macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

17-05-18-17-28-22-167_deco

สารบัญตอนเก่าและรายละเอียดของเรื่อง

3.

ดูเหมือนปีนี้สภาพอากาศจะโหดร้ายกว่าปกติ สามวันเข้าไปแล้ว พายุหิมะยังไม่มีทีท่าจะไปจากขุนเขา

เพราะต้องมีคนอยู่เฝ้าที่ดิน บ้านไม้ซุงหลังนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศและความโดดเดี่ยว ภายในจัดวางข้าวของเรียบง่าย ตรงจากประตูทางเข้าคือห้องนั่งเล่น มีโซฟา อาร์มแชร์ ตู้ลิ้นชัก เตาผิงแบบฝังผนัง ฟากซ้ายของบ้านคือห้องนอนและห้องน้ำ ฟากขวาคือห้องครัว ที่พื้นมีห้องใต้ดินและตู้แช่สำหรับกักตุนอาหาร  เปิดไปท้ายครัวคือโกดังเก็บฟืนและประตูเล็กออกไปยังด้านหลัง ข้างๆ คือโรงจอดรถ มีเครื่องสูบน้ำร้อนใต้บาดาลตั้งอยู่พร้อมถังพัก เรียกว่ามีอุปกรณ์ยังชีพเพียบพร้อม สามารถใช้ชีวิตไปได้หลายเดือน

…ปัญหาคือไฟฟ้าที่ไม่รู้จะดับเมื่อไหร่ ได้แต่หวังว่าพายุจะไม่รุนแรงจนทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นลงมา…

เสียงเท้าไม้กระทบพื้นตามจังหวะเดิน วาสโก้เริ่มจะชินบ้างแล้วจึงไม่ขัดหูนัก…อีกอย่างเจ้าเด็กเวรนั่นมีทักษะการเอาใจคนไม่น้อย

“ฟูชิลีอบชีส ใส่เบค่อนและผักครับ” เนเว่วางจานลงบนโต๊ะอย่างเบามือ เรียงช้อนส้อมเก่าๆ อย่างเรียบร้อยราวกับมันเป็นเครื่องเงินหรู “น่าเสียดายที่ไม่มีขนมปังกับเนย ได้ซุปข้นอีกสักอย่างคงดี”

“นายจะกินให้เสบียงฉันหมดไวๆ หรือไง” วาสโก้ถามเสียงขุ่น แต่เมื่อมองอาหารหน้าตาใช้ได้ผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นแล้วก็โกรธไม่ลง “ขนมปังมันเสียง่าย เลยไม่ซื้อเก็บในช่วงฤดูหนาว”

“ถ้ามีแป้งผมก็ทำให้ได้นะครับ เคยหัดทำอยู่นิดหน่อย ตอน…” เจ้าตัวชะงักเหมือนพยายามนึกอะไร “ตอนเรียนปีหนึ่ง”

“งั้นก็เพิ่งปีที่แล้วน่ะสิ” วาสโก้ตักอาหารเข้าปาก ฟูชิ—อะไรสักอย่างที่เจ้านั่นบอก สำหรับคนที่เรียกอาหารเส้นทุกอย่างว่าพาสต้า ที่มีเจ้าเส้นเกลียวแบบนี้ติดอยู่ในบ้านเพราะมีคนให้มา

“ใช่ครับ ปีก่อน แต่สำหรับคนเข้าใหม่ ทั้งการเรียนและกิจกรรมมันถาโถมจนแทบลืมวัน เรียนปีเดียวเหมือนเวลาผ่านไปเจ็ดปี” นักศึกษาหัวเราะเก้อๆ เดินเสียงดังก๊อกแก๊กไปหยิบจานอาหารของตนมาบ้าง

นัยน์ตาสีดำมองตามแผ่นหลังเล็ก…เมื่อตอนตกลงว่าให้อีกฝ่ายอาศัยหลบภัยหนาวจนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้น เนเว่ควักบัตรประจำตัวนักศึกษาสภาพถลอกเยินออกจากกระเป๋าหนัง ยื่นให้ดูเป็นหลักฐาน รูปภาพบนบัตรกับหน้าจริงของเจ้าตัวเป็นพิมพ์เดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

เนเว่บอกว่ากำลังทำวิจัยเพื่อเตรียมขอทุนการศึกษา หัวข้อหลักคือการประเมินพื้นที่ท้องถิ่นในช่วงฤดูกาลต่างๆ ว่าควรจะอนุรักษ์เพื่อสิ่งแวดล้อมหรือพัฒนาให้เกิดประโยชน์…ระหว่างที่กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น ก็พลัดตกจากเนินเขาลงมากอง จนวาสโก้ไปเจอ

อดีตผู้ประสบภัยจมหิมะเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะ ทั้งที่ใช้ช้อนขนาดเดียวกัน แต่พออยู่ในมือขาวจัดแล้วดูใหญ่เกิน…เนเว่บอกว่าอายุสิบแปด ตัวสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร น่าจะเรียกว่าเด็กหนุ่ม…แต่ถ้าเทียบกับวาสโก้ซึ่งสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรแล้ว เขามีสิทธิเรียกอีกฝ่ายว่าเด็กชายได้สบายๆ…ท่าทางปวกเปียกนั่นก็สมวัยอยู่

“จะว่าไป คุณวาสโก้อายุเท่าไหร่เหรอครับ”

ไอ้นี่มันอ่านใจคนได้รึเปล่า ทำไมเขาคิดเรื่องไหนมันก็ถามเรื่องนั้น “สามสิบเก้า”

นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมอง ก่อนจะสนใจอาหารต่อ “ก็สมวัยเนอะ”

“…หมายความว่ายังไง” หรือนี่คือการบอกว่าแก่แบบสุภาพ

“หน้าตากับอายุสมวัยไงครับ เสมอตัว” เนเว่ยิ้ม “สามสิบเก้าเนี่ย สำหรับผู้ชายคือกำลังดีทั้งประสบการณ์ชีวิตและสภาพร่างกาย ฐานะก็มั่นคงแล้วด้วย”

วาสโก้อยากจะแย้งเรื่องฐานะ แต่พอคิดว่านั่นจะเป็นการแฉตัวเอง จึงเงียบไว้ดีกว่า “ตามนั้น”

ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือไง จานของคนทานทีหลังถึงได้หมดก่อน เนเว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ รวบภาชนะไปยังซิงค์แล้วล้างทันที…กองภูเขาจานเก่าที่วาสโก้ทิ้งไว้ก็ถูกล้างจนหมดตั้งแต่วันแรก บ่งบอกว่าเป็นคนที่คุ้นเคยกับงานบ้าน…หรือจะเป็นลักษณะของนักศึกษาที่ใช้ชีวิตคนเดียว…ไม่หรอก…วาสโก้ปฏิเสธในใจเมื่อเทียบกับหอพักในอดีตของตนเองที่รกจนแมลงสาบวิ่งพล่าน

ในบ้านที่ไม่มีสัญญาณใดเข้าถึงเลย ทั้งอินเตอร์เน็ต มือถือ วิทยุหรือโทรทัศน์ สำหรับคนทั่วไปคงน่าเบื่อจนแทบเป็นบ้า วาสโก้ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ ในห้องของเขามีหนังสือที่สะสมไว้เพื่อฤดูที่ถูกตัดขาดภายนอก จำนวนมากพอที่จะอ่านไปได้หลายเดือน รวมไปถึงเททริส เครื่องเกมยุคเก่าที่เขาเก็บเอาไว้พร้อมแบตสำรองอีกหลายโหล

แต่กับเนเว่ เจ้าของบ้านค่อนข้างแปลกใจ เพราะเจ้าตัวน่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ติดอยู่บนภูเขาในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ แต่ดูมีท่าทีสงบมาก

วาสโก้คุยกับอีกฝ่ายแบบถามคำตอบคำ ดังนั้นเมื่อหมดมื้ออาหาร ต่างคนต่างก็แยกกันอยู่ เช่นคราวนี้วาสโก้เลือกจะนั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ส่วนเนเว่นั่งอยู่บนพื้นหน้าเตาผิง ใช้สิ่วอันเล็กที่ติดตัวมาแกะสลักฟืน

ชายหนุ่มแอบลอบมองเด็กแปลกหน้า…ตอนชวนเขาคุยด้วยรอยยิ้ม ก็ดูเป็นเด็กโง่ๆ ไร้พิษภัย แต่ตอนนี้…แววตานั้นเหมือนจับจ้องบางสิ่งที่ลึกกว่าไม้ ทั้งสะกิดใจและดึงดูด…

แล้ววาสโก้ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีบางสิ่งพุ่งชนผนังบ้านเสียงดังลั่น! เขาผุดลุก ทันหลบเศษกระจกที่แตกร่วงลงพื้น ลมหนาวพัดโกรกเข้ามาตามช่องโหว่

“อะไรน่ะ!”  เนเว่ตามมา เขาร้องเหวอเมื่อเห็นเงาต้นไม้สูงประมาณสองถึงสามเมตรพาดอยู่นอกหน้าต่าง

“สงสัยหิมะบนภูเขาข้างบนจะเคลื่อน ซากต้นไม้เลยไถลลงมาถึงนี่” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายหน  “ขนาดเอาแผ่นไม้ตีปิดไว้แล้ว ยังกระแทกจนหน้าต่างพัง…เดี๋ยวต้องเอาต้นไม้ออก แล้วอุดช่องโหว่”

“ให้ผมช่วยนะครับ” ผู้มาอาศัยอาสา

วาสโก้ขมวดคิ้วอย่างกังขา แต่สองแรงย่อมดีกว่าแรงเดียว  “เดี๋ยวฉันไปหยิบค้อนกับตะปูมาก่อน”

พอเปิดประตู หิมะสูงราวหัวเข่าก็ทะลักเข้ามากอง วาสโก้ใช้พลั่วแหวกทางออกไปจนถึงหน้าต่าง ต้นไม้แม้ไม่ใหญ่แต่น้ำหนักมากเอาเรื่อง กว่าทั้งคู่จะช่วยกันทั้งถีบทั้งดันให้พ้นทางก็กินเวลาเกือบสิบนาที  หลังจากนั้นเนเว่ทาบแผ่นไม้ลงบนขอบหน้าต่างให้อีกคนตอกตะปูทีละมุม ทำซ้ำจนครบทุกด้านและแน่ใจว่าแน่นหนา

เมื่อซ่อมหน้าต่างเสร็จจึงกลับเข้าบ้าน แต่ใช่ว่าจะง่าย พวกเขาปิดประตูไม่ได้เพราะกองหิมะคาอยู่ คราวนี้เป็นเนเว่ใช้พลั่วตักหิมะออกในขณะที่วาสโก้ค่อยๆ ดันประตู…กว่าจะปิดสนิทได้ เล่นเอาหอบไปตามกัน

“ง…เหงื่อท่วมเลย” เนเว่ปาดใบหน้าชื้นฉ่ำ ไม่รู้ว่าเป็นหิมะกี่ส่วนและเหงื่อตัวเองกี่ส่วน

“ฉันด้วย…” เพราะอีกฝ่ายช่วย การซ่อมจึงไม่ทุลักทุเลเกินไป วาสโก้จึงมีแก่ใจพูดด้วย “ถอดเสื้อออก เดี๋ยวฉันให้ยืมเสื้อเปลี่ยน”

สำหรับคนที่ใส่เสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าลายขวางตัวเดิมมาหลายวัน คำนั้นราวกับระฆังสวรรค์ “ข…ขอบคุณครับ ได้เปลี่ยนเสื้อแล้วววว”

คนฟังส่ายหน้ากับท่าทางดีใจสุดโต่งก่อนจะสาวเท้าเข้าห้องนอน ผลัดเสื้อตัวในที่โชกไปด้วยเหงื่อ คว้าเสื้อใหม่ของตัวเองและเผื่ออีกคน

วาสโก้ออกมาเจอเนเว่ยืนอังมืออยู่หน้าเตาผิง แผ่นหลังขาวโพลนนั้นไม่ได้เป็นหนังแห้งติดกระดูกเหมือนครั้งแรกที่มองผ่าน…เจ้าเด็กนี่มีหุ่นแบบที่เรียกว่า ‘ลีน’ คือมีกล้ามเนื้อไม่มากแต่สมส่วนและไม่บอบบางเกิน มิน่าถึงมีแรงกว่าที่คาด

รู้สึกไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมาพิจารณาหุ่นผู้ชาย วาสโก้ส่ายหน้าแล้วเรียก “เอ้า เสื้อ”

“อ๊ะ ขอบคุณครับ” เนเว่หันมาคว้าเสื้อไปสวมอย่างว่องไว เมื่อหัวโผล่พ้นผ้าและได้เห็นอีกฝ่ายเต็มตา จึงอุทานออกมาแบบหยุดไม่อยู่ “อู้หูว….”

คนถูกมองขมวดคิ้ว “อะไร”

“ขอโทษครับ” บอกแบบนั้น แต่แววตาไม่ได้เสียใจ ซ้ำแก้มยังแดงเรื่อขึ้นมา “แต่หุ่นคุณ…สุดยอดเลย ล่ำมาก อย่างกับนายแบบ แถมรอยสักบนอกก็เท่…หัวใจกับปีกเทวดาเหรอครับ”

“เออ แล้วไง” ฝ่ายถูกชมรู้ดีว่าตัวเองรูปร่างหน้าตาแบบไหน จึงไม่สะท้านกับคำยอ แต่ระแวงกับแววตาวาววับมากกว่า “…หรือว่านายเป็นเกย์”

“ก็…”  กลอกตาเฉไฉพลางเกาหัวแก้เก้อ “…ได้ทั้งสองเพศครับ ผมชอบหมดถ้ารูปร่างดี”

จบประโยคนั้น วาสโก้เดาะลิ้นอย่างหัวเสีย ล้มเลิกความคิดที่จะไปอาบน้ำร้อน แล้วสวมเสื้อตัวใหม่

…เขาว่าเขาเห็นสายตาเสียดายจากเนเว่นะ…

“แต่ขอเคลียร์ก่อนว่า…” สองมือเล็กยกขึ้นด้วยท่ายอมแพ้ “อย่างผมจะไปทำอะไรได้ แค่คุณเตะทีเดียวผมก็ตายแล้ว ดังนั้นอย่ากลัวเลยครับ”

“ใครกลัว” เจ้าของบ้านแยกเขี้ยว “ฉันเตะนายออกไปแข็งตายข้างนอกแน่ถ้าแตะตัวฉัน”

“ไม่ทำครับ ไม่ทำ” เนเว่ยิ้มด้วยใบหน้าเหมือนจะไร้เดียงสา “ขอมองด้วยสายตาก็พอครับ”

“นาย….” นิ้วใหญ่ชี้อีกคนเป็นเชิงปราม

เจ้าตัวเล็กยังยียวน “นิดหน่อยเอง…อีกเดี๋ยวก็แยกกันแล้ว”

“รู้ตัวก็ดี…”  

วาสโก้ถอนหายใจ เดี๋ยวพายุจะผ่านไป พร้อมๆ กับเด็กคนนี้

….

…..

ทว่าเขาคิดผิด…

เมฆพายุนั้นห่มทั่วฟ้า กินเวลาต่อไปอีกสองสัปดาห์เต็มๆ…

TBC

4.

แม้จะเคยชินกับการอยู่อาศัยบนภูเขาในฤดูหนาวแค่ไหน แต่เรื่องเกินคาดเกิดขึ้นได้เสมอ

วาสโก้ตรวจเช็คสิ่งยังชีพ…เสบียงยังคงมีเหลือเฟือ น้ำดื่มน้ำใช้ไม่ขาดแคลน…แต่ไม้ฟืนเริ่มร่อยหรอ

อาจจะเพราะเตาผิงนั้นสร้างมาเล็กเกินเมื่อเทียบกับขนาดห้อง…ปีก่อนๆ ไม่เคยมีปัญหาเพราะวาสโก้มักจะมานั่งอยู่หน้าเตา ใส่ฟืนเล็กน้อยก็อุ่นพอ แต่ปีนี้มีเจ้าเนเว่มายึดครอง เขาจึงย้ายไปอยู่มุมอื่น การจะส่งความร้อนให้ทั่วพื้นที่นั้นต้องป้อนฟืนมากกว่าปกติ

ที่น่าห่วงอีกอย่างคือไฟฟ้า เพราะหลอดไฟเริ่มกะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ

“มีตะเกียงสำรองหรือเปล่าครับ”

เนเว่ถามขณะวางถ้วยกาแฟลงบนขอบหน้าต่างซึ่งตอนนี้เหมือนจะเป็นผนังแทนแล้วเพราะถูกตีไม้ปิดแน่นหนา

วาสโก้หยิบเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ มอบดวงไฟกะพริบ “มี…แต่น้ำมันไม่ได้ตุนเอาไว้เยอะ ต้องแบ่งเอาไว้ใช้กับเครื่องสูบน้ำอีกต่างหาก”

“งั้นควรจะหาฟืนเพิ่ม ให้ผมออกไปเก็บเอาไหมครับ” เสนอตัวตามประสาผู้อาศัยที่ดี

แต่เจ้าของบ้านกลับส่ายหน้า “ข้างนอกลมแรงขนาดนั้น อยากลงไปนอนใต้หิมะอีกหรือไง”

“ก็จริง…” แค่คิดถึงความเย็น ขนอ่อนหลังคอก็ลุกชัน “แต่ว่า ขืนรอให้พายุสงบ ฟืนคงหมดก่อน”

วาสโก้ยื่นกาแฟที่ดื่มจนหมดแล้วคืนให้คนเสิร์ฟ “อย่าเลย เจียมตัวซะบ้าง”

“ครับ…” เนเว่คอตก เดินเอาถ้วยกาแฟไปล้าง

ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์แผดเสียง วาสโก้ผุดลุกขึ้นทันที แต่เนเว่อยู่ใกล้กว่าจึงเอื้อมมือไปหาเครื่องก่อน

“ไม่ต้อง!”

เสียงตวาดนั้นทำให้ฝ่ายที่กำลังจะยกหูฟังชะงัก คนตัวเล็กหลบแทบไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายพุ่งมายังโต๊ะกลางหน้าโซฟา

ทว่า…ทันทีที่มือใหญ่แตะเครื่อง เสียงกริ่งเรียกเข้ากลับเงียบหาย…สัญญาณดับไปพร้อมแสงไฟในบ้าน

วาสโก้ยืนนิ่ง…

เนเว่หันซ้ายหันขวา แม้ไฟจะดับแต่เพราะเป็นเวลากลางวัน จึงยังพอมีแสงสลัวส่องเข้ามา เขามองเจ้าของบ้านอีกครั้ง…เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเพราะอีกฝ่ายนิ่งเกินไป

มือข้างที่ไม่ได้ถือถ้วย เอื้อมไปแตะต้นแขนวาสโก้

“เป็นอะไรรึเปล่าครั—!!!”

คำตอบของคำถามที่ยังไม่จบนั้น คือการปัดมือออกอย่างแรง เนเว่ผงะถอยหลัง ถ้วยกาแฟตกพื้น แตกเป็นเสี่ยง

…เสียงโทรศัพท์คือสิ่งที่วาสโก้รอคอยเสมอมา เขารู้ว่าปลายทางอาจจะเป็นใครคนนั้น แต่ครั้งนี้พลาดจะรับ…เสาที่เดินสายไฟและสายโทรศัพท์คงจะพังเพราะแรงลม…มันเป็นเรื่องสุดวิสัย

ทว่าความเสียดาย ทำให้เลือกที่จะพาล

“เมื่อกี้นายโดนตัวเครื่องใช่ไหม” เจ้าของบ้านเค้นเสียงขุ่น

“เปล่าครับ” เนเว่ปฏิเสธเสียงเบา “ที่สายหลุดไปอาจเพราะเสามัน—”

“หุบปาก!” ขาใหญ่เตะโต๊ะกลางดังโครม โทรศัพท์ที่เมื่อครู่ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง ตอนนี้ล้มคว่ำ “ถ้าไม่เกะกะ ฉันคงจะรับสายทัน”

“…” คนฟังมองอย่างงุนงง “ผมไม่ได้ขวางทาง”

“แค่ตอนนี้ก็เกะกะสายตาแล้ว!”  วาสโก้หันมา มองคนที่ยืนตัวลีบแล้วลงเสียงหนัก “ไปให้พ้น”

นั่นไม่ใช่การไล่ไปถาวรใช่ไหม…เนเว่ถามตัวเอง ก่อนจะเบี่ยงประเด็น “ครับ…งั้น…ผมจะออกไปเก็บฟืนมาเติม”

“รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แล้วนี่” บอกพลางแค่นเสียงหัวเราะ แขนใหญ่ยกขึ้นขยี้ผมอย่างหัวเสีย “ฉันจะไปนอน เติมฟืนให้เต็ม อย่าขี้เกียจ”

คนถูกใช้หันไปมองห้องเก็บฟืนขนาดกว้างสามคูณสามเมตรที่มีฟืนเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่…จำได้ว่าก่อนหน้านี้ห้ามเขาออกไปเพราะลมแรงจัด ตอนนี้บอกไม่เต็มไม่ต้องกลับมา…หรือนี่คืออาการไบโพลาร์

แต่ว่า…คนอาศัยจะค้านอะไรได้นอกจากทำตาม เนเว่เปลี่ยนไปสวมเสื้อของตัวเองเพราะเสื้ออีกฝ่ายตัวใหญ่เกินไปจนขยับแขนลำบาก พอกทับอีกชั้นด้วยเสื้อโค้ทหนาและพันคอด้วยผ้าเช็ดตัวเก่าๆ ที่เจ้าของบ้าน ‘บริจาค’ มาให้ คว้าพลั่วใหญ่มาถือ

ประตูหน้าถูกหิมะถมไปเกินครึ่งบานแล้ว โชคยังดีที่ประตูเล็กด้านหลังแบ่งเป็นบานบนและบานล่าง เนเว่ปีนออก จมหิมะลงไปครึ่งตัว เขากระชับพลั่วในมือแล้วเริ่มแหวกทางเดิน…

——

เสียงขวานผ่าฟืนดังเป็นพักๆ สลับกับเงียบหาย ก่อนจะเริ่มใหม่อีกรอบเมื่อคนนอกบ้านกลับมาพร้อมไม้ท่อนใหม่…บางครั้งก็ได้ยินเสียงขวานจามต้นไม้จากที่ไกลๆ แทรกมาในเสียงลมกรรโชก

เจ้าของบ้านนอนอยู่บนเตียง…เขาหลับไปในช่วงเช้า เมื่อตื่นมา นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสาม

เพราะได้พักผ่อน หัวที่ร้อนจึงค่อยเย็นลง…เขาพาลเกินไป…แม้สายเรียกเข้านั้นจะมีความหมายต่อจิตใจแค่ไหน การโมโหจนส่งเด็กหนุ่มตัวบางออกไปกลางพายุแบบนี้ก็ใจดำพอควร ทิฐิทำให้เขาไม่กล้าไปเรียกเจ้าตัวเข้ามา ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ…ถ้าอีกฝ่ายเหนื่อยคงเข้าบ้านมาเอง

แต่ว่า…เจ้านั่นอึดกว่าที่คิดอีกแล้ว

วาสโก้จ้องเพดานจนเบื่อ จึงดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ได้ยินเสียงปิดประตูเล็กด้านหลัง อีกฝ่ายคงออกไปหาไม้เพิ่ม…เขาอาศัยจังหวะนั้นแอบเปิดประตูด้านใน สำรวจว่าได้มาแค่ไหน

ห้องฟืนที่เคยโล่ง ตอนนี้มีท่อนไม้เล็กใหญ่บรรจุอยู่ครึ่งหนึ่ง ภายในเวลาหกถึงเจ็ดชั่วโมงสามารถทำได้ขนาดนี้ ถือว่าเก่งทีเดียว และเขาคิดว่ามันมากพอที่จะใช้งานไปได้อีกหลายสัปดาห์

ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง คนหาฟืนก็ยังไม่มา วาสโก้จึงคว้าส่วนหนึ่งมาใส่เตาไฟ ต้มน้ำร้อนเอาไว้เผื่ออีกฝ่ายกลับมาจะได้ชงอะไรดื่มคลายหนาว ส่วนเขานั่งอ่านหนังสือรอ

…หลายชั่วโมงผ่านไป…

จากที่รอ เริ่มเป็นกระวนกระวาย อันที่จริงเขาไม่คิดว่าจะต้องมาห่วงอีกฝ่าย ตอนแรกยังคิดจะปล่อยให้นอนตายกลางหิมะ…แต่ว่า…คงเหมือนกับการเก็บลูกสัตว์ข้างถนนมาเลี้ยงแล้วปล่อยไปอีกไม่ได้

นอกบ้านมืดสนิท…วาสโก้เดินเข้าห้องนอนไปคว้าไฟฉายกำลังสูงที่เก็บเอาไว้ สวมแว่นกันลมและใส่เสื้อกันหนาวทับอีกชั้น เตรียมจะออกตามหา

แต่จังหวะที่กำลังจะคว้าโค้ท เสียงประตูนอกของห้องเก็บฟืนก็ดังขึ้นเสียก่อน เขารีบเดินไปเปิดประตูด้านใน

เนเว่กลับมาด้วยสภาพพะรุงพะรัง ขวานกับพลั่วผูกเชือกไว้ที่ด้ามแล้วสะพายบนสองบ่า  หอบกิ่งไม้มัดใหญ่มาเต็มสองแขน เจ้าตัวคงค้นเจอเชือกในห้องนี้จึงนำไปใช้…ใบหน้าขาวที่มีน้ำแข็งเกาะพราวทำให้รอยยิ้มที่ส่งมาดูแข็งเกร็ง

วาสโก้ถอนใจเฮือก ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อสังเกตได้ว่าเจ้าเด็กบ้ากำลังสั่นอย่างหนัก เขาก้าวเข้าไปดึงมัดฟืนหนักอึ้งออกจากอ้อมแขนแล้วโยนลงพื้น ปลดพลั่วกับขวานออกจากบ่า…มองมือเล็กที่หงิกงอ เขาถอดถุงมืออีกฝ่ายออกแล้วเบิกตากว้าง ผิวซีดเผือดนั้นบางแห่งมีจุดสีแดงพองขึ้นมา เป็นอาการเบื้องต้นของหิมะกัด และหากปล่อยไว้นานกว่านี้จนเกิดแผลสีดำคล้ำล่ะก็…

“อยากถูกตัดมือหรือไง!”

เนเว่ยิ้มแหย “เพลินไปหน่อยน่ะครับ…”

“เพลินบ้าอะไร!” ดุพลางดึงร่างเล็กกว่าเข้าบ้าน ช่วยถอดเสื้อโค้ทและรองเท้าถุงเท้า ผลักให้นั่งบนโซฟา โยนผ้าห่มคลุมตัว เจ้าตัวยกเข่าขึ้นมากอดเอาไว้ ฟันกระทบกันเสียงดังฟังชัด

เจ้าของบ้านถอดแว่นกันลมและเสื้อกันหนาวออก เดินไปเทน้ำร้อนลงถ้วย วาสโก้หัวเสียปนรู้สึกผิด…เขาไล่อีกฝ่ายไปเพราะอารมณ์ไม่ดี อีกฝ่ายก็ไม่ควรถือคำพูดตอนนั้นจริงจังขนาดนี้ เขาเดินกลับไปยื่นถ้วยน้ำให้เด็กซื่อบื้อ

มือซีดๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นสีปกติเมื่อได้กุมถ้วยน้ำร้อน เนเว่เอ่ยขอบคุณเสียงแหบ พลางจิบน้ำเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย…ทว่า…การฟื้นตัวดูจะชักช้าไม่ทันใจคนมอง

วาสโก้นั่งลงบนโซฟา ดึงร่างเล็กที่สั่นไม่หยุดนั้นมาไว้ในอ้อมแขน

แม้เนื้อตัวจะยังเย็นเฉียบ แต่เนเว่รู้สึกอุ่นซ่านตรงผิวแก้ม

“ทำแบบนี้…ไม่ดีนะครับ” เจ้าตัวเล็กเอ่ยเสียงเบา

แขนใหญ่รัดคนพูด “ไม่ดียังไง ฉันอุตส่าห์ช่วย”

“อ๊อก…” เนเว่หายใจลำบาก รีบดึงแขนนั้นให้คลายออก “ก็…คุณรู้อยู่ว่าผมชอบคนหุ่นดี มากอดกันแบบนี้ต้องหวั่นไหวสิครับ”

“อยากโดนโยนออกไปนอนบ้านอีกรอบไหม” ขู่…แต่ไม่ได้ปล่อยมือ “ถึงนายคิดไม่ซื่อกับฉัน แล้วทำอะไรได้”

“เพราะทำอะไรไม่ได้นี่ล่ะครับ ถึงน่าเจ็บใจ…” ตอบเสียงอ่อน “อุตส่าห์ได้เจอคนหล่อๆ หุ่นตรงเสปค แต่กินไม่ได้ซะงั้น”

“นี่ชอบหุ่นฉันจริงจังสินะ” วาสโก้ขมวดคิ้ว ไม่รู้จะขำหรือเคือง “แต่หุ่นแบบนาย ฉันกินไม่ลง”

“…ไม่ลองไม่รู้นะครับ” เนเว่หาวหวอด…เพราะน้ำร้อนที่ดื่มและวงแขนอุ่น ทำให้ร่างกายต้องการนอนเสียแล้ว “ให้ชิมฟรีก็ได้ ผมน่ะ………”

เจ้าของบ้านถอนหายใจเมื่อคนพูดหลับไปก่อนจะจบประโยค เขาดึงถ้วยออกจากมือขาวไปวางลงบนโต๊ะกลาง

คำพูดคำจาของเด็กสมัยนี้…เปิดเผยเกินจนอยากจะชกให้หน้าหัน แต่ไม่รู้ทำไม สิ่งที่ออกจากปากเด็กนี่กลับทำให้เขาเอ็นดู

เพราะการเป็นที่ต้องการของใครสักคน ย่อมรู้สึกดีอยู่แล้ว

วาสโก้เอนคอลงบนพนักโซฟา ดึงผ้าห่มให้คลุมทั่ว ผิวเนื้อที่กอดอยู่ค่อยๆคลายความเย็น พร้อมกับเปลือกตาของเขาที่หนักขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเขาก็เข้าสู่ห้วงฝันไปพร้อมกับอีกคน

——

นาฬิกาบนผนังบ้านบอกเวลาดึกสงัด…เนเว่ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนใหญ่ ระวังไม่ให้วาสโก้รู้สึกตัวตื่น เดินอย่างเงียบงันออกไปทางห้องเก็บฟืน

ความเย็นเสียดแทงขึ้นมาตามฝ่าเท้าเมื่อเหยียบพื้นหิน เขาตรงไปยังฟืนมัดสุดท้ายที่หอบมา ปลดเชือกออก

…ในกองไม้คือไรเฟิลกระบอกยาว…

เจ้าตัวรีบเช็คสภาพปืนที่ซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่ามันยังใช้งานได้

มือเล็กวางอาวุธลงในกองฟืนดังเดิม มัดเชือกให้แน่นหนา แล้วซ่อนเอาไว้ในซอกแคบระหว่างผนัง บังอีกชั้นด้วยตอไม้ที่ยังไม่ได้ผ่า…ย่องอย่างเบาแรงกลับมายังห้องรับแขกดังเดิม

เนเว่มองร่างใหญ่ที่นอนหายใจสม่ำเสมอ…ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าด้านหน้าโซฟา เบนสายตาไปยังเตาผิง

ดวงตาสีฟ้าสงบนิ่ง…มีเพียงแสงสะท้อนจากกองไฟที่ยังเต้นเร่า

TBC

  • วันนี้ลงเร็ว เพราะเราจะไปดูหน้ากากนักร้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
Advertisements

Comments on: "[Novel] Be[lie]ve. – Ch3&4" (3)

  1. เกตู้ว said:

    ทำไมเว่แซวหนุ่มอย่างงั้นคะะ ไม่เรียบร้อยเบยย – -)+

    • อยากกินครับ /กุมแก้ม
      เรียบร้อยแล้วเคยนกอ่ะ หลังๆเลยเน้นขอกินก็พอ (;w;

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: