macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for July, 2017

Protected: [FFXV] On The Floor. (Gladnis)

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Advertisements

[Yume100TH] Birthday Wishes. (Free paper #GameFestTH )

20170703 cover_BirthdayWishes

 

  • เล่มนี้น่าจะมีคนนกน้อยกว่า FFXV เพราะเอาไปมากกว่า เอิ๊กๆๆๆ 
  • เช่นเคยค่ะ ในเล่มเต็ม One Last Wish ก็จะมีเรื่องนี้แถมด้วย ,,- -,,
  • สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะชแตร์ของหญิงงงงง ❤ /ไม่กล่าวถึงพี่อพอลเลย—-

 

 

สำหรับเจ้าชายแห่งดาวตกผู้พเนจรไปในท้องฟ้าอย่างอิสระแล้ว ชแตร์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมาก…ในท้องพระโรงนี้ เหล่าเจ้าชายจากอาณาจักรต่างๆ มาชุมนุมกัน ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงจะแอบหลบออกไปแล้ว แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้…เพราะตัวเขาเองคือต้นเหตุของการจัดงานครั้งนี้

 

“คุณชแตร์”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เป็นศูนย์กลางของงานยิ่งกว่าตัวเขาเดินมาหา ชแตร์ยิ้มอ่อนโยนให้เธอ แล้วปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อต้องรับเค้กรูปทรงดาวห้าแฉกมาถือ

 

“เค้กนี่ฉันกับคุณเบียคุโยช่วยกันทำ ไม่รู้จะถูกใจรึเปล่า” เจ้าหญิงยิ้มกว้างพลางจัดเทียนบางเล่มที่เริ่มเอียง  “ส่วนเทียนนี่…รู้ตัวอีกทีก็ปักเสียเยอะเลย แหะๆ”

 

ชแตร์มองจำนวนเทียนที่มากกว่าอายุเขาไปเป็นสิบเล่มพลางหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา และยังแอบเห็นขนมเกล็ดน้ำตาลที่ใช้ตกแต่ง รู้สึกดีที่เธอไม่เคยลืมของโปรดของเขา

 

“ต้องอร่อยอยู่แล้ว”  เขาพยักหน้าให้เธอ “ขอบคุณมากนะครับสำหรับเค้กวันเกิด เรามาตัดแบ่งให้คนอื่นทานด้วยกันเถอะ”

 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”  เจ้าหญิงรีบยกมือห้าม “คุณชแตร์…วันเกิดตัวเองทั้งที อย่าลืมอธิษฐานขอพรสิคะ”

 

“พรของผมน่ะมีไว้—“ ยังไม่ทันพูดจบดี มือขาวบางก็ยกขึ้นห้ามอีกรอบ

 

“พรของคุณชแตร์มีไว้ช่วยคนอื่นก็จริง แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนะคะ” สาวน้อยยิ้มอ่อนโยน  “และไม่ใช่การขอพรโดยใช้พลัง…แต่ขอด้วยใจ ขอด้วยความหวังดีต่อตัวเองก็พอค่ะ”

 

ชแตร์อึ้งไป…ก่อนจะคลี่ยิ้มน่ามอง และตอบรับ “ตกลง”

 

“ดีจังเลยค่ะ” เจ้าหญิงคล้ายจะโล่งใจ เธอรีบบอกอย่างร่าเริง “ก่อนอื่นก็ต้องจุดเทียน เอ….อ๊ะ! คุณอพอลโล ช่วยหน่อยสิคะ”

 

ชื่อนั้นทำเอาชแตร์หุบยิ้มทันที

 

และเจ้าของชื่อที่เดินมาก็หน้าตึงไม่แพ้กัน “อะไร!”

 

“ช่วยจุดเทียนให้หน่อยค่ะ” คนไหว้วานบอกหน้าซื่อ

 

อพอลโลเกรี้ยวกราด “นี่เธอเห็นฉันเป็นอะไร ไฟแช็กเหรอไง!”

 

“…พรืด…”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์และเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ  หันไปทางต้นเสียงซึ่งน่าจะมาจากเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล

 

“….คันคอน่ะ” ชแตร์บอกพลางแสร้งทำเป็นสนใจเค้กในมือ

 

เสียง ‘เหอะ!’ ออกมาจากลำคออพอลโล เขาใช้พลังไฟดวงเล็กพุ่งไปยังเทียนบนเค้กที่อีกคนถืออยู่ ถึงจะบอกว่าไฟดวงเล็ก แต่ก็ยังร้อนจนชแตร์สะดุ้งเฮือก ได้แต่ตวัดสายตาเย็นชาใส่คนจุด

 

เจ้าหญิงแอบหัวเราะในใจ และก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปกว่านี้  เธอจึงรีบดำเนินการต่อ “นาวิ ช่วยปิดไฟให้หน่อยสิจ้ะ”

 

“ขอรับบบบบ” นาวิที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ใกล้กับสวิตซ์ไฟตอบ มือปุกปุยกดสวิตซ์  แสงสว่างดับหายไป เหลือเพียงแสงจากเทียนบนเค้กของชแตร์ที่ยังสว่างเรืองรอง

 

…ตอนนั้นเอง หูของนาวิกระตุก เจ้าตัวเบิกตาอย่างแตกตื่น ในห้องมืดสลัว“จ…เจ้าหญิงขอรับ! มูนโร้ดกำลังจะเปิด!”

 

เอ๋!!! ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ” สาวน้อยถาม และเมื่อเห็นประตูมิติกำลังเปิดอยู่ใกล้กับนาวิ เธอจึงรีบวิ่งไปหาพ่อบ้านตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากพลัดหลงจากกัน “นาวิ! ฉันกำลังไปหาแล้ว!”

 

เกิดความโกลาหลขึ้นในท้องพระโรงทันที ทุกคนพยายามเกาะกลุ่มกับคนรู้จักเอาไว้ ชแตร์มองตามหลังเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ไป

 

พริบตานั้นเอง แสงจากมูนโร้ดก็สว่างจ้า!

…..

………………

…………………………….

รอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ชแตร์เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ เมื่อไม่รู้สึกถึงแสงสว่างบาดตาอีกต่อไป…เขายังอยู่ที่เดิม แต่ทุกคนรอบข้างหายไปหมด…เหลือเพียงตัวเขากับเค้กรูปดาวที่เปลวเทียนยังคงอยู่iราวกับปาฏิหาริย์

 

“บ้าเอ้ย…แสบตาชะมัด”

 

ไม่สิ…เหลืออีกคน เจ้าชายแห่งดาวตกเพิ่งรู้สึกถึงฝ่ามือใหญ่ที่โอบรอบบ่าของเขาเอาไว้

 

“ทำไมนายถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ”

 

อพอลโลคิ้วกระตุก…พริบตาก่อนแสงประหลาดนั่นจะพาอีกฝ่ายข้ามมิติไปหลงอยู่ไหน เขาอุตส่าห์ช่วยคว้าเอาไว้….เขา! อุตส่าห์! ช่วยคว้าเอาไว้!

 

แต่ใครจะพูดออกไปตรงๆ  เขาปล่อยมือจากไหล่เล็ก เอ่ยเสียงต่ำ “จะไปรู้เรอะ ฉันไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างๆ เลยรีบจับเอาไว้ก่อน”

 

ถึงตรงนี้ ชแตร์เป็นห่วงเจ้าหญิงขึ้นมา “…ไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะเป็นยังไงบ้าง ต้อง…ต้องรีบไปตามหา”

 

แต่อพอลโลหยุดคนที่ทำท่าจะออกเดินทั้งที่ยังไร้จุดหมายเอาไว้ “…นายรู้เหรอว่ายัยนั่นโดนประตูมิติพาไปที่ไหน…อีกอย่าง…ยังไงก็น่าจะปลอดภัย เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เดินทางผ่านมานับร้อยอาณาจักร”

 

ถูกอย่างอพอลโลว่า…ภายใต้ร่างเล็กๆ บอบบางของหญิงสาวนั้น เธอซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังกังวล…

 

“ก่อนทุกคนจะหายไป ฉันเห็นยัยนั่นกอดนาวิเอาไว้ แถมยังมีพวกอาร์วีและคนอื่นในคณะอยู่ใกล้ๆ ด้วย”

 

อพอลโลไม่เคยโกหก ดังนั้นชแตร์จึงเชื่ออีกฝ่าย

 

“ดีแล้ว…” เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลถอนหายใจ แววตาคลายความกังวลลง ประกายแห่งดวงดาวปรากฏชัดอีกครั้ง…ล้อกับแสงเทียนรำไรกลางห้องท้องพระโรงสลัว

 

….ว่าแต่…เอายังไงกับเค้กวันเกิดนี่ดีล่ะ

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้ที่คะยั้นคะยอให้เขาขอพรก็ไม่อยู่แล้ว…ดังนั้นคงไม่เป็นอะไร ถ้าหากเขาจะเป่าเทียนไปเลยโดยไม่ต้องอธิษฐานอะไร

 

ชแตร์สูดลมหายใจเข้า ก่อนจะเป่าเทียนบนหน้าเค้ก…ยากเอาเรื่องเหมือนกันที่จะเป่ารวดเดียวให้ดับหมด เขาต้องสูดลมอยู่หลายหนกว่าท้องพระโรงจะตกอยู่ในความมืด

 

อพอลโลขยับมายืนอยู่ด้านหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้….อีกฝ่ายโน้มศีรษะลงมาใกล้

 

แล้วสูดลมหายใจ พ่นไฟใส่หน้าเค้กจนสว่างวาบ! ชแตร์แทบช็อก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นใคร เขาคงนึกว่ามังกรไฟบุก!

 

เทียนที่ดับไปแล้วหนึ่งรอบ กลับมาส่องแสงอีกหน

 

ชแตร์เม้มปากแบบไม่สบอารมณ์นัก เขาสูดลมหายใจลึก ฝืนตัวเองให้เป่ารวดเดียวจนเทียนดับหมด รอบกายมืดทันตา

 

เสียงสูดลมหายใจท้าทายตามมา อพอลโลพ่นไฟจุดเทียนซ้ำ สว่างวาบขึ้นมาอีกหน

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมา—–

 

ไม่รู้สู้กันไปกี่ยก จนกระทั่งชแตร์เริ่มหายใจหนัก…สู้กันแบบนี้เขาหมดลมก่อนแน่นอน จึงจำใจเปิดปากพูด

 

“นาย…ต้องการอะไรกันแน่”

 

อพอลโลเดาะลิ้นเหมือนสั่งสอนเด็กไม่รู้เรื่อง “…ยัยนั่นบอกให้ทำอะไร”

 

เพราะอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ ชแตร์จึงหัวช้าไปหลายอึดใจ…ที่แท้อพอลโลยื้อเขาเอาไว้เพราะต้องการจะให้ขอพรก่อนเป่าเทียน

 

บ้าจริง…เรื่องแค่นี้เอง

 

“ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันอาจจะอธิษฐานในใจก่อนเป่า”  ชแตร์จ้องหน้าคนตัวสูงกว่า

 

“……” ดูเหมือนจะไม่ได้คิดถึงจุดนี้  อึดใจต่อมาอพอลโลก็ทำปั้นปึ่งต่อ “เฮอะ! ถ้าจริงใจก็พูดออกมาสิ! คิดในใจอะไรนั่นไม่ใช่หลักฐานที่ดีหรอกนะ”

 

บ้าจริง…เถียงกับหมอนี่ไปก็เหนื่อยเปล่า…

 

“ตกลง…” ชแตร์ที่เริ่มจะเหนื่อยแล้วตั้งใจทำตามขั้นตอนให้จบๆ ไป

 

….แล้วก็พบว่า การอธิษฐานเพื่อตัวเองนั้น ยากเหลือเกิน…

 

อพอลโลยืนมองคนเหม่อลอย…ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนรำคาญ “…เก่งแต่เรื่องทำให้ความปรารถนาของคนอื่นเป็นจริง พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับนึกไม่ออกซะงั้น”

 

ชแตร์ขมวดคิ้ว เถียงไม่ออก

 

เพราะเห็นใบหน้านั้นดูอมทุกข์ คนมองจึงอดไม่ไหว “…ไม่เห็นต้องคิดมากอะไรเลย เอาเรื่องง่ายๆ….เรื่องที่ไม่ต้องพยายามอะไรก็เกิดขึ้นได้”

 

และเพราะเสียงแนะนำนั้นไม่หยาบกระด้างชวนหาเรื่องเหมือนทุกครั้ง…ชแตร์จึงยอมโอนอ่อนตาม  “….แบบไหน…”

 

“ก็แบบ…ขอให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”  อพอลโลชะงัก แล้วรีบต่อ “กับคนที่นายต้องการจะอยู่ด้วย”

 

“อืม…” ชแตร์พยักหน้า ในห้วงคำนึงมีใบหน้าของเจ้าหญิงลอยผ่าน ครอบครัว…เพื่อน….และใครบางคน

 

อพอลโลลอบมองละอองดาวในดวงตาคู่นั้น…ก่อนจะตัดสินใจ ‘ช่วยเหลือ’

 

มือใหญ่ยื่นไปช่วยประคองเค้กวันเกิด ยกขึ้นสูงจนเจ้าของต้องเงยหน้ามองตาม เขาสบตากับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “พูดตามฉัน”

 

ชแตร์ที่เก่งทุกอย่างยกเว้นเรื่องคำพรของตนเองพยักหน้า เรื่องนี้ให้คนอื่นช่วยเหลือ ดูจะดีกว่าให้เขาคิดเอาเอง

 

เจ้าชายแห่งแดนดาวตกสบตาอีกฝ่าย…อาจจะเพราะแสงเทียนเต้นระริก แววตาของอพอลโลจึงวูบไหวเหมือนประหม่า…

 

“ขอให้”  เจ้าชายแห่งแดนสุริยันเอ่ยนำ

 

อีกคนเอ่ยตาม “ขอให้”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกัน—- เอ๊ะ….”

 

ชแตร์กะพริบตาปริบ

 

“เจ้าบ้า….” อพอลโลแยกเขี้ยว “ทำไมไม่พูดตามให้จบ!”

 

“ก็….” คนถูกดุยังอึ้งอยู่

 

ก่อนแก้มขาวจะขึ้นสีแดงเรื่อ…

 

ชแตร์เม้มปาก…ขมวดคิ้วเข้าหากัน “…ใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ได้ยังไง นี่มันวันเกิดของฉันนะ”

 

“หนอย…ทีงี้ล่ะทำมาเป็นรู้สิทธิวันเกิด” นี่ถ้ามือว่างคงทำท่าอยากขยี้คนตรงหน้าให้เละ

 

ชแตร์หลุดขำเบาๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเจ้าชายแห่งไฟเริ่มมีสีเข้มขึ้นเพราะความประหม่า

 

…มือเย็นๆ ที่ประคองเค้กอยู่ เลื่อนไปวางซ้อนลงบนมือใหญ่อุ่นระอุแล้วเอ่ยคำอธิษฐานโดยไม่ให้เวลาอีกฝ่ายเตรียมใจ

 

“ขอให้ฉันได้อยู่กับอพอลโลตลอดไป”

 

จบคำนั้น พร้อมเป่าเทียนให้ดับลง…คำอธิษฐานในวันเกิดสมบูรณ์แล้ว

 

ในความมืดนั้นที่โอบล้อม ชแตร์ไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

 

รู้เพียงแค่มือซ้ายของอพอลโลฉวยเค้กไปถือเอาไว้ ในขณะที่แขนขวาดึงร่างเขาเข้าไปกอด…

 

“เฮอะ…ก็รู้นี่ว่าควรจะอธิษฐานอะไร” น้ำเสียงเย่อหยิ่งนั้น กลบความดีใจที่แฝงอยู่ไม่มิด

 

“เพราะนายอยากให้พูดหรอกนะ…เลยกลายเป็นคำอธิษฐานของคนสองคนเสียอย่างนั้น”  แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาในใจของเขาด้วยส่วนหนึ่ง

 

“…รู้จักเอาใจฉันขึ้นมาบ้างแล้ว” อพอลโลหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างใบหู “…เก่งมาก ดาวน้อย”

 

ชแตร์หวิววาบกับคำเรียกขาน…ที่ปกติจะได้ยินแค่ยามที่อยู่กันเพียงลำพัง….บนเตียงอุ่น

 

“…เสียดายที่เค้กนี่ไม่ได้แบ่งคนอื่นเลย” คนเขินอายรีบเปลี่ยนเรื่อง และนึกเสียดายจริงๆ ตามกล่าว

 

“ไม่ต้องไปเสียดาย นี่มันเค้กของนาย” อพอลโลกดเสียงต่ำ…กำลังบรรยากาศดีแท้ๆ เจ้านี่ก็ยังจะคิดถึงคนอื่นให้เสียอารมณ์ “เค้กของนายก็คือเค้กของฉัน กินกันสองคนพอ”

 

“ขี้ตู่….” ชแตร์ถอนหายใจ “ของๆ ฉัน เป็นของๆ นายตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“แน่นอน” ตอบอย่างมั่นใจ “เพราะนายเป็นของฉัน ทุกอย่างของนายก็ต้องเป็นของฉัน”

 

ฟังแล้ว…ชแตร์รู้สึกอยากจะเสกดาวตกออกมา แล้วพาตัวเองหนีจากอ้อมแขนคนตรงหน้าเหลือเกิน

 

ความประหม่าทำให้เจ้าของวันเกิดเลือกจะทำเมินอีกฝ่าย นิ้วขาวแตะละอองน้ำตาลบนหน้าเค้กขึ้นมามอง ก่อนจะส่งเข้าปาก

 

ทว่าแม้แต่ความสนใจต่อเค้ก คนขี้ตู่ก็ไม่ยอมให้ชแตร์ทำตามใจ…ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบช่วงชิง…เลียชิมราวกับอิจฉา

 

และอพอลโลพบว่า…ริมฝีปากของดาวน้อยนั้นหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำตาลใด…

 

HBD Ster.

[FFXV] อูมาหมิ (Free Paper #GameFestTH)

cover_Umami

  • เห็นทุกท่านนกเล่มนี้กันเยอะ ฮือๆ เก๊าขอโทษ เก๊านึกว่า 50 เล่มจะพอ…
  • เลยรีบนำมาลงให้อ่านกันในนี้ด้วยค่ะ ,,- -,,
  • คำผิดในเล่มกระดาษอาจจะเยอะ โฮวววว ในนี้แก้ไขเรียบร้อยแล้วนะคะ (;w;
  • และในฟิคยาวที่จะออกขาย ก็จะใส่เรื่องนี้แถมลงไปให้ด้วยเน้อ ❤

 

 

ณ ร้านแผงลอยบนเฉลียงชมวิวของเมือง Lestallum

 

“ซุปนี่ อร่อยที่สุดที่ฉันเคยกิน!”

 

ประโยคเดียวจากน็อคทิส ทำให้ทุกอย่างร้อนระอุขึ้น

 

..อิกนิสกำช้อนแน่น ตรงหน้าของเขาคือน้ำซุปสีเหลืองทอง…ในนั้นแทบไม่มีชิ้นเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นเศษกระดูกเสียมากกว่า ผักก็เหมือนแค่โรยตกแต่งหยาบๆ ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เรียกได้ว่าปรุงขึ้นด้วยวัตถุดิบคุณภาพต่ำ

 

แต่ทำไมรสชาติของน้ำซุปถึงได้เข้มข้นและกลมกล่อม ราวกับเคี่ยวกรำอย่างพิถีพิถัน

 

ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นทรงรีเพ่งไปยังพ่อครัว หมายจะจับเคล็ดลับการปรุงอาหาร ในหม้อใบใหญ่นั้นอาจจะซ่อนส่วนผสมพิเศษอยู่ เช่น เครื่องเทศ สมุนไพร หรือแม้แต่เนื้อของมอนสเตอร์หายาก

 

แล้วทุกอย่างก็เฉลย เมื่อพ่อครัวหยิบกล่องกระดาษใบเล็กขึ้นมาเคาะ แกะวัสดุสีเงินที่ห่อหุ้มออก…แล้วหย่อนซุปก้อนสำเร็จรูปลงไปในหม้อ…

 

“นี่มัน….ดูถูกอาหารชัดๆ”

 

ราชเลขาใช้นิ้วดันแว่นขึ้น ซ่อนแววตาขุ่นเคืองเอาไว้…เขายอมรับไม่ได้ว่าซุปก้อนสำเร็จรูปแบบนั้นจะมีรสชาติดีกว่าซุปแบบต้นตำหรับแท้ๆ เขาจะพิสูจน์ให้ดู!

 

“เอ๊…เรายังต้องออกไปไหนอีกเหรอ” พรอมโต้เริ่มงอแงเมื่อจบมื้อเที่ยงแล้วอิกนิสตรงไปยังเรกัลเลีย

 

“ฉันอยากจะออกไปล่าวัตถุดิบสำหรับทำมื้อต่อไป ไม่นานหรอก” ราชเลขาซ่อนแววตากระตือรือร้นไว้ “ได้ใช่ไหมน็อค”

 

เจ้าชายอนุมัติพร้อมก้าวขึ้นรถ กะจะหาที่งีบหลังกินข้าว “ตามใจเลย วันนี้พวกเราไม่มีธุระอื่นแล้ว”

 

อิกนิสพยักหน้า สตาร์ทเครื่องรถ ในหัวเลือกเมนูอาหาร…ถ้าพูดถึงซุป ความใส และสีสันที่จะเอามาสู้กับซุปก้อนนั่นได้ แน่นอนว่าต้องเป็น Quillhorn Soup

 

กลาดิโอ้ถามขึ้นบ้าง “อิกกี้…เราจะไปล่าตัวอะไร”

 

ทั้งเนื้ออกของ Daggerquill และเสต็ก Dualhorn ที่ใช้เคี่ยวนั้น เขามีสต๊อกเอาไว้แล้ว

 

และเพราะคนถามคือกลาดิโอ้ อิกนิสจึงได้ไอเดีย…

 

เนื้อที่ใส่ ต้องเป็นเนื้อชั้นเลิศกว่าวัตถุดิบธรรมดา

 

“เราจะไปล่า Behemoth กัน”

 

น็อคทิสถึงกับก้นไถลลงมาจากเบาะ…

 

———

 

“น็อคโตะ…..” พรอมโต้ครางเสียงอ่อย หัวพาดห้อยอยู่บนขอบประตูรถ “…อยากนอนแล้วอ่ะ….นอนโรงแรมได้ป่ะ”

 

เจ้าชายไม่ตอบ เพราะหลับลึกไปก่อนแล้ว

 

อิกนิสยังคงเหยียบคันเร่ง….ได้เนื้อ Behemoth มาแล้ว แต่เขายังไม่พอใจ หรือควรจะหาตัวที่สอง สาม และสี่ เผื่อจะได้น้ำซุปที่เข้มข้นขึ้น หรือว่าควรไปหาเครื่องเทศ ของหลักยังคงเป็น Wild Onion แต่เขาอยากได้อะไรที่มากกว่านั้น…ดันเจี้ยนไหนบ้างที่มีของดีๆ อีก….

 

“หรือจะแวะไปเอาเนื้อ Jabberwock ด้วย…” พ่อครัวพึมพำ

 

พรอมโต้ร้องกรี๊ดไปแล้ว

 

กลาดิโอ้รีบปราม “อิกกี้ เสบียงเรามีพอแล้ว ท้ายรถบรรทุกเพิ่มไม่ไหวหรอกนะ แล้วดูสภาพน็อคสิ…น็อคสมชื่อไปแล้ว”

 

อิกนิสเหลือบมองกระจกหลัง เห็นเจ้าชายหลับพับคอหักถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว…เขาถอนหายใจ แล้วหมุนพวงมาลัยกลับไปยังเมืองใหญ่

 

———

 

ในครัวเล็กๆ ของห้องโรงแรม มีเนื้อหายากที่แม้แต่ในภัตตาคารของ Insomnia ยังไม่ค่อยมีเสิร์ฟวางเรียงราย ภาชนะหลายอย่างที่พอหาได้วางสลอน

 

 

อิกนิสลองผัดวัตถุดิบกับเครื่องเทศต่างๆ แล้วค่อยผสมลงในน้ำซุป ลองหมักเนื้อก่อนจะนำไปเคี่ยวเพื่อเพิ่มรสชาติ ลองทุบกระดูกแล้วนำไขด้านในออกมาต้ม ลอง—–

 

ทั้งที่วัตถุชั้นเลิศจนไม่รู้จะเลิศอย่างไร แต่ไม่ว่าลองแบบไหน…เขากลับไม่มีความมั่นใจเลยว่าซุปนี้จะทำให้เจ้าชายชมว่าอร่อยกว่าซุปก้อนนั่น…

 

ตอนนั้นเองที่มือใหญ่วางลงเหนือสะโพกเพรียว…กลาดิโอ้เข้ามายืนเบียดด้วยในครัวแคบๆ

 

“มื้อนี้เป็นซุปสินะ”  ราชองครักษ์เกยคางลงบนบ่าของพ่อครัว กวาดสายตามองวัตถุดิบที่ล่ามาด้วยหยาดเหงื่อ “ครั้งแรกเลยรึเปล่าที่ทำซุปจากเนื้อเบฮีมอท”

 

“ใช่…” เสียงที่ตอบนั้น ต่างกับอิกนิสในยามปกติที่มักจะพูดถึงอาหารอย่างคล่องแคล่ว

 

“อิกกี้” กลาดิโอ้พูดเสียงไม่ดัง หากหนักแน่น “นายกำลังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ใช่ไหม…เพราะเจ้าน็อคมันชมซุปของร้านนั้นเหรอ”

 

แทงใจ แต่ตรงจุด

 

อิกนิสเหลือบมองไปอีกทาง เห็นน็อคทิสและพรอมโต้หลับสนิทอยู่บนเตียง จึงยอมเปิดปากสารภาพ

 

“…ซุปนั่น…ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรเลยแท้ๆ กลับอร่อย ฉันเลยไม่อยากยอมแพ้ของสำเร็จรูป…”

 

“ไม่ได้ใช้ความพยายาม?” กลาดิโอ้เลิกคิ้ว “จริงอยู่ว่าเนื้อและผักที่ใช้ก็ธรรมดา ผสมด้วยซุปก้อนง่ายๆ…แต่นายลืมอะไรไปหรือเปล่า…ฉันว่าพ่อครัวทุกคนก็ต้อง ‘พยายาม’ กันทั้งนั้น เพื่อส่งความรู้สึกให้คนกินรู้สึกอร่อย”

 

อิกนิสนิ่งไป

 

กลาดิโอ้มองหม้อที่เรียงรายไปด้วยการทดลองซุปจากหลายๆ วัตถุดิบ เขาคว้าช้อนแล้วตักเอา Quillhorn Soup แบบดั้งเดิมขึ้นมาชิม ก่อนจะกระซิบข้างหู

 

“อาหารที่นายทำอร่อยที่สุดสำหรับฉันเสมอ…เพราะฉันรู้ว่านายทำด้วยความรัก กลมกล่อมมากเลย…”

 

ผ่านไปหลายอึดใจ…โหนกแก้มอิกนิสเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนเหมือนตอนกลางวันแล้ว

 

“ทำเป็นพูดดี…นายเองก็ชอบกินบะหมี่ถ้วยแท้ๆ”

 

“นี่ตกลงงอนสะสมมานานแล้วสินะ พอเจอเจ้าน็อคชมซุปก้อนอีกคนถึงได้ระเบิดออกมาเหรอ” กลาดิโอ้หัวเราะ โอบเอวคนตรงหน้าแล้วโยกไปมา “ขี้น้อยใจ…แคร์ฉันมากสินะ”

 

ไม่ได้ระเบิดเสียหน่อย อิกนิสเถียงอยู่ในใจ ส่วนเรื่องแคร์…ไม่ให้แคร์พวกนี้แล้วจะให้ไปแคร์ใครที่ไหน

 

“อิกกี้…” คนข้างหลังยังคงตอแย “ป้อนหน่อยสิ”

 

“อะไรของนาย” เมื่อกี้ยังตักกินเองได้

 

“ฉันจะพิสูจน์…ว่าถ้านายป้อน ต้องยิ่งอร่อยขึ้นแน่นอน”

 

…ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้กันนะ…ชอบเล่นกับหัวใจคนอื่นเสมอ

 

อิกนิสเม้มปากขัดใจ…แต่ก็ตักน้ำซุปใสป้อนให้คนที่กอดเอวอยู่

 

“อร่อย…” กลาดิโอ้ชมพร้อมหอมแก้มอุ่นๆ นั้น ท่าทางเขินอายทำให้อยากแกล้งต่อ “…นี่…ถ้าป้อนด้วยปากล่ะ”

 

คนถูกขอร้องลอบอมยิ้ม…แล้วเริ่มตักซุปอีกช้อน—-

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!”

 

เสียงพรอมโต้ร้องลั่นทำให้สองคนที่นัวเนียอยู่ดีดตัวออกจากกันทันควัน

 

“เกิดอะไรขึ้น!” อิกนิสเดินออกมาดู

 

พรอมโต้กำลังถือหมอนอยู่…บนนั้นมีเส้นผมสีทองร่วงเต็มไปหมด  “ผ….ผม…ทำไมผมร่วงขนาดนี้ไม่รู้อ่ะ!”

 

น็อคทิสที่นั่งข้างๆ ก็มีผมกระจายอยู่บนหมอน เผลอๆ จะเยอะกว่าของพรอมโต้…เจ้าชายจึงดูช็อกเสียยิ่งกว่า

 

“เพราะซุปนั่นแน่ๆ…” น็อคทิสพึมพำ “เห็นว่าแทบไม่มีผักเลยกินไปเต็มที่…ลืมคิดไปว่าคงใส่โมโนโซเดียมกลูตาเมทไปเต็มที่ด้วยสินะ…คราวหลังฉันจะกินแต่ซุปของอิกนิสแล้ว”

 

อิกนิสขำพรืด…

 

“แต่ซุปของฉันใส่ผักเยอะนะ” ราชเลขาหยอก

 

“ฝีมือนายดีที่สุด” น็อคทิสสรุปให้ แล้วเดินหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างเก้อเขิน

 

“ฉันก็ชอบซุปของอิกนิสที่สุดเลยนะ” พรอมโต้ยิ้มแป้น ก่อนจะเหลือบเห็นบางคนจนต้องรีบหลบตา “เอ่อ…ฉันออกไปซื้อแชมพูสูตรแก้ผมร่วงดีกว่า เดี๋ยวมา”

 

อิกนิสมองตามเจ้าหัวทองที่เผ่นออกนอกห้องไปอย่างไม่เข้าใจ

 

ก่อนจะได้คำเฉลย เมื่อหันกลับไปเห็นกลาดิโอ้ยินอิงประตูครัว กระดิกนิ้วเรียกให้เข้าไปหา

 

…อ๋อ…เขายังติดค้าง ต้องป้อนซุปอีกฝ่ายต่อสินะ

 

 

-Bon Appétit-