macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

17-05-27-21-55-12-259_deco

 

ตอนเก๊าเก่า

ส่วนตอนนี้ระวังหลังหน่อยก็ดี

11.

 

เนเว่กลับมาถึงบ้านไม้ซุงประมาณสามทุ่มกว่า ดวงไฟด้านในยังคงสว่าง บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านยังไม่หลับ เขานำมอเตอร์ไซด์เก็บเข้าโรงจอด แล้วเดินเข้าบ้านทางประตูด้านหลัง

 

วาสโก้นั่งอยู่บนโซฟา ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่เพื่อสังเกตอีกคน…อีกฝ่ายสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มตัวเดิม คงจะแวะเปลี่ยนชุด

 

ทว่า คนที่ทักเรื่องเสื้อผ้าก่อนกลับเป็นเนเว่ “เปลี่ยนเสื้อไปข้างนอกมาเหรอครับ”

 

“ใช่…” ตอบพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง กวักมือเรียกให้มานั่งข้างๆ

 

ผู้อาศัยไม่ได้เอะใจ จึงเดินไปหาอย่างว่าง่าย หยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซด์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง วางลงบนโต๊ะกลางก่อนจะนั่งลง “ขอบคุณมากนะครับที่ให้ยืมรถ”

 

“เป็นยังไงบ้าง” วาสโก้เอ่ยด้วยเสียงปกติธรรมดา “พ่อนายสบายดีไหม”

 

คำตอบนั้นมาอย่างคล่องปาก “เรื่อยๆ ครับ อายุมากแล้วก็มีเจ็บโน่นปวดนี่บ้าง แต่มีคนดูแลเลยวางใจ”

 

“หืม…พ่อแม่รักกันดีสินะ” แขนใหญ่ยกขึ้นโอบบ่าเล็ก…เตรียมกักไว้ไม่ให้หนี

 

“ผมไม่มีแม่หรอกครับ” เนเว่ส่ายหน้าเบาๆ “จริงๆ ต้องเรียกว่าไม่มีทั้งพ่อและแม่ พ่อเก็บและเลี้ยงผมมาด้วยตัวคนเดียว จนผมเริ่มโตถึงได้มีคนรัก ผมไม่ได้เรียกว่าแม่ แต่ก็รักและเคารพมาก”

 

“เด็กดี…”  คนสูงวัยกว่าบีบบ่าเบาๆ โน้มใบหน้าลงมาหา ทำเหมือนพิจารณาอะไรอยู่

 

ตอนนั้นเองที่เนเว่รู้สึกผิดสังเกต  “…อะไรเหรอครับ”

 

“ฉันแค่คิดว่า…”  มือซ้ายรั้งบ่าไว้กระชับแน่น ส่วนมือขวาเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นอย่างช้าๆ  “…นายทำทรงนี้เหมาะ…ยิ่งใส่กับชุดสูทสีเข้ม ยิ่งดูดีมาก…”

 

วาสโก้แค่นหัวเราะเมื่อรอยยิ้มไร้เดียงสาจางไปจากใบหน้าขาว

 

เนเว่ขมวดคิ้ว เผยอปากเหมือนจะพูดแก้ต่าง แต่รู้ดีว่าไม่มีทางแก้ตัวอะไรได้อีก

 

“อืมมมม จมูกก็ไม่ได้ยื่นยาวออกมา” นิ้วใหญ่ไล้ไปตามผิวเนียน “พิน็อคคิโอ้ตัวปลอมสินะ”

 

“ผม…” เสียงนั้นแหบแผ่วกว่าเวลาปกติ “ผมขอโทษ”

 

“เรื่องไหนล่ะ” มือใหญ่บีบแน่นขึ้น จนได้ยินเสียงประท้วงด้วยความเจ็บ…อยากจะบีบคอด้วยซ้ำแต่กลัวเด็กบ้านี่ตอบคำถามไม่ได้ “โกหกเรื่องพ่ออย่างหนึ่งแล้ว โกหกเรื่องไปพบปิแอร์คนเดียวสองอย่างแล้ว โกหกเรื่องปิแอร์เป็นเพื่อนบ้านสามอย่างแล้ว”

 

“ผมไม่เคยบอกสักหน่อยว่าปิแอร์อยู่อพาตเมนต์นั้น— โอ๊ย!”

 

วาสโก้หยุดคำแก้ต่างนั้นด้วยการผลักอีกฝ่ายลงโซฟา เขาขึ้นคร่อมอย่างคุกคาม ปิดทางหนี

 

“โอเค เหลือเรื่องโกหกแค่สองอย่าง” ภาพชายสูทดำปรากฎขึ้นในหัว เขาโยงไปถึงเรื่องคนน่าสงสัยที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับตระกูลวอลเธอร์  “มีอะไรอยากสารภาพอีก”

 

เนเว่ยกมือยันอกกว้างไว้ กลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ย “…เรื่องพ่อ ผมไม่ได้โกหก แค่วันนี้เปลี่ยนนัดกะทันหันเลยไม่ได้เยี่ยมท่าน…เรื่องเสื้อผ้า ร้านนั้นต้อนรับแต่ลูกค้าที่สวมชุดดูดี…และปิแอร์กับผมเป็นแค่เพื่อนกัน…”

 

“ยิ่งยืนยันว่าเพื่อนยิ่งน่าสงสัยนะ…” คนคุกคามหงุดหงิด จึงจี้ถามถึงอีกหนึ่งคนที่ไม่ถูกอ้าง “แล้วผู้ชายอีกคนที่เข้ามาหาพวกนายล่ะ…”

 

ไม่รู้ว่าเห็นถึงขั้นไหน…แต่เนเว่ทำใจกล้า โกหกอีกครั้ง  “เขามาชวนผมไปทำงานอย่างว่า…ตามที่คุณเห็น ผมปฏิเสธ”

 

“โฮ่…” วาสโก้แสยะยิ้ม “พอแต่งตัวแล้ว ขายดีเหมือนกันนะเรา”

 

ประโยคนั้นดูถูกกันพอควร เนเว่เจ็บแปลบในอกขึ้นมาวูบหนึ่ง  “ผมไม่ได้ขายตัว”

 

“ดีแล้วที่ไม่ได้ขาย เพราะมีไม่ครบทั้งตัวแบบนี้ เวลาจ่ายเงินคงคิดลำบาก หักค่าเท้าออกไปอะไรแบบนั้น” พูดพลางเลื่อนมือลงไปยังเท้าปลอม กระชากมันออกโดยไม่สนเสียงร้องท้วง

 

“ผมขอโทษที่โกหกคุณ…แต่ไม่มีอะไรจริงๆ” มือเย็นยกขึ้นแตะสันกรามคนข้างบน ลูบโลมคล้ายวิงวอน “ผมคบกับใคร ผมมีเขาเพียงคนเดียว…”

 

วาสโก้ชะงัก คำพูดนั้นแทรกลึกเข้าไปในใจ

 

หากความรู้สึกขุ่นเคืองกับคำโกหก ทำให้เลือกจะพิสูจน์เสียก่อน

 

“ก่อนหน้านายบอกว่ายังไงก็ได้ แล้วใช้คำว่า ‘คบ’ ได้คล่องปากเลยเหรอ” กล่าวพลางแสยะยิ้ม มือถลกเสื้อยืดออก ไม่สนแม้อีกคนจะดิ้นรน “คิดไปเองหรือเปล่า ว่าเราเป็นอะไรกัน”

 

เนเว่หน้าหมองลงไป เพราะเป็นอย่างที่วาสโก้ว่า พวกเขาไม่เคยบอกรักกัน แม้จะเลยเถิดในเรื่องร่างกาย แต่เรื่องหัวใจไม่เคยมีข้อตกลงร่วม

 

“ผมไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรกัน” เสียงนั้นแผ่วเบา “…รู้แค่ว่าความผูกพันและสิ่งที่เราผ่านมา มันมีค่ามากกว่าจะจำกัดความ นิยามไม่ได้…แต่ผม ‘รู้สึก’ นะครับ ว่าพวกเราไม่ใช่คนอื่นไกล”

 

หัวใจหยาบกระด้างค่อยๆ อ่อนไหว…

 

“เด็กบ้า…” ทั้งที่เขากะจะพูดให้โกรธแท้ๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้

 

“ถ้าอยากพิสูจน์ก็เอาเลยครับ” ร่างที่ถูกคร่อมไม่ขัดขืนอีกต่อไป

 

วาสโก้ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าผู้ต้องสงสัย ลากฝ่ามือไปตามผิวเนื้อเนียนขาว…ไม่มีร่องรอยใดๆ เลยที่แสดงว่าอีกฝ่ายปล่อยตัวให้คนอื่น

 

เขาควรจะเลิกสงสัย และปล่อยไป

 

แต่เสียงครางในลำคอของเนเว่ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาสะกิดถูกจุดอ่อนไหว ทำให้ท่อนล่างตื่นตัวอย่างหยุดไม่อยู่

 

“ตามตัวไม่มีร่องรอย…” วาสโก้กลืนน้ำลาย ปลดกางเกงลงให้ท่อนลำแข็งออกมาตั้งชัน “เหลือแต่ข้างใน…”

 

เนเว่นอนตะแคงข้าง สายตาจ้องมองพนักโซฟาราวกับไม่อยากใส่ใจ หากยังกังวลพอจะขอร้องอีกฝ่าย “ใส่ถุงยางด้วยนะครับ”

 

คนถูกขอล้วงมือลงไปยังที่ซ่อนประจำ แต่ไม่พบสิ่งที่ต้องการ “หมดซะแล้ว”

 

ฝ่ายรองรับหันมาขมวดคิ้วใส่ “ผมไม่ทำนะถ้าไม่มีถุงยาง”

 

ความเคืองนั้น กลับกระตุ้นให้คนฟังรู้สึกท้าทาย “ทำแบบไม่มีแล้วกัน”

 

“ไม่เอา” ร่างเล็กเขยิบหนี ทำท่าจะลุกขึ้น แต่กลับถูกโถมทับเอาไว้ “บอกว่าไม่เอาไงครับ”

 

“ถ้านายไม่ได้ไปมีอะไรกับคนอื่นจริงจะกลัวอะไรล่ะ” มือขวาตรึงแขนขาวไว้ในท่าคว่ำหน้า มือซ้ายลวนลามบั้นท้ายเลยไปถึงช่องทางด้านหลัง

 

“ผมไม่มีใคร!” เนเว่พยายามตะกายหนี เริ่มโกรธขึ้นมา “แต่ผมไม่แน่ใจในตัวคุณ”

 

เหตุการณ์มันพลิกกลับตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้อหาคบชู้มันเบนมาหาเขาได้ยังไง…วาสโก้พึมพำในลำคอ

 

“ปากดี…”

 

จบคำ วาสโก้กดร่างบดทับ สอดใส่เข้าในช่องทางร้อนที่ตั้งตัวไม่ทัน…เนเว่หลุดเสียงร้องออกมาเสี้ยววินาที ก่อนจะก้มลงขบกัดพื้นโซฟา มือเล็กจิกทึ้งจนข้อนิ้วเกร็ง

 

รู้สึกว่าทำเกินไป วาสโก้จึงหยุดตัวเองไว้ ไม่ยอมขยับแม้กระหายอยาก…เขาก้มลงจูบต้นคอและไหล่เนียน ดูดเม้มตีตราเสียเอง มือขวาลูบคลึงแก่นกายเล็ก ปรนเปรอจนหลั่งน้ำใส มือซ้ายดึงหัวนมจนมันร้อนแข็ง…ช่องทางที่รัดเขาอยู่เริ่มผ่อนคลาย มันกระตุกตามจังหวะมือหยอกเย้า

 

ผู้ใหญ่ใจร้ายคว้ามือบางมากุม…เขาเริ่มขยับเอวเข้าออกเนิบนาบ โยกควงภายในไปมา เรียกเสียงครางในลำคอผสมกับการเคลื่อนสะโพกยวนยั่ว…

 

เพราะคุ้นเคยกันดี จาก ‘บังคับ’ ค่อยผ่อนคลายเป็น ‘ร่วมรัก’

 

ถ้าหากไม่มีเสียงโทรศัพท์มือถือขัดขวางเสียก่อน

 

เนเว่ที่กำลังตาปรือ สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินสายเรียกเข้าจากเครื่องของวาสโก้ อีกฝ่ายไม่ค่อยใช้มือถือนัก เสียงจึงไม่คุ้นหู เขาหันไปมองคนที่ควบขี่อยู่…ร้องห้ามไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมแขนไปกดรับ

 

“ว่าไงลูกพี่” เจ้าของบ้านเปิดลำโพง แล้ววางเครื่องลงกับโต๊ะกลางดังเดิม

 

ปลายสายเงียบอยู่อึดใจ ‘…ทำอะไรอยู่เหรอครับ’

 

“ทำเรื่องเพลินๆ นิดหน่อย” ไม่รู้ทำไม สงสัยสันดานเสียสั่งให้เขารังแกเจ้าตัวเล็กข้างใต้ “คุยได้ ว่ามาสิ”

 

‘โอเค’ ตอบรับง่าย บ่งบอกว่าเรื่องที่โทรมาไม่ได้เป็นความลับ ‘คุณคงจะทราบดีแล้ว ว่าท่านชาร์ลส์ กำลังจะเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี’

 

ชาร์ลส์ วอลเธอร์ เจ้านายใหญ่แห่งกลุ่มอิทธิพล เนเว่ทวนประวัติ ‘คนที่จับตา’ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

 

จังหวะเดียวกับที่บั้นท้ายถูกอัดเสียงดังพั่บใหญ่

 

วาสโก้แสยะยิ้ม ยิ่งเนเว่เกร็งยิ่งบีบรัด เขาเหนี่ยวเอวเล็กไม่ให้หนี แล้วซอยสะโพกถี่รัวเกิดเสียงหยาบโลน…

 

‘ท่านชาร์ลส์อยากจะให้คุณเข้าพบ คงจะอยากเห็นหน้า ‘อดีตลูกเขย’ ขึ้นมา กรุณาไปตามนัดสัปดาห์หน้าด้วยนะครับ’ เสียงจากลำโพงนั้นยามพูดฟังดูธรรมดา แต่เมื่อได้ยินเสียงลามก เสียงนั้นจึงเริ่มหัวเราะแหบต่ำราวกับผีพราย ‘ฮ่ะ…ฮ่ะ…ฮ่ะ…คุณเองยังแข็งแรงดี แต่อย่าขยี้จนหมดแรงแล้วผิดนัดนะครับ’

 

“ขอบคุณที่เตือนนะโฆเซ่” เอ่ยชื่อปลายสายด้วยลมหายใจหนักหน่วง “เด็กตัวแค่นี้ไม่ทำให้ฉันหมดแรงหรอก”

 

‘เด็กเหรอ ไม่ร้องเลยสักนิด’ โฆเซ่หัวเราะแหบกระด้าง ‘ครางหน่อยสิหนู ครางให้ลั่นแล้วจะได้เงินดีนะ’

 

เนเว่ขบฟัน ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าเพราะโดนดูถูกว่าเป็นโสเภณี แม้จะถูกปลุกปั่นความใคร่ให้อยากเปล่งเสียง หากเขาเลือกจะทนอย่างทรหด

 

วาสโก้ขย่มร่างเล็กอย่างรุนแรง จนใกล้จะถึงจุดหมาย จึงรีบบอกลาปลายสาย “เท่านี้ก่อนนะลูกพี่ เจอกันสัปดาห์หน้า”

 

“เลิกเรียกผมว่าลูกพี่เสียทีเถอะ” โฆเซ่หัวเราะส่งท้ายก่อนจะตัดการติดต่อ

 

บ้านเงียบในพริบตาเมื่อวาสโก้หยุดขยับ…เขาเงี่ยหูฟังร่างข้างใต้…หวังจะได้ยินเสียงครางสุดกลั้นในลำคอ

 

…ทว่า…ได้ยินเพียงเสียงขบฟัน…

 

หัวใจหล่นวูบ เมื่อการรังแกนั้นไม่ได้สร้างความตื่นเต้นหวาดเสียว แต่กลับสร้างความหวาดกลัวให้เด็กน้อย…คนกระทำถอนตัวเองออกจากช่องทางคับอย่างลำบาก พลิกร่างข้างใต้ให้หันมาหา…ลูบใบหน้าที่หลับตาแน่นและชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นอย่างปลอบประโลม

 

“นาย…ไม่ชอบสินะ”

 

เนเว่ปรือตาขึ้น หัวคิ้วขมวดแน่นอย่างขุ่นเคืองแทนคำตอบ

 

“ฉันผิดเอง…” ขอโทษเพราะรู้ว่าคึกคะนองเกินไป จนปฏิบัติอย่างรุนแรงกับคนที่ควรถนอม

 

“ทำแบบนี้…แล้วยังสงสัยผมอยู่ไหมครับ”

 

วาสโก้ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่แล้ว…ฉันขอโทษ เราเริ่มกันใหม่ได้ไหม”

 

ถามจบจึงลดตัวลงจูบริมฝีปากแดงจัด…รู้สึกถึงรสเลือดจากรอยฟันที่เจ้าตัวขบกัดกลั้นเสียง เขาพรมจูบลงไปตามใบหน้า ลำคอ และแผ่นอกขาว

 

แต่แม้จะนุ่มนวลแค่ไหน เสียงประท้วงยังออกมาจากริมฝีปากช้ำ “เคราคุณ…เจ็บ”

 

คนตัวใหญ่ชะงักแล้วยันร่างขึ้น ลูบมือไปตามเคราแข็งที่คงจะบาดผิวอ่อน “…ขอโทษ ให้ฉันไปโกนก่อนไหม”

 

วาสโก้ตัวเกร็งขณะลุ้นว่าจะถูกไล่ไปทั้งที่ยังค้างหรือไม่

 

นัยน์ตาสีฟ้ามองอย่างเย็นชา…ก่อนจะปิดลงแล้วถอนหายใจ แขนเล็กยกขึ้นแล้วเหนี่ยวบ่ากว้างลงไปหา ใช้สองขาเกี่ยวกระหวัดสะโพกใหญ่ให้ชิดแนบ

 

“ต่อเถอะครับ…” เอวบางบดเนิบช้า ถูไถความใคร่เปียกร้อนเข้ากับกล้ามท้องแข็ง “…แต่เบาๆ…อย่าลืมว่าผมยังโกรธอยู่”

 

คนถูกโกรธพูดไม่ออกตอบไม่ถูก ท่อนล่างลุกโชนจนไม่ต้องใช้มือจับก็สามารถสอดเข้าช่องทางชื้นฉ่ำได้สะดวก วาสโก้ซุกใบหน้าลงกับซอกคอเนียน สูดกลิ่นกายละมุนอย่างมัวเมา

 

ต้องถูกเนเว่โกรธอีกแน่นอน เพราะอยากจะเบาตามสัญญา…แต่เอวหนากลับหยุดกระแทกไม่ได้

 

TBC

 

 

12.

 

 

เพราะทำเรื่องฝืนใจกันเอาไว้ วาสโก้จึงพยายามเอาใจเด็กน้อยของเขาเป็นพิเศษ

 

“ตื่นได้แล้ว”

 

ก่อนหน้านี้คนที่เรียกมักจะเป็นผู้อยู่อาศัย แต่ช่วงระยะหกเจ็ดวันมานี้ วาสโก้กลับเป็นฝ่ายมาปลุกก่อนเสมอ

 

เนเว่งัวเงียลุกขึ้น แสงยามเช้าของช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิทำให้ลืมตาลำบาก เจ้าตัวยกเข่าขึ้นนั่งกอด ซบหน้าอยู่อึดใจก่อนจะควานหาเท้าปลอมซึ่งถอดไว้ข้างเตียง…หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนกระทั่งขาขวาถูกจับลอยขึ้นไปพาดอยู่บนตักแข็ง

 

“ขอบคุณครับ” เอ่ยเสียงง่วงงุน ป้องปากหาว

 

วาสโก้สวมเท้าปลอมให้อีกคน วันแรกตะกุกตะกักบ้าง จนทำหลายวันเข้าก็เริ่มชำนาญมากขึ้น เขายกขาเรียวขึ้นจูบเมื่อสวมให้เสร็จ หัวเราะเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กสะดุ้งและหน้าแดง

 

เนเว่เกาแก้ม ไม่ชินกับการถูกปรนนิบัติเอาใจ เขานึกเรื่องพูดแก้เก้อ และสะดุดตาเข้ากับชุดของอีกฝ่าย

 

“วันนี้จะไปไหนเหรอครับ” นัยน์ตาสีฟ้าพิจารณาคนตรงหน้า…หล่อเหลาจนรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นกว่าเดิม

 

วาสโก้อยู่ในชุดสูททรงอิตาเลียน มองแล้วรู้ได้ทันทีว่าสั่งตัดอย่างดี แม้การสวมสูทดำกับเชิ้ตขาวจะสามัญธรรมดา แต่เมื่อใส่พร้อมเนคไทด์สีเลือดนก ผนวกบุคลิกอันตราย ชายหนุ่มจึงราวกับนายแบบหล่อร้ายไม่มีผิด

 

“ฉันหล่อใช่ไหมล่ะ” ชมตัวเองได้ไม่อายปากก่อนจะตอบคำถาม “วันนี้ต้องไปทำธุระที่ตระกูลวอลเธอร์”

 

เนเว่พยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ แต่ที่จริงเขารู้กำหนดการอยู่ในใจเสมอ “โชคดีนะครับ…แล้วต้องไปนานแค่ไหน”

 

“อาจจะกลับดึกหน่อย” เพราะไม่รู้ว่าการนัดพบเจ้านายจะจบลงตอนไหน จึงเลือกจะตอบเวลาช้าที่สุด “แต่กลับแน่นอน ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องนอนคนเดียว”

 

“ใครรอคุณมานอนด้วยกัน” แกล้งตอบแล้วหัวเราะคิก ก่อนจะร้องเหวอเมื่อถูกช้อนตัวลอย

 

“วันนี้เป็นเด็กดีอยู่เฝ้าบ้านนะ” บอกพลางอุ้มร่างเล็กออกมาจากห้องนอน พาไปหย่อนลงในห้องครัว “แล้วก็…ช่วยทอดแพนเค้กให้ที ทำยังไงมันก็ไหม้…”

 

เนเว่หลุดหัวเราะก๊าก “นี่จะมีสักวันที่ผมตื่นมาได้กินมื้อเช้าบนเตียงไหมครับ”

 

“เชื่อเถอะว่าฉันพยายามแล้วจริงๆ…” วาสโก้โอดครวญ การเอาใจยามเช้าของเขาต้องตกม้าตายทุกวันเพราะฝีมือการทำอาหารสุดไม่เอาไหน

 

“ไม่นับเรื่องอาหาร ทุกอย่างที่คุณทำก็เพอร์เฟ็คแล้วครับ” มือขาวเอื้อมไปเช็ดรอยแป้งแพนเค้กที่ติดอยู่บนปลายเคราออกให้ “ผมจะโกรธคุณได้นานแค่ไหนกัน”

 

คำตอบนั้นคือการที่วาสโก้ย่อตัวลงมาจูบเบาๆ

 

“เสียดายที่ต้องออกจากบ้านไว ฉันเลยต้องกินแซนด์วิซที่เหลือเมื่อวาน” บอกพลางขยับเสื้อให้เรียบร้อย “เก็บแพนเค้กไว้ให้ด้วยนะ”

 

“ครับ” พ่อครัวพยักหน้ารับ “เดินทางปลอดภัย”

 

วาสโก้ยกมือขยี้เส้นผมนุ่มของคนตรงหน้า ก่อนจะเดินไปคว้ากระเป๋าตังค์ โทรศัพท์มือถือและกุญแจรถ

 

เนเว่มองรถยนต์คันใหญ่วิ่งไปจนพ้นเขตที่ดิน…ยังรู้สึกถึงกลิ่นโคโลญจ์ลอยอวลผสานไปกับกลิ่นหอมหวานของแป้งขนม…

 

———

 

คฤหาสน์ของตระกูลวอลเธอร์นั้น เหมือนจำลองแบบมาจากปราสาทโบราณ เพียงแต่ไม่ได้ใช้อิฐเก่าเป็นวัสดุหลัก แต่ใช้หินอ่อนสีนวลประกอบขึ้นมา ทั่วทั้งบริเวณจึงเหมือนผลงานตื่นตาราวกับประติมากรรมของนักสลักในอดีต

 

วาสโก้ได้รับสิทธิพิเศษ สามารถนำรถไปจอดได้ถึงประตูอาคาร เขาส่งกุญแจให้กับเด็กรับใช้ซึ่งบริการอย่างนอบน้อมราวกับโรงแรมห้าดาว

 

‘โฆเซ่ คัสเตลโร่’ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้หินอ่อนใกล้ทางเข้า ด้วยวัยเกือบห้าสิบปีทำให้สายตายาวจนต้องใส่แว่น เขาถอดมันออกเมื่อเห็นผู้ถูกเชิญมาถึง ยืนขึ้นเผชิญหน้าด้วยส่วนสูงที่พอๆ กัน

 

“ยังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อีกเหรอลูกพี่” วาสโก้ถามก่อนยื่นมือไปจับทักทาย “นึกว่าจะเล่นหัดเล่นมือถือจนคล่องแล้วเสียอีก”

 

“ผมมันคนยุคเก่าน่ะ” ยิ้มพลางบีบมือตอบก่อนจะเก็บแว่นตาใส่กระเป๋าด้านในเสื้อสูท ใกล้กับปืนลูกโม่กระบอกใหญ่

 

“มานั่งรอผมแบบนี้ แสดงว่าจะเข้าไปพบกับท่านพร้อมกันใช่ไหม” ถามพลางจะออกเดินนำ แต่ถูกขวางทางเอาไว้เสียก่อน

 

“ก็ไม่เชิง…” โฆเซ่ยิ้มเยือกเย็น ใช้หลังมือตบเบาๆ ทั่วเสื้อสูทของผู้มาเยือนเพื่อหาสิ่งของต้องสงสัย “ไม่ได้พกปืนมาเหรอครับ”

 

“ใครพกปืนมาพบเจ้านายกันบ้าง” วาสโก้แค่นหัวเราะ “ให้ผมถอดเสื้อไหม เดี๋ยวนี้อุปกรณ์ดักฟังมันล้ำยุคขึ้นเรื่อยๆ”

 

“ผมแค่ทำตามหน้าที่ ไม่ได้สงสัยอะไรคุณเสียหน่อย” องครักษ์ประจำตระกูลตบบ่าคนอายุน้อยกว่า “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ”

 

หลังการตรวจสอบเล็กน้อย ทั้งคู่จึงออกเดินไปด้วยกัน…ในยามปกติ เจ้านายใหญ่ของตระกูลจะให้เข้าพบในห้องทำงาน แต่ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ ครั้งนี้จึงเปลี่ยนสถานที่เป็นห้องนอนชั้นบนแทน

 

ประตูไม้บานใหญ่เปิดออก หอบเอาลมเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำปะทะใบหน้า โฆเซ่หยุดฝีเท้า ปล่อยให้วาสโก้ซึ่งมี ‘ความสำคัญ’ มากกว่าเดินเข้าไปเพียงคนเดียว

 

ขายาวๆ ก้าวไปยืนข้างเตียงหลังใหญ่ ค้อมศีรษะลงเมื่อชายสูงวัยซึ่งนั่งเอนหลังอยู่ยื่นมือมาให้จับ ก่อนจะก้มลงจูบบนแหวนวงโตบนนิ้วชี้

 

‘ชาร์ลส์ วอลเธอร์’ อายุหกสิบสองแล้วในปีนี้ เขาแค่นยิ้มก่อนจะเอ่ย “ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็น ลูกเขยของฉันจะไม่มาให้เห็นหน้าเลยสินะ”

 

 

วาสโก้นิ่งไป ในใจสรรหาคำตอบที่เหมาะสมและสวยหรู

 

ทว่า คำแก้ต่างของเขา กลับเอ่ยออกมาจากปากคนอื่น

 

“…ต้องเรียกว่า ‘อดีตลูกเขย’ นะคะ” เสียงนุ่มนวลดังมาจากอีกฟากฝั่งเตียง “แล้วคุณต่างหาก…เวลาปกติไม่เคยเรียกหา ใครจะกล้าเข้าใกล้ พอมีเรื่องจำเป็นขึ้นมาก็ตัดพ้อเสียอย่างนี้”

 

วาสโก้ส่งยิ้มบางขอบคุณการโต้ตอบแทนนั้นให้กับ ‘เฮนเรียตต้า วอลเธอร์’ อดีตแม่ยายของเขา

 

แม้จะดูรู้ด้วยสายตาว่าอายุของเธอไม่น้อยแล้ว แต่เมื่อพิจารณาทั้งเส้นผมยาวเป็นลอนสีบลอนด์ทอง ดวงตาสีเทาสว่างและร่างระหง ทำให้เฮนเรียตต้ายังคงสง่างามราวกับเทพีในวัยห้าสิบห้าปี…ตำหนิเดียวบนใบหน้างามคงจะเป็นใบหูข้างซ้ายที่แหว่งไปครึ่งหนึ่ง

 

“ฉันแค่หยอกวาสโก้เล่น เธอจะจริงจังทำไม” สามีผู้สังขารโรยรากว่าภรรยาไปเยอะพ่นลมหายใจยาว “แตะต้องไม่ได้เลยนะคนโปรดคนนี้”

 

“รู้ว่าแตะไม่ได้ก็อย่าทำให้เขาลำบากใจสิ” เฮนเรียตต้าคลี่ยิ้มเอื้ออาทร “เพราะเรายังต้องพึ่งพาพ่อหนุ่มนี่อีกมากมาย…เข้าเรื่องเลยดีกว่าไหม วาสโก้ไม่ได้ขับรถมาตั้งไกลเพื่อฟังเราสองคนเถียงกันนะ”

 

“มีอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ” ชายหนุ่มสำรวมท่าทาง คุ้นเคยกับการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่าจะเป็นเครือญาติ

 

“โฆเซ่บอกนายว่าฉันจะไปตรวจร่างกายใช่ไหม” ชาร์ลส์ป้องปากแล้วไอออกมาครั้งหนึ่งก่อนพูดต่อ “ที่จริงฉันจะไปเข้ารักษาตัวสักพัก”

 

วาสโก้เบิกตากว้าง “สุขภาพของท่าน…”

 

“มะเร็งปอดมันขยับขึ้นไประยะที่สามแล้ว” ผู้เป็นนายเฉลยอาการของตัวเอง “แน่นอนว่ารู้กันแค่หมอกับคนในบ้านนี้ ไม่งั้นพวกศัตรูคงจุดพลุฉลอง”

 

“อันที่จริง ฉันอยากจะพาเขาไปรักษาในเมืองอื่น” เฮนเรียตต้าถอนหายใจยาว “แต่กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่จนรู้กันไปทั่ว เลยตัดสินใจว่าลองรักษาที่โรงพยาบาลกลางเมืองเรเวนก่อน”

 

“การแพทย์เดี๋ยวนี้ก้าวหน้านะครับ ต้องรักษาได้แน่นอน” ชายหนุ่มเอ่ยเอาใจอดีตพ่อตา โดยหวังว่าจะเป็นจริงด้วยส่วนหนึ่ง

 

“สมพรปากเถิดพ่อหนุ่ม” ชาร์ลส์หัวเราะเบาๆ “ยังไม่กำหนดวันแอดมิทก็จริง แต่ฉันเห็นว่าควรเรียกเธอมาคุยเสียก่อน…ระหว่างฉันไปรักษาตัว หลายเรื่องคงต้องฝากไว้เพราะเธอเป็นคนเดียวที่มีสถานะพอจะแบกรับไหว”

 

วาสโก้พลันรู้สึกถึงภาระกดทับลงบนบ่า…ภาระที่ครั้งหนึ่งสองคนตรงหน้ากระชากมันออกไป ก่อนที่จะโยนกลับคืนมาราวกับตลกร้าย

 

หากเขาจะทำอะไรได้ นอกจากตอบรับ

 

“ผมจะสนับสนุนนายหญิงให้ดีที่สุด ในระหว่างที่นายท่านรักษาตัวแน่นอนครับ”

 

“ขอบคุณ…” นายใหญ่ตอบรับ สีหน้าเบาใจปนกับเหนื่อยอ่อน

 

“พักผ่อนเถอะ” ผู้เป็นภรรยาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมาห่มผ้าให้สามี ก่อนจะอ้อมมาอีกฝั่งเตียง เผชิญหน้ากับอีกคน “…มีเธอมาช่วย ฉันก็เบาใจ”

 

“เป็นเกียรติของผมมากกว่าครับที่ท่านทั้งสองเรียกใช้” วาสโก้คลี่ยิ้ม

 

เฮนเรียตต้าถอนหายใจ “เธอคงออกหน้าในฐานะผู้สืบทอดได้มากกว่านี้ ถ้ายัยลูกสาวของฉันไม่ทำเรื่อง…”

 

“ถ้าจะบ่นเรื่องเดิมๆ ออกไปข้างนอกซะ ฉันจะนอน” ชาร์ลส์บอกเสียงแหบ ขณะขยับตัวลงนอนราบ

 

ดวงตาสีเทางามมองค้อนสามี “…เอาเถอะ พูดไปก็ไม่เกิดผลอะไรตอนนี้ ขอบคุณที่มานะ วาสโก้”

 

เจ้าของชื่อไม่ตอบ เพียงแค่ค้อมศีรษะพร้อมแววตาเทิดทูนสุดหัวใจ…

 

———

 

หลังเสร็จธุระกับสองนายใหญ่ของบ้าน วาสโก้บอกลาโฆเซ่และมายืนรอรถของตนอยู่หน้าประตู

 

จังหวะนั้นเองที่ได้ยินเสียงหวานตะโกนเรียก

 

“วาสโก้!”

 

เขาหันไปมอง ก่อนจะยิ้มรับเมื่อสาวงามผมสีน้ำตาลเข้มวิ่งมาหา เธอโผกอดเขาอย่างยินดีที่ได้พบหน้า

 

“ติดหิมะอยู่ตั้งหลายเดือน นึกว่าจะผอมแห้งแล้วเสียอีก” มือเรียวบีบแขนใหญ่อย่างขี้เล่น “เห็นไหมว่าเสบียงของฉันดีพร้อมแค่ไหน”

 

“ไม่ได้เธอฉันคงตายไปแล้ว ต้องพูดแบบนี้ใช่ไหม ที่เธออยากได้ยิน” ชายหนุ่มตบบ่าเธอเบาๆ …‘โรซาเลีย วอลเธอร์’ เป็นลูกสาวคนเดียวของชาร์ลส์และเฮนเรียตต้า…และเป็นอดีตภรรยาของเขา

 

“รู้ใจฉันตลอด” โรซาเลียหัวเราะ “มาเจอพ่อกับแม่เหรอ เป็นยังไงบ้าง ถูกแซะอะไรมารึเปล่าคราวนี้”

 

“แซะอะไรกัน…” บ่ายเบี่ยงไปอย่างนั้น แม้ความจริงจะโดนมา “นี่เธอเพิ่งมาถึง หรือว่ามานานแล้ว”

 

“มาถึงตั้งแต่เมื่อวาน เดินกวนประสาทสองคนนั่นจนพอใจแล้วก็ออกไปช็อปปิ้ง” บอกพลางกลอกตาอย่างซุกซน “นี่แทบจะเดินขึ้นไปเหยียบพ่ออยู่แล้ว ยังไม่มีใครยอมคุยกับฉันเลย อะไรจะแค้นกันขนาดนั้น”

 

วาสโก้หัวเราะแห้งๆ กับความเปิดเผยอันคุ้นชิน…

 

เขากับโรซาเลีย ‘เคย’ รักกัน เมื่อหลายปีก่อน

 

ชายหนุ่มมีช่วงหนึ่งที่ถูกเปรียบเปรยดั่งซินเดอเรลล่า หากจะเล่าที่มาต้องย้อนอดีตไปไกลเสียหน่อย…

 

ชีวิตวัยเด็กของวาสโก้ไม่ค่อยสวยหรูนัก เขาอยู่กับแม่เพียงลำพังในสลัม เติบโตมาอย่างขัดสนแร้นแค้น โชคแรกในชีวิตคือการที่เฮนเรียตต้าผ่านมาแล้วจำได้ว่าแม่ของเขาคืออดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียน เธอยื่นมือช่วยสองแม่ลูก ให้อาศัยและทำงานในคฤหาสน์ เขาได้เรียนจนจบ…แต่แม่อยู่สุขสบายได้ไม่นานนักก็จากไปด้วยโรคร้าย

 

เพราะอยู่รับใช้มานานจนได้รับความไว้ใจ ชาร์ลส์และเฮนเรียตต้าจึงถือคติใกล้เกลือก็ควรกินเกลือ ไม่อุตริไปกินด่าง แทนที่จะส่งลูกสาวแต่งออกไปตระกูลอื่นให้เสียอำนาจ จึงสนับสนุนเขาให้คู่กับโรซาเลีย วาสโก้จีบเธอติดอย่างง่ายดายและแต่งงานกัน ใช้ชีวิตแบบที่ชายหนุ่มค่อนเมืองต้องอิจฉา เป็นลูกเขยของตระกูลใหญ่ ผู้ในอนาคตจะได้สืบทอดทุกอย่าง

 

ก่อนฝันจะสลายลงตรงหน้า เมื่อโรซาเลียพบคนรักแห่งโชคชะตา…เป็นผู้หญิง

 

ลูกสาวคนเดียวกลายเป็นเลสเบี้ยน แถมเอาแต่ใจจนแตะต้องไม่ได้ โรซาเลียหนีไปอยู่กับคนรักโดยไม่สนพ่อแม่ ชาร์ลส์กับเฮนเรียตต้าจึงโยนความผิดมาให้วาสโก้ ข้อหาไม่สามารถยื้อเธอเอาไว้ โดยการส่งเขาไปเฝ้าภูเขา…แต่เพราะหน้าตาทางสังคมต้องรักษา ทั้งคู่จึงไม่ยอมให้วาสโก้และโรซาเลียหย่าขาด คงเหลือสถานะค้างคา…เพื่อจะได้สะดวกใช้ในช่วงเวลาแบบนี้

 

แม้ชีวิตจะพังลงไปเพราะโรซาเลีย แต่วาสโก้ก็ไม่ได้รังเกียจเธอ คงเพราะยังเหลือเยื่อใยและเห็นเป็นน้องสาว

 

“‘บรี’ สบายดีหรือเปล่า” เขาถามถึงผู้หญิงที่กุมใจอดีตภรรยา

 

“สบายดี แต่ฉันไม่ให้มาด้วยเพราะไม่รู้แม่จะแผลงฤทธิ์อะไรใส่เธออีก” โรซาเลียขมวดคิ้วอย่างกังวล “จะว่าไป…ข่าวลือเรื่องพ่อป่วย ไปไกลกว่าที่คิดนะ”

 

“ฉันก็พอรู้มาบ้าง” ยุคนี้ข่าวสารมันไปไวเสียยิ่งกว่าเกสรในฤดูใบไม้ผลิ

 

“พวกอริเก่าๆ เริ่มออกมาร่าเริงกันแล้ว คุณต้องระวังตัวบ้าง” หญิงสาวใช้คำคล้ายล้อเล่น หากสีหน้าบ่งบอกว่าจริงจัง “โดยเฉพาะพวก ‘ซองโตเน่’”

 

ซองโตเน่…ตระกูลศัตรูที่มีประวัติคู่ขนานมากับวอลเธอร์ แต่ถูกทำลายและอยู่ในภาวะไร้ผู้นำมาอย่างยาวนาน วาสโก้ยังเด็กมากตอนที่สงครามระหว่างตระกูลถึงจุดเดือด โรซาเลียก็เช่นกัน แต่ด้วยสายเลือดโดยตรงแล้ว เธอดูจะรู้เบื้องลึกมากกว่า

 

“ดังนั้น…ระวังตัวให้ดี เพราะเราไม่รู้ว่าสายข่าวพวกนั้นจะเจาะเข้ามาทางไหน” เธอย้ำคำเตือนปนอ้อนวอน “ชีวิตของพ่อ…ฝากไว้กับมือคุณ”

 

ความกดดันโถมหนักกว่าเดิมบนบ่า หากวาสโก้ยังคงพยักหน้าไหว

 

“เธอเองก็เหมือนกัน” จบประโยคนั้น พร้อมกับที่เด็กรับใช้ขับรถมาส่งพอดี “แล้วจะติดต่อไป”

 

อดีตสามีภรรยา จากลากันตรงนั้น

 

……

………

…โดยไม่มีใครรู้ทัน…ว่าสายข่าว ‘ฝัง’ อยู่ในแผ่นไม้ของบานประตูหน้า และในขอบหน้าต่างห้องนอนใหญ่

 

เทคโนโลยีของอุปกรณ์ดักฟังกำลังแรงสูงนั้น บันทึกเสียงพูดคุยและส่งไปยังเครื่องรับที่อยู่ห่างเป็นร้อยเมตรได้อย่างชัดเจน ปิแอร์ซุ่มอยู่บนยอดตึก ผิวปากอย่างอารมณ์ดีเมื่อดักจับข่าวสำคัญได้ เขาก๊อปปี้ไฟล์เสียงแล้วส่งต่อ

 

ไม่กี่นาทีถัดมา ผู้ได้รับไฟล์ก็โทรหา

 

“ชัดเจนดีไหม” ปิแอร์ดีดนิ้วดังเป๊ะ “ไม่เสียแรงลงทุนกับไอ้เครื่องนี้ไปเป็นพันเหรียญ”

 

‘ชัดเจนมากเลย’ ปลายสายหัวเราะ รู้ดีว่าเพื่อนเฉือนเนื้อตัวเองจ่ายไปแค่ไหนในการถีบตัวเองขึ้นเป็นสายข่าวชั้นยอด ‘ขอบคุณมากปิแอร์ เดี๋ยวจะโอนเงินค่าข่าวให้’

 

“ยินดีที่ได้รับใช้คร้าบบบบ” ตอบรับอย่างร่าเริง แต่จู่ๆ ก็ชะงักเพราะนึกอะไรได้ “ว่าแต่…ลุงวาสโก้น่ะ…เขาเป็น…นายรู้มาก่อนไหม”

 

…อีกฟากของสัญญาณโทรศัพท์ที่ปิแอร์มองไม่เห็นนั้น เนเว่ยิ้มบาง…

 

‘ฉันรู้อยู่แล้ว’

 

TBC

ในที่สุดเนื้อเรื่องก็คืบหน้าแย้วววววววววววว XD

Advertisements

Comments on: "[Novel] Be[lie]ve. – 11&12" (2)

  1. ขอใช้แท็ค #อีวาสโก้-ึง #อย่าทำร้ายเววว่
    โรซาเลียมีความสตรองนะคะถถถถ

    • กร๊ากกกก /มีเดวิดเป็นรุ่นพี่ (;{};
      โรซาเลียนางฮา ชอบนาง 55555 แต่นางบทน้อย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: