุกขึ้นประทับปืนขึ้นส่อง ลั่นไกไปสามนัด

เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังมาเพียงครั้งเดียว ก่อนที่กระสุนชุดใหม่จะสาดเข้ามาจนต้องรีบมุดหลบ

“เก็บไปได้หนึ่งเองเรอะ!!!”  พอลตะโกนมาจากใต้โต๊ะตัวหนึ่ง

“โทษทีหัวหน้า ช่องยิงมันแคบมาก”  คาร์ลเจ็บใจ หากเป็นที่โล่งกว่านี้ เขาคงจัดการได้หมด

“เดี๋ยวจะล่อให้อีกที”  หัวหน้าถอนหายใจหนักหน่วง “งวดนี้ขอเน้น ๆ นะ ไม่งั้นตูดฉันได้พรุนแน่”

ลูกน้องตอบรับ เฝ้ารอสัญญาณ…ตั้งสมาธิใหม่

พอลส่งสัญญาณมือ แล้วพุ่งออกจากจุดกำบังอีกครั้ง คาร์ลเหนี่ยวไก นัดแรกพลาดไปอย่างน่าผิดหวัง เขาตั้งลำใหม่ ยอมเสี่ยงลุกขึ้นยืนเพื่อหามุมยิงมากขึ้น

แต่แล้ว ไหล่หนากลับถูกจับเอาไว้ กดให้นั่งลงตามเดิม เสียงนุ่มและนิ่งดังอยู่เหนือหัว

“หลบ”

กระสุนสี่นัดแผดเสียงลั่นต่อเนื่อง…เป้าหมายไม่มีเสียงร้อง หากร่วงลงไปกองจนหมด

พอลโผล่หน้าไปเช็คว่าศัตรูล้มเกลี้ยง เมื่อหันมาเห็นว่าเป็นฝีมือใครก็ทำหน้าราวกับจะกรี๊ดอย่างปลื้มปริ่ม

 

“โจชัว!!!”

เจ้าของชื่ออยู่ในชุดพร้อมไล่ล่า เขาเลิกคิ้วให้หัวหน้าพลางเช็คแม็กกาซีนว่าเหลือกระสุนเท่าไหร่ ก่อนจะแบมือไปทางคาร์ลที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “เอาแอสซอล์ไรเฟิลของนายมาให้ฉัน แลกกับปืนพกสองกระบอกโอเคไหม”

“….ทำไมนายยังอยู่”  คาร์ลลุกขึ้น ขมวดคิ้ว “เอาตัวเองมาเสี่ยงทำไม!”

แล้วคาร์ลต้องหุบปากแทบไม่ทัน เมื่อน้ำตาหยดหนึ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะได้เห็นจากคนตรงหน้าร่วงลงมา…

“ไม่มีฉันแล้วพวกนายสู้ไหวมั้ยล่ะ…”  โจชัวตวัดหางตาอย่างเกรี้ยวกราดทั้งที่ชุ่มไปด้วยน้ำคลอเบ้า

คนถูกถามแทบจะคุกเข่าแล้วก้มหัวให้…โจชัว ซาร์ดีน มือปืนอันดับหนึ่งของรุ่น ไม่มีใครล้มล้างได้

“แล้ว…ลูกล่ะ…”  คาร์ลเอ่ยคำถามอย่างฝืนคอ ความห่วงแล่นขึ้นมาจนจุกอก

“ฝากให้เพ็ททูเนียกับโซอี้ดูแล”  ตอบพลางสูดน้ำมูกดังฟืดใหญ่ กลั้นน้ำตาไว้เต็มที่ “พวกเขาออกรถไปแล้ว เดี๋ยวถึงคริมสันแลงดอนกับโลแกนจะเกณฑ์กำลังคนมาปิดทาง คงเบาใจได้”

ปากบอกว่าเบาใจ แต่สีหน้าไม่ได้เบาตามเลย…คาร์ลอดไม่ได้ ดึงร่างเล็กกว่ามากอดเอาไว้

พอลเดินตามมาสมทบ  “…นายเสียสละเกินไปไหมโจชัว…”

“ไม่…มันเป็นหน้าที่ของฉัน มันเป็นปัญหาที่มีต้นเหตุจากฉัน ฉันต้องจบมันด้วยมือตัวเอง”  โจชัวหันไปสบตากับหัวหน้าแน่วแน่ “…และฉันจะไม่ยอมเสียครอบครัวของฉันไปแม้แต่คนเดียว…ไม่ว่าลูก หรือ คาร์ล หรือนาย”

คำขอบคุณจากพอลนั้น มาในรูปแบบของอ้อมกอดแห่งมิตรภาพอันแนบแน่น…สามสหายรวมกันเป็นหนึ่งครอบครัว

“เรือของเพ็ททูเนียจอดห่างจากที่นี่ไปสามตึก”  พอลกล่าว แสยะยิ้มร้ายกาจ  “…ไปช่วยผู้ว่าฯซีตัสทำลายกองเรือชาร์กเบนเดอร์กันหน่อยไหม”

ไม่ต้องสงสัย คำตอบนั้นมีเพียงอย่างเดียว

ล้างบางพวกมัน

TBC

Talk :

  • พะงาบ ๆ ….. /ใกล้ตาย
  • ยังคงพยายามอยู่ค่ะ…
Advertisements

[Novel] Omega3verse. – Day22

16-11-25-00-58-32-851_deco

ตอนเก่าจ้า

Day 22

Keyword : ซึมเศร้า

Ch 22 : Jan 2, 2017.

‘ในเทพปกรณัมกรีกและโรมัน ม้าน้ำเป็นพาหนะของโพไซดอนหรือเนปจูน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ม้าน้ำเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ในความเชื่อของชาวยุโรป ม้าน้ำเป็นทูตที่นำพาดวงวิญญาณของกะลาสีไปสู่ปรโลก นำดวงวิญญาณไปยังจุดที่พักจนกว่าดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ’

-Wikipedia

คาร์ลสะดุ้งตื่น ไม่รู้ตัวว่าหลับไปเมื่อไหร่ เพราะเมื่อลืมตาอีกทีก็เช้าแล้ว

พอลยังนอนอืดอยู่บนพื้นใกล้กัน บนตัวมีผ้าห่มผืนหนาห่ออยู่ ตัวเขาเองก็มีผ้าห่มคลุมเช่นกัน คงเป็นความเอื้ออาทรของใครสักคนในแคมป์จำเป็นแห่งนี้

เมื่อความงัวเงียค่อยจางหาย ความห่วงหาก็แล่นขึ้นมาจากในอก คาร์ลยันตัวเองลุกขึ้น เดินไปทางบอลลูนปลอดเชื้อ

เขาเอาหน้าแนบหน้าต่างพลาสติก มองเข้าไปเห็นพยาบาลและบุรุษพยาบาลรวมหกคนนอนหลับเรียงกันอยู่บนพื้น…นึกขอบคุณ และจะบอกแน่นอนเมื่อทุกคนตื่น

โจชัวนอนอยู่บนฟูก ข้างตัวมีอ่างพลาสติกใส…ทารกน้อยตัวกลมในห่อผ้ากำลังหลับพริ้มเช่นกัน

“ตื่นแล้วเหรอคาร์ล…”  

เสียงง่วงหาวดังในระยะประชิดทำให้สะดุ้ง คาร์ลหันไปหา  “อ้าว คุณหมอ”

“เรียกผมว่าแม็กซ์ก็ได้ อ้อ ลืมบอก ผมเป็นเพื่อนของพอล ได้ฟังเรื่องของพวกคุณทางโทรศัพท์เยอะเลย” หมอแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง “ผมมีเรื่องอยากจะคุยพอดี เกี่ยวกับอาการของโจชัว…ช่วยปลุกพอลมาด้วย”

คาร์ลหันไปมองในบอลลูนปลอดเชื้ออีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า เดินกลับไปตรงจุดที่นอนอยู่เมื่อคืน เขาปลุกพอลให้ตื่น อีกฝ่ายครางด้วยความเจ็บปวดพร้อมกุมลำคอ หมอแม็กซ์จึงเดินกลับไปเอากล่องเครื่องมือพยาบาลมา

การสนทนาเริ่มขึ้น พร้อมกับการทำแผลที่หลังคอให้พอลไปด้วย “…แผลมีรอยถูกเย็บมารอบ แล้วก็ฉีกออกอีก ไปทำอะไรมา”

“…เอาชิปส่งสัญญาณติดตามตัวออกเอง”  พอลทำนิ้วเหมือนคีบของ “อย่าดุนะหมอ มันจำเป็นนี่นา”

หมอส่ายหัวพลางฉีดยาชาแล้วลงมือเย็บแผลให้ใหม่ “เข้าประเด็นเลยดีกว่า จากที่โซอี้เล่าให้ฟัง ว่าโจชัวเป็นเบต้า แต่กลับมีมดลูกแบบโอเมก้า เมื่อคืนหลังทำคลอดเสร็จ เลยเอาเลือดจากตัวเขาและเลือดเฉพาะส่วนมดลูกของเขามาตรวจ”

คาร์ลกอดอกนั่งฟังโดยไม่กะพริบตา

“เป็นโอเมก้าจริง ๆ เฉพาะมดลูก” พูดจบก็กระตุกปมผูกไหม หันไปหยิบผ้าพันแผลมาทำงานต่อ “ระหว่างผ่าตัด หมอพบอะไรบางอย่างติดอยู่ใกล้เคียงมดลูก…ในบรรดาพวกคุณ มีใครรู้ประวัติครอบครัวของเขาไหม…เช่นพี่น้องเพศรองใด มีฝาแฝดหรือไม่”

นั่นคือความจริงที่เพิ่งรู้เมื่อไม่นาน คาร์ลจึงตอบได้ทันที “ทุกคนในบ้านยกเว้นโจชัว มีฝาแฝดครับ”

“โป๊ะเชะ!”  หมอแปะพลาสเตอร์แต่งแผลส่งท้ายดังป้าบ

พอลร้องจ๊าก “สรุปว่างั้ย!!!”

“พวกคุณรู้จัก Vanishing twin หรือ แฝดกาฝากไหม” แม็กซ์กำมือสองข้าง ก่อนจะกางอีกมือหนึ่งแล้วกุมอีกมือเข้าไป “เป็นเคสที่เกิดได้ยากมาก โอกาสแค่หนึ่งในห้าแสน สาเหตุยังไม่แน่ชัด รู้แค่เป็นความผิดปกติในระหว่างมารดาตั้งครรภ์ แฝดคนหนึ่งไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้ จึงถูกผนวกรวมเข้าไปในร่างของแฝดอีกคน”

“หมายความว่า มดลูกของโจชัว ก็คือชิ้นส่วนฝาแฝดของเขา” คาร์ลอ้าปากค้าง

“ใช่ หมอสันนิษฐานเอาไว้เพราะตอนผ่าตัดพบกระดูกอ่อนชิ้นเล็ก ๆ หลายชิ้นติดอยู่กับมดลูกของเขา เป็นลักษณะเด่นของการพบแฝดกาฝาก บางทีก็เป็นเส้นผม ฟัน หรืออวัยวะต่าง ๆ เกินออกมาจากร่างกาย” คุณหมอพยักหน้ารัว ๆ “พอได้รู้ประวัติทางบ้านของเขา จึงมั่นใจว่าใช่แน่ แถมยังเป็นแฝดกาฝากที่เป็นโอเมก้า…แล้วยังมีระบบการทำงานสอดคล้องกับร่างกายของโฮสต์ นี่มันยิ่งกว่าหายาก อาจจะเป็นเคสหนึ่งในหลายล้านด้วยซ้ำ”

จะหายากแค่ไหน จะเป็นปาฏิหาริย์หรือไม่ สำหรับคาร์ลแล้วมันไม่สำคัญเลยถ้าเทียบกับสุขภาพของคนที่เขารัก

“แล้ว…จะส่งผลอะไรกับโจชัวไหมครับ”

หมอแม็กซ์มีสีหน้าจริงจังขึ้น “ก่อนหน้านี้คงไม่ส่งผล…แต่ตอนนี้ มดลูกของเขาบอบช้ำ”

พอลกำหมัดแน่น รู้สาเหตุนั้นดี

“หมอคิดว่า เราควรผ่าตัดเอามดลูกออก…เรื่องนี้หมอจะถามกับเจ้าตัวเขาก่อน”  นายแพทย์พยักหน้า “อีกเรื่องนึง…ลูกของเขาน่ะ”

“ครับ…” คาร์ลพยักหน้า พยายามทำใจให้นิ่ง

“ควรจะพาไปเข้าตู้อบในโรงพยาบาลคริมสัน ที่นั่นมีเครื่องมือพร้อมกว่าสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนด” บอกพลางเก็บอุปกรณ์ทำแผลไปด้วย “อยากจะพาทั้งสองคนกลับไปด้วย แต่ขนาดรถฉุกเฉินไม่ใหญ่พอ เลยอยากจะขอพาแม่…เอ่อ หรือพ่อกับเด็กไปก่อน”

หัวใจเหล่าคนฟังหนักอึ้ง…นี่เขาต้องแยกกันจริง ๆ หรือ

“เราจะส่งคนมาช่วยทันทีค่ะ”

โซอี้เดินมาสมทบ พร้อมกับแลงดอนและโลแกน พวกเขาถือชามอาหารอุ่น ๆ มาเท่าจำนวนคน เป็นซุปหอมกรุ่นและมันบด สามคนที่นั่งอยู่ก่อนรีบคว้ามากิน ไม่มีใครถือสาความมูมมามแล้วในภาวะแบบนี้

“ฉันเคยรับปากเอาไว้แล้ว ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของคุณโจชัว เลยออกมาด้วยไงล่ะ”  สาวน้อยยิ้มกว้าง ความสดใสของเธอช่วยเยียวยาทุกคนเอาไว้

“ขอบคุณนะโซอี้” คาร์ลยิ้มออกมาได้บ้าง

พอลยกมือบีบบ่ารุ่นน้อง “ไม่ต้องห่วงหรอก เข้าคริมสันได้ ปลอดภัยแน่นอน”

หลังจากซดน้ำซุปจนเกลี้ยง หมอจึงกล่าวต่อ “แต่ก่อนอื่นนะ พวกคุณไปอาบน้ำก่อน ทางโน้น”

คาร์ลมองตามมือหมอชี้ เนื่องจากรถฉุกเฉินไม่สามารถออกมาถึงตรงนี้ ดังนั้นตัดเรื่องถังน้ำสะอาดไปได้เลย มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นอะไรที่ใกล้เคียงจะให้ ‘อาบน้ำ’

“เออ หมอใช้คำผิดไปหน่อย ต้องเรียกว่าเช็ดตัว” ปลายทางที่ชี้ไป มีกระเป๋าสัมภาระทางการแพทย์วางไว้ “มีเจลแอลกอฮอล์ในนั้น เอาออกมาชะโลมตัวแล้วถูออกด้วยผ้าสะอาด”

เจลแอลกอฮอล์ ใช้ในสภาพอากาศหนาวเย็นขนาดนี้ แค่ได้ยินก็ขนลุกซู่

“เสร็จแล้วหมอจะให้เข้าไปในบอลลูน…จะได้ไปช่วยกันตั้งชื่อเจ้าตัวเล็กซะที”

แค่ประโยคเดียว หนาวแค่ไหนก็ไม่หวั่น คาร์ลแทบจะแก้ผ้าวิ่งไปหาแอลกอฮอล์

———

หลังทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่สะอาดสะอ้าน คาร์ลและพอลก็ได้เข้าไปในบอลลูนปลอดเชื้อ พร้อมกับคนอื่น ๆ

โจชัวกำลังอุ้มลูกน้อยแนบอกด้วยมือหนึ่ง ส่วนอีกมือถือขวดนมขวดจิ๋วป้อน เพราะไม่ได้เป็นโอเมก้าโดยกำเนิด เขาจึงไม่มีน้ำนมไหล เจ้าตัวยังมีสีหน้าอิดโรย แต่รอยยิ้มนั้นดูสวยงามและเปี่ยมสุข

“ตัวเล็กจังเลย…น่ารัก”  โซอี้อุทานออกมาก่อนใคร เธอย่องเข้าไปนั่งข้าง ๆ โจชัว “แก้มยุ้ยสุด ๆ ไม่เหมือนเด็กคลอดก่อนกำหนดเลย”

“เพราะคลอดก่อนกำหนด ถึงได้ตัวเล็กแค่นี้ไง หนักแค่สองพันเก้าร้อยกรัมเอง” หมอแม็กซ์หยิบกระดานบันทึกประวัติขึ้นมา จดระดับน้ำเกลือและเลือดที่ให้คนไข้ ก่อนเอ่ยกับเหล่าพยาบาลที่ตื่นนอนแล้ว “พวกคุณออกไปอาบน้ำกินข้าวเถอะ วันนี้สถานการณ์ด้านนอกยังปกติ อยากให้พักผ่อนเต็มที่ เตรียมรับมือกับวันพรุ่งนี้ตอนขากลับ”

พยาบาลและบุรุษพยาบาลตอบรับ คาร์ลยืนรออยู่ตรงหน้าประตู

“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ” เขาก้มหัวให้ แสดงความรู้สึกขอบคุณออกมาจากใจ

เหล่าบุคลากรล้วนยิ้มออกมา พวกเขาแตะบ่าของคาร์ลก่อนจะชักแถวเดินออกไป…ในห้องตอนนี้จึงเหลือเพียงคนกันเองจากในคริมสันและหมออีกหนึ่ง

“เอ้อ ลืมบอก เจ้าตัวเล็กนี่เป็นเด็กผู้ชายนะ” แม็กซ์เคาะปากกากับขอบกระดานเป็นจังหวะ “เอาล่ะ…ตั้งชื่อว่าอะไรดี”

“พอล จูเนียร์”

สายตาทุกคู่หันไปจ้องเจ้าของชื่อที่ไซส์ไม่จูเนียร์

“อะไรเล่า! ไม่คิดจะตั้งชื่อตามรุ่นพี่ที่เคารพเหรอไง”  พอลโอดครวญ

“ไม่ โทษทีนะ” โจชัวเบะปาก

“ทำไงดีอ่ะ ฉันคิดเอาไว้แต่ชื่อเด็กผู้หญิงหมดเลย” โซอี้ทำหน้าคิดหนัก…ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าต้องคลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิง

แลงดอนกับโลแกนทำเสียงฟู่ ๆ อือ ๆ ไม่มีใครรู้ว่าสื่ออะไร แต่เมื่อโซอี้หันไปดุว่าห้ามเอาชื่อตระกูลวาฬมายัดเยียดให้คนอื่น ทุกคนก็เดาได้ไม่ยาก

คาร์ลเป็นคนเดียวในนั้นที่ไม่ได้เสนอชื่อ…เขามัวแต่ชื่นชมทารกน้อยในอ้อมแขนแม่ (หรือพ่อ) เขารักเด็กคนนี้ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องโจชัว เมื่อได้เห็นหน้ายิ่งรู้สึกรักมากขึ้นกว่าเดิม…เจ้าตัวน้อยจ้ำม่ำ ผิวขาวจัดเหมือนโจชัว…จะสีตาแบบไหนกันนะ…มือเล็ก ๆ นั่นจะกำรอบนิ้วเขาได้หรือไม่

ทั้งรักและอยากทะนุถนอม…แล้วยอกใจเมื่อนึกถึงอันตรายที่กำลังไล่ตามหลังจนรู้สึกซึมเศร้าขึ้นมา อนาคตของลูกคือความกังวลของพ่อแม่ เขาซึ้งแล้วในวันนี้

เสียงของโจชัว ดึงคาร์ลกลับมาสู่ปัจจุบัน

“ตั้งชื่อว่า ‘โคล’” ผู้ให้กำเนิดบอกกับทุกคน แต่สายตามองเพียงคนเดียว “ฉันตั้งชื่อเขาตามอักษรในชื่อนาย”

คาร์ลรู้สึกหูอื้อไปหลายอึดใจ

ก่อนจะชี้หน้าตัวเองแบบอึ้ง ๆ

“ยินดีด้วยคุณพ่อคนใหม่!!!”  พอลตบหลังรุ่นน้องตัวโตดังป้าบ จับเขย่า ๆ กึ่งยินดีกึ่งแค้น “แย่งซีนชื่อฉันไปจนได้”

คนถูกเขย่าไม่คิดเอาคืน เขาหันไปกอดพอลแรง ๆ ทีหนึ่ง เรียกเสียงยี้อย่างรังเกียจจากอีกฝ่าย ก่อนจะเดินตรงไปหาโจชัว ลงนั่งเคียงข้าง

“โคลเหรอ…ไง โคล”  นิ้วใหญ่ยื่นไปแตะกำปั้นจิ๋ว…ตามคาด มือเล็ก ๆ นั้นพยายามกำนิ้วเขาไว้ แต่กำได้ไม่รอบ “อักษรนำจากชื่อของฉัน ส่วนสระมาจากนายใช่ไหม”

โจชัวยิ้มบาง แก้มแดงเล็กน้อย เสตามองไปทางอื่น “ประมาณนั้น…”

“ขอจูบนายตอนนี้นะ…” ถามแบบไม่อายคนรอบข้าง

“ไม่” คนถูกขอเปลี่ยนจากยิ้มเป็นหน้าบึ้งแทน

“เอ่อ…ให้ครอบครัวเขาอยู่ด้วยกันเนอะ”  

หมอแม็กซ์ยิ้มกรุ้มกริ่ม ลากเอาพอลที่คิดจะเข้าไปแทรกกลางออกไปด้านนอก ส่วนคนอื่น ๆ ชักแถวเดินตามพร้อมรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า

เพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งถือกำเนิด ได้ใช้เวลาอันมีค่าร่วมกัน

TBC

Talk :

  • กำลังไล่อิดิทอยู่ค่ะ พราก จะลงทั้งหมดทัน 30 มั้ยนะ /สั่นกลัว
  • ต่อเนื่องกันไปเลยที่ตอน 23!

[FB : Gradence] Proof.

#FantasticUncleAndHowToLoveHim

[FB : Gradence]  Proof.

Macho_Luglio

NSFW

Credence x Graves

พล๊อตไม่มีหน้าตาดีไปวันๆ

เป็นเหตุการณ์หลังครีเดนซ์ฆ่าแม่รี่ลูนะคะ / และไม่มีเหตุการณ์ต่อจากนั้น…

เพอซิลวาน เกรฟส์ มาถึงช้าเกินไป…

แมรี่ ลู และ เชสติตี้ แบร์โบนส์ นอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น โมเดสตี้ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ครีเดนซ์…ยังอยู่ที่นั่น หนาวสั่น พรั่นพรึง

ผนังบางส่วนแตกออก เป็นช่องให้ลมหนาวพัดกรูเข้ามา เกรฟส์ร่ายคาถา ‘เรปาโร’ ซ่อมแซมให้มันเหมือนเดิม

แต่ถึงอย่างนั้น ภายในห้องโถงก็ยังเหน็บหนาว เกรฟส์ถอดเสื้อโค้ทสีดำหรูหรา คลุมลงไปบนไหล่ของครีเดนซ์

“เสื้อโค้ท…อุ่นขนาดนี้เลยเหรอครับ”

คำถามนั้น บ่งบอกถึงความแร้นแค้น เกรฟส์ลงนั่งข้างเด็กหนุ่ม โอบแขนรอบแผ่นหลัง

“ขอฉันดูมือหน่อย” คนสูงวัยกว่าบอก

ครีเดนซ์แบมืออันสั่นเทาส่งให้ ผิวหนังมีเพียงรอยจาง ๆ ของแผลในอดีต

“กล้าหาญมาก…” เกรฟส์ชม “เธอไม่ยอมให้ใครทำร้ายอีกแล้ว”

หูที่เคยชินเพียงคำด่าทอ ไม่คุ้นกับคำชมเท่าไหร่ ครีเดนซ์กะพริบตาเชื่องช้า

ก่อนจะยิ้มออกมา…ครั้งแรก

เกรฟส์ยิ้มตาม กว้างกว่า พึงใจกว่า เมื่อได้เห็นว่าใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นหล่อเหลาเมื่อเผยรอยยิ้มดั่งที่เคยคาดเดาไว้…เขายกมือขึ้นสัมผัสข้างสันกรามโดดเด่น ไล้ปลายนิ้วหัวแม่มือเข้ากับแก้ม

ครีเดนซ์สะดุ้งเล็กน้อย หากไม่เอนหนีมือแม้เพียงนิด

“เธอเป็นอิสระแล้ว” เกรฟส์กระซิบด้วยเสียงทุ้มนุ่ม “…เธอน่ะ แข็งแกร่ง…ไม่ต้องเก็บกดตนเองอีกต่อไป อยากรู้อะไร อยากทำอะไร ได้ทั้งหมด”

สิ่งที่อยากทำ ครีเดนซ์ยังไม่รู้…หากสิ่งที่อยากรู้…เขามีข้อหนึ่ง

“ผม…ถามอะไรคุณได้ไหมครับ” เด็กหนุ่มหลบตา

เกรฟส์จับใบหน้านั้นหันกลับมาหา “ว่ามาสิ”

ครีเดนซ์ลังเล…

เขากำมือ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสรอยแผลเป็น

และคลายออกเมื่อเปล่งเสียงถาม

“เวลาเฆี่ยนตีคนอื่น…เราจะรู้สึกดีเหรอครับ”

เกรฟส์นิ่งไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะยกยิ้มชวนมอง  “จะลองดูไหม…”

ครีเดนซ์กะพริบตาถี่ขึ้น สับสนหนักขึ้น เมื่อเห็นคนตรงหน้าผายมือไปยังซากศพของแม่…ร่างไร้ชีวิตของแมรี่ ลู

ยามมีชีวิตเขาหวาดหวั่นนางมารร้าย ยามไร้ชีวิตเขาก็เห็นเป็นเพียงซากเนื้อ…น่าสะอิดสะเอียน

เกรฟส์หัวเราะเบา ๆ เมื่อเดาจากอาการคลื่นเหียนของเด็กหนุ่ม

“เป็นความรู้สึก…ของการได้มีอำนาจเหนือกว่า..เหมือนเป็นเจ้าชีวิตของผู้ถูกกระทำ”

สูทตัวนอกถูกถอดออก ลอยไปพาดบนเก้าอี้ตัวที่ยังสภาพดี เสื้อกั๊กตัวในตามไป เหลือเพียงไทด์และเชิ้ตสีขาวกระจ่าง

ครีเดนซ์ยืนตัวเกร็ง หากฟังคำอย่างตั้งใจ

“ได้ลงมือตามใจ…” เกรฟส์ยกไทด์ขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะยื่นให้ “…ไม่อยากลองถอดเสื้อผ้าคนอื่นหรือ”

ครีเดนซ์…ไม่กล้า

เกรฟส์ถอนหายใจ ปลดไทด์ออกด้วยมือตนเอง…แววตาผิดหวัง

นั่นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเสียใจ…เสียใจยิ่งกว่าพลั้งพลาดฆ่าเชสติตี้ตาย…

กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกทีละเม็ด…นิ้วของเกรฟส์ไม่ได้เรียวสวย ค่อนข้างหนา มีริ้วรอยและบาดแผล…มือปราบมารคงไม่ใช่งานสบายนัก

หากในสายตาของครึเดนซ์ นิ้วมือที่ขยับเปิดเสื้อผ้าทีละส่วนนั้น ยั่วยวนและยั่วยุเหลือใจ

เกรฟส์หยุดมือ เมื่อสาบเสื้อเปิดกว้าง เผยให้เห็นผิวเนื้อตั้งแต่ลำคอ…ร่องอก…กล้ามเนื้อหน้าท้อง…สะดือ…เส้นขนสีดำปนขาว…ลับหายไปในขอบกางเกง

หัวเข็มขัดสะท้อนแสงจันทร์ เมื่อมันขยับไหวขณะถูกถอดออก

มือที่หยิบยื่นเส้นหนังให้ไม่มีสั่นไหว ในขณะที่มือที่ยื่นมารับสั่นเทาราวกับจะแตกสลาย

“ลองสิ…” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบ เกรฟส์หันหลังให้…รูดเสื้อเชิ้ตเนื้อลื่นออกจากบ่า

หลังเปลือยเปล่านั้น ไร้ตำหนิ…

หากได้ทำร่องรอยลงไป

จะเหมือนสลักความเป็นเจ้าของไว้หรือเปล่า

คำว่า ‘เจ้าของ’ ในหัว แล่นพล่านลงไปยังกึ่งกลางลำตัว ปลุกเร้าอารมณ์ลึกให้แตกตื่น

…ทว่า…คุณเกรฟส์จะต้องเจ็บปวด

ดั่งมีคาถาพินิจใจ

“ฉันรักษาแผลได้…ไม่ต้องลังเล”

ครีเดนซ์รู้สึกว่าแรงกดดันในอกคลายออก…เขาพรูลมหายใจ ก่อนจะสูดเข้าใหม่ กระชับเส้นหนังแน่นขึ้น

แล้วหวดฟาด

รอยแดงฉานพาดผ่านจากสะบักซ้ายลงสู่เอวขวา…ดูน่าเจ็บปวด หากสวยงามเกินว่าเด็กหนุ่มจะละสายตา

เขาหวดฟาดลงไปอีกครั้ง

มองผิวเนื้อขาวสั่นระริก มองเอวที่บิดส่ายไปมาอย่างกลั้นไม่อยู่…

ครีเดนซ์กำเส้นเข็มขัดจนหนังกดลึกเข้าไปในรอยแผลเป็น…เจ็บแปลบจนมือชา หากกลับรู้สึกว่าตนเองได้เชี่ยมโยงความเจ็บปวดกับคนตรงหน้า

ยิ่งแผ่นหลังตรงหน้าแดงจัดเท่าไหร่ เลือดในกายของเขายิ่งกองสุมสู่ด้านล่างเท่านั้น

จนกระทั่งเสียงกระเส่าหลุดลอดลำคอของเกรฟส์ออกมา

ครีเดนซ์ทรุดลงกับพื้นตัวงอ…กุมหว่างขาที่ตั้งชันและเปียกจนชุ่มกางเกงผ้าราคาถูก

“ครีเดนซ์…”  เกรฟส์เรียกด้วยเสียงหอบ ผสานกับเสียงสูดปากอย่างเจ็บร้าว “ยังไม่จบ…ลุกขึ้น”

“ผม…ผม….ขอโทษครับ…ผมมันทุเรศ…” ขอบตาร้อนจัด อับอาย

“มันเป็นเรื่องปกติ” เสียงนุ่มนวลเอ่ยปลอบ “…ลุกขึ้น…ถอดเข็มขัดของนายออก”

ครีเดนซ์สะดุ้ง…หรือถึงคราวเขาถูกเฆี่ยนตีบ้าง

แต่แปลกนัก…เขาไม่รู้สึกต่อต้าน หากเป็นคน ๆ นี้…เขาพร้อมยอมตามใจ

เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้น มือเก้งก้างปลดเข็มขัดตนเองออก รวบไว้ในมือแล้วก้มหน้าก้มตายื่นให้…

เสียงหัวเราะดังมาจากเบื้องหน้า “แค่ถอดเฉย ๆ ไม่ต้องส่งมา…เงยหน้าสิ”

ครีเดนซ์ทำตาม

แล้วต้องเบิกตากว้าง…

กางเกงเรียบหรูของเกรฟส์ ตอนนี้กองอยู่ตรงข้อเท้า ชั้นในสีขาว…รูดลงมาต่ำกว่าบั้นท้าย…นิ้วมือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้น เกี่ยวเนื้อขาวให้แยกออก

ครีเดนซ์ไม่อาจละสายตาจากส่วนเร้นลับนั้นได้…ซ้ำยังเห็นเงาของความตื่นตัวเปี่ยมอารมณ์ของอีกฝ่าย ขยับไหวอยู่…

“นาย…รู้ใช่ไหมว่าต้องทำอะไร” เกรฟส์ขมวดคิ้วพร้อมรอยยิ้มหยอกเย้า “ทำตามสัญชาตญาณเลย”

แม้คนที่ขี้ขลาดที่สุดในโลก ก็ยังไม่อาจหักห้ามจากกามารมณ์ได้

เด็กหนุ่มสาวเท้าเข้าไปหา…ปลดกางเกงของตนเองลง ส่วนแข็งตึงดีดออกมาจดจ่อทางเข้า

“ทำฉัน…”

น้ำเสียงนั้น ราววิงวอน

คุณเกรฟส์ต้องการเขา…ต้องการเขา

ความร้อนระอุเสียดแทง…ทีละนิด…ภายในคับแน่นต่อต้าน หากยังฝืนรุกรานเข้าไป

ครีเดนซ์จิกปลายเล็บเข้ากับบั้นท้าย ประคองไว้ไม่ให้ร่างตรงหน้าล้ม…ความสุขสมแล่นพล่าน

เด็กหนุ่มร้องไห้

ในขณะที่กระแทกเอวเข้าใส่คนที่เคารพรักด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี…ต่อจากผีร้ายฆ่าคน เขาได้กลายเป็นสัตว์หื่นกามต่อหรือนี่

ความใคร่ทะลักล้นออกมาจนเปื้อนชั้นในตรงต้นขา ครีเดนซ์ถอนร่างออกอย่างหอบเหนื่อย…ก่อนจะทรุดลงนั่งอย่างทำอะไรไม่ถูก…เมื่อส่วนกลางร่างกายยังคงแข็งชัน…เขาอับอายต่อความต้องการที่โลภมาก

“เด็กดี…”  เกรฟส์…ที่แปดเปื้อนไปด้วยคาวกาม ลูบเส้นผมของเด็กหนุ่มจนยุ่งเหยิง “ไม่ใช่เรื่องผิด นายทำดีแล้ว นายแค่ปลดปล่อยความต้องการ…รู้ไหม เพราะอะไรมันถึงไม่ยอมสงบ”

ครีเดนซ์ยกมือขึ้นกุมมือที่วางอยู่บนศีรษะ สิ่งที่ได้ยินนั้น ยกความผิดในใจให้เบาบาง

“เพราะอะไรหรือครับ” อยากได้คำตอบที่เป็นดั่งคำให้อภัย

เกรฟส์เชยคางเด็กหนุ่มให้เงยขึ้นสบตา…ขณะลดตัวลงนั่งคร่อมช้า ๆ

“…เพราะนายรักฉัน”

เหตุผลนั้น…บอกพร้อมช่องทางที่กลืนกินลงมาบนแก่นกาย

ครีเดนซ์ครางในลำคอ…ยกแขนขึ้นกอดรัดเอวอีกคนเอาไว้

…เขาได้พิสูจน์แล้ว…ได้ทดลองแล้ว…ว่ามันรู้สึกดีเพียงไหนยามได้ ‘ทำร้าย’ คนอื่น

ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นลูบไล้ไปตามแผ่นหลัง…สัมผัสความร้อนระอุตามรอยช้ำอันสดใหม่…เงี่ยฟังเสียงครางเครือแสนซ่านปนกระสันนั้นอย่างพึงใจ

จะแปลกไหม…หากเขาอยากทำร้ายคุณเกรฟส์เพียงคนเดียว…ตลอดไป…ด้วยเหตุผลเดียว

เพราะรัก…

-End-

Talk :

  • คือ…ชอบโคลินเอซรา แต่ชอบครีเดนซ์เกรฟส์
  • ถือว่าคนละจักรวาลแล้วกันนะ
  • รู้สึกบาป…