macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for the ‘ํYume100TH’ Category

[Yume100TH] Birthday Wishes. (Free paper #GameFestTH )

20170703 cover_BirthdayWishes

 

  • เล่มนี้น่าจะมีคนนกน้อยกว่า FFXV เพราะเอาไปมากกว่า เอิ๊กๆๆๆ 
  • เช่นเคยค่ะ ในเล่มเต็ม One Last Wish ก็จะมีเรื่องนี้แถมด้วย ,,- -,,
  • สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะชแตร์ของหญิงงงงง ❤ /ไม่กล่าวถึงพี่อพอลเลย—-

 

 

สำหรับเจ้าชายแห่งดาวตกผู้พเนจรไปในท้องฟ้าอย่างอิสระแล้ว ชแตร์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมาก…ในท้องพระโรงนี้ เหล่าเจ้าชายจากอาณาจักรต่างๆ มาชุมนุมกัน ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงจะแอบหลบออกไปแล้ว แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้…เพราะตัวเขาเองคือต้นเหตุของการจัดงานครั้งนี้

 

“คุณชแตร์”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เป็นศูนย์กลางของงานยิ่งกว่าตัวเขาเดินมาหา ชแตร์ยิ้มอ่อนโยนให้เธอ แล้วปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อต้องรับเค้กรูปทรงดาวห้าแฉกมาถือ

 

“เค้กนี่ฉันกับคุณเบียคุโยช่วยกันทำ ไม่รู้จะถูกใจรึเปล่า” เจ้าหญิงยิ้มกว้างพลางจัดเทียนบางเล่มที่เริ่มเอียง  “ส่วนเทียนนี่…รู้ตัวอีกทีก็ปักเสียเยอะเลย แหะๆ”

 

ชแตร์มองจำนวนเทียนที่มากกว่าอายุเขาไปเป็นสิบเล่มพลางหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา และยังแอบเห็นขนมเกล็ดน้ำตาลที่ใช้ตกแต่ง รู้สึกดีที่เธอไม่เคยลืมของโปรดของเขา

 

“ต้องอร่อยอยู่แล้ว”  เขาพยักหน้าให้เธอ “ขอบคุณมากนะครับสำหรับเค้กวันเกิด เรามาตัดแบ่งให้คนอื่นทานด้วยกันเถอะ”

 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”  เจ้าหญิงรีบยกมือห้าม “คุณชแตร์…วันเกิดตัวเองทั้งที อย่าลืมอธิษฐานขอพรสิคะ”

 

“พรของผมน่ะมีไว้—“ ยังไม่ทันพูดจบดี มือขาวบางก็ยกขึ้นห้ามอีกรอบ

 

“พรของคุณชแตร์มีไว้ช่วยคนอื่นก็จริง แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนะคะ” สาวน้อยยิ้มอ่อนโยน  “และไม่ใช่การขอพรโดยใช้พลัง…แต่ขอด้วยใจ ขอด้วยความหวังดีต่อตัวเองก็พอค่ะ”

 

ชแตร์อึ้งไป…ก่อนจะคลี่ยิ้มน่ามอง และตอบรับ “ตกลง”

 

“ดีจังเลยค่ะ” เจ้าหญิงคล้ายจะโล่งใจ เธอรีบบอกอย่างร่าเริง “ก่อนอื่นก็ต้องจุดเทียน เอ….อ๊ะ! คุณอพอลโล ช่วยหน่อยสิคะ”

 

ชื่อนั้นทำเอาชแตร์หุบยิ้มทันที

 

และเจ้าของชื่อที่เดินมาก็หน้าตึงไม่แพ้กัน “อะไร!”

 

“ช่วยจุดเทียนให้หน่อยค่ะ” คนไหว้วานบอกหน้าซื่อ

 

อพอลโลเกรี้ยวกราด “นี่เธอเห็นฉันเป็นอะไร ไฟแช็กเหรอไง!”

 

“…พรืด…”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์และเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ  หันไปทางต้นเสียงซึ่งน่าจะมาจากเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล

 

“….คันคอน่ะ” ชแตร์บอกพลางแสร้งทำเป็นสนใจเค้กในมือ

 

เสียง ‘เหอะ!’ ออกมาจากลำคออพอลโล เขาใช้พลังไฟดวงเล็กพุ่งไปยังเทียนบนเค้กที่อีกคนถืออยู่ ถึงจะบอกว่าไฟดวงเล็ก แต่ก็ยังร้อนจนชแตร์สะดุ้งเฮือก ได้แต่ตวัดสายตาเย็นชาใส่คนจุด

 

เจ้าหญิงแอบหัวเราะในใจ และก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปกว่านี้  เธอจึงรีบดำเนินการต่อ “นาวิ ช่วยปิดไฟให้หน่อยสิจ้ะ”

 

“ขอรับบบบบ” นาวิที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ใกล้กับสวิตซ์ไฟตอบ มือปุกปุยกดสวิตซ์  แสงสว่างดับหายไป เหลือเพียงแสงจากเทียนบนเค้กของชแตร์ที่ยังสว่างเรืองรอง

 

…ตอนนั้นเอง หูของนาวิกระตุก เจ้าตัวเบิกตาอย่างแตกตื่น ในห้องมืดสลัว“จ…เจ้าหญิงขอรับ! มูนโร้ดกำลังจะเปิด!”

 

เอ๋!!! ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ” สาวน้อยถาม และเมื่อเห็นประตูมิติกำลังเปิดอยู่ใกล้กับนาวิ เธอจึงรีบวิ่งไปหาพ่อบ้านตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากพลัดหลงจากกัน “นาวิ! ฉันกำลังไปหาแล้ว!”

 

เกิดความโกลาหลขึ้นในท้องพระโรงทันที ทุกคนพยายามเกาะกลุ่มกับคนรู้จักเอาไว้ ชแตร์มองตามหลังเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ไป

 

พริบตานั้นเอง แสงจากมูนโร้ดก็สว่างจ้า!

…..

………………

…………………………….

รอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ชแตร์เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ เมื่อไม่รู้สึกถึงแสงสว่างบาดตาอีกต่อไป…เขายังอยู่ที่เดิม แต่ทุกคนรอบข้างหายไปหมด…เหลือเพียงตัวเขากับเค้กรูปดาวที่เปลวเทียนยังคงอยู่iราวกับปาฏิหาริย์

 

“บ้าเอ้ย…แสบตาชะมัด”

 

ไม่สิ…เหลืออีกคน เจ้าชายแห่งดาวตกเพิ่งรู้สึกถึงฝ่ามือใหญ่ที่โอบรอบบ่าของเขาเอาไว้

 

“ทำไมนายถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ”

 

อพอลโลคิ้วกระตุก…พริบตาก่อนแสงประหลาดนั่นจะพาอีกฝ่ายข้ามมิติไปหลงอยู่ไหน เขาอุตส่าห์ช่วยคว้าเอาไว้….เขา! อุตส่าห์! ช่วยคว้าเอาไว้!

 

แต่ใครจะพูดออกไปตรงๆ  เขาปล่อยมือจากไหล่เล็ก เอ่ยเสียงต่ำ “จะไปรู้เรอะ ฉันไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างๆ เลยรีบจับเอาไว้ก่อน”

 

ถึงตรงนี้ ชแตร์เป็นห่วงเจ้าหญิงขึ้นมา “…ไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะเป็นยังไงบ้าง ต้อง…ต้องรีบไปตามหา”

 

แต่อพอลโลหยุดคนที่ทำท่าจะออกเดินทั้งที่ยังไร้จุดหมายเอาไว้ “…นายรู้เหรอว่ายัยนั่นโดนประตูมิติพาไปที่ไหน…อีกอย่าง…ยังไงก็น่าจะปลอดภัย เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เดินทางผ่านมานับร้อยอาณาจักร”

 

ถูกอย่างอพอลโลว่า…ภายใต้ร่างเล็กๆ บอบบางของหญิงสาวนั้น เธอซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังกังวล…

 

“ก่อนทุกคนจะหายไป ฉันเห็นยัยนั่นกอดนาวิเอาไว้ แถมยังมีพวกอาร์วีและคนอื่นในคณะอยู่ใกล้ๆ ด้วย”

 

อพอลโลไม่เคยโกหก ดังนั้นชแตร์จึงเชื่ออีกฝ่าย

 

“ดีแล้ว…” เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลถอนหายใจ แววตาคลายความกังวลลง ประกายแห่งดวงดาวปรากฏชัดอีกครั้ง…ล้อกับแสงเทียนรำไรกลางห้องท้องพระโรงสลัว

 

….ว่าแต่…เอายังไงกับเค้กวันเกิดนี่ดีล่ะ

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้ที่คะยั้นคะยอให้เขาขอพรก็ไม่อยู่แล้ว…ดังนั้นคงไม่เป็นอะไร ถ้าหากเขาจะเป่าเทียนไปเลยโดยไม่ต้องอธิษฐานอะไร

 

ชแตร์สูดลมหายใจเข้า ก่อนจะเป่าเทียนบนหน้าเค้ก…ยากเอาเรื่องเหมือนกันที่จะเป่ารวดเดียวให้ดับหมด เขาต้องสูดลมอยู่หลายหนกว่าท้องพระโรงจะตกอยู่ในความมืด

 

อพอลโลขยับมายืนอยู่ด้านหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้….อีกฝ่ายโน้มศีรษะลงมาใกล้

 

แล้วสูดลมหายใจ พ่นไฟใส่หน้าเค้กจนสว่างวาบ! ชแตร์แทบช็อก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นใคร เขาคงนึกว่ามังกรไฟบุก!

 

เทียนที่ดับไปแล้วหนึ่งรอบ กลับมาส่องแสงอีกหน

 

ชแตร์เม้มปากแบบไม่สบอารมณ์นัก เขาสูดลมหายใจลึก ฝืนตัวเองให้เป่ารวดเดียวจนเทียนดับหมด รอบกายมืดทันตา

 

เสียงสูดลมหายใจท้าทายตามมา อพอลโลพ่นไฟจุดเทียนซ้ำ สว่างวาบขึ้นมาอีกหน

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมา—–

 

ไม่รู้สู้กันไปกี่ยก จนกระทั่งชแตร์เริ่มหายใจหนัก…สู้กันแบบนี้เขาหมดลมก่อนแน่นอน จึงจำใจเปิดปากพูด

 

“นาย…ต้องการอะไรกันแน่”

 

อพอลโลเดาะลิ้นเหมือนสั่งสอนเด็กไม่รู้เรื่อง “…ยัยนั่นบอกให้ทำอะไร”

 

เพราะอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ ชแตร์จึงหัวช้าไปหลายอึดใจ…ที่แท้อพอลโลยื้อเขาเอาไว้เพราะต้องการจะให้ขอพรก่อนเป่าเทียน

 

บ้าจริง…เรื่องแค่นี้เอง

 

“ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันอาจจะอธิษฐานในใจก่อนเป่า”  ชแตร์จ้องหน้าคนตัวสูงกว่า

 

“……” ดูเหมือนจะไม่ได้คิดถึงจุดนี้  อึดใจต่อมาอพอลโลก็ทำปั้นปึ่งต่อ “เฮอะ! ถ้าจริงใจก็พูดออกมาสิ! คิดในใจอะไรนั่นไม่ใช่หลักฐานที่ดีหรอกนะ”

 

บ้าจริง…เถียงกับหมอนี่ไปก็เหนื่อยเปล่า…

 

“ตกลง…” ชแตร์ที่เริ่มจะเหนื่อยแล้วตั้งใจทำตามขั้นตอนให้จบๆ ไป

 

….แล้วก็พบว่า การอธิษฐานเพื่อตัวเองนั้น ยากเหลือเกิน…

 

อพอลโลยืนมองคนเหม่อลอย…ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนรำคาญ “…เก่งแต่เรื่องทำให้ความปรารถนาของคนอื่นเป็นจริง พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับนึกไม่ออกซะงั้น”

 

ชแตร์ขมวดคิ้ว เถียงไม่ออก

 

เพราะเห็นใบหน้านั้นดูอมทุกข์ คนมองจึงอดไม่ไหว “…ไม่เห็นต้องคิดมากอะไรเลย เอาเรื่องง่ายๆ….เรื่องที่ไม่ต้องพยายามอะไรก็เกิดขึ้นได้”

 

และเพราะเสียงแนะนำนั้นไม่หยาบกระด้างชวนหาเรื่องเหมือนทุกครั้ง…ชแตร์จึงยอมโอนอ่อนตาม  “….แบบไหน…”

 

“ก็แบบ…ขอให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”  อพอลโลชะงัก แล้วรีบต่อ “กับคนที่นายต้องการจะอยู่ด้วย”

 

“อืม…” ชแตร์พยักหน้า ในห้วงคำนึงมีใบหน้าของเจ้าหญิงลอยผ่าน ครอบครัว…เพื่อน….และใครบางคน

 

อพอลโลลอบมองละอองดาวในดวงตาคู่นั้น…ก่อนจะตัดสินใจ ‘ช่วยเหลือ’

 

มือใหญ่ยื่นไปช่วยประคองเค้กวันเกิด ยกขึ้นสูงจนเจ้าของต้องเงยหน้ามองตาม เขาสบตากับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “พูดตามฉัน”

 

ชแตร์ที่เก่งทุกอย่างยกเว้นเรื่องคำพรของตนเองพยักหน้า เรื่องนี้ให้คนอื่นช่วยเหลือ ดูจะดีกว่าให้เขาคิดเอาเอง

 

เจ้าชายแห่งแดนดาวตกสบตาอีกฝ่าย…อาจจะเพราะแสงเทียนเต้นระริก แววตาของอพอลโลจึงวูบไหวเหมือนประหม่า…

 

“ขอให้”  เจ้าชายแห่งแดนสุริยันเอ่ยนำ

 

อีกคนเอ่ยตาม “ขอให้”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกัน—- เอ๊ะ….”

 

ชแตร์กะพริบตาปริบ

 

“เจ้าบ้า….” อพอลโลแยกเขี้ยว “ทำไมไม่พูดตามให้จบ!”

 

“ก็….” คนถูกดุยังอึ้งอยู่

 

ก่อนแก้มขาวจะขึ้นสีแดงเรื่อ…

 

ชแตร์เม้มปาก…ขมวดคิ้วเข้าหากัน “…ใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ได้ยังไง นี่มันวันเกิดของฉันนะ”

 

“หนอย…ทีงี้ล่ะทำมาเป็นรู้สิทธิวันเกิด” นี่ถ้ามือว่างคงทำท่าอยากขยี้คนตรงหน้าให้เละ

 

ชแตร์หลุดขำเบาๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเจ้าชายแห่งไฟเริ่มมีสีเข้มขึ้นเพราะความประหม่า

 

…มือเย็นๆ ที่ประคองเค้กอยู่ เลื่อนไปวางซ้อนลงบนมือใหญ่อุ่นระอุแล้วเอ่ยคำอธิษฐานโดยไม่ให้เวลาอีกฝ่ายเตรียมใจ

 

“ขอให้ฉันได้อยู่กับอพอลโลตลอดไป”

 

จบคำนั้น พร้อมเป่าเทียนให้ดับลง…คำอธิษฐานในวันเกิดสมบูรณ์แล้ว

 

ในความมืดนั้นที่โอบล้อม ชแตร์ไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

 

รู้เพียงแค่มือซ้ายของอพอลโลฉวยเค้กไปถือเอาไว้ ในขณะที่แขนขวาดึงร่างเขาเข้าไปกอด…

 

“เฮอะ…ก็รู้นี่ว่าควรจะอธิษฐานอะไร” น้ำเสียงเย่อหยิ่งนั้น กลบความดีใจที่แฝงอยู่ไม่มิด

 

“เพราะนายอยากให้พูดหรอกนะ…เลยกลายเป็นคำอธิษฐานของคนสองคนเสียอย่างนั้น”  แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาในใจของเขาด้วยส่วนหนึ่ง

 

“…รู้จักเอาใจฉันขึ้นมาบ้างแล้ว” อพอลโลหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างใบหู “…เก่งมาก ดาวน้อย”

 

ชแตร์หวิววาบกับคำเรียกขาน…ที่ปกติจะได้ยินแค่ยามที่อยู่กันเพียงลำพัง….บนเตียงอุ่น

 

“…เสียดายที่เค้กนี่ไม่ได้แบ่งคนอื่นเลย” คนเขินอายรีบเปลี่ยนเรื่อง และนึกเสียดายจริงๆ ตามกล่าว

 

“ไม่ต้องไปเสียดาย นี่มันเค้กของนาย” อพอลโลกดเสียงต่ำ…กำลังบรรยากาศดีแท้ๆ เจ้านี่ก็ยังจะคิดถึงคนอื่นให้เสียอารมณ์ “เค้กของนายก็คือเค้กของฉัน กินกันสองคนพอ”

 

“ขี้ตู่….” ชแตร์ถอนหายใจ “ของๆ ฉัน เป็นของๆ นายตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“แน่นอน” ตอบอย่างมั่นใจ “เพราะนายเป็นของฉัน ทุกอย่างของนายก็ต้องเป็นของฉัน”

 

ฟังแล้ว…ชแตร์รู้สึกอยากจะเสกดาวตกออกมา แล้วพาตัวเองหนีจากอ้อมแขนคนตรงหน้าเหลือเกิน

 

ความประหม่าทำให้เจ้าของวันเกิดเลือกจะทำเมินอีกฝ่าย นิ้วขาวแตะละอองน้ำตาลบนหน้าเค้กขึ้นมามอง ก่อนจะส่งเข้าปาก

 

ทว่าแม้แต่ความสนใจต่อเค้ก คนขี้ตู่ก็ไม่ยอมให้ชแตร์ทำตามใจ…ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบช่วงชิง…เลียชิมราวกับอิจฉา

 

และอพอลโลพบว่า…ริมฝีปากของดาวน้อยนั้นหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำตาลใด…

 

HBD Ster.

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 6

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 6

 

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

 

Note : สวัสดีค่าาา ตอน 6 มาแล้วววว ตรงกับปลายเดือนพอดีเลยวุ่น ๆ หน่อย บวกกับเนื้อหาเริ่มจะต่อกันยาว เลยต้องแบ่งพาร์ทให้ลงตัว ตอนนี้เลยอาจจะสั้นไปบ้างต้องขอโทษด้วยนะคะ TvT

 

ตามสัญญา เขาตื่นมาเจอกันแล้ววววว (///___/// ส่วนเนื้อหา ก็ค่อย ๆ มีปมเพิ่มขึ้นค่ะ ฮี่…

 

ส่วนด้านล่างนี้ ทำแท็กไว้เช่นกันค่ะ เลยเอามาแปะให้อ่านกันอีกเช่นเคย รักนะคะท่านผู้อ่าน ❤

 

16-09-25-09-37-09-728_deco

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ 1 / 2 / 3 / 4 / 5

 

แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านเพดานเตนท์นั้นไม่รุนแรง แต่ก็สว่างพอจะปลุกคนหลับลึกให้ตื่น

 

ชแตร์รู้สึกอึดอัดบริเวณจมูก เหมือนถูกกดทับด้วยท่อนไม้แข็ง ๆ เขาฝืนลืมตาขึ้นสู้กับแสง…เมื่อเห็นว่าอะไรเป็นอะไรจึงเบิกตากว้าง มือยกขึ้นปัดแขนใหญ่ที่พาดจมูกออก

 

พอหันไปด้านข้าง ยิ่งตกใจกว่าเดิมเมื่อเจอใบหน้าของอพอลโลในระยะประชิด ชแตร์ลุกพรวด ถัดตัวถอยจนติดผนังผ้า

 

“อืม…”  เสียงง่วงหาวดังจากคนนอนอยู่ มือใหญ่ควานหาข้างตัว

 

คนนั่งชักขาหลบโดยอัตโนมัติ ราวกับกระต่ายหลบอุ้งเท้าราชสีห์ จะหนีออกนอกเตนท์ก็ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายนอนขวางอยู่

 

ทำไมอพอลโลมาอยู่ที่นี่…ทำไมเขาจำอะไรไม่ได้เลย

 

มือที่ป่ายไปมายังไม่ละความพยายาม จนเมื่อคว้าไม่เจออะไร จึงลืมตาขึ้น “ตื่นแล้วเหรอ…ยังเช้าอยู่เลย”

 

“นาย…” มาทำอะไรที่นี่ ต้องการอะไร ทำไมถึงทำอย่างนี้ คำถามในหัวเต็มไปหมด แต่พูดออกมายากเหลือเกิน

 

“คราวก่อนนายตื่นแล้วหนีฉันไปเลย”  ผู้บุกรุกยันตัวขึ้นนั่ง จัดเส้นผม ลูบหน้า “อา…ไม่มีคนคอยเตรียมเสื้อผ้าหรือน้ำอาบให้นี่ไม่สะดวกเลยแฮะ”

 

ชแตร์เห็นท่าทางอีกฝ่ายแล้วชะงักคำถามไว้ก่อน อันดับแรกต้องรีบให้ออกไป  “มีถังน้ำสำหรับล้างหน้าอยู่ด้านนอก”

 

“โอ้…” อพอลโลพยักหน้า ทำท่าจะลุกขึ้น แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจ  “…ก่อนอื่น มาพูด ‘เรื่องของเรา’ กันก่อนดีกว่า”

 

ไม่อยากจะมีเรื่อง ‘เรา’ อะไรทั้งนั้น ชแตร์เถียงในใจ แต่ทำได้แค่พยักหน้าอย่างคุมเชิง

 

“เมื่อวาน ปีศาจกินฝันบุกเข้าอัลสโตเรีย ฉันออกไปสู้ด้วย แต่ไม่เจอนาย”  มือใหญ่วางลงบนตำแหน่งหัวใจของตนเอง  “อาจจะเพราะยังไม่หายดีจากคราวก่อน พอออกแรง ร่างจึงร้อนขึ้นมาอีก…ฉันไม่อยากประมาท จึงมาหานายที่นี่…แล้วก็พบว่านายกำลังย่ำแย่”

 

คนฟังพยักหน้ารับ เมื่อคืนเขาอาการไม่สู้ดีเพราะใช้พลัง แต่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้จึงเลี่ยง  “ใช่ คงเพราะไม่ชินกับแสงแดด และใช้พลังกายมากเกินไป”

 

“นายตัวเย็นเสียจนน่ากลัว ส่วนฉันก็ตัวร้อน”  อพอลโลยิ้มอย่างมั่นใจ  “ดังนั้นฉันจึงตอบแทนที่ช่วยไว้คราวก่อน ด้วยวิธีการเดียวกัน”

 

“อย่างนั้น…ถือว่าเราหายกัน”  ชแตร์บอกหน้านิ่ง  “ต่อไปก็ไม่ติดค้างอีก”

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจหางตากระตุก หมอนี่…คิดแต่จะหาเรื่องแยกย้ายสินะ  “ใช่ พวกเราไม่มีบุญคุณอะไรกันอีก แต่เปลี่ยนเป็นช่วยเหลือกัน ดีทั้งสองฝ่าย เช่น…”

 

“ว่ามา” คนฟังไม่ต้องการความยืดเยื้อ

 

“ปีศาจกินฝันจะต้องบุกอัลสโตเรียอีกแน่ และพวกเราในฐานะเจ้าชาย ย่อมต้องปกป้องเมืองนี้แทนอาร์วี” ที่อพอลโลเอ่ยนั้น เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ “การจะล้มพวกมัน ต้องใช้ ‘พลัง’ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพวกเรา…ดังนั้น เพื่อรักษาร่างกายเอาไว้—”

 

“เดี๋ยว” น้อยครั้งที่ชแตร์จะขัดประโยคผู้อื่น

 

แต่ไม่มีอะไรหยุดอพอลโลได้ ประโยคนั้นลื่นไหลจนจบ  “ฉันจะมานอนกับนายทุกคืน”

 

และชแตร์ก็ตอบทันควัน “ไม่”

 

“ไม่เห็นเสียหาย!”เถียงตอบทันที

 

“ไม่”

 

“ต้องได้!”

 

“ไม่”

 

“นี่กล้าปฏิเสธเรอะ!”

 

“ใช่”

 

….

……….

…………..

 

เจ้าชายสองคน ไม่ควรมานั่งเถียงกันเป็นเด็ก ๆ แม้จะรู้เช่นนั้น แต่ทั้งคู่ก็ต่อปากต่อคำกันไปอีกพักใหญ่

 

เป็นชแตร์ ที่ยอมลงให้ในที่สุด

 

“…ฉันอนุญาตให้ ‘ทำ’ ได้แค่ตอนที่มีอาการ”  กระดากปากเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘กอด’ ออกไป

 

“ตกลง” อพอลโลถอนใจ มองด้วยแววตาตำหนิ  “เคย ๆ กันมาแล้ว เล่นตัวไปได้”

 

ชแตร์หรี่ตาใส่ ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้น ดันไหล่อีกฝ่ายให้หลบทางแล้วมุดออกจากเตนท์

 

น่าแปลก เอซหายไปไหน…

 

“นายเปลี่ยนชุดให้มันดูดีกว่านี้ แล้วไปทานอาหารพร้อมกับฉัน”  อพอลโลตามออกมาพร้อมคำสั่ง  “แต่งตัวให้มันสง่าสมกับเป็นเจ้าชายเสียบ้าง ทำตัวอย่างกับพ่อค้าพเนจร”

 

คนถูกว่าก้มลองมองตัวเอง ชุดที่เขาใส่ประจำคือชุดสำหรับเดินทางจริง ๆ นั่นแหล่ะ  เมื่อวานเพราะเกิดเหตุฉุกเฉินองค์ราชาอาจไม่ถือสา แต่หากเข้าเฝ้าครั้งต่อไปก็ควรจะแต่งให้ดูดี…เขาเดินตรงไปยังถังน้ำ วักขึ้นมาล้างหน้า

 

ทันทีที่น้ำเย็นไหลผ่านริมฝีปาก กลับรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก…อุณหภูมิร่างกายเขาต่ำอยู่เสมอ มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่อุ่นซ่าน…ซ้ำยังรู้สึกบวมเจ่อเล็กน้อย

 

หรือนี่คืออาการป่วยที่เรียกว่า ‘ร้อนใน’ เขาไม่เคยเป็นมาก่อนเสียด้วย

 

นิ้วเรียวไล้ริมฝีปากไปมาอีกหลายอึดใจ ก่อนจะเลิกครุ่นคิด เปลี่ยนมาถลกเสื้อที่สวมอยู่ขึ้น ลมเย็นยามเช้าไล้แผ่นหลังและช่วงเอวขาว

 

…แล้วจึงรู้สึกถึงสายตาราวกับจะแผดเผา

 

“มองทำไม…”  ชแตร์ส่งสายตาเย็นชาใส่

 

“เปล่า”  อพอลโลปฏิเสธแก้เก้อเมื่อรู้ว่าเผลอตัว แต่ยังรักษามาดและปากคมกริบเอาไว้  “แค่อยากจะเตือนว่าหัดทำตัวให้สมฐานะเสียบ้าง…ไม่ใช่มาถอดเสื้อยั่วยวนนอกปราสาทแบบนี้”

 

…ยั่ว…เหรอ

 

ชแตร์รู้สึกว่าอาการ ‘ร้อนใน’ ที่เขาสงสัย กำลังลามจากริมฝีปากขึ้นไปที่แก้มและใบหู…

 

“ออกไปจาก ‘ที่พัก’ ของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

“ถือว่าหายกันไงล่ะ คืนก่อนนายก็ ‘บุกรุก’ ถึงเตียงฉันเลย”  อพอลโลกลั้นยิ้ม รู้สึกว่าหนนี้ ‘ชนะ’ เขารีบสาวเท้าไปยังทางเข้าปราสาท แต่ยังไม่วายทิ้งท้าย  “อย่าลืมอาหารเช้าล่ะ ห้ามหนีเด็ดขาด!”

 

ชแตร์ไม่ตอบรับ วักน้ำลูบหน้าซ้ำ หวังว่าจะช่วยดับอาการร้อนหน้าให้หมด

 

———

 

-ในปราสาทรัชทายาท-

 

ดูเหมือนนับวันปีกตะวันตก จะยิ่งมีข้ารับใช้น้อยลง หากเจ้านายชั่วคราวไม่ถือสาว่าเป็นเรื่องใหญ่ กลับกัน เขารู้สึกสงบใจได้มากกว่า เพราะไม่ต้องระแวงระวังคนหมู่มาก

 

“ท่านอพอลโลขอรับ” หัวหน้าข้ารับใช้รีบพุ่งเข้ามาหา “กระหม่อมไม่นึกว่าท่านจะไปค้างแรมข้างนอก จึงไม่ได้ออกไปดูแล”

 

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่”  ใครจะอยากให้มีคนไปยืนคุมกันเล่า  “ฉันจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้ชแตร์จะมาทานมื้อเช้าด้วย”

 

“จะรีบสั่งการให้จัดโต๊ะเพิ่มขอรับ”  ชายสูงวัยส่งสัญญาณเรียกสาวใช้ สั่งงานอย่างรวดเร็ว…ก่อนจะกระซิบต่อเมื่อปลอดคน  “…คนของกระหม่อมกลับมารายงานแล้วขอรับ เรื่องพลังของท่านชแตร์”

 

อพอลโลชะงักเท้า ผงกศีรษะเบา ๆ ว่าให้พูดต่อ

 

“โดยปกติคำอธิษฐานจะเป็นจริงเมื่อท่านชแตร์สร้างดาวตกจากลมหายใจและเอ่ยคำพรพร้อมกัน” หัวหน้าพ่อบ้านกระซิบเบากว่าเดิม  “…แต่ดูเหมือนท่านชแตร์สามารถสร้างดาวตก ‘อีกแบบ’ แล้วมอบให้ผู้อื่นเพื่อเก็บไปอธิษฐานในภายหลังได้”

 

“…คือไม่ต้องให้ชแตร์เต็มใจ ก็ใช้งานได้อย่างนั้นหรือ”  เสียงทุ้มต่ำลงกว่าปกติ

 

“เรื่องนี้กระหม่อมไม่แน่ใจขอรับ…สายสืบของเราได้ยินอย่างจำกัด เพราะองค์ราชาสั่งให้ทุกคนออกนอกท้องพระโรงหลังท่านชแตร์สร้างดาวตกขึ้นมา”

 

อพอลโลหยุดคิด…ดวงตาที่เคยลุกโชนอยู่เสมอ ตอนนี้ไม่ไหวติงดั่งกองไฟไม่ต้องลม

 

“สืบหาต่อไป…” เอ่ยคำสั่งในที่สุด

 

ของสวยงามนั้นหากมีประโยชน์ก็ต้องใช้…ไม่ใช่ละเลยให้กลายเป็นเพียงของประดับ

 

มีประโยชน์ คือ ต้องใช้

 

ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม…

 

TBC

คิลมู้ด : “เช้าแล้วก็ปล่อยฉันออกไปซักที!!! ท่านชแตร์!!! รอกระหม่อมก่อนนะขอรับบบบ” เอซกู่ร้อง

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 5

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 5

 

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

 

Note : ตอนที่ 5 แว้วววว แอร๊ว ๆ ๆ ๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและคอมเมนต์กันมาเสมอนะคะ ดีใจ ได้อ่านคอมเมนต์นี่แหล่ะคือแรงใจในการแต่งต่อชั้นเยี่ยมเลยค่ะ!!! ไม่เหงาาาาาา (- -,,

ตอนนี้ก็คืบหน้าขึ้นค่ะ…แต่…เหมือนจะคืบหน้าฝ่ายเดียววุ้ย… /กุมหัว

หญิงทำแท็กเล่นในทวิตเอาไว้ เลยมาแปะในด้วยค่ะ เอิ๊กกกก

 

16-09-25-10-52-07-324_deco

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ 1 / 2 / 3 / 4

 

อพอลโลลืมตาตื่น

 

แสงอาทิตย์จากมุมสูง บ่งบอกว่าไม่ใช่เวลาเช้าตรู่ เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจลูบใบหน้าตนเอง เพราะพักผ่อนเต็มที่ จึงไม่เหลืออาการปวดหัว แม้จะรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง…นานแค่ไหนแล้ว ที่เขาไม่ได้หลับสนิทขนาดนี้

 

นึกอะไรได้ เขาหันไปสำรวจข้างตัวทั้งซ้ายขวา…แต่กลับไร้เงาของชแตร์…หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว

 

มือใหญ่เอื้อมไปคว้ากระดิ่งขึ้นมาสั่น ไม่ถึงอึดใจ หัวหน้าข้ารับใช้ก็ขออนุญาตเข้ามา พร้อมข้ารับใช้อีกสี่คน สองคนจัดวางโต๊ะอาหารข้างเตียง อีกสองคนจัดการเตรียมน้ำสำหรับอาบในห้องน้ำ

 

อพอลโลหยิบเสต็กชิ้นใหญ่เข้าปาก…ดูเหมือนข้ารับใช้จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  “นี่มันเวลาอะไรแล้ว คนอื่น ๆ ไปไหนกันหมด”

 

“ตอนนี้บ่ายคล้อยแล้ว คนที่เหลือกำลังเร่งซ่อมแซมห้องอาหารขอรับ” รายงายพลางค้อมศีรษะให้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตา กระซิบเบา “…ส่วนท่านชแตร์ เข้าไปในเมืองหลวงขอรับ”

 

“เข้าไปในเมืองทำไมทุกวัน”  ตั้งแต่อยู่ร่วมกันมา เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายอยู่ติดที่เลยสักครั้ง “ไหนบอกว่าเจ้านั่นชอบเดินทางกลางคืน พักผ่อนตอนกลางวัน”

 

“อาจจะกำลังปรับตัวให้เข้ากับอัลสโตเรียก็เป็นได้…” หัวหน้าข้ารับใช้คาดเดา ยกกาน้ำชามารินใส่ถ้วยของเจ้าชาย “แต่วันนี้ท่านชแตร์ไปปราบปีศาจกินฝันน่ะขอรับ”

 

“อะไรนะ!!!”

 

อพอลโลกระแทกกำปั้นลงกับโต๊ะจนอาหารกระเด็น หัวหน้าข้ารับใช้ถอยหลังไปเล็กน้อย ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่กล้าขยับจากจุดที่ยืนอยู่

 

“ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ไม่ได้เรื่อง!” เขาผุดลุกขึ้นจากเตียง เดินตรงไปยังส่วนแต่งตัว ปากก็ยังบ่นไม่หยุด “ทีหลังหากมีเหตุให้รีบปลุกฉัน!”

 

“ท่านอพอลโลขอรับ….” ชายสูงวัยเดินเข้ามาใกล้ ลดเสียงให้ได้ยินเพียงสองคน “กระหม่อมว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะสืบเรื่องพลังของท่านชแตร์ จึงถือวิสาสะดำเนินการไปก่อนท่านจะตื่น”

 

อพอลโลครุ่นคิด ก่อนจะตอบ “…ว่ามา”

 

หัวหน้าข้ารับใช้กระซิบต่อ “การต่อสู้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว เสียงอึกทึกลดลงไปมาก ป่านนี้คงใกล้สงบ เมื่อเช้ามีโองการจากองค์ราชาให้กองทหารตามท่านชแตร์ไป…หนึ่งในนั้นมีคนของกระหม่อมอยู่ และจะติดตามไปจนถึงท้องพระโรง”

 

แผนการนั้น ทำให้เจ้าชายหนุ่มแค่นหัวเราะ คว้าถุงเงินที่กองอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งส่งให้  “โชคดีที่ในอัลสโตเรียมีคนเล่นการเมืองเก่งแบบท่านอยู่ ขอบใจมาก”

 

อีกฝ่ายยื่นมือมารับถุงเงินนั้นแล้วเก็บลงกระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว “ยินดีที่ได้รับใช้ท่านขอรับ โปรดพักผ่อนต่อเถิด”

 

อพอลโลตอบประโยคนั้น ด้วยการหยิบอาวุธขนาดมหึมาขึ้นพาดบ่า ปรากฎเปลวเพลิงบาง ๆ หล่อเลี้ยงรอบคมดาบสีแดงราวกับเลือด

 

“ฉันไม่ยอมพลาดเรื่องสนุกแบบนี้หรอก”

 

———

 

ยามเย็นแล้ว เมื่อชแตร์มาถึงท้องพระโรงแห่งอัลสโตเรีย ส่วนเอซนั้น ถูกส่งไปทำแผลเสียก่อน

 

“…เหนื่อยท่านแล้ว เจ้าชายน้อย”  องค์ราชามีสีหน้าโล่งใจเมื่อเห็นว่าผู้มาเข้าเฝ้าไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่กระนั้นน้ำเสียงก็เจือไปด้วยความกังวล  “ท่านเป็นแขกบ้านแขกเมืองแท้ ๆ กลับต้องมาต่อสู้เพื่อพวกเรา ข้าละอายใจจริง ๆ”

 

“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยขอรับฝ่าบาท” ชแตร์ค้อมศีรษะให้ “เป็นหน้าที่ของเจ้าชายในการต่อสู้กับปีศาจ ไม่ว่าจะอยู่อาณาจักรไหน”

 

“ขอบคุณ…” มือใหญ่ประทับลงบนหน้าอกตนเอง แสดงถึงความซาบซึ้ง “แม้อัลสโตเรียจะมีลูกชายคนอื่นของเราคอยปกป้อง แต่เราต้องยอมรับว่าพอขาดอาร์วีไป ทุกอย่างก็ดูลำบากกว่าเดิม”

 

“เพราะท่านอาร์วีเป็นนักดาบอันดับหนึ่ง ไม่แปลกหรอกขอรับที่จะเห็นความแตกต่าง”  มือขาวกระชับด้ามดาบสีขาวนวลที่ห้อยอยู่ข้างเอว  “กระหม่อมไม่ชำนาญดาบสักเท่าไหร่ จึงชื่นชมเขามาก…และผู้มีความสามารถเช่นเขา ย่อมต้องเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้อื่น”

 

“เราถึงต้องยอมให้เขาไป…” องค์ราชาถอนหายใจยาว

 

เจ้าชายทุกอาณาจักรมีอำนาจพิเศษในการต่อกรกับปีศาจกินฝัน

 

แต่ใช่ว่าทุกคนจะคู่ควรกับการเคียงข้างเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์…

 

เช่นเขา…ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

 

“สโนว์ฟีเลีย…โฮไร…ต่างก็ต้องเสียสละไม่ต่างจากที่นี่”  ไม่ใช่แค่อาณาจักร แต่รวมถึงจิตใจของผู้เป็นพ่อ ดวงตาของชายสูงวัยจึงหม่นหมอง  

 

“แต่ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง…” ชแตร์ฝืนยิ้มให้ แม้ใจจะอิจฉาผู้ได้รับเกียรติเหล่านั้น แต่อีกด้านก็เข้าใจความรู้สึกที่ต้องจากครอบครัว

 

“ใช่ ดังนั้นพวกเราต้องอยู่ให้ได้” เจ้าแผ่นดินยิ้มตอบ  “ด้วยกำลังของเราเอง จนกว่าจะวายชนม์”

 

ผู้ฟังเจ็บในอก…ด้วยวัยขององค์ราชา ไม่ควรมีหน้าที่ต้องสู้รบเพื่อบ้านเมืองแล้ว แต่อัลสโตเรียไร้รัชทายาทประจำเมือง เจ้าชายคนอื่นก็ยังเยาว์เกินกว่าจะรับภาระใหญ่

 

หากมีสิ่งใดที่เขาพอจะทำได้…

 

“ฝ่าบาท…”  ชแตร์ลดกายลงคุกเข่า “กระหม่อมมีบางสิ่งอยากให้ท่าน”

 

มือขาวยกขึ้นป้องริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะไถ่ถอนออกมา อุณหภูมิรอบตัวของชแตร์เย็นลงอย่างรวดเร็วจนองค์ราชาและทหารในบริเวณนั้นรู้สึกได้

 

แสงสีขาวนวลปรากฎขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อตัวขึ้นเป็นดาวตกที่หมุนวน ชแตร์หลับตากระซิบคำอธิษฐานยาวนานกว่าปกติ ดาวดวงน้อยหมุนรุนแรงขึ้นและทวีความสว่างจนเจิดจ้า ก่อนจะหยุดนิ่ง

 

แขนเพรียวยื่นของกำนัลให้…

 

องค์ราชามองดาวตกที่งดงามราวกับอัญมณีสีขาวนั้นด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง

 

“ทุกคนออกไปให้หมด! เราจะคุยกับชแตร์เพียงลำพัง!”

 

เหล่าทหารรับคำ รีบโค้งคำนับแล้วจากไป

 

“ชแตร์” ชายสูงวัยลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินลงมาบีบไหล่เจ้าของชื่อ  “ทำไมท่านถึงทำแบบนี้”

 

“ท…ทำไมน่ะหรือ…”  ชแตร์งุนงง หากตอบไปตามที่คิด “ดาวตกดวงนี้ กระหม่อมอยากให้ท่านติดตัวเอาไว้ เพียงแค่อธิษฐานแล้วปล่อยขึ้นท้องฟ้า ความปรารถนาก็จะสำเร็จหนึ่งอย่าง…เผื่อวันใดมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา กระหม่อมหวังว่ามันจะช่วยคุ้มครองท่านได้”

 

“เรารู้ว่าพลังของท่านมีอำนาจแค่ไหน” องค์ราชากัดฟัน  “และเราก็รู้ด้วย ว่ามันสร้างมาจากชีวิตของท่าน! เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์บอกเราหมดแล้ว ทำไมถึงต้องผลาญชีวิตตนเอง!”

 

“อึก…”  เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลอับจนคำพูด เขาคิดว่าองค์ราชาไม่รู้จึงได้ทำลงไป  “…หากชีวิตของกระหม่อมทำประโยชน์ต่อท่านและอัลสโตเรียได้ ก็ไม่เสียหายนี่ขอรับ”

 

เจ้าแผ่นดินมองคนตรงหน้า ด้วยสายตาเหมือนมองเด็กน้อยหลงทาง “เรารับฝากท่านมา เพื่อประคับประคอง…ไม่ใช่ทำลายท่าน ดาวแห่งคำอธิษฐานนี้เรารับไว้ไม่ได้”

 

“แต่ว่า…” ชแตร์อยากจะค้าน หากต้องเก็บถ้อยคำไว้ในใจ

 

เขารู้สึกว่าตนเองช่างไร้ค่า…

 

….

……….

…………..

 

ท่ามกลางความเงียบนั้น มือใหญ่ของราชาวางลงบนศีรษะ ราวกับพ่อปฏิบัติต่อลูก…ค่อย ๆ ลูบเส้นผมสีเงินนั้น

 

“เจ้าชายน้อย…ท่านยังไม่เข้าใจคำว่า ‘ชีวิต’ ดีนัก…อย่ารีบร้อนเลย ดาวดวงนี้ท่านเก็บเอาไว้กับตัวเถิด..มันคือชีวิตของท่าน ท่านต้องเรียนรู้จากมันให้มากกว่านี้”

 

ความอบอุ่นและห่วงใยนั้นช่วยปลอบขวัญ ชแตร์พยักหน้ารับ…ดาวดวงน้อยนั้นจึงถูกบรรจุลงในสร้อยนาฬิกาทราย

 

…โดยหารู้ไม่ ว่าอีกฟากของกำแพงมีใครบางคนรับฟังอยู่ทุกอย่าง

 

———

 

เย็นวันนั้น ชแตร์อยู่ร่วมรับประทานอาหารกับองค์ราชา จนเมื่อดาวขึ้นพราวเต็มฟ้าเขาจึงเดินทางกลับ

 

เอซแวะมารับเจ้านายหลังทำแผลบนฝ่ามือเสร็จ เขากังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางอ่อนแรงของเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล เพราะตอนฟาดฟันกับปีศาจจนถึงก่อนเข้าเฝ้าทุกอย่างยังปกติ แต่เมื่อกลับออกมาช่างดูเหนื่อยล้า

 

องครักษ์จึงรีบจัดการให้เจ้าชายรีบอาบน้ำและพักผ่อน แต่อ้อนวอนยังไง อีกฝ่ายก็ไม่ยอมเข้าไปพักในห้องปีกตะวันตก…สุดท้ายจึงมาจบที่เตนท์หลังเดิม…เพิ่มเติมคือเครื่องนอนนุ่มที่เขาจัดการปูไว้ให้อย่างเรียบร้อยแล้ว

 

เอซนั่งก่อกองไฟรักษาการณ์อยู่หน้าค่ายพักแรม ในขณะที่เจ้าชายของเขาหลับสนิท

 

ก่อนจะต้องเด้งตัวขึ้นจากพื้น เพราะเสียงฝีเท้าหลายคู่ประชิดเข้ามา เกือบจะชักอาวุธโจมตีออกไปแล้ว หากไม่เห็นเสียก่อนว่าเป็นผู้ใด

 

“ท่านอพอลโล”  ทหารหนุ่มค้อมศีรษะให้พลางสังเกต…

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจอยู่ในชุดลำลองสะอาดสะอ้าน ไม่ได้พกอาวุธ แต่พาทหารยามตามมาด้วยถึงสิบนาย…และผิวกายแกร่งของเจ้าชายนั้น แผ่ไอร้อนกรุ่น

 

เอซรีบกันท่า “ตอนนี้ท่านชแตร์เข้านอนแล้วขอรับ หากมีธุระรบกวนท่านมาพรุ่งนี้ดีกว่า”

 

“ธุระของฉัน เจ้านั่นไม่จำเป็นต้องตื่นหรอก” อพอลโลแสยะยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะดีดนิ้ว

 

แหเหล็กขนาดใหญ่พุ่งมาครอบร่างของเอซทันที! เขาพยายามแกะมันออกโดยไว แต่ทหารอีกสิบนายกลับเข้ามาล้อมกรอบ ช่วยกันยื้อยุดเอาไว้ เขาเตะถีบพวกนั้นกระเด็นไปหลายคน

 

“พวกแก!!!” เอซนั้นเป็นองครักษ์อันดับหนึ่งในอาณาจักร แต่อีกฝ่ายก็เป็นเหล่าทหารมีฝีมือและจำนวนมากกว่า แหถูกรวบจนแน่น ใครสักคนในกลุ่มคว้าผ้ามายัดปากเขาเอาไว้ เอซหมดทางสู้ ได้แต่ถลึงตามองทุกคนอย่างเดือดดาล “อื้อ!!!!”

 

“อืม…คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เรียกทหารมาเยอะ ไม่งั้นคงจับแกไม่ไหว” อพอลโลยืนกอดอกมองผลงานอย่างอารมณ์ดี ก่อนบอกอีกฝ่ายเป็นเชิงปลอบ “วางใจเถอะ ฉันไม่ได้มาทำร้ายเขาหรอก แค่ต้องการความช่วยเหลือ”

 

จบคำ เอซยิ่งดิ้นอย่างคลุ้มคลั่ง  “อื้อ!!!! อ่าแอ่ะอ้องอ้านอะแอร์!!!!”   

 

“เอาตัวไปได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยปล่อยออกมา”  เจ้าชายแห่งไฟสั่งเสียงเฉียบขาด

 

ทหารทั้งสิบนายพยักหน้ารับ แล้วแบกเอซที่ยังอาละวาดไม่หยุดไป โดยพยายามเงียบเสียงให้มากที่สุด ไม่ก็อึดใจก็หายลับจากสายตา…

 

อพอลโลได้รับแจ้งจากสายสืบว่าชแตร์กลับมายังไง จึงวางแผนกำจัดเสี้ยนหนามอย่างเจ้าเอซออกไป…ทว่าเมื่อเหลืออยู่ตัวคนเดียว กลับรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก… ยืนสงบใจอยู่พักหนึ่ง จึงตัดสินใจมุดเข้าไปในเตนท์ที่พักหลังย่อม…

 

เพราะวันนี้ออกไปสู้ ร่างกายจึงร้อนผ่าวขึ้นมาอีก และคนเดียวที่จะช่วยให้เขาสงบได้ ก็กำลังหลับสนิทอยู่ตรงหน้า…เขาต้องการนอนกอดอีกฝ่าย

 

เจ้าชายผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยรู้สึกเก้กังอย่างนี้มาก่อน เมื่อต้องค่อย ๆ คลานเข่าขึ้นไปบนฟูกที่ชแตร์นอนอยู่…ถ้าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาแล้วคว้าดาบแทงเขาไส้ไหล หรือระเบิดเขาเป็นจุลด้วยพลังของดวงดาวล่ะ

 

จนเมื่อไต่ขึ้นมาคร่อมร่างอีกฝ่ายเอาไว้ ถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติ…ใบหน้าขาวนั้นซีดเซียว หว่างคิ้วขมวดเข้าหากันน้อย ๆ ราวกับกำลังทุกข์ทรมาน…เขาลองสัมผัสแก้มนวล…เย็นจัดเสียจนน่ากลัวและดูจะไม่รับรู้ถึงการมาของเขา

 

อพอลโลเอนกายลงนอน แล้วดึงร่างเล็กกว่าเข้ามากอดเอาไว้ ไอเย็นเข้าปะทะช่วยลดอุณหภูมิของเขาลงด้วย…หากในใจตอนนี้ คืออยากจะให้ความอบอุ่นกับอีกฝ่าย

 

หัวใจเต้นแรงขึ้น…เมื่อรู้สึกถึงแขนเพรียวโอบตอบ ฝ่ามือบางยึดแน่นอยู่บนแผ่นหลังกว้าง ราวกับหาที่พึ่งให้พ้นความหนาวเย็นอันทรมาน…เขายิ่งกระชับวงแขนแน่น

 

ผ่านไปหลายนาที หัวใจที่เต้นรัวเกินหน้าที่ค่อยสงบ…ร่างน้อยในอ้อมแขนอุ่นขึ้น รวมถึงตัวเขาที่เย็นลง…อุณหภูมิทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน…

 

อพอลโลคลายวงแขนออก ขยับเปลี่ยนท่าให้ศีรษะอีกฝ่ายหนุนบนต้นแขนของเขา…ทอดมองใบหน้าละมุนในระยะใกล้

 

ริมฝีปากบางของชแตร์…กลับมาเจือสีแดงระเรื่ออีกครั้ง

 

ความรู้สึกไม่ถูกต้องตีกับความกระหายใคร่ในหัว

 

สุดท้าย…อพอลโลจุมพิตริมฝีปากยั่วเย้านั้น…หวานยวนใจเสียจนเผลอจาบจ้วง แล้วต้องซ่านลึกเมื่อลิ้นอุ่นสนองตอบอย่างเผลอตัว

 

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน…เพราะกว่าจะผละออก  ริมฝีปากของชแตร์ก็บวมขึ้นเล็กน้อย

 

ส่วนอพอลโลนั้น จำต้องหักห้ามเอาไว้…เพราะกลัวหัวใจเจ้ากรรมจะระเบิดตายด้วยแรงเต้นถี่รัว

 

…เขา…พอใจในตัวอีกฝ่ายมากเหลือเกิน…

 

TBC

 

ตอน 6 ตื่นมาเผชิญหน้ากันแน่ค่ะ (///___///

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 4

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 4


Macho_luglio


Paring : Apollo x Ster

 

Note : กลับมาแล้วค่าาาาาา /ไถลตัวเข้ามา/ ช่วงนี้อาจจะอัพฟิคไม่ถี่เท่าแรก ๆ เพราะวันธรรมดาเราจะเสียเวลาไปกับการลุยฝนกลับบ้านค่ะ ก..ก็จะพยายามมาแบบไม่ห่างมากนะ TvT

 

คราวนี้มีเรื่องที่ต้องแจ้งค่ะ คือมาโชไปคุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งเล่นเซิร์ฟญี่ปุ่น จากแพทซ์แต่งงานที่สองคนนี้ออกด้วยกัน กลายเป็นว่า ‘อพอลโลกับชแตร์ รู้จักกันมานานแล้ว’ ค่ะ แงงงงง คือเจ้าหญิงไทยเล่นแต่เซิร์ฟไทย เนื้อเรื่องยังไม่ถึงจุดนั้น เลยเขียนตอนแรก ๆ ไปโดยอ้างอิงว่าไม่เคยเจอกันมาก่อน…orz /แต่ยิ่งรู้ ยิ่งก๊าวคู่นี้นะ โอย…พายแพอย่างรื่นเริงใจจจจ ❤

 

ดังนั้น ถือว่าเรื่องนี้เป็นกึ่ง ๆ AU แล้วกันนะคะ (;___; #เอางี้เลยเหรอ #เอางี้เลยล่ะ จะแก้มันก็กระทบกับเนื้อหา ขอคงไว้แล้วกันนะคะ /ย่อไหว้/

 

ส่วนตอนนี้ก็คืบหน้าไป…อีกนิดนึงค่ะ /ทำมือแบบจิ๊ดนึง—โดนชก/ ถือว่าพัฒนาจากตอนแรก ๆ ล่ะมั้ง แหะ…ใกล้จะพ้นช่วงปูเรื่องแล้ว (- -,,

 

เช่นเคย เก๊ายังรอคอมเมนต์ทุกคนเสมอนะคะ เลิฟ ❤

 

ตอนก่อนหน้าค่ะ : 1 / 2 / 3

 

ถึงแม้เหตุการณ์ในยามเช้าจะทำให้ชแตร์ไม่อยากเจอหน้าผู้ร่วมวัง แต่เพราะไม่อยากผิดสัญญาเป็นครั้งที่สอง จึงตัดสินใจว่าจะไปร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเย็น…โดยแจ้งผ่านทางเอซ

 

เอซ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เต็มใจจะเป็นคนเดินสาส์น แต่เลี่ยงไม่ได้ จึงมุ่งหน้าเข้าสู่โถงกลาง ที่ ๆ จอมบงการน่าจะอยู่

 

ใครจะไปรู้…ว่าเขาจะได้เจอเจ้าชายอพอลโลตรงทางเดินปีกตะวันตกนั่นเอง

 

“ท่านอพอลโล” เอซค้อมศีรษะทำความเคารพ  “มาทำอะไรอยู่แถวนี้ขอรับ”

 

“เรื่องของฉัน” อพอลโลแค่นเสียง เลี่ยงไม่ตอบว่าแอบสังเกตการณ์อีกฝ่าย และมาดักรอเอซตั้งแต่แรก “ไม่อยู่กับเจ้านายแล้วหรือไง”

 

องครักษ์สูดหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะรีบรายงาน “ท่านชแตร์ให้กระหม่อมมาแจ้งกับท่านอพอลโล ว่าจะร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยขอรับ”

 

“มื้อค่ำ?” คิ้วสีทองเพลิงเลิกขึ้น “แล้วมื้อกลางวันหายไปไหน?”

 

“ท่านชแตร์ไม่รับประทานมื้อกลางวันขอรับ” เอซลอบสังเกตสีหน้าเจ้าชายว่าไม่มีความฉุนเฉียว จึงกล้าอธิบายต่อ  “…ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรประจำ ท่านจะเดินทางในยามกลางคืน กลางวันจะพักผ่อน อาหารจึงเหลือเพียงสองมื้อแค่เช้าและค่ำ”

 

“หืม…ใช้ชีวิตตรงข้ามจากคนปกติเลยนะ” อพอลโลทำสีหน้าประหลาดใจ “มิน่า เจ้านั่นถึงได้ผอมบาง…ผิวก็ขาวเสียจนเหมือนไอหมอก”

 

“ดูเหมือนท่านชแตร์จะไม่ชอบแสงแดดเอามาก ๆ ด้วยล่ะขอรับ วันแรกที่มาถึง สีหน้าก็ดูไม่ดี—–”  เอซหุบปากฉับ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอ

 

“หึ…”  รอยยิ้มเล่ห์ร้ายปรากฎมุมปาก อพอลโลหยิบถุงขนาดเล็กกว่าฝ่ามือจากกระเป๋ากางเกง เดาะมันเล่นในมือ เสียงเหรียญจำนวนมากกระทบกันเกรียวกราว “หยุดพูดนี่…ต้องการให้จ่าย?”

 

เอซส่ายหน้า  “กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาจะขายเรื่องของท่านชแตร์”

 

อพอลโลรีบไล่ต้อนเข้าจุดประสงค์ที่มาดักรอ “ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ ฉันต้องการรู้ความเคลื่อนไหวของหมอนั่นทั้งหมด…นายแค่มาเล่าให้ฟัง แล้วก็รับเงินไป”

 

“ไม่ขอรับ” เอซส่ายหน้าอีก ครั้งนี้หนักแน่นและแววตาจริงจัง “กระหม่อมมีเกียรติขององครักษ์ต้องปฏิบัติ ไม่รับสินบน ไม่ขายเจ้านาย”

 

ขาดคำ ทหารหนุ่มต้องลอบสูดหายใจอย่างยากลำบาก…เพราะนิ้วมือที่ท่วมไปด้วยไฟลุกโชน ยื่นมาจ่อหน้าผาก…

 

“ปฏิเสธฉันอีกครั้งสิ” เจ้าของเพลิงสังหารข่มขู่

 

เอซตัวสั่น แต่เกียรติของเขาไม่คลอน  “ไม่ขอรับ!”

 

“…หึ…”

 

เสียงแค่นหัวเราะจากลำคอ ก่อนไฟจะดับหาย มือใหญ่ลดลงมาอยู่ข้างลำตัว  “…เลือกเจ้านายได้เข้ากับนิสัยจริง ๆ แม้จะชั่วคราวก็เถอะ…”

 

หากข้างกายเขาจะมีผู้จงรักภักดีแบบนี้เพิ่มขึ้นสักนิด…แค่คิดอพอลโลก็รู้สึกอิจฉาชแตร์

 

“ไปซะ!”

 

ไม่ต้องรอให้เอ่ยซ้ำ เอซรีบทำความเคารพแล้วพุ่งกลับไปยังทางที่จากมา

 

….

………

……………..

 

อพอลโลลอบมองค่ายพักจากหน้าต่าง เห็นทหารหนุ่มกำลังสนทนากับเจ้านาย คาดว่าคงเป็นเรื่องของเขาแน่นอน…ชแตร์ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วพยักหน้ารับ พูดอะไรบางอย่างกับผู้ติดตาม ก่อนจะพากันเดินออกไปจากบริเวณวัง…

 

ไปทำอะไร

 

ไปที่ไหน

 

คำถามหลากหลาย ไม่อาจได้คำตอบหากไม่สืบหา

 

อพอลโลผละจากหน้าต่างเมื่อร่างของชแตร์ลับสายตา ออกเดินกลับไปยังที่พัก…ระหว่างทางลอบส่งถุงเงินให้กับข้ารับใช้คนหนึ่งในวัง…ข้ารับใช้ที่เขาซื้อเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

———

 

เวลามักผ่านไปรวดเร็วเสมอ ในวันที่มีหลายสิ่งให้ต้องทำ

 

ชแตร์ให้เอซนำทาง แต่เพราะอัลสโตเรียเป็นเมืองใหญ่พอสมควร ทำให้เดินทั้งวันก็ไม่อาจสำรวจได้หมด กระนั้นเขาก็ได้ไปตามทางสายหลักต่าง ๆ ได้ดูวิถีชาวเมืองแบบคร่าว ๆ ก่อนจะเดินทางกลับออกมายังวังรัชทายาท

 

“ร้านอาวุธที่ใหญ่ที่สุด อยู่ติดกำแพงเมืองเพื่อสะดวกในเวลาสงครามขอรับ แต่แหล่งผลิตนั้น อยู่ลึกขึ้นไปทางตอนเหนือของเมือง ติดกับภูเขา”  เอซเล่าอย่างคล่องแคล่ว “ถ้าท่านชแตร์ต้องการ กระหม่อมจะพาชม”

 

“อืม…” ชแตร์เดินนำอยู่อย่างเนือย ๆ …เพราะตื่นเต้นกับอารยธรรมโบราณของเมืองนี้ไปหน่อย จึงเผลออยู่ในแสงแดดตลอดวัน ส่งผลให้เขาเหนื่อยอ่อน ย่ามใส่สมุนไพรบนบ่ายังรู้สึกว่าหนักกว่าปกติ

 

“อ๊ะ ย่ามนั่นหนักสินะขอรับ ส่งมาให้กระหม่อมถือเถอะ” เอซอาสา ทั้งที่แบกของถุงใหญ่ไว้บนหลัง ล้วนเป็นเครื่องนอนที่ชแตร์ยืนยันจะเอามาใส่ในเตนท์ แทนที่จะรอให้ทางราชวังมาตกแต่งห้องปีกตะวันตกเสียใหม่

 

“ไม่ต้อง” รู้สึกอับอายในพละกำลังตนเองเมื่อเทียบกับทหาร จึงบอกปัดและชวนคุยแทน “อัลสโตเรียมีพวกยานศึกรึเปล่า”

 

“มีขอรับ หลายแบบด้วย เก็บไว้ในโรงจอดของกองทัพหลวง” ทหารหนุ่มพยักหน้า

 

“บินได้หรือเปล่า” เจ้านายถาม

 

“บิน!? ยานศึกที่ไหนจะบินได้ขอรับ” เอซหันมาหน้าตาตื่น

 

“มีสิ เมืองของเรามี เรียกว่าเครื่องบิน” ชแตร์กระพริบตาปริบ

 

“…อาณาจักรอื่นนี่จะล้ำเกินไปแล้ว กระหม่อมรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย” สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา “ยังมีอะไรที่เมืองนี้ไม่มีอีกไหมขอรับ”

 

“เอ่อ…” คนถูกถามคิดอยู่อึดใจ “ม้าไม้ล่ะมั้ง”

 

“ม้าไม้ คืออะไรขอรับ ชื่อไม่น่ามีพิษสง” เอซถามขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องตาจากแสงตะวันยามใกล้ตกดิน

 

“คือหอเคลื่อนที่ บรรทุกทหารเอาไว้แล้วกระแทกใส่ประตูเมือง หรือถ้าสูงพอก็เข้าเทียบกำแพงแล้วส่งทหารข้ามไป” ชแตร์อธิบาย เผลอขยับมือทำท่าประกอบ “แต่สมัยโบราณมีตำนานว่าทำเป็นรูปม้าตัวมหึมา ฝ่ายหนึ่งหลอกว่าเป็นของขวัญยอมจำนนส่งให้ อีกฝ่ายหลงกลก็ชักม้าเข้าไปในเมือง…สุดท้ายทหารด้านในก็บุกออกมาจากตัวม้า เปิดประตูเมืองให้ทัพฝ่ายตนเข้าโจมตีจนชนะ…เป็นกลศึกน่ะ”

 

“เลวร้าย…”  ทหารหนุ่มขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ย  “อัลสโตเรียไม่มีทางใช้กลศึกแบบนั้นแน่นอนขอรับ”

 

“เราก็คิดอย่างนั้น” ชแตร์ยิ้มบาง

 

ความซื่อตรงบนใบหน้านั้น ทำให้เอซนึกห่วง  “แต่ว่า…ถึงอย่างไรท่านชแตร์ก็ต้องระวังไว้นะขอรับ…เรื่องไส้ศึกหรือสายสืบ”

 

“จากอพอลโลน่ะหรือ”  

 

อันที่จริงคำถามนี้วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ในหัวของเขาตลอดวัน…ทำไมอพอลโลถึงต้องพยายามติดสินบนเอซเพื่อตามเรื่องรอบตัวเขา…อาจจะกำลังหาจุดอ่อน

 

“ขอรับ แต่อย่าได้กังวล กระหม่อมอยู่ด้วยทั้—-”  เอซพูดไม่ทันจบก็ต้องตาเหลือก

 

เพราะห่างออกไปไม่มากนัก ที่วังของรัชทายาท มีลูกไฟพุ่งออกมาจากหน้าต่างห้องรับประทานอาหาร!

 

“ท่านอพอลโล!!!!” องครักษ์หนุ่มวิ่งไปอย่างรวดเร็วทั้งที่แบกของแสนหนัก

 

ชแตร์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขารีบวิ่งตามไป

 

———

 

เพลิงกำลังผลาญมาถึงประตูห้องแล้วตอนที่ไปถึง เอซอุทานลั่นอย่างเจ็บปวด เมื่อคว้ามือจับทองเหลืองแล้วถูกความร้อนลวกจนหนังพอง

 

“ถอย!” ชแตร์ดันตัวเอซให้หลบพ้นทาง ก่อนจะเงื้อขาแล้วถีบประตูสุดแรง

 

ประตูเปิดผาง ด้านในนั้นเหล่าข้ารับใช้กำลังจับกลุ่มกอดกันอย่างไร้ทางหนี…ไฟไม่ได้พุ่งเข้าทำร้ายพวกเขา เพียงแค่ลุกไหม้ไปรอบห้องราวกับข่มขู่

 

อพอลโลนั่งอยู่หัวโต๊ะเช่นเคย ด้วยสีหน้าเปี่ยมโทสะและร่างกายที่แดงฉาน

 

“ทำแบบนี้ทำไม”  ชแตร์เดินเข้าไปหาด้วยความระมัดระวัง

 

บนโต๊ะมีอาหารมื้อค่ำชุดใหญ่วางอยู่อย่างเลิศหรู…มือใหญ่ท่วมไปด้วยไฟเงื้อขึ้น ชี้ไปยังถ้วยน้ำชา

 

“พวกมันคิดจะวางยาพิษฉัน” เสียงทุ้มเข่นลอดไรฟัน

 

นัยน์ตาสีฟ้าตวัดไปมองกลุ่มข้ารับใช้แทนคำถาม

 

“ม…ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่” สาวใช้คนหนึ่งสะอื้นพลางตอบ

 

“โกหก!!!” กำปั้นใหญ่ทุบเปรี้ยงลงบนโต๊ะ อพอลโลตะคอกเสียงลั่นห้อง  “ถ้าไม่ได้วางยาพิษ แล้วทำไมไม่ยอมทดสอบพิษให้ดู!!!”

 

เสียงร้องไห้จากสาวใช้ดังขึ้นกว่าเดิม  “ฮือ…หม่อมฉัน…หม่อมฉันทำไม่เป็น…”

 

“โกหก!!!” อพอลโลกระชากเสียง ก่อนจะชะงักไป มือใหญ่กุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด…ดูเหมือนพลังไฟจะเริ่มทำร้ายเขาอีกแล้ว  “…โกหก…ไม่มีใคร…เชื่อได้สักคน”

 

ชแตร์ยกมือขึ้น กำลังจะเอ่ยปาก…แต่แล้วกลับไม่พูดอะไร…เพราะบางครั้งการกระทำดูจะสำคัญกว่าการมาอธิบายให้คนไม่พร้อมรับรู้

 

เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลเดินมาที่โต๊ะอาหาร มือเรียวยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา…ดื่มเข้าไป

 

“ชแตร์!!!”  อพอลโลถลึงตามองอย่างตกตะลึง

 

…ไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้ดื่ม…

 

“ที่สาวใช้ไม่ยอมทดสอบพิษให้นายดู…” นิ้วขาวปาดริมฝีปากตนเองเบา ๆ ก่อนจะวางถ้วยชาคืนที่เดิม “…ไม่ใช่เธอซ่อนเจตนาร้าย แต่เธอไม่รู้จักวิธีทดสอบพิษจริง ๆ …อาณาจักรแห่งนี้คงห่างไกลจากเรื่องเลว ๆ อยู่มาก”

 

ในดวงตาสีเพลิงคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง…จนเมื่อคำพูดเรียบเรื่อยของชแตร์ซึมลึกเข้าไป ไฟแห่งโทสะจึงค่อยเพลาลง…

 

ห้องกลับสู่ปกติ…เป็นส่วนใหญ่ เอซเรียกขวัญเหล่าข้ารับใช้ แล้วสั่งให้รีบดับไฟที่ยังคงลามไปตามผ้าม่านและผ้าปูโต๊ะ ส่วนเจ้าชายแห่งไฟนั้น…เจ้านายของเขารับมือไหว

 

อพอลโลไม่รู้จะโทษใคร หรืออะไร…สายตาของชแตร์ที่มองมายังเขาไม่ได้ตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกผิด…อยากตะโกนกลบเกลื่อนทุกอย่าง หากร่างกายไร้เรี่ยวแรง

 

มือใหญ่ท้าวลงบนโต๊ะ ความร้อนทำให้ขี้ผึ้งที่เคลือบผิวไม้ละลายออก มันลื่นจนทำให้เขาเสียหลักยัน ร่างเซจนกำลังขารับไม่ไหว ต้องปล่อยตัวล้มลงไปบนพื้น

 

แม้จะหวาดกลัวแค่ไหน แต่เพราะหน้าที่ทำให้เหล่าข้ารับใช้เข้ามาช่วยประคองเขาขึ้น…แต่…ผิวกายของเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจตอนนี้ดั่งลาวา ผู้แตะต้องต่างร้องลั่นแค่แรกสัมผัส

 

…ปล่อยเขาทิ้งไว้เถอะ…เหมือนเช่นทุกครั้ง…เหมือนเช่นคนอื่น…

 

อพอลโลคิดอย่างสิ้นหวัง

 

….

………

……………..

 

จนกระทั่งรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนวลและเย็นซ่านที่กลางอก…

 

มือใหญ่ยกขึ้นคว้า แล้วพบว่ามันคือมือที่เขาเคยกอบกุมเมื่อเช้านี้…เขาเลื่อนมือแสนเย็นนั้นไปวางไว้ตรงตำแหน่งหัวใจ…รู้สึกได้ว่าความทรมานค่อยบรรเทา

 

ชแตร์ตกใจไม่น้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เดือดพล่านอยู่ใต้แผ่นอกใหญ่ หากเขาไม่มีพลังเย็นคุ้มครองอยู่คงจะมือไหม้ไปแล้ว…แม้ตอนแรกจะไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะได้ แต่เมื่อพบว่าความร้อนลดลงอย่างช้า ๆ จึงรู้สึกว่ามีความหวัง

 

แค่มือคงไม่พอ…แขนบางแต่ไม่ไร้เรี่ยวแรงจึงช้อนร่างของอพอลโลขึ้นมาจากพื้นแล้วโอบกอดเอาไว้จากด้านหลัง ใช้ความเย็นจากตนเองช่วยรักษา

 

“…มหัศจรรย์…”  เอซอุทานออกมา เมื่อเห็นว่าร่างใหญ่โตที่แดงฉาน ค่อย ๆ คลายความร้อนจนกลายเป็นสีผิวของมนุษย์ปกติ

 

อพอลโลเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างยากเย็น…เขาเห็นใบหน้านวลก้มมองลงมา…ช่างละมุน

 

และนัยน์ตาคู่นั้น…ดั่งท้องนภาที่รวมเอาดารามากล่อมฝัน

 

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจเข้าสู่นิทรา

 

ชแตร์ถอนหายใจออกมายืดยาว…ก่อนจะขยับตัวตั้งหลัก พยายามจะอุ้มร่างอีกฝ่ายขึ้น…ครั้งที่หนึ่ง…ครั้งที่สอง…

 

หมดความพยายาม

 

“ช่วยเราที…เราอุ้มเขาไม่ไหว”

 

———

 

หลังจากเหล่าข้ารับใช้ช่วยกันแบกร่างเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจมายังเตียงในห้องปีกตะวันออกได้สำเร็จ จึงได้พบปัญหาอีกอย่าง

 

เพราะทันทีที่เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลผละออกมา ร่างของอพอลโลก็จะเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้ง จนเกือบทำผ้าปูเตียงไหม้

 

ชแตร์ต้องกลับมายืนเอามือทาบอกอีกฝ่าย ใบหน้ามุ่ยสนิท…แผ่นหลังรู้สึกถึงสายตาคาดหวังของทุกคนทิ่มแทง เขาทำใจอยู่นานก่อนจะประกาศ

 

“คืนนี้เราจะอยู่พยาบาลเขาเอง ออกไปได้”

 

เหล่าข้ารับใช้ทุกคนล้วนมีสีหน้าเบาใจ ต่างเอ่ยสรรเสริญเจ้าชายคนดีแล้วพากันออกไปจากห้อง…เว้นแต่เอซ ที่ยืนหน้าเบ้ปากแบะ

 

“…ถ…ถ้าอย่างนั้น กระหม่อมจะอยู่ด้วย” องครักษ์อาสา

 

ชแตร์ส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก เอาเวลาไปจัดของให้เราดีกว่า พวกเครื่องนอนกับสมุนไพรสดที่ต้องใส่ภาชนะ จำได้ใช่ไหม”  

 

“แต่ว่า….” เอซคิดจะค้าน แต่เจ้าชายเอ่ยแล้ว คงไม่เปลี่ยนใจ “ขอรับ…แต่ถ้ามีอะไร ต้องรีบเรียกกระหม่อมนะ”

 

“ตอนนี้เขาไม่มีพิษสงอะไรหรอก” ชแตร์บอก

 

ทหารหนุ่มยังมีสีหน้าลังเล ก่อนจะหักใจ ทำความเคารพสองเจ้าชายแล้วออกจากห้อง

 

ไม่ให้เอซอยู่น่ะดีแล้ว เขาจะได้อายน้อยลงสักนิด…พยาบาลจำเป็นเดินไปมา…จนคนป่วยบนเตียงเริ่มหายใจดังขึ้นเพราะอึดอัดจากความร้อน…ชแตร์จึงจำใจดับตะเกียงในห้อง แล้วปีนขึ้นเตียง

 

ถ้าใช้เพียงแค่มือทาบหน้าอกเอาไว้ ดูเหมือนพลังเย็นจะต้านไอร้อนไม่ทัน…เขาประคองร่างของอพอลโลขึ้นมากอดเหมือนตอนที่อยู่ในห้องอาหาร เอนหลังพิงหัวเตียงเอาไว้…แล้วพยายามข่มตา คิดเสียว่ากำลังนั่งพิงต้นไม้หลับในที่กันดารอย่างที่เคยทำ

 

หวังว่าตื่นเช้ามา อีกฝ่ายจะไม่เตะเขาตกเตียงเพราะตกใจ…

 

———

 

กลางดึกคืนนั้น…

 

ชแตร์รู้สึกตัวตื่น เพราะแผ่นหลังถูกวางลงบนฟูกอย่างนุ่มนวล

 

เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่เพราะร่างกายเหนื่อยล้าสะสมทั้งจากการเดินทางและอื่น ๆ พอได้นอนลงบนฟูกแสนสบายจึงไม่อยากตื่น…มือป่ายไปมา สัมผัสเจอแผ่นอกกำยำจึงทาบมือตรวจสอบ

 

“…ยังร้อนอยู่เลย…” บ่นด้วยเสียงงัวเงีย “ทนให้ฉันโอบอีกสักพักเถอะ จะได้หายดี…”

 

“ฉันดีขึ้นเยอะแล้ว นายโอบจนหลังเย็น เหลือแค่ตรงอก” อพอลโลบอก “นอนต่อเถอะ”

 

…ชแตร์ไม่แน่ใจว่ารู้สึกไปเองหรือไม่ แต่เสียงนั้น…อ่อนโยน

 

ร่างเล็กกว่าพลิกหนีอย่างไม่รู้ตัวเมื่อที่นอนข้าง ๆ ยุบลง คราวนี้แขนใหญ่เป็นฝ่ายโอบกอดเขา ดึงเข้าไปหาจนแผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้าง

 

ไอร้อนค่อยคลาย เหลือเพียงความอบอุ่น

 

ลมหายใจสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าชแตร์หลับลึกแล้ว…อพอลโลยังคงลืมตาในความสลัว มองต้นคอขาวนวล

 

…เขาแอบจรดปลายจมูกลงไป…

 

กลิ่นหอมเย็นจากผิวเนียนทำให้ใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย…ก่อนจะสงบลงแล้วเข้าสู่นิทราอีกหน

 

TBC

 

คิลมู้ด : จริง ๆ ชแตร์ไม่ต้องเปลืองตัวนะคะ หญิงเสนอให้ใช้แป้งเย็นตรางูโรยอพอลโลซะ

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 3

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 3

 

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

 

Note : กระดึ๊บ ๆ มาจนถึงตอน 3 ปกติมาช้วยเป็นสายดราม่า(?) แต่เขียนเรื่องนี้โชเน็นไอเบา ๆ รู้สึกมีความสุขจังค่ะ ,,- -,,

 

อพอลโลในมุมมองของเราเท่าที่เล่นมานี่…ก็ตามที่อ่านค่ะ โผงผาง ขี้วีน ทำอะไรเดาไม่ค่อยได้ ชแตร์นี่เหมือนขั้วตรงข้าม ติดจะดูถูกตัวเอง เป็นปมใหญ่ของเจ้าตัวเลยเนอะ แต่ถึงจุดนึงก็คงจะฟาดกลับแน่นอนค่ะ รอชมได้ 5555

 

และจากคอมเมนต์ตอนก่อน เอซก็ได้ตำแหน่งนางกำนัลไปอย่างเป็นทางการแล้วนะคะ กร๊ากกกก คือมันก็เป็นทหารแหล่ะ แต่บทมันตามต้อย ๆ XD (ตั้งใจสร้างมาให้เป็นตัวช่วยดำเนินเรื่องนิดหน่อย กลายเป็นสนุกกับชะตากรรมไปด้วย)

 

อนึ่ง แม้ตอน 1-2 ไม่ได้บรรยายไว้ แต่สองเจ้าชายไม่ได้เดินทางมาอัลสโตเรียด้วยตัวเปล่านะ มีสัมภาระแบกกันมาด้วยเน้อ เอิ๊กกกก /ลืมเขียน—

 

แถมรูปน้องแมวค่ะ ไปเจอในคลิปมา แว้บแรกที่เห็นอุทานเลยว่า นี่มันชแตรรรรร์ ❤

16-09-11-22-12-17-906_deco

 

 

-ยามเช้า วังรัชทายาทแห่งอัลสโตเรีย-

 

อากาศภายนอกกำลังเย็นสบาย แต่เหล่าข้ารับใช้ที่กำลังยืนอยู่แทบชิดผนังหรูหราของห้องรับประทานอาหาร ต่างมีเหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า…ด้วยความตึงเครียด และด้วยไอร้อนจากร่างกายขององค์ชายแห่งแฟลร์รูจ

 

อพอลโลนั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ จ้องมองอาหารชุดใหญ่ที่พร้อมนานแล้ว แต่กลับไร้วี่แววผู้ต้องมาร่วมโต๊ะอีกคน

 

“ท่านอพอลโลขอรับ….” หัวหน้าข้ารับใช้ปลุกใจกล้าขึ้นพูด “เชิญรับประทานก่อนเถอะขอรับ ท่านชแตร์คงจะ—”

 

ไม่ทันขาดคำ แขนแกร่งงัดโต๊ะขนาดใหญ่หลายฟุตจนล้มคว่ำ เสียงดังสนั่นจนสาวใช้กรีดร้องกันระงม

 

“เจ้านั่นอยู่ไหน…”  อพอลโลแค่นเสียงต่ำ

 

“ท่านชแตร์อาจจะ—-”  ยังไม่ทันจบคำก็ถูกตวาดเสียก่อน

 

“หมายถึงเจ้าเอซ! ลิ่วล้อของอาร์วีน่ะ!!!” ดวงตาเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงกราดมอง “ตอนนี้เจ้านั่นไปตามชแตร์อยู่ต้อย ๆ ให้เจ้านั่นมาพบฉัน!”

 

หัวหน้าข้ารับใช้แอบบ่นในใจว่าจะรู้ไหมว่าใคร เล่นไม่ออกชื่อแต่แรก “ท่านหัวหน้าองค์รักษ์ อาจจะเข้าไปรายงานตัวในวัง—-”

 

“ตามมา!!!”

 

“ขอรับ!!!”

 

คราวนี้หัวหน้าพ่อบ้านไม่รอช้า เขาสาวเท้าไปยังมุมห้อง เปิดหน้าต่างที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น แล้วหยิบกรงนกพิราบสื่อสารที่แขวนอยู่ใกล้ ๆ …

 

อพอลโลรู้สึกเหลือจะทนกับภาพตรงหน้า ความโบราณของเมืองนี้มันช่าง!!!

 

“พอ!!! ฉันจะไปตามหาเอง!”  เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจลุกขึ้นจนเก้าอี้ลมฟาด ตวัดเสื้อขึ้นคลุมไหล่ แต่ก่อนจะจากไปยังหันกลับมาแค่นเสียงขู่  “ถ้าคราวหน้ายังเห็นใช้นกพิราบสื่อสารอีก ฉันจะเผากินให้หมด!!!”

 

———

 

แดดรำไรส่องผ่านใบไม้ลงมา เกิดเป็นแสงสีเขียวจางฉายลงบนผ้าใบสีขาว

 

นิ้วเรียวเกลี่ยละอองน้ำค้างบนหลังคาเตนท์ จนมารวมกันเป็นหยดน้ำใหญ่ ความเย็นสดชื่นนั้นช่างแปลกใหม่สำหรับชแตร์ เพราะที่ผ่านมาเขามักจะเดินทางอยู่ในที่แห้งแล้งกว่านี้นัก

 

“ท่านชแตร์ขอรับ! น้ำจากลำธารสำหรับล้างหน้าขอรับ”

 

เอซเดินมาพร้อมถังไม้ขนาดแขนโอบ เขาค่อย ๆ วางลงบนพื้นหน้าที่พักแรมชั่วคราวของเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล…เตนท์ที่พกมาเอง

 

เพราะชแตร์เห็นห้อง ‘ชายา’ เมื่อคืนแล้ว ถึงกับคว้าสัมภาระออกมานอกวังโดยไม่ฟังคำอ้อนวอนของเอซ โชคยังดีที่ข้างกำแพงของปีกตะวันตกมีสนามหญ้าและต้นไม้ใหญ่ ชแตร์จึงตัดสินใจตั้งค่ายที่นี่

 

“ขอบคุณนะ” พูดจบก็ถอดเสื้อคลุมกันหนาวออก นั่งลงใช้มือวักน้ำขึ้นมาจรดริมฝีปาก ดื่มแก้กระหาย

 

“ท่านชแตร์!!!” เอซร้องลั่น

 

“อะไร?” เจ้าของชื่อถามหน้านิ่ง

 

“น้ำสำหรับล้างหน้าขอรับ ท่านจะดื่มไม่ได้” ทหารหนุ่มโบกไม้โบกมือ

 

“…น้ำนี่สะอาดดีออก ตอนเราเดินทางมาถึงก็เห็นชาวบ้านดื่มกัน”

 

“แต่…แต่…ท่านเป็นเชื้อพระวงศ์” เอซทำปากพะงาบ ๆ

 

ชแตร์กระพริบตาสองที ก่อนจะวักน้ำขึ้นมาดื่มและล้างหน้าต่อ

 

“เฮ้อ….” คราวนี้ทหารหนุ่มนั่งลงอย่างทำใจ “อันที่จริง…ท่านชแตร์ควรเข้าไปใช้ห้องน้ำในวังนะขอรับ ทำแบบนี้ใครมาเห็นเข้าจะ…”

 

“เอซ…” เสียงนุ่มเรียกผู้ติดตามชั่วคราวขณะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้า “อย่าปฎิบัติกับเราเป็นพิเศษเลย เราแค่ผู้มาอาศัยชั่วคราว”

 

“ท่านก็พูดแบบนี้อีกแล้ว” เอซถอนหายใจ เขานั้นมารับใช้ด้วยใจจริง…

 

…แต่ที่ห่วงตอนนี้ คือเจ้าชายรูปงามผู้สวมเสื้อแขนกุดสีดำ กำลังวักน้ำล้างตัวจนเปียกปอน…ใครมาเห็นจะคิดยังไง…

 

….

………

……………..

 

“มาอยู่นี่เองรึ” เสียงต่ำห้าวทัก

 

เอซสะดุ้งเฮือก ในใจอุทานไม่เป็นภาษาไปแล้ว ทำไมคนที่มาเจอคนแรกต้องเป็นเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจด้วย

 

“ท่านอพอลโล…” ทหารหนุ่มตั้งสติแล้วปั้นยิ้ม “ท่านไม่จำเป็นต้องลำบากเลย ทำไมไม่ให้ข้ารับใช้ปล่อยพิราบ—-”

 

“ขืนพูดถึงนกส่งข่าวอีก จะจับย่างให้หมดทั้งอัลสโตเรีย” ดวงตาวาวโรจน์นั้น บอกว่าจริงจัง

 

“ชแตร์!”

 

“…มีธุระอะไร”  เจ้าของชื่อเพียงแค่ปรายตาข้างเดียว ไม่ได้หันหน้ามามอง

 

“นายทำผิดสัญญาตั้้งแต่วันแรก ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ไปร่วมโต๊ะด้วย”  อพอลโลชี้นิิ้วไปรอบบริเวณ  “แล้วนี่อะไร? ใฝ่ต่ำออกมานอนในสนามหญ้า แล้วแต่งตัวแบบนั้นไม่คิดว่ามันล่อแหลมหรือไง”

 

“เรื่องสัญญาฉันผิดจริง ขอโทษด้วย” ชแตร์ซับหยดน้ำบนใบหน้า เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง “ส่วนที่นอน ฉันพอใจตรงนี้”

 

“โฮ่…เอาแต่ใจมากกว่าที่เห็นนะ” ริมฝีปากเหยียดยิ้มเสแสร้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง  “หรือเพราะเจ้านี่มันตามใจจนเกินเหตุ ถึงกล้าผิดสัญญา…ฉันควรจะลงโทษมันแทนใช่ไหม”

 

…เอซผู้ซวยเสมอ ถอยหลังโดยอัตโนมัติ…

 

“เอซ…”  ชแตร์เดินมาขวางระหว่างทหารกับอีกคน ส่งถุงผ้าที่ด้านในบรรจุเพชรพลอยเอาไว้ “ช่วยนำไปแลกเป็นเงินตราของอาณาจักรนี้ให้เราที ไม่ต้องรีบ”

 

“ต…แต่”  เอซมีสีหน้าลังเลหนัก จะให้เขาทิ้งเจ้านายไปในขณะที่เจ้าชายจอมป่าเถื่อนนั่นกำลังโกรธงั้นเหรอ

 

“ไปเถอะ” ประโยคต่อมาเป็นเสียงกระซิบ “…มีนายอยู่ เราจะกังวลจนสู้เต็มที่ไม่ได้”

 

ความซาบซึ้งระคนเสียใจที่ตนเองช่างไร้ค่าทำให้เอซต้องกัดฟัน เขาค้อมหัวคำนับเร็ว ๆ ก่อนรีบจากไปอย่างจำใจ

 

จึงเหลือเพียงเจ้าชายสองคนในที่แห่งนี้…

 

“นายนี่มันน่าสนใจจริง ๆ!”  อพอลโลหัวเราะดังลั่น  “แม้จะถูกใจ แต่ฉันก็ต้องลงโทษล่ะนะ!”

 

ชแตร์เงียบขรึมขณะสวมถุงมือสีดำทีละข้าง เมื่อกำหมัดพร้อมสู้ สร้อยนาฬิกาทรายตรงหน้าอกของชแตร์ก็เปล่งแสงแทนคำตอบ

 

เปลวไฟพวยพุ่งเข้าหาเป้าหมาย ร่างเพรียวกระโดดพ้นไปด้านข้างได้อย่างเฉียดฉิว อพอลโลบังคับไฟให้ไล่ตามไม่ลดละ แต่ชแตร์กลับหลบหลีกพลางพุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง พริบตาที่ไฟขาดช่วง มือเรียวก็คว้าเข้าบริเวณลำคอของอีกฝ่าย แต่อพอลโลเบี่ยงหนี สิ่งที่ติดมือมาจึงมีแค่เสื้อคลุมของเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจเท่านั้น เขาเขวี้ยงมันทิ้งลงพื้น

 

อพอลโลหงุดหงิด ดูเหมือนเขาจะประเมินความคล่องแคล่วและดุดันผิดรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายพลาดไป เมื่อประมาทไม่ได้แล้วจึงต้องจัดการให้เร็วที่สุด! อกเสื้อของเขาไหม้เป็นจุล เผยให้เห็นรอยสักราชสีห์บนแผ่นอกที่เหมือนจะคำรามออกมาได้จริง ก้อนไฟมหึมาปรากฎตรงหน้า ก่อนจะพุ่งออกไป!

 

ชแตร์รู้ว่าต้องตั้งรับอย่างไร แต่ชะงักไปอึดใจเมื่อกำลังจะเรียกดาวตก…ทว่าหากไม่ใช้พลังตอนนี้ เขาก็อาจจะตายลงที่นี่…ดาวตกดวงเท่าปลายนิ้วปรากฎขึ้นจากลมหายใจเฮือกใหญ่ ชแตร์อธิษฐานคำพิทักษ์ตนใส่ลงไปแล้วกระแทกมันออกไปเบื้องหน้า

 

เป็นอีกครั้งที่เพลิงโลกันต์แดงฉานเข้าปะทะกับแสงดาราอันเย็นเยือก สองพลังบดขยี้หักล้างกันและกัน เนิ่นนานหลายนาที สุดท้ายต่างสลายไปจนสิ้น…

 

อพอลโลกระอักลมหายใจอย่างเจ็บปวด เขาทรุดลงไปคุกเข่ามือกุมอกแน่น…ในขณะที่ชแตร์ก็ซวนเซอย่างไร้เรี่ยวแรง แผ่นหลังชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ก่อนทั้งร่างจะหล่นสู่พื้น

 

แม้จะเจ็บปวด แต่ครั้งนี้อพอลโลจับสังเกตได้ทุกอย่าง…ครั้งแรกที่สู้กัน เพราะชแตร์นั่งอยู่บนหลังม้าจึงไม่เห็นชัด แต่ครั้งนี้…

 

“…พลังของนาย ผลาญพลังชีวิตสินะ”  

 

ดวงตาคู่งามหรี่ลง ก่อนตอบ “ใช่…ส่วนพลังของนาย ก็พร้อมจะฆ่าเจ้าของ”

 

สายลมพัดเอื่อยอ่อน ค่อย ๆ พาเขม่าควันที่คละคลุ้งให้ลอยหาย…ผ่านไปหลายอึดใจ อพอลโลจึงแค่นหัวเราะออกมา  “พวกเราต่างก็มีจุดอ่อน…ที่ขัดขวางไม่ให้สมปรารถนา”

 

ชแตร์หลับตาลง…ความปรารถนาเหรอ เขาพอจะรู้แล้วว่าอพอลโลต้องการอะไร จึงตามมาตอแยเขา

 

“นายคงกำลังสนใจพลังอธิษฐานของแดนดาวตกสินะ…ตัดใจเสียเถอะ”

 

“เพราะอะไร” เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจขมวดคิ้ว

 

“ฉันจะให้กำเนิดดาวตกและคำอธิษฐานที่ทรงพลังได้ ก็ต่อเมื่อฉันบริสุทธิ์ใจที่จะช่วยเหลือ…”

 

‘สงสาร เห็นใจ เมตตา…รักใคร่’ คือต้นกำเนิดคำอธิษฐานที่จะสัมฤทธิ์ผล

 

อพอลโลนิ่งไป…ก่อนจะสำนึกได้ เสียงทุ้มเอ่ยลอดไรฟัน “นายไม่มีความรู้สึกอยากจะช่วยฉันสินะ”

 

ชแตร์ตอบง่ายดาย “ใช่”

 

…เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านไปอีกอึดใจใหญ่ ก่อนเสียงหัวเราะดังก้องของเจ้าชายแห่งไฟจะระเบิดออกมา

 

“ดี!!! ดีมาก!!!” ทั้งที่ควรจะโกรธที่ถูกตอกหน้าว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วย อพอลโลกลับถูกใจในความซื่อตรงอันล้ำค่าของเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลคนนี้

 

…หมอนี่ชอบให้คนบอกเกลียดสินะ…ชแตร์คาดเดา ก่อนจะระแวดระวังตัว เมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา

 

“เรามาเริ่มกันใหม่” อพอลโลเอ่ยเสียงมั่นคง “ฉันจะสร้างมิตรภาพกับนายจนกว่าจะสร้างดาวตกให้ฉันได้”

 

คนฟังอึ้งไปครู่หนึ่ง…ก่อนรอยยิ้มละมุนจะปรากฎที่มุมปากโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ

 

ทำเอาคนมองตาค้าง

 

“ตกลง” ชแตร์ถอนหายใจ ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นเผชิญหน้า ถอดถุงมือออก แล้วยื่นมือขวาให้ “ลองพยายามดู”

 

“…ทำอะไร”  อพอลโลมองมือเรียวที่ยื่นมา

 

เจ้าของมืออธิบายด้วยเสียงเรียบ “จับมือ เป็นสัญลักษณ์สากลที่อาณาจักรส่วนใหญ่ใช้ แสดงถึงความตกลงระหว่างกัน”

 

“อ้อ…”  มือใหญ่ข้างขวายื่นมาบ้าง อีกฝ่ายขยับมาสัมผัส ทำสัญลักษณ์ให้ถูกต้อง “มือนายเย็น”

 

“เป็นเรื่องปกติของราชวงศ์มีเทียร์เวล”  ชแตร์บอกเหตุผลด้วยความเคยชิน

 

ก่อนจะเบิกตากว้างกว่าปกติ…

 

เพราะขนาดมือที่ต่างกันเกินไป จาก ‘จับมือ’ น่าจะเรียกว่าอพอลโลกุมมือชแตร์เอาไว้แทบมิด สัมผัสเย็นนั้นทำให้ความร้อนในมือของเขาจางลง แสนสบายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน…มือใหญ่ดึงหลังมือเล็กขึ้นมาแนบแก้ม…หลับตาลง…ยิ้มอย่างพึงใจ

 

ชแตร์ตกใจจนตัวชา พยายามดึงมือออกแต่แทบไม่ขยับ แล้วเกือบจะตัวแข็งเมื่อจมูกโด่งคมกับริมฝีปากของอีกฝ่ายเริ่มซุกไซ้

 

“ทั้งเย็น…ทั้งหอม…”

 

ขาดคำ ชแตร์กระชากมือออกทันที แถมยังถอยห่างอย่างไม่ไว้หน้า

 

“…นายอย่าถูกตัวฉันอีกนะ”  เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลชักไม่แน่ใจแล้วว่าจะสร้างมิตรภาพกับคนแบบนี้ไหวไหม

 

“อะไรกันเล่า” อพอลโลเดาะลิ้น ก่อนจะผุดยิ้ม  “นายเป็นฝ่ายยื่นมือให้นะ…อ่อยกันก่อน”

 

อ่อย…

 

…อ่อยงั้นเหรอ…

 

“ดูท่าสานต่อวันนี้คงไม่เหมาะสินะ โอเค ฉันยอมให้ ถือว่าเห็นแก่มิตรภาพ”  อพอลโลจงใจเน้นคำสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากไปในทางที่มา…พลางยกมือที่ยังเหลือกลิ่นหอมและไอเย็นขึ้นมาเชยชม

 

….

………

……………..

 

“ท่านชแตร์ขอรับ! ปลอดภัยไหม”  เอซที่ไปแลกเงินเรียบร้อยและกระหืดกระหอบกลับมา ต้องชะงักหัวแทบทิ่มเมื่อพบว่าเจ้านายของตนอยู่คนเดียว…

 

แต่ทำหน้าราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว

 

“ท…ท่านชแตร์!”  ทหารหนุ่มวิ่งวนไปทั่วค่าย ต้มน้ำอย่างรีบร้อนหวังว่าจะช่วยคลายหนาวให้เจ้านายอย่างด่วน

 

ดูเหมือน ‘มิตรภาพ’ จะเริ่มต้นแล้ว…

 

TBC

เพิ่งรู้ตัวว่าสู้กันอีกแล้ว…ตอนหน้าจะสู้กันน้อยลงค่ะ สัญญาาาาาาาา

[Yume100TH Fanfiction] Melted. (NSFW)

[Yume100TH Fanfiction] Melted.

 

Macho_luglio

Pairing : Frost x Graysia

Warning : Incest, NSFW

16-09-13-02-23-44-285_deco

Note : 

  • ฟิคนี้ เป็นฟิคแก้บน(กร๊าก) ที่LBตั่วเฮีย(ฟรอสต์)ได้ครบค่ะ ติดไว้นานแล้ว…
  • ไม่ติดได้ไง ดัน incest…
  • คือชอบนะ guilty pleasure ของเรา…แต่พอจะแต่งเองทีไรรู้สึกค้ำคอ เอื้ออออ
  • …ก็รอจนทำใจ+ว่างแล้ว เลยลองดูค่ะ
  • จึงได้ฟิคที่มีฟีลบิด ๆ เบี้ยว ๆ และกามเรทเอาการ…
  • แต่ยังไงก็อยากอ่านคอมเมนต์นะคะ เลิฟคนอ่านนะ ❤

 

 

 

ในปราสาท ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าชายถึงสามคน

 

มีรัชทายาทที่ปรีชาสามารถ และเจ้าชายน้อยเป็นขวัญใจก็พอแล้ว

 

…ไม่สิ…ขวัญใจอะไรนั่นคงไม่ถูกต้องเท่าไหร่ เกรเซียคิดในใจเมื่อถึงน้องชายคนเล็กผู้มีใบหน้าน่ารักปานเทวดา แต่นิสัยเอาแต่ใจราวปีศาจน้อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ตัวตนของชเนย์ก็ยังความปลาบปลื้มมาให้กับผู้คนในอาณาจักร

 

ในขณะที่เขา…ไม่มีวันเทียบเคียงพี่ชาย และไม่สามารถย้อนวัยไปตอนยังเยาว์และน่าเอ็นดูได้อีกแล้ว…แม้ไม่มีข้าราชบริพารในวังคนไหนพูดออกมา แต่เขารู้สึกได้ถึงการเปรียบเทียบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ อยากทำประโยชน์โดยการเป็นทหาร แต่ฐานันดรของเขาทำให้แปลกแยก และถูกคัดค้าน

 

หรือแม้แต่การทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ด้วยการออกไปเจริญสัมพันธไมตรี…เรียกสั้น ๆ ว่าแต่งงานกับเจ้าหญิงของอาณาจักรพันธมิตร ก็ถูกพี่ชายคัดค้านจนล้มเลิกไป…

 

คล้ายกับฟรอสต์ไม่ต้องการให้เขามีอำนาจหรือบทบาทใด ๆ ต่อราชวงศ์…ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่มีวันจะชิงบัลลังก์ ทำไมจึงไม่ไว้ใจกันบ้าง….

 

ดังนั้นเกรเซียจึง ‘หนี’ ออกมา ทั้งจากราชกิจและพี่ชาย เหลือเพียงชเนย์เท่านั้นที่เขายังเอ็นดูเกินกว่าจะหลบหน้า

 

เจ้าชายองค์รองอยู่เงียบ ๆ นอกวัง…อยู่ในเมืองแค่ตอนที่ต้องการซื้อเสบียง นอกนั้นแทบจะใช้เวลาทั้งหมดในสระน้ำแข็งและป่า พักผ่อนสลับกับฝึกเวทย์

 

เวลาพลบค่ำ เป็นช่วงที่ชเนย์มักจะมาหา เกรเซียจึงหยุดซ้อม เขาไม่อยากเสี่ยงให้น้องตามเข้าไปแล้วหลงทางในป่า จึงเป็นฝ่ายออกมารอทุกครั้ง

 

“บอกแล้วไงว่าอย่ามาหาอีก” แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่การกระทำไม่ใช่เลย

 

เกรเซียรู้สึกได้ถึงไอยะเยือก…สำหรับราชวงศ์สโนว์ฟิเลียแล้ว ความหนาวแทบกล้ำกลายไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสตอนนี้ คือพลังพิเศษที่สืบทอดและสื่อถึงกันในสายเลือด เป็นความเย็นในระดับที่สามัญชนไม่อาจทนไหว ปกติ ‘พวกเขา’ จะกักเก็บพลังเอาไว้เพื่อไม่ให้เผลอทำร้ายประชาชน มีเพียงตอนที่อยู่ด้วยกันในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถปล่อยตัวไปตามธรรมชาติ

 

ไอเย็นจัดแผ่เข้ามาใกล้ ชเนย์ที่ยังเยาว์ไม่น่าจะมีพลังขนาดนี้

“… ‘มาหาอีก’ งั้นเหรอ…ที่ชเนย์ชอบกลับวังค่ำมืดเพราะนายสินะ”

 

เสียงต่ำทุ้มของพี่ชายคนโตทำให้เกรเซียเบ้ปาก และแปลกใจไม่น้อย

 

“พี่มีธุระอะไร” ถามเสร็จแล้วรีบเบนสายตาไปอีกทาง

 

“เกรเซีย” ฟรอสต์เรียกด้วยเสียงเข้มขึ้น “จะพูดกับใครก็มองหน้า มารยาทหายไปไหน”

 

“อึก…” เจ้าของชื่อเม้มปาก ก่อนจะจำใจหันมา แต่ยังกล้าถามด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ว่ายังไงเล่า”

 

จบคำ ฟรอสต์จับปลายคางของน้องชายเอาไว้ ดันขึ้นให้สบตา แค่นหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นเกรเซียต้องเขย่งปลายขาขึ้นตามแรงยกของเขา

 

“ธุระเหรอ ต้องมีธุระใช่ไหมถึงจะเข้าเฝ้าองค์ชายรองได้…ฉันคือใคร? พี่ชายของนาย ไม่ใช่ข้าราชบริพารที่จะต้องถามความเต็มใจ นายต่างหากที่ฝ่าฝืนโองการเรียกตัวของรัชทายาท!”

 

แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากดวงตาสีแดงฉาน เหมือนกองไฟใหญ่พยายามจะกลืนกินเปลวไฟดวงน้อย…เกรเซียฝืนจ้องตาตอบ…ก่อนจะยอมแพ้

 

“ขออภัยท่านพี่…” เอ่ยอย่างทางการ รู้สึกเจ็บใจ

 

ฟรอสต์กระตุกยิ้มมุมปาก มือแกร่งคลายจากปลายคาง ก่อนจะเลื่อนลงไปกุมไหล่บางของน้องชาย “ให้อภัย…”

 

เกรเซียผงกศีรษะรับตามธรรมเนียม ไม่ได้รู้สึกเลยว่าปลอดภัย

 

“นายไม่ได้กลับวังมาเกือบสิบวัน ฉันเป็นห่วง” พี่ชายแสดงความเอื้ออาทรด้วยคำพูด มือหนึ่งพันธนาการไม่ให้ไปไหน อีกมือลูบไปตามช่วงเอวเล็ก “ได้ทานอาหารครบมื้อหรือเปล่า ทำไมถึงผอมลงอีกแล้ว”

 

“ผมกำลังเข้าสู่ช่วงสูงขึ้นต่างหาก” เกรเซียอ้าง แม้ความจริงจะแทบไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่กลับเข้าวังก็ไม่เห็นเป็นไร ผมดูแลตัวเองได้ อยู่ที่นี่ฝึกซ้อมสะดวกกว่า”

 

“รู้จักเอาการซ้อมเวทย์มาอ้างแล้วหรือ” ฟรอสต์หรี่ตาพลางคิด จริงอยู่ว่าการฝึกซ้อมของเหล่าองค์ชายนั้นค่อนข้างเป็นอันตรายต่อข้าราชบริพาร โดยเฉพาะองค์ชายที่ยังไม่เชี่ยวชาญในการควบคุมพลัง “ชเนย์เองก็เผลอแช่แข็งทหารไปคนหนึ่ง ดีที่นักเวทย์มาช่วยพยาบาลเอาไว้ทัน”

 

“เพราะอันตรายต่อคนรอบตัว ผมจึงเลือกมาฝึกคนเดี—-” ยังไม่ทันพูดจบกลับถูกปิดปากเสียก่อน

 

“รู้จักห่วงใยข้ารับใช้ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี” ฟรอสต์บดนิ้วหัวแม่มือเข้ากับริมฝีปากสีอ่อนนั้น “แต่ลืมไปแล้วหรือ…ว่าฉันไม่อนุญาตให้ออกมา”

 

เกรเซียปัดมือพี่ชายออก “ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

 

ฟรอสต์ตอบสนองการต่อต้านนั้น ด้วยการกระชากต้นแขนน้องเข้าหาตัว “แต่นายขัดคำสั่งฉัน ฉันผู้เป็นเจ้าของทุกอย่างในอาณาจักรนี้ รวมถึงตัวนายด้วย”

 

“พี่ลืมท่านพ่อท่านแม่ไปแล้วหรือไง” เกรเซียหลุดปากยอกย้อน

 

“โฮ่…..สั่งสอนว่าฉันข้ามหน้าพวกท่านสินะ ” พี่ชายยิ้มมุมปากแต่ดวงตาไม่ได้ขบขันด้วย “แต่เสียใจด้วย…เรื่องของนาย พวกท่านช่วยไม่ได้”

 

“หมายความว่ายังไง?” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความมึนงง

 

ไม่มีคำตอบ รัชทายาทแห่งสโนว์ฟิเลียตวัดร่างน้องรองขึ้นบ่าแล้วสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็ว เกรเซียตกตะลึงแต่ก็พอทำใจได้ว่าต้องถูกพากลับปราสาท

 

ทว่า เส้นทางที่ฟรอสต์มุ่งหน้ากลับลึกเข้าไปในป่า

 

“พี่ จะพาผมไปไหน” มือเรียวตีแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย

 

คนถูกถามไม่ตอบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพบทหารยามตั้งแถวรออยู่ พวกเขาทำความเคารพให้ฟรอสต์โดยไม่มีสีหน้าแปลกใจกับสภาพของเกรเซีย

 

“เฝ้าอยู่ในระยะที่กำหนด ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องเข้ามา” รัชทายาทสั่งเสียงเฉียบ

 

พี่ชายจะฆ่าเขาทิ้งหรือยังไง เกรเซียเริ่มกลัว

 

จากแถวของทหาร เดินลึกผ่านทิวไม้หนาตาเข้าไปอีกเกือบห้านาที บ้านหลังหนึ่งก็ปรากฎสู่สายตา รูปทรงเรียบง่าย แต่วัสดุที่ใช้นั้นราคาแพงระยับ เป็นหินอ่อนสีหิมะแบบเดียวกับที่ใช้ในราชวังสโนว์ฟิเลีย

 

เพราะถูกแบกมานานจึงเริ่มมึนหัว รู้ตัวอีกทีก็ถูกโยนลงกับเตียงหลังใหญ่ เกรเซียหลับตาแน่นเพื่อปรับสมดุล ก่อนจะลืมตาอีกหนแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น

 

ภาพแรกที่เห็น คือพี่ชายกำลังถอดเครื่องทรงเต็มยศของรัชทายาทออก เผยแผงอกขาวจัด เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำ ท่อนล่างเหลือเพียงกางเกงขายาว

 

“พี่…..” ทำไมต้องพามาที่นี่ ทำไมต้องถอดเสื้อ ตอนนี้เกรเซียไม่เข้าใจทุกสิ่งรอบตัว

 

เมื่อเหลือกันเพียงสองคนในที่ห่างไกล ฟรอสต์จึงยอมเฉลย

 

“เพราะนายไม่ยอมกลับเข้าวังตามโองการเสียที ฉันเลยต้องเลือกที่พักลับแห่งนี้…” นัยน์ตาสีแดงซึ่งปกติจะดูเยือกเย็น ตอนนี้วามวาวผิดปกติ “…ข้าหลวงมาอธิบายให้นายฟังหลายครั้งแล้ว น่าจะเข้าใจเสียทีไม่ใช่เหรอ”

 

เกรเซียขนลุกวาบไปทั้งร่าง มือที่ยันตัวอยู่ เผลอจิกขยุ้มผ้าปูเตียงแน่น

 

ราชวงศ์สโนว์ฟิเลียนั้น เพราะพลังมหาศาลและการวางตัวสูงส่ง ทำให้ได้รับการนับถือจากประชาชนราวกับเทพเจ้า อาณาจักรอื่นแม้ไม่ได้แสดงออกว่าเทิดทูน แต่เป็นที่รู้กันว่ายกให้อยู่เหนือกว่าขั้นหนึ่งเสมอ

 

ใครเล่าจะรู้ ว่าความเพียบพร้อม ทำให้การหาคู่หมายอันเหมาะสมแสนยากลำบาก เพื่อป้องกันการหาประโยชน์จากการแต่งงาน ไม่ว่าส่งสนมเข้ามา หรือเสนอเจ้าหญิงให้เสกสมรส กลุ่มข้าหลวงผู้ภักดีแห่งสโนว์ฟิเลียจะเป็นผู้คัดกรองทั้งหมด ดูทั้งชาติตระกูล ดูทั้งผลประโยชน์ที่จะได้ ผลร้ายที่จะเกิด…แต่เพราะการเมืองระหว่างอาณาจักรมากล้น จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีสตรีใดผ่าน…

 

ธรรมเนียมโบราณจึงถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง… ‘สัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง’ เพื่อควบคุมไม่ให้สายเลือดอันสูงส่งเล็ดลอดหากรัชทายาทต้องการปลดปล่อย…ในอดีตเคยมีกระทั่งราชาและราชินีที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน

 

นี่เป็นอีกเหตุผลที่เจ้าชายรองหลบเลี่ยงการเข้าวัง และพยายามจะลืมมาโดยตลอด

 

เขากลัว

 

กลัวพี่ชาย กลัวว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกดขี่และกำจัดเขา…

 

“พี่…ผมไม่คิดจะอ้างสิทธิในบัลลังก์”  ริมฝีปากรู้สึกแห้งผากเมื่อต้องพูดสิ่งที่อัดอั้น  “พี่เหนือกว่าผมทุกอย่าง ไม่ต้องทำแบบนี้…ไม่จำเป็นเลย”

 

ขาดคำ ฟรอสต์เดินตรงมาหาแล้วยกฝ่ามือใหญ่สัมผัสใบหน้าของน้องชาย

 

“ตัวนาย…เย็นมาก” ผู้เป็นพี่บอกด้วยเสียงแผ่ว “เป็นความกลัวใช่ไหมที่แช่แข็งนายเอาไว้ ถึงไม่ยอมเปิดใจให้ฉันเลย…”

 

เกรเซียข่มตัวเองไม่ให้สั่นอย่างยากเย็น เมื่อพี่ชายก้าวขึ้นเตียงมาหา ขายาวเหยียดนั้นขนาบข้าง เหมือนล้อมรั้วไม่ให้เขาหนี…คิดจะสู้…เป็นเรื่องโง่สิ้นดี เขาไม่มีทางชนะเลย

 

แขนใหญ่คว้าหลังเอวเล็กแล้วดึงเข้ามากอด มือข้างที่เหลือลูบศีรษะ เรื่อยลงมาถึงแก้มเนียน ก่อนใช้นิ้วเชยปลายคางน้องให้เงยหน้ามาสบตา

 

“ไม่ใช่เพราะธรรมเนียมโบราณ…นายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าฉันเลือกทำ เพราะเป็นนาย”

 

…..

……….

 

คนฟังนิ่งอึ้งเหมือนเวลาหยุดหมุน…ก่อนนาฬิกาจะเริ่มเดินอีกครั้ง…ไม่สิ ไม่ใช่เข็มนาฬิกา แต่เป็นหัวใจของเขาที่เต้นรัวขึ้นเรื่อย ๆ

 

“ราชวงศ์ของเรามีความหนาวเย็นเป็นพลัง” ฟรอสต์ค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงมา ก่อนจะกระซิบเมื่อริมฝีปากเสียดสีกับริมฝีปากเล็กข้างใต้แผ่วเบา “…แต่ฉันอยากจะลองละลายน้ำแข็งของนายดูสักครั้ง”

 

จูบไร้เสียงนั้นเกิดเพียงพริบตา เพราะเมื่อปลายลิ้นอุ่นจัดรุกรานเข้ามา เกรเซียก็ผลักพี่ชายออก

 

หากกำลังแขนที่ต่างกันเกินไปไม่ได้ทำให้ฟรอสต์ถอยห่าง ซ้ำยังฉวยโอกาสตอนที่ร่างเล็กกว่าเอนหนี ใช้น้ำหนักตนเองโถมลงไปกดทับเอาไว้ เกรเซียจมอยู่ในที่นอนหนานุ่ม

 

“พี่…อย่า….”  เสียงที่ออกมาจากลำคอตอนนี้ แตกต่างจากเสียงปกติที่มักจะขุ่นเคือง เขาสับสนและหวาดกลัว….เพราะสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวของพี่ชายที่กดตรึงร่างเอาไว้

 

“เด็กดี อย่ากลัวไปเลย” ฟรอสต์พยายามกลั้นยิ้ม สรรหาคำปลอบ “พี่เคยทำร้ายนายเหรอไง”

 

“เคย” เกรเซียตอบอย่างไม่ลังเล

 

“ไม่นับตอนฝึกเวทย์สมัยก่อนสิ” อดีตคนร้ายหลุดยิ้มออกมา

 

รอยยิ้มเดียวนั้น สะกิดน้ำแข็งแห่งความกลัวของเกรเซียให้กระเทาะ

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ที่ความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้เขาแยกตัวออกมาจากพี่ ทั้งที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยห่างกัน

 

“เกรเซีย….”

 

ชื่อของเขา ในน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา

 

“…ฉัน…นาย”

 

พยางค์ตรงกลางนั้น…แผ่วเบาจนแทบจะหายไปกับลมหายใจเพราะความประหม่า รัชทายาทผู้เฉียบขาดทุกคำพูด กลับพลาดท่าในเวลาเช่นนี้

 

แต่คนฟัง รับรู้ได้ชัดเจน…พยางค์นั้นซึมลึกเข้าไปในอกจนแน่น ก่อนจะส่งแรงดันขึ้นมาจนน้ำตาแทบล้น…ระคนไปด้วยความเต็มตื้นและหวาดหวั่น

 

รู้ว่าความรักเช่นนี้มีอยู่ในโลก หากยังรู้สึกผิดบาปหนักหนา

 

เกรเซียยกสองมือขึ้นปิดดวงตา ครางผะแผ่วเมื่อริมฝีปากของพี่ชายประทับลงบนหลังมือนั้น แล้วเลื่อนลงไปยังริมฝีปาก ลำคอ ก่อนจะพร่างพรมเป็นทางลงไปตามนิ้วมือใหญ่ที่กำลังปลดเสื้อผ้าของเขาออก

 

“อย่า!!” ต้องปล่อยมือจากดวงตามายันบ่ากว้างเอาไว้ เมื่อลิ้นร้อนดูดเม้มส่วนอ่อนไหวบนอก รู้สึกอับอายเพราะผู้ชายไม่ควรไวสัมผัสกับจุดนี้ “พี่…พวกเราไม่ควรทำแบบนี้ อย่า…”

 

เกรเซียสะดุ้งเฮือกเมื่อเผลอสบตากับฟรอสต์….ชั่ววูบหนึ่งแววตาของพี่ดูเสียใจกับคำคัดค้าน ก่อนจะวาวโรจน์ขึ้นมาใหม่อย่างไม่รู้จักแพ้

 

“นายเป็นของฉัน” เสียงต่ำทุ้มในลำคอ นิ้วใหญ่กดคลึงลงบนหัวนมเล็กจนแดงซ่าน “ต่อให้ทั้งโลกคัดค้าน ฉันก็จะทำแบบนี้ ไม่ว่ากี่ครั้ง”

 

ที่นอนนุ่มคืนตัวเล็กน้อยเมื่อฟรอสต์ยันตัวลุกขึ้น เกรเซียรีบพลิกหันข้าง ดึงเสื้อปิดอกแล้วกอดร่างกายที่ตื่นตระหนกเอาไว้

 

แล้วต้องร้องลั่น เมื่อพี่ชายย้อนกลับมากระชากกางเกงของเขาจนหลุด ยึดสองขาให้อ้าออก เกรเซียดิ้นและพยายามถีบ แต่อีกฝ่ายกลับทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าเตียง ดึงสะโพกเล็กเข้าหา…ศีรษะโน้มลงมา และดูดกลืนแก่นกายน้อยเข้าไป

 

ริมฝีปากที่ครอบครอง ปลุกปั่นความใคร่ให้ปะทุขึ้นมา เกรเซียบิดเอว แผ่นหลังเสียดสีผ้าปูเตียงจนร้อนผ่าว น้ำตาไหลพรากเพราะไม่เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศใด ๆ จากคนอื่น…ความหวาดหวั่นยิ่งทบทวี เมื่อรู้สึกถึงน้ำมันลื่นชโลมช่องทางเบื้องหลัง นิ้วใหญ่รุกรานทีละน้อย เชื่องช้าระแวดระวัง แต่คุกคามอย่างโหดร้ายเมื่อเริ่มขยับเข้าออก

 

เท้าเล็กจิกเกร็งอยู่ในอากาศเมื่อจุดสุดยอดมาถึง แผ่นหลังขาวยกสูงจากที่นอน ก่อนจะทิ้งลงมาแนบตามเดิม…ลมหายใจหนักถ่ายถอน…ดูเหมือนความเครียดทั้งมวลจะถูกบังคับให้จางหายเพราะตัณหา

 

เกรเซียหลุบตาลง…ภาพที่เห็นคือพี่ชายผู้กำลังปรนเปรอเขาจนผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้า ศีรษะอันสูงส่งของรัชทายาทกำลังโลมเลีย เลอะเปื้อน ราวกับสยบให้ความปรารถนาในตัวเขา อ้อนวอน ทำทุกอย่างเพื่อเขา

 

วินาทีนี้ เขาเหนือกว่า

 

…ความพึงใจอันบิดเบี้ยว สร้างรอยยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปาก…

 

“เกรเซีย…”

 

ฟรอสต์คำรามในลำคอขณะขึ้นคร่อมร่างเล็ก เขากำลังจะคลั่งตายกับน้องชายที่ยิ้มยั่วผสานน้ำตานองหน้า ดึงขาเรียวขาวแนบสีข้างตนเอง ปลดกางเกงลง หน้าขาของเขาช้อนอยู่ใต้บั้นท้ายนวล…กดแทงส่วนแข็งขึงเข้าไปในช่องทางที่คับแคบแม้ผ่านการเล้าโลมแล้ว

 

คนถูกชำเราเม้มปากแน่น น้ำตาร่วงเป็นสาย เขาจิกเล็บลงบนข้อมือของพี่ชายที่ยึดเอวไว้ไม่ให้หนี ในกายอึดอัดเหมือนตกนรก แต่สวรรค์เริ่มเข้าใกล้อีกครั้งเมื่อกล้ามท้องแกร่งบดเบียดแก่นกายเล็กไปมา

 

เอวใหญ่ดันเข้าและถอนออกอย่างยากเย็นในช่วงแรก จนเมื่อบังคับจูบและเคล้นคลึงส่วนไวสัมผัส เกรเซียถึงยอมคล้อยตาม…ต่างกับตอนเตรียมพร้อมด้วยนิ้วมือ ฟรอสต์ห้ามตัวเองให้อ่อนโยนไม่ไหวอีกต่อไป สอดกระแทกแรงขึ้นและถี่รัว หยาบโลนจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือตัวเขา เสพความสุขสมจนร่างใหญ่หยัดเกร็ง

 

เกรเซียสะอึกเมื่อถูกหลั่งเข้าสู่ส่วนลึก…แล้วสะอื้นแผ่วเมื่อตนเองปลดปล่อยออกมาอีกหน

 

…ราวกับหัวใจของเขาละลายออกมา เป็นความใคร่และน้ำตาที่เจิ่งนอง…

 

องค์ชายรองหลับใหลไปทั้งอย่างนั้น…

 

ฟรอสต์ค่อย ๆ ขยับขึ้นนั่งโดยไม่ยอมถอดถอน จับร่างน้อยให้นั่งคร่อมตัก เสื้อของเกรเซียยังสวมอยู่ เขาจัดให้ปกปิดผิวขาวนุ่มนั้นอย่างหวงแหน…เผยเพียงส่วนล่างที่ยังสอดประสานกันและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำขาวข้น

 

“…เป็นพยานเสร็จก็กลับไปซะ…แล้วอย่าได้เสนอชื่อผู้หญิงคนใดมาบังคับฉันอีก”

 

เสียงเฉียบขาดบอกแก่เหล่าข้าหลวงที่ซ่อนตัวอยู่หลังหน้าต่าง แหวกม่านไว้แคบ ๆ เพื่อสังเกตการณ์ภายใน…ได้ยินคำตอบรับอย่างจำใจ ก่อนเงาดำจะค่อย ๆ แยกย้ายไปหมด….

 

ธรรมเนียมโบราณที่เหล่าข้าหลวงเคยเกลี้ยกล่อมเกรเซียนั้น เป็นการจัดฉากอย่างหนึ่ง

 

ฟรอสต์รู้ตัวดีว่าต้องการอะไร ‘ที่สุด’ ในชีวิตนี้ แต่เพราะตำแหน่งรัชทายาททำให้ถูกคัดค้านและกดดันให้แต่งงานเรื่อยมา

 

ทว่า ไม่มีสิ่งใดขวางเขาได้ บังคับด้วยอำนาจ ขู่สังหารด้วยพลัง

 

ช่างหัวข้าหลวง ช่างหัวบ้านเมือง

 

แขนใหญ่สวมกอดน้องชายคนรองแนบแน่น…จุมพิตแก้มขาวเนียนอย่างรักใคร่ รอให้ชเนย์ผู้มีนิสัยใจคอเหมือนเขาโตแล้วค่อยแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแทน…ถึงตอนนั้นเขาคงมีอิสระเหนือสิ่งใด

 

แต่เกรเซียจะไม่มีวันเป็นอิสระจากเขา…แน่นอน

 

-END-

คิลมู้ดปิดท้าย : กิ๊ฟติดผมของเกรเซียทรงพลังมาก ไม่หลุดระหว่างทำกิจกรรมหนักหน่วง

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 2

***แก้แย้ว : แปะจากมือถือ ค้นพบว่าวินาศมาก พรุ่งนี้แก้ฟอนต์ให้นะคะ orz / คือจะดราฟต์แต่ดันกดพลับบลิคคคค***

[Yume100TH Fanfiction] One Last Wish. – 2

Macho_luglio

Paring : Apollo x Ster

Note : อรุ๋ง ๆ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ในตอนที่แล้วค่ะ หญิงช้วยได้รับกำลังใจเต็มเปี่ยม (- -,,

ดีใจที่ทุกท่านบอกว่าภาษาอ่านง่าย เอิ๊กกก หญิงระวังไม่ใช้ราชาศัพท์เพราะเดี๋ยวจะเตร่งเตร๊งลิเกเกินค่ะ / ส่วนอัลสโตเรีย ไม่แซะแล้วอยู่ไม่ได้ กร๊ากกก รักนะอาร์วี่!!!

เช่นเคย อ่านแล้วมาคุยกันนะคะ จะคอมเมนต์หรือทางทวิตก็ได้ #ฟิควายเจ้าชายล็อกอิน รอคนช่วยแจวเรืออยู่ค่า ❤

“วังของท่านอาร์วีนั้น เป็นวังสำหรับพำนักในฤดูล่าสัตว์และตั้งรับข้าศึกในยามสงคราม อาจจะไม่หรูหราเท่าวังหลวง แต่รับรองว่ากว้างขวางและอยู่สบาย เผลอ ๆ ท่านชแตร์จะไม่ต้องเจอหน้าเพื่อนร่วมวังเลยขอรับ”

เสียงโทนต่ำของเอซบรรยายตลอดทางจากวังหลวงสู่วังของรัชทายาท

“ตั้งแต่ท่านอาร์วีออกเดินทางไปพร้อมเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ กระหม่อมก็ว่างงานมาโดยตลอด ต่อไปจะอยู่คอยรับใช้ท่านชแตร์เองขอรับ”

ชแตร์พยักหน้ารับเป็นบางครั้งให้รู้ว่าเขายังฟังอยู่ แต่ครั้งนี้เขามีคำถาม “แล้วนายไม่ไปดูแลอพอลโลเหรอ”

“เรื่องนั้น…” เอซมีสีหน้าลำบากใจ “องค์ราชาคงมอบหมายให้ทหารองครักษ์คนอื่นดูแลแล้วล่ะขอรับ”

“ไม่คิดว่าเป็นการลดเกียรติเขาหรือ เพราะตำแหน่งเดิมของนายคือการดูแลเจ้าชายอันดับหนึ่ง แต่กลับมาดูแลฉันแทน” น้ำเสียงนั้นเรียบเรื่อย

“ท่านชแตร์ต้องการไล่กระหม่อมหรือเปล่าขอรับ” เอซโอดครวญ

“เราไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น” ชแตร์ส่ายหัวเบา ๆ ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย “แค่สงสัยน่ะ คนอย่างเรา…ยังไงก็ดูด้อยกว่าอพอลโล”

“ด้อยกว่าอะไรกันขอรับ” เอซแย้ง “กระหม่อมชื่นชมตั้งแต่ตอนสั่งสอนท่านอพอลโล นั่นทำให้อยากรับใช้ท่านมากกว่า”

“เหรอ…” ชแตร์รับคำ แต่ไม่ยอมรับในใจ สายตาหลุบลงมองจี้ห้อยคอรูปนาฬืกาทราย

ละอองดาวที่บรรจุในนั้นเหลือเพียงน้อยนิด..ชีวิตกำลังลดลงไม่ต่างกัน เป็นดั่งของใกล้สลาย ประโยชน์เหลือใช้ไม่มากแล้ว…

ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เขามีนิสัยดูแคลนตนเองเช่นนี้ อาจจะตั้งแต่รู้ความว่าเกิดมาแตกต่างจากคนอื่น อาจจะเพราะทำให้ท่านแม่ร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วนเพราะสุขภาพเปราะบาง รู้สึกว่าตนเองไม่ควรเป็นภาระให้ หรือฝากชีวิตกับใครให้ลำบาก

ยกเว้นเพียงคนเดียวที่อยากให้อยู่เคียงข้าง

แต่เธอเลือกจะจากไป ทิ้งความหวังไว้ให้เพียงเศษเสี้ยว

“ท่านชแตร์ ถึงแล้วขอรับ”

เสียงของเอซดึงชแตร์กลับมาจากห้วงความคิด ตรงหน้าของเขาคือวังของรัชทายาท เป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ ดูแข็งแรงราวกับป้อมปราการ หากประดับไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และดอกไม้รายล้อม ลดทอดความน่าเกรงขาม เพิ่มความรู้สึกว่าเป็นที่อยู่อาศัย ทหารและข้ารับใช้ในวังจำนวนหนึ่งออกมายืนต้อนรับเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลที่ประตูหน้า ทุกคนต่างมีรอยยิ้มให้…แบบเกร็ง ๆ

จะไม่เกร็งได้อย่างไร ในเมื่อกึ่งกลางของแถวต้อนรับนั้น มีเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจนั่งท้าวคางและไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หรูซึ่งยกมาวางเฉพาะกิจ

“ขี่ม้าอยู่แท้ ๆ ทำไมใช้เวลาจากเมืองมาที่นี่นานนัก หา?” อพอลโลขมวดคิ้วใส่ ก่อนจะปรายตาไปมองเอซจนทหารหนุ่มสะดุ้งโหยง “เจ้านี่เป็นตัวถ่วงให้เดินทางช้าหรือไง”

แม้จะไม่อยากสนทนากับอีกฝ่ายเท่าไหร่ แต่เป็นภาระของชแตร์ที่ต้องปกป้องทหารชั่วคราวในสังกัด “เขาทำหน้าที่นำทางตามปกติ ไม่ใช่ตัวถ่วง แล้วฉันก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร”

“แล้วไม่คิดจะรีบมาทักทายผู้ร่วมอาศัยเร็ว ๆ บ้างเหรอ” ฝ่ายมาก่อนตวัดขาเปลี่ยนท่านั่ง รองเท้ากระทบพื้นเสียงดังสนั่น ข้ารับใช้รอบกายลอบกลั้นหายใจแทบจะพร้อมกัน

ชแตร์ตอบด้วยใบหน้านิ่ง “ไม่เห็นจะสำคัญ”

คราวนี้ข้ารับใช้ทั้งหมดเบิกตาและอาจจะอุทานในใจว่า ‘อื้อหือออออ’ เพราะไม่คิดว่าเจ้าชายผู้เรียบร้อยดั่งผ้าแพรขาวจะกล้าฟาดประโยคนี้ใส่เจ้าชายผู้โผงผางดั่งภูเขาไฟ

พริบตาต่อมา กลุ่มคนก็แตกฮือแยกเป็นสองฝ่าย เมื่ออพอลโลยันกายลุกขึ้นอย่างแรงจนเก้าอี้ล้มดังโครม…ชแตร์ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย มือกำบังเหียนม้า รอรับมือหากอีกฝ่ายบุกโจมตี จี้ห้อยคอส่งแสงเรืองรองตอบรับเจ้าของพลัง

แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่เป็นดังคาด อพอลโลนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจราวกับจะไล่ความหงุดหงิดแล้วเอ่ย  “ฉันแค่อยากจะทำข้อตกลงกับนาย เรายังต้องอยู่ร่วมกันอีกสักพัก”

เหตุผลที่ยกมานั้นพอฟังได้…ชแตร์ก้าวลงมาจากหลังม้า เดินมาเผชิญหน้ากับเจ้าชายต่างแดน

“ว่ามาสิ” ชแตร์ยืดหลังตรงเพื่อเสริมความภูมิฐาน แม้จะยืนบนพื้นระดับเดียวกัน เขากลับต้องเงยหน้ามองอีกฝาย รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย

อพอลโลยิ้มมุมปากกับท่าทีเช่นนั้น เขาชื่นชอบคนที่พยายามรักษาตนให้สง่าอยู่เสมอเป็นทุนเดิม “พ่อบ้านหลวงรายงานว่าวังแห่งนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือปีกตะวันออกกับปีกตะวันตก ฉันต้องการอยู่ปีกตะวันออก”

ชแตร์งุนงงเล็กน้อยว่ากับเรื่องแค่นี้ ทำไมต้องมาบอก “การเลือกที่พักเป็นสิทธิของคนมาก่อนได้จับจองก่อน ฉันไม่คัดค้าน”

“ดี” อพอลโลยิ้มกว้างขึ้น “ห้องอาหารมีแห่งเดียว ดังนั้น นายต้องทานพร้อมกับฉัน ทุกมื้อ”

“ไม่คัดค้าน” ถือเป็นมารยาทพื้นฐานในการไปเยือนต่างแดน

“ดี แล้วก็…” กำลังจะเอ่ยอะไรสักอย่างแต่ต้องชะงักไป เมื่อนัยน์ตาสีเพลิงสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

ชแตร์สะดุ้ง เมื่อจู่ ๆ ปลายนิ้วใหญ่เลื่อนมาไล้บนผิวแก้ม รู้สึกร้อนผ่าวและแสบแผ่ว ๆ ขึ้นมาจนอยากจะถอยห่าง แต่ยังรักษาท่าที

“แผลนี่ เกิดเพราะฉันสินะ” คิ้มเข้มลู่ลงเล็กน้อย “เสียดาย เป็นตำหนิ…”

“นักรบย่อมรับได้ทุกบาดแผล แค่นี้ เดี๋ยวก็หาย” ชแตร์ดันฝ่ามืออีกฝ่ายออก แต่กลับไม่ขยับ

“พูดได้ดี” อพอลโลแค่หัวเราะ ปลายนิ้วเกลี่ยรอบรอยแผลอย่างอ้อยอิ่งอยู่อีกอึดใจ ก่อนจะยอมรามือ…และส่งปลายนิ้วที่มีสะเก็ดสีแดงเข้มนั้นเข้าริมฝีปาก ดูดกลืน

ชแตร์ร้อนวูบไปทั่วแผ่นหลัง

วิปลาส…เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจวิปลาสแน่ ๆ

“ฉันขอตัวก่อน” รีบร้อนเอ่ยลาเพราะรู้สึกถูกคุกคาม แม้ใบหน้าจะนิ่งเฉยแต่ฟันกรามเริ่มขบเข้าหากัน

“อย่าลืมสัญญาล่ะ ฉันน่ะ ต้องการจะรู้จักนายให้เยอะ ๆ เสียแล้ว”

อพอลโลเอ่ยไล่หลัง แต่ชแตร์ไม่ชะลอฝีเท้ารับฟังแม้แต่น้อย

———

“ท่านชแตร์ขอรับ ท่านชแตร์”

เมื่อรู้สึกว่าพ้นสายตาของอพอลโลและใกล้ถึงห้องพักทางปีกตะวันตกแล้ว ชแตร์ถึงได้ลดความเร็วในการเดินลง  “มีอะไรเหรอเอซ”

“เรื่องห้องพักน่ะขอรับ เดี๋ยวกระหม่อมจะรีบให้คนนำเครื่องนอนชุดใหม่มาเปลี่ยนให้”

คำบอกนั้นทำให้เจ้าชายเลิกคิ้ว “เครื่องนอน? เปลี่ยนใหม่ทำไม มันเก่าหรือ?”

“ไม่ใช่หรอกขอรับ….” เอซส่ายหน้า ก่อนจะเบิกตา “ร…หรือว่าท่านชแตร์ไม่รู้มาก่อน เลยตกลงใช้ปีกตะวันตก?”

“รู้เรื่องอะไรกัน” ชแตร์เผลอทำหน้ามุ่ย วันนี้เขาใช้พลังไปทำให้เพลียกว่าปกติ มือขาวผลักประตูห้องเข้าไปอย่างไม่คิดอะไร

…แล้วต้องตาค้างกับการประดับประดาในนั้น…ลูกไม้สีหวานระยิบระยับ เครื่องเรือนสีสวยละลานตา โดยเฉพาะบนเตียง…ผืนผ้าวิจิตรด้วยลายปักราวกับยกอุทยานมาห่มนอน

“คือว่า…..” เอซรู้สึกน้ำลายเหนียวจนอธิบายยาก เมื่อเห็นอาการตะลึงของเจ้านาย

แล้วต้องรีบบอกจนลิ้นแทบพัน เมื่อเจ้าชายชแตร์ตวัดสายตาราวกับมีดน้ำแข็งมาหา

“วังปีกตะวันตกคือที่พำนักของว่าที่พระชายาขอรับ!!!”

….เพราะรู้ก่อนแล้วถึงชิงเลือกปีกตะวันออกสินะ

อพอลโล..ชแตร์เอ่ยชื่อเจ้าชายร่วมวังด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบในลำคอ

TBC