macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for the ‘Hiddlesworth’ Category

[Thorki Modern AU] Single Daddy – 1

[Thorki Modern AU] Single Daddy – 1

 

macho_luglio

 

Paring : Thor x Loki

Warning : NSFW

 

Note : เป็นพล๊อตที่คิดไว้นานแล้วค่ะ พอดีกับช่วงนี้เล่น #fictober เลยคุ้ยขึ้นมาเริ่มแต่ง สลับกับเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ (- -,,

ไม่ได้ลงพายเรือธอร์กินานมากกกกกกกกก เพราะส่วนใหญ่เสพจนอิ่มเลยไม่ผลิตเอง(โดนชก) ตอนนี้หิว ๆ ขึ้นมา แฮ่ ๆ ยังไงก็ขอฝากไว้ด้วยนะคะ คอมเมนต์มาคุยกันได้นะะะะะ (-q-,,

 

 

 

“น้องแกติดต่อมาบ้างรึเปล่า?”

 

เสียงแว่ว ๆ ของ ‘พ่อ’ จากอีกห้อง ทำให้ธอร์ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากก้อนหินอ่อน…ให้ตายเถอะ เขาบิวท์อารมณ์ศิลปินมาตั้งแต่เช้า เพิ่งจะมีไฟตอกลงไปสองสามโป๊ก พ่อก็ดันชวนคุย…แต่จะทำยังไงได้ เขาวางค้อนลงกับโต๊ะแล้วเดินออกมาจากห้องทำงาน

 

โอดินนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาตัวมหึมากลางคฤหาสน์ มือขวาห้อยลงจากโซฟา มือซ้ายลูบหัวปอมเมอเรเนียนที่อยู่บนพุงกลมใหญ่ หมาน้อยหันมามองและกระดิกก้อนหางฟู ๆ ให้ธอร์เมื่อเขาเดินมาทิ้งตัวนั่งลงถัดจากปลายเท้าพ่อ

 

“ไม่เลย” ธอร์บอก หยิบคุ้กกี้หนึ่งกำมือมายัดใส่ปาก “อูเอื๋อนอ่ะอิดอ่ออับแอ้ แอ่แอ้ไอ้ออมออกอ๊วกเอา”

 

‘ดูเหมือนจะติดต่อกับแม่ แต่แม่ไม่ยอมบอกพวกเรา’ โอดินแปลภาษาสวาปามของลูกแล้วถอนหายใจ  “แม่ไม่ได้มาบอกพวกเราต่อ คงเพราะไม่มีอะไรน่าห่วงมั้ง…แต่….”

 

แต่คิดถึงล่ะสิ…ธอร์เข้าใจพ่อดี เดิมที ‘โลกิ’ ขี้อ้อนกับทุกคนในครอบครัว เมื่อเจ้าเด็กน้อยนั่นหายออกจากบ้าน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนเก่า

 

ทั้งหมดมันเริ่มจากความลับทางสายเลือดถูกเปิดเผยนั่นแหล่ะ

 

เขายังจำสีหน้าซีดเผือดของน้องชายได้…จำมือที่ยกขึ้นดึงเส้นผมสีดำสนิท…สีที่ไม่มีในครอบครัวโอดินสัน

 

นอกจากนิสัยขี้อ้อนช่างเอาใจ โลกิก็มีนิสัยเคียดแค้นและขี้น้อยใจเอาเรื่อง

 

น้องชายของเขาจึงออกไปจากบ้านได้หลายปีแล้ว…

 

“ถ้าเขาหายโกรธหรือมีเรื่องเดือดร้อน เดี๋ยวก็คงกลับมาเอง” ธอร์บอก เป็นคำปลอบใจที่เขาพูดกับพ่อมาตลอด

 

“แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ? จะว่าไป เดือนนี้ยังไม่ได้ส่งคนไปเช็คดูเลย” โอดินเอื้อมมือขวาไปหาโทรศัพท์บนโต๊ะกาแฟหน้าโซฟา

 

แต่ฝ่ายลูกอาศัยแขนที่ยาวกว่า เขี่ยโทรศัพท์ไปไกล ๆ “ไม่ต้องหรอกพ่อ เดี๋ยวผมไปดูเอง”

 

“อ๋อ” โอดินพยักหน้า  “ว่างงานอยู่สินะ”

 

“เรียกว่าอยู่ในช่วงหาแรงบันดาลใจดีกว่าไหม” ธอร์แก้คำให้ดูดีขึ้น แม้สิ่งที่พ่อพูดจะใช่ เขาว่างงาน ไร้ผลงาน เป็นศิลปินขายไม่ออกที่ยังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งโชคดีเหลือเกินที่เป็นเจ้าของกิจการรวยมหาศาล

 

“ก็ได้ แกเองก็ไม่ได้เจอหน้าน้องมานาน ลองไปนำร่องก่อนซิว่าเขาหายงอนพ่อหรือยัง” พูดจบก็บิดขี้เกียจอย่างเมื่อล้าตามสังขารที่เข้าสู่วัยชรา “…คิดถึงสมัยก่อน ตอนที่ยังอยู่กันพร้อมหน้า เดี๋ยวนี้แม้แต่ซิฟก็ไม่ค่อยมาหาเลย…จะปีครึ่งแล้วมั้ง”

 

ธอร์พยักหน้า ซิฟคือคู่หมั้นสาวของเขา ซึ่งตอนนี้ไปทำงานถ่ายสารคดีอยู่ต่างประเทศ เดือนนึงจึงจะโทรมาถามไถ่ความเป็นอยู่

 

คู่หมั้นกันแท้ ๆ ทำไมถึงห่างไกลแบบนี้…เป็นเรื่องที่พูดยากเอาการ แม้เริ่มแรกจะถูกจับคู่ให้คบหากันเพราะผลประโยชน์ระหว่างพ่อแม่ แต่พวกเขากลับเข้ากันได้ดี เคยผ่านช่วงเวลาอันหวานชื่นตอนวัยรุ่น รู้สึกว่ายั่งยืนตอนหมั้นหมาย…ธอร์คิดว่าพวกเขาไม่มีทางเลิกรากัน เพียงแต่เว้นระยะให้ต่างฝ่ายต่างไปสนุกกับงานตัวเองให้เต็มที่…อย่างน้อยก็ฝ่ายนั้นล่ะนะที่ทำงานจริงจัง

 

แต่พอห่างกันนานเข้า เขาเริ่มคิดถึงตอนที่อยู่กับซิฟ และยิ่งคิดถึงตอนที่อยู่กับซิฟและโลกิ…

 

โรคคิดถึงความหลังกำเริบมาเป็นพัก ๆ แล้ว ทางเดียวที่จะรักษาได้ คือไปเห็นหน้าเจ้าตัวต้นเหตุเสียหน่อยคงจะดี

 

———

 

ขับรถข้ามรัฐมาสามชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็ถึงเมืองที่น้องชายอยู่

 

ธอร์ปิดประตูรถ SUV คันโปรด ถอดแว่นกันแดดราคาแพงระยับมาเสียบตรงคอเสื้อยืดปอน ๆ ที่มีรูบนไหล่…เขายืนอยู่ตรงข้ามถนนหน้าทาวน์โฮมสีเขียวหม่น หลังคาเป็นกระเบื้องสีดำ สีโปรดของเจ้านั่น แม้จะดูคับแคบเหลือเกินสำหรับทายาทผู้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายหรูหรา บันไดเหล็กดัดสีดำที่บรรจงสร้างนั้นบ่งบอกได้ดี

 

จากสายข่าวของพ่อที่ตามสืบมาตลอดตั้งแต่โลกิออกจากบ้าน น้องของเขาทำงานเป็น Party Organizer ซึ่งก็เหมาะกับความสามารถของเจ้าตัวดี…ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ครบรอบวันแต่งงานของคู่สามีภรรยาวัยทอง หรือปาร์ตี้สุดโลดโผนของสมาคมxxx โลกิก็จัดหาสิ่งที่ใช่ให้เจ้าของงานได้หมด นับว่าเป็นออแกไนซ์เซอร์ตัวท็อปที่ใคร ๆ ต้องการ

 

ทว่า ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา สายข่าวบอกว่างานของโลกิลดลงอย่างเห็นได้ชัด…จากเดิมที่นับชั่วโมงในการอยู่บ้านได้ กลายเป็นอยู่บ้านแทบทุกวัน…วันละหลายชั่วโมง หรือหากออกมาก็แค่ไปทำธุระไม่นาน แล้วรีบกลับ

 

ตกงานแน่นอน ธอร์สรุปในใจ ค่อยคุ้มค่าที่เขามาหน่อย

 

เป้าหมายของเขาคือแบบนี้ โผล่มาในช่วงเวลาที่น้องชายกำลังต้องการความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ แล้วพากลับบ้าน จบ แต่ที่ต้องรอมาหลายปี เพราะอีกฝ่ายได้ดิบได้ดีเกินไปนั่นแหล่ะ

 

โอ๊ะ คิดถึงก็มาเลย…ธอร์เห็นเงาร่างสูงโปร่งเดินเลี้ยวมาจากหัวมุม เขารีบย่อตัวลงหลบหลังรถ แอบมอง…

 

โลกิไม่ได้เปลี่ยนไปเลยจากอดีต…ทั้งส่วนสูง รูปร่าง สไตล์การแต่งตัว…ไม่สิ เปลี่ยนไปนิดหน่อย เจ้านั่นไม่เคยสวมสเวตเตอร์คอกว้างและดูรุ่ยร่ายขนาดนั้น สีหน้าก็ดูอ่อนเพลีย หอบถุงกระดาษใบใหญ่จากซุปเปอร์มาร์เก็ตซักแห่ง…มีทั้งผักและผลไม้โผล่ออกมา

 

โลกิไม่เคยทำอาหารกินเอง ถ้าอยู่คนเดียว

 

แสดงว่าเขาอยู่กับใครอีกคน

 

ปกติทุกคนชอบด่าเขาว่าไอ้หัวร้อน เจ้าบื้อธอร์ แต่กับเรื่องของน้องชาย เขามั่นใจว่าตัวเองฉลาด…แต่ดันยังหัวร้อนอยู่นี่สิ

 

จังหวะที่โลกิกำลังไขกุญแจ ธอร์พุ่งข้ามถนนมา ทันเวลาที่น้องชายเปิดประตูบ้านได้พอดี

 

“เฮ้”

 

จบคำทัก โลกิหันมา เบิกตา แล้วสอดตัวเองเข้าประตู รีบปิด!

 

แต่ธอร์ไวกว่า เขาแทรกไหล่ขวางเอาไว้ ร้องโอ๊ยเบา ๆ เมื่อถูกหนีบอยู่ระหว่างกรอบกับบานประตู  “เฮ้ย! ทำอย่างนี้กับพี่ที่ไม่ได้เจอหน้ามานานเหรอ”

 

โลกิยกขาถีบประตูเหยง ๆ จนเมื่อรู้สึกตัวว่าทำเสียงดังและถีบต่อไปธอร์ก็ไม่สะเทือน เจ้าของบ้านจึงหยุด  “ใครอยากเจอหน้าไม่ทราบ”

 

ธอร์เอาตัวเข้ามายืนในบ้านได้ในที่สุด เขาปิดประตูตามหลัง กดล็อกให้อย่างเรียบร้อย “อยากมาหาบ้าง ไม่ได้หรือไง”

 

โลกิอ้าปากเหมือนจะตะโกน แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจ “…เข้าไปคุยในห้องรับแขกกัน อย่าทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านล่ะ”

 

พูดจบ เจ้าของบ้านก็อุ้มถุงกระดาษเดินตรงเข้าครัวซึ่งอยู่หลังบ้าน ส่วนธอร์นั้นแยกไปด้านซ้าย…ในห้องรับแขกนั้นตกแต่งอย่างเรียบหรู มีประตูแยกออกไปยังห้องอื่นอีกสองห้อง ธอร์เดินสำรวจไปรอบ ๆ …ไม่มีขนมให้กินเลยตามคาด

 

“เบียร์ ขอขวดหรือกระป๋องใหญ่ ๆ กับขนมด้วย” แขกมาเยือนยกมือห้ามเจ้าของบ้านที่กำลังยกน้ำเปล่ามา

 

“ขนมไม่มีหรอกนะ!” โลกิเผลอแว้ด แล้วรีบส่ายหัว “…ถ้าผลไม้ล่ะก็มี จะยกมาให้ รีบกินแล้วรีบกลับไปซะ”

 

“ถ้าอิ่มแล้วอ่ะนะ” พี่ชายตัวโตลอยหน้าลอยตา สำรวจห้องต่อ

 

…ดูจากสิ่งของในนี้ ไม่น่าจะมีใครอื่นอีก คือไม่มีชิ้นไหนผิดแผกไปจากรสนิยมของน้องชาย…เขาค่อนข้างจะพอใจในจุดนี้ แต่ต้องไม่ลืม ว่ายังไม่ได้เห็นในห้องนอน…

 

“เอ้า” เบียร์กระป๋องใหญ่และองุ่นพวงหนึ่งวางลงบนโต๊ะหน้าโซฟา น้ำเปล่าอีกแก้วเป็นของตนเอง โลกิทิ้งตัวลงนั่ง แล้วควักสมาร์ทโฟนออกมาดู  “มีอะไรก็ว่ามา”

 

“แม่ต้องดุนายแน่ ๆ ถ้าเห็นว่ารับแขกด้วยการนั่งกดมือถือเล่นแบบนี้”  ธอร์คว้าองุ่นขึ้นมาทั้งพวง เด็ดทีละสามลูกใส่ปาก “นายติดต่อกับแม่ แต่ไม่เคยคิดถึงพวกฉันเลย”

 

“แม่คือคนเดียวที่ฉันเว้นให้” …เพราะแม่รักฉัน แม้ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ โดยไม่มีเงื่อนไข โลกิซ่อนประโยคที่เหลือไว้ในใจ

 

“อา…ต้องพูดซ้ำกันสักกี่หนนายถึงจะเปลี่ยนใจ”  ธอร์เคี้ยวองุ่นอย่างฝืดคอ ยกเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่ “พ่อรักนายนะโลกิ กลับบ้าน—-”

 

“แล้วฉันต้องพูดซ้ำอีกสักกี่หน” โลกิขัดกลางประโยคของพี่ชายพร้อมล้อเลียน “ว่าถ้ารักกันจริง ก็ไม่ควรโกหกกันแต่แรก”

 

ธอร์ถอนหายใจ…ขบเมล็ดองุ่นจนได้รสฝาดในปาก เรื่องในครอบครัวของเขานั้นซับซ้อนไปด้วยปม…ไม่แปลกหากโลกิจะไม่ให้อภัย

 

“กลับไปซะเถอะธอร์” น้องชายเอ่ยไล่เมื่อได้ยินเสียงกระป๋องเบียร์เบาโหวง “ฉันอยู่คนเดียว สบายดี”

 

คำกล่าวนั้น คือประเด็นที่คาใจคนมาหา  “แน่ใจ…”

 

“…แน่นอน” โลกิเลิกคิ้วแบบสงสัย

 

“นายซื้อของเข้าบ้าน…ซื้ออะไรมาบ้าง ฉันเห็นนะว่าเป็นของสด”  ธอร์หันมาสบตา “นายไม่เคยทำอาหารกินเอง”

 

“แล้วฉันจะหัดทำบ้างไม่ได้หรือไง” น้องชายเถียงทันควัน

 

“หรือซื้อมาให้คนอื่นทำให้กันแน่” พี่ชายไล่เบี้ย

 

“กลับไปได้แล้ว” โลกิตัดบท ลุกขึ้นจากโซฟา

 

“เดี๋ยวสิ” ธอร์ลุกตาม

 

เสียงดัง ‘แกร๊บ’ ลั่นขึ้นมาจากร่องระหว่างเบาะโซฟา

 

ธอร์หันไปมอง แล้วล้วงเข้าไปในซอกนั้น…ถุงยางอนามัยแผงหนึ่งติดนิ้วขึ้นมา

 

“โฮ่…เตรียมพร้อมจังนะน้องชาย”  เขาหัวเราะ ด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง

 

โลกิมีสีหน้างุนงงให้เห็นครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้ารำคาญใจ  “เรื่องของฉันน่า!”

 

“เรื่องของนาย…” ธอร์รู้สึกว่าในหัวตัวเองเริ่มร้อนขึ้นมา เพราะสิ่งที่เห็นนั้น ขัดกับสิ่งที่เคยจำได้  “แต่ถุงยางพวกนี้…ไม่ใช่ไซส์ของนาย”

 

โลกิยกมือขึ้นตบหน้าผากของตัวเอง

 

ก่อนจะเดินมาผลักอกพี่ชายให้ล้มลงไปนั่งบนโซฟาอีกหน

 

ความคุ้นเคยในอดีตทำให้ธอร์รู้ทันทีว่าโลกิต้องการทำอะไร เขาดันไหล่อีกฝ่ายออกเมื่อน้องชายลดตัวลงนั่งกับพื้น ยื่นหน้ามาตรงหว่างขาของเขา สองมือพยายามแกะเข็มขัดและซิปกางเกงออก

 

“หยุด! โลกิ! บอกให้หยุดไง!”  

 

“พี่ไม่ได้มาหาฉันเพราะเรื่องแบบนี้เหรอ” เขาพูดพลางปอกเปลือกท่อนล่างพี่ชาย นิ้วเรียวยาวขยุ้มท่อนลำใหญ่ ๆ ใต้ผ้ากางเกงใน “เดี๋ยวจะรีบอม แล้วไปให้พ้น ๆ หน้า”

 

“บ้าเอ้ย!” ธอร์สะดุ้งแล้วเริ่มหายใจถี่…นอกจากไอ้หัวร้อน เจ้าบื้อ เขายังถูกด่าว่าสัตว์ป่าบ้ากาม แค่แตะนิดเครื่องก็สตาร์ทติดง่าย

 

“เข้าใจนะว่าคิดถึง ‘เรื่องเคย ๆ กัน’ เลยมาหา…แต่พี่จะแคร์ทำไมว่าใครเคยมาที่นี่…ยังไงฉันก็ให้ทุกคนอย่างไม่ลำเอียงแน่นอน”  ประโยคนั้นมาพร้อมลมหายใจที่เป่ารดหว่างขา…เขาฝืนแรงแขนของธอร์แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทีละนิด…ทีละนิด…

 

ธอร์ครางเสียงต่ำในลำคอ เมื่อปลายลิ้นร้อนเร่าตวัดเลียส่วนปลาย

 

โลกิแสยะยิ้มร้ายกาจ เมื่อแขนกำยำที่ผลักไล่เขาออก เปลี่ยนเป็นดึงรั้งเข้าไปหา เขาอ้าปากเพื่อดูดกลืนอีกฝ่าย…ลึกล้ำจนแทบปิดกั้นลมหายใจ

 

ในห้องรับแขกมีเสียงหยาบโลนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่หลายนาที ก่อนที่เสียงสำลักจะดังขึ้น โลกิเบือนหน้าแล้วคลายของเหลวขุ่นข้นออกมา มันเยอะเกินจะกลืนลงไปหมด…เขาหายใจหอบ…ซ้ำยังต้องนวดกึ่งกลางร่างกายของตัวเองไปด้วยเพราะดันเกิดอารมณ์ขึ้นมาบ้าง

 

“กลับไปได้แล้ว….”  แต่เมื่อปรายสายตามา…กลับพบว่าธอร์ยังคงตั้งตระหง่าน…  “ยังอึดเหมือนเดิมเลยนะพี่ชาย”

 

“ขึ้นมาควบบนตัวฉันซะ” ธอร์ตบตักตัวเอง “หรือจะให้ลงไปขี่นายบนพื้น”

 

โลกิกลอกตา ขืนให้ลงมา เขาตายแน่นอน

 

เจ้าของบ้านลุกขึ้น ถอดกางเกงตัวนอก ตามด้วยค่อย ๆ รูดกางเกงในออกช้า ๆ ปล่อยให้คนมองกลืนน้ำลายกับส่วนหน้าที่ชูชัน เขาหันหลัง แหวกเนินเนื้อออก  “อยากเข้าก็อำนวยความสะดวกหน่อย”

 

ขาดคำ นิ้วใหญ่ชุ่มน้ำลายก็สอดควานเข้ามาเปิดทาง…มืออีกข้างของธอร์อ้อมมาด้านหน้า รูดชักด้วยจังหวะเร่งเร้าจนหัวใจแทบวาย…

 

หลายนาทีต่อมา จนอารมณ์ครุกรุ่นได้เต็มที่ คนถูกเล้าโลมดันมือธอร์ออกเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว…พี่ชายเอนหลังลงกับโซฟา รอรับการบริการ

 

โลกิถอยหลังมายืนคร่อมตักใหญ่ วางมือลงบนต้นขาแกร่ง แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งสวม…เขากัดฟันอย่างอดทน พยายามผ่อนคลายตัวเองให้กลืนความใหญ่โตเข้าไป…ธอร์เองก็อดทนเช่นกัน…อดทนไม่ให้กระชากเอวได้รูปนั้นเข้าหาตัว

 

แต่หลังจากถูกโอบรัดและขยับขึ้นลงอย่างเนิบนาบครั้งแล้วครั้งเล่า ธอร์ก็หมดสิ้นความอดทน

 

เอวใหญ่กระดกขึ้นสวนจนเกิดเสียงดังพั่บใหญ่ โลกิร้องลั่นเพราะไม่ได้เตรียมใจ เมื่อครู่เขายังคุมเกมให้ดำเนินไปอย่างช้า ๆ แต่พี่ชายกลับแหกกฎเสียแล้ว “ธอร์! เดี๋ยว!”

 

ทว่าพี่ชายไม่รับฟัง ยังคงเด้งเอวเข้าใส่อย่างกระหาย เสียงสปริงโซฟาลั่นรัวบาดแก้วหู โลกิยกมือปิดปากไม่ให้เผลอกรีดร้อง เขาโกรธความเอาแต่ใจของพี่ชาย จึงถอนตัวเองลุกขึ้นจากตัก

 

แต่เพราะตัณหาที่ห่างหาย ทำให้ธอร์เหลือสติน้อยเต็มที เมื่อแก่นกายหลุดจากช่องทางร้อน เขาลุกตาม คว้าบ่าขาวจัดเอาไว้ เหวี่ยงร่างน้องชายลงไปคุกเข่ากับพื้นแล้วขึ้นคร่อม รีบร้อนสอดใส่

 

โลกิปิดปากตัวเองแน่น ก่อนจะต้องปล่อยมือเพราะแรงกระแทกจากด้านหลังทำให้ต้องยันแขนกับพื้นแทน เอวอ่อนร่อนไปมา บั้นท้ายราวกับถูกฟาดรัว แต่เสียวซ่านในร่างจนแทบทนไม่ไหว

 

ธอร์บดขยี้ตัวตนเข้าไปในร่างอีกฝ่าย ทั้งเสียงกระทำและเสียงคำรามดังขึ้นเรื่อย ๆ …เหมือนได้เอาคืนที่ถูกทอดทิ้ง เขาสาแก่ใจเหลือเกิน กล้ามเนื้อทั้งร่างหยัดเกร็งเมื่อปลดปล่อยอีกครั้ง ฝังทุกอย่างเข้าสู่ร่างที่พ่ายแพ้ให้กับเขา

 

โลกิสั่นเทิ้ม…เสียงสุดท้ายยามถึงฝั่งฝันหลุดออกมา…แล้วต้องครางต่ำเมื่อธอร์ทาบทับ กัดดูดซอกคอของเขาราวกับจะกลืนกิน

 

เสียงหอบหายใจดังก้องห้องรับแขก…ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าทุกอย่างจะสงบ

 

เมื่อความใคร่สลาย สติก็กลับ…ธอร์รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่รุนแรงขนาดนี้ เขาจุมพิตข้างขมับน้องเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ขยับตัว จะลุกขึ้น

 

/เพล้ง!!!/

 

เป็นท่อนขาของธอร์ที่ดันไปเตะโดนโต๊ะรับแขก แก้วน้ำตกแตกดังลั่น โลกิสะดุ้งเฮือก สั่นสะเทือนถึงบางส่วนของทั้งสองที่ยังสอดประสานกันอยู่

 

ธอร์ซี้ดปาก แล้วอยากเอ่ยขอโทษ “ขอ—-

 

“อุแว้!!!!!!!!!!!!!!!”

 

เสียงเด็กอ่อนดังลั่นมาจากหลังประตูหนึ่ง คราวนี้โลกิสะดุ้งจนบีบอีกฝ่ายแทบขาด ธอร์ร้องอ้าก น้ำตาแทบเล็ด ยังไม่ได้ทันได้ตั้งตัว เขาก็ถูกสลัดหลุด ได้แต่นอนโอดโอยกับพื้น ขาเรียวขาวกระทืบซ้ำอีกสามสี่หน ก่อนโลกิจะรีบร้อนเดินไปทางประตูนั้น

 

เมื่อความเจ็บคลาย พี่ชายจึงลุกขึ้นนั่งได้…เขาประคบประหงมลูกชายที่ได้ขึ้นสวรรค์และตกนรกในเวลาไล่เลี่ยกัน สายตามองหาอีกฝ่าย

 

ประตูที่เคยปิดตอนนี้เปิดกว้าง…โลกิที่ยังเปลือยท่อนล่างยืนอยู่ในนั้น…สองแขนโอบอุ้มทารกน้อย ปลอบให้หายเสียขวัญ

 

ธอร์คิดว่าตอนนี้เขาเบิกตากว้างจนแทบถลน  “เด็ก….เด็กมาจากไหน”

 

โลกิตวัดสายตาเย็นชามาให้…ปากคว่ำง้ำงอบ่งบอกว่าโกรธจัดขณะตอบ

 

“เนียร์…ลูกชายของฉันเอง”

 

TBC

คุยกันท้ายตอน : อา…ทำลงไปจนได้ เรทตั้งแต่ตอนแรก #ไม่รู้สึกผิดหรอกนะ #หึฟ์ 

ลูกของโลกินั้น เป็นลูกแท้ ๆ  รึเปล่าหว่า ชื่อของเนียร์ เอามาจาก Sleipnir ม้าแปดขาในตำนาน ลูกของ Svaðilfari กับ โลกิเองนั่นแหล่ะค่ะ เอิ๊กกกก แต่ในเรื่องจะมี Svaðilfari มาเป็นมารหัวใจของพี่ชายหรือไม่…ยังไม่เฉลยนะคะ แหะ ,,- -,,

Advertisements

[Hiddlesworth] – One shot : Hand to Heart.

[Hiddlesworth] – One shot : Hand to Heart.

Pairing : Chris X Tom 

หมายเหตุ : เนื้อหาในเรื่อง เกิดจาก “มโน” เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงใดๆทั้งสิ้น

เหตุการณ์มโนต่อจาก คลิปนี้ ค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบจากพี่แตงกวา @sushi_kame ค่าาา XD

BX99Er1CEAAXw9j (1)

เสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้นพร้อมคำถาม “คริส…อยู่ไหม”

คริส เฮมเวิร์ธที่กำลังดื่มน้ำอยู่ในห้องพักของสตูดิโอยิ้มออกมา ก่อนจะเดินไปเปิดประตู  “ว่าไง ทอม”

“ก็…ไม่มีอะไรมากหรอก” ทอม ฮิดเดิลตันมีสีหน้าอธิบายยาก เขาถอนหายใจทีนึงก่อนพูดต่อ “แค่จะมาตกลงกันเรื่องเวลาอยู่ในระหว่างสัมภาษณ์ เรา…เอ่อ…ไม่ควรทำอะไรบ้าง”

คริสหัวเราะพรืดออกมาจนตาหยี  “อะไรกัน? ฉันไปทำอะไรผิดเหรอไง?”

คนถูกถามกัดปากนิดๆ  “…ตอนที่นายจับมือฉัน”

คำตอบนั้นทำให้คริสแย้ง “นายตีฉันก่อน นายเป็นคนเริ่มนะ มือก็ด้วย”

“นั่นแหล่ะที่ฉันจะมาบอก คือปกติถ้าฉันตีมือนาย นายแค่แบมือรับเฉยๆพอ เอ้า ลองดู”  ทอมเงื้อมือขึ้นเหมือนตอนอยู่ในรายการ  “แบมือๆ”

มือใหญ่หงายออก ยื่นไปตรงหน้า อีกฝ่ายฟาดมือลงไปเบาๆ เกิดเสียงแปะๆ  “ใช่ๆ นายแค่แบมือ แล้วก็…”

ยังไม่ทันจบประโยคดี คริสคว้ามือทอมเอาไว้เหมือนในรายการ

แต่มากกว่าเดิม เพราะเขายกมือนั้นขึ้นมาจูบเบาๆ

พอเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของมือ เขาได้เห็นโหนกแก้มแดงจัด และสีหน้าที่คงไม่มีใครเคยเห็นในบทไหนมาก่อนแน่ๆ

“คริส….” เสียงเรียกชื่อครางในลำคอ เขาพยายามจะดึงมือออก ก่อนจะหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายกัดมือเล่น “ห้ามเลยนะ แบบนี้ห้ามเล่นต่อหน้าสื่อมวลชนเด็ดขาด”

“งั้นนายก็ห้ามปิ๊งๆให้กล้องอีก รู้ไหมมันทำให้ฉันหึงคนดู” คริสขยิบตาล้อเลียน เอาหลังมือขาวมาแนบแก้มเล่น “แล้วจะห้ามอะไรอีก?”

“ห้ามแตะตัวฉัน ส่วนที่นอกเหนือจากแขนขาน่ะ…”  ทอมยกมือที่เหลือขึ้นเกาหัวอย่างประหม่า

“ส่วนไหน?” คริสถามด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ เขารู้อยู่แก่ใจ แต่รอให้ทอมพูด

“….นั่นแหล่ะ”  ทอมไม่ยอมตอบ

คริสหัวเราะ ก่อนจะจูบหลังมือซ้ำ…ค่อยๆลากริมฝีปากขึ้นไปตามแขนของอีกฝ่าย กดจูบแรงๆที่หัวไหล่…แล้วเคลื่อนไปงับหน้าอกใต้เสื้อเชิ้ตสีดำ

ทอมสะดุ้ง เอามือดันหน้าผากอีกฝ่ายไว้ “คริส! อีกแล้วนะ! ในรายการนายก็จับ”

“ตกลงเป็นตรงนี้สินะที่ห้าม นายไม่กล้าพูดเหรอไง” ริมฝีปากยังคงต่อสู้ พยายามฉกชิงหน้าอกที่มีมือของอีกฝ่ายปัดป้อง  “นิดหน่อยเอง นายมีปัญหาอะไรเหรอ”

“มีสิ…มีแน่นอน”  ทอมเอามือกุมหน้าอกตนเอง อีกมือโดนจับไม่ยอมปล่อย เขาเสียเปรียบสุดๆ “นายก็รู้…”

“…ขอดูหน่อยสิ” คนรังแกกระซิบแผ่วเบา แต่อีกมือออกแรงดึงมืออีกฝ่ายออก แล้วต้องอุทาน… “โอ้พระเจ้า…แบบนี้มีปัญหาจริงๆด้วย”

ลมหายใจร้อน ๆ ถูกพ่นออกมา คริสมองจุดแข็งเด่นที่ดันเสื้อเชิ้ตจนนูนออกมา…ดีที่เสื้อวันนี้เป็นสีดำ ถ้าเป็นสีขาวแบบที่อีกฝ่ายชอบใส่….อันตรายมากๆ

“หัวนมนายนี่อ่อนไหวเกินไปนะ…เป็นอย่างนี้เพราะถูกจูบมือ หรือถูกสัมผัสโดยตรงกันแน่”  เขาถามคนตรงหน้าด้วยเสียงไม่มั่นคงนัก…

และคำตอบที่ได้ ซื่อตรงเกินคาด  “แค่จับมือนาย…ก็หวั่นไหวแล้ว”

คริสหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะใช้หน้าผากโขกหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆเป็นการลงโทษ…และปลอบประโลมด้วยจูบเล็มเลียที่ริมฝีปาก

“ต่อไปจะระวังนะ…และนายก็ไม่ควรใส่เชิ้ตขาวอีก ฉันไม่อยากให้หัวนมเจ้าเสน่ห์ของนายไปตัั้งให้ใครเห็น”

ทอมหัวเราะ จูบตอบ  “ขอคิดดูก่อนนะ สไตล์ลิสบอกว่าฉันดูดีในเชิ้ตสีขาวซะด้วย”

“นายดื้อเหรอ?”  คริสทำเสียงขู่แบบหยอกๆ “อยากโดน nail ไหม”

“นายจะตอกอกฉันด้วยด้วยตะปูยักษ์ที่ท่านลุงวีลี่ให้มาหรือไง?” คนถูกขู่แกล้งกลัว ส่ายหน้าไปมา

“ไม่ใช่อันนั้น….” คริสกระซิบเสียงต่ำ แล้วดันเป้ากางเกงตัวเองชนกับของอีกฝ่าย “nail ด้วยตะปูของฉันต่างหาก…มันเริ่มจะแข็งแล้วด้วยนะ”

(หมายเหตุ : nail มีความหมายแสลงว่า intercourse ได้ด้วยค่ะ)

ทอมหน้าร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม เขาตีอกอีกฝ่ายรัวๆเป็นการลงโทษ ก่อนจะเหนี่ยวคอลงมาจูบแนบแน่นเนิ่นนาน….

“ไว้กลับบ้านก่อนนะ…”  เขากระซิบ…แน่นอนว่าได้คำตอบเป็นจูบของคริสคืนมา…

-End-

 แอบปล่อยของเบาๆ แฮร๊ยยยยยยยย ดูคลิปแล้วมันฟินจริงๆค่ะะะะะ (-q-,,

[Hiddlesworth] – 2nd Gear : Pits.

1st Gear : Quake.

[Hiddlesworth] – 2nd Gear : Pits.

Pairing : Chris X Tom 

Rate : NC

หมายเหตุ : เนื้อหาในเรื่อง เกิดจาก “มโน” เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงใดๆทั้งสิ้น

น้ำเย็นที่รินรดอยู่บนหัว ไม่ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลงเท่าไหร่…คริส เฮมส์เวิร์ธ กำลังอาบน้ำสงบสติ

 

โอเค…มันไม่ง่ายเลยที่จะสงบ เพราะคำชวนทำเอาเตลิด แต่ว่า…พรุ่งนี้ไม่ใช่วันหยุดของทอม เขาไม่อยากเอาเปรียบ

 

เขาคิดดีแล้ว

 

โอเค…ยอมรับว่าเสียดาย แต่พูดไปแล้ว ต้องเป็นคำพูด!

 

ตอนออกจากห้องน้ำ เจ้าของห้องก็เปลี่ยนชุดนอนและอ่านหนังสืออยู่บนเตียงแล้ว ทอมไม่มีห้องนอนสำหรับแขก และพวกเขาก็ไม่เคยแยกเตียงกันนับตั้งแต่ ‘อะไรๆ’ มันเลยเถิด (ส่วน อะไรๆ ซักวันคงได้กล่าวถึง)

 

คริสทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงฝั่งซ้าย แรงสะเทือนเล่นเอาคนที่นอนอยู่ฝั่งขวาตัวเด้งขึ้นมา ทอมหัวเราะ ลุกขึ้นแล้วขยับมานั่งด้านหลัง ดึงผ้าขนหนูบนคอของคริสออกและเช็ดผมให้

 

“การถ่ายทำไปถึงไหนแล้ว” คนถามละเลงเส้นผมสีทองไปด้วย

 

“เรื่อยๆนะ ช่วงนี้พักซีนหนัก มาถ่ายซีนที่ไม่ต้องแอคชั่นอะไรมาก แต่ก็สำคัญเพราะเป็นซีนอารมณ์” คริสครางในคอกับการนวดคลึงศีรษะเป็นบริการแถม ความอบอุ่นจากปลายนิ้วทำให้รู้สึกดี…เขาชั่งใจซักพัก ก่อนจะถาม  “…สมมติว่านายเป็นนักแข่งที่รถมีปัญหา และต้องกลับมาพร้อมความพ่ายแพ้ที่ไม่เต็มใจ”

 

“แล้ว?” คิ้วเลิกสูงขึ้นอย่างสนใจ

 

“ถ้าเป็นนาย จะทำหน้ายังไงเวลากลับเข้าพิทส์”

 

สถานการณ์จำลองเกิดขึ้นในหัวของคนฟัง…ทอมเงียบไปซักพัก ก่อนจะตอบ “ขอโทษเพื่อนร่วมงาน”

 

คริสยิ้มให้กับคำตอบแรก…แน่นอน ทอม ฮิดเดิลตัน ไม่ได้มีแค่ความสุภาพ

 

“แล้วก็ต้องหาสาเหตุให้เจอ ว่าทำไมรถถึงมีปัญหา ฉันอยากเห็นกับตา”

 

คริสยิ้มกว้างให้กับคำตอบอีกหนึ่ง ใช่แล้ว…คน ๆ นี้สุภาพ แต่เกลียดความพ่ายแพ้เอาเรื่องเลยล่ะ เขานึกถึงตอนที่ออดิชั่นธอร์ขึ้นมา สายตาค้นหาว่า ทำไมเขาจึงได้รับเลือก เขาลืมไม่ลง

 

แต่ที่น่าประทับใจคือ พลาด แต่ไม่อาฆาต ทอมใจกว้างพอจะยอมรับความพ่ายแพ้…และไปชนะใจคนดูในบทโลกิแทน…เขาอยากแสดงกับอีกฝ่ายไปทุกเรื่อง เสียดายที่ Rush ไม่มีบทเหมาะสม

 

คริสถามต่อ เขาอยากฟังทุกคำตอบของทอม…อยากรู้ทุกเรื่องในใจ  “แล้วถ้านายเป็นคนที่รออยู่ในพิทส์ล่ะ”

 

คราวนี้คนถูกถามเงียบไปหลายอึดใจ

 

“กอดเอาไว้”  คำตอบเอ่ยเบาๆ ตามด้วยคำอธิบาย  “ไม่มีใครอยากแพ้…เขาคงไม่ต้องการรอยยิ้มปลอบใจ ไม่ต้องการสีหน้าโกรธเคือง…แต่ต้องการสัมผัสที่บอกว่า ‘ไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่ข้างนาย’  ….ล่ะมั้ง”

 

คนถามหันมา สบตา “คนในจินตนาการของนายคือใคร?”

 

ทอมหัวเราะเบาๆ จริงใจ  “ตอนแรกคิดถึง เจมส์ ฮันท์….แต่อยู่ดีๆก็กลายเป็น คริส เฮมส์เวิร์ธ”

 

คริสหน้าอุ่นวาบขึ้นมา…ให้ตายเถอะ ทำไมคนตรงหน้าถึงชอบทำให้เขารู้สึกดีได้ไม่หยุดหย่อน เขาแกล้งเอาหัวโขกหน้าผากอีกฝ่าย ทอมเอามือกันเอาไว้ บ่นอู้อี้ว่าเดี๋ยวเถิกกว่าเดิม เขาขำออกมาก่อนจะโถมกอดคนตรงหน้าเอาไว้จนหงายไปบนเตียง

 

ทอมคือที่พักของเขาจริงๆ เหมือนพิทส์ที่พร้อมจะรับนักแข่งกลับมาพักผ่อน ไม่ว่าชนะหรือแพ้พ่าย

 

แขนอุ่น ๆ กอดตอบ โอบรอบแผ่นหลังหนา มือใหญ่แต่เรียว สางเส้นผมยาวระคอของคนนอนทับ สูดกลิ่นแชมพู…กลิ่นเดียวกับที่เขาใช้ประจำ และตกใจเมื่อถูกชิงจูบไปอย่างไม่ตั้งตัว

 

เขาตกอยู่ใต้เงาร่างของคริส แขนลูบโลมและลิ้นพัวพันก่ออารมณ์หวาม ทอมหันหน้าไปกัดเม้มใบหูและซอกคอแทน ถอนใจยาวเมื่อรู้สึกถึงความแข็งที่ดุนดันอยู่ตรงง่ามขา…เจ้ากระปุกเกียร์อันใหญ่ที่ไม่ใช่ของ F1 

 

“ไหนบอกคืนนี้จะไม่ต่อ…”  กระซิบแหย่ มือหนึ่งล้วงลงไปจับของอีกฝ่ายเอาไว้ แกล้งโยกเบาๆ  “เข้าเกียร์สอง กดหัวลงไปซะดีๆ”

 

คริสกัดกรามกรอด สะกดความพลุ่งพล่าน เข่นเสียงลอดไรฟัน  “…ขอโทษนะ ที่นายจับอยู่มันเกียร์ออโต้ ตั้งขึ้นอย่างเดียว กดลงไม่ได้”

 

จบคำ มือใหญ่ก็ดึงกางเกงนอนของทอมลง จับพับขาขึ้นในท่าเตรียมพร้อม อารมณ์ที่ปะทุทำให้ปลายท่อนเปียกลื่น คริสโยกตัวถูเข้ากับช่องทางจนร้อนแดง

 

ขาคนโดนถูเกร็งจิกผ้าปูเตียงแน่น เขาครางชื่ออีกฝ่าย เรียกร้องจูบของคนที่ก้มลงมาหา เอื้อมคว้าไหล่หนาแล้วกอดแน่น…โคนขาแนบชิดกันพร้อมความใคร่ที่สอดใส่เข้ามา…ยอดอกของทอมแข็งไม่แพ้ส่วนที่ตื่นตัว บดเบียดกับแผงอกกว้าง คริสรู้สึกตัวเองเป็นเครื่องยนต์ที่ใกล้ระเบิด ควบขี่ อัดกระแทกความรู้สึกทั้งหมดออกมาอย่างรุนแรง 

 

จนเมื่อทำร้ายร่างข้างใต้เสียชุ่มโชก ทุกอย่างจึงผ่อนคลาย…อ้อมกอดชื้นเหงื่อไม่น่าจะสบาย กลับให้สัมผัสหวานร้อนจนไม่อยากแยก…เหมือนรถแข่งหมดเชื้อเพลิง กลับเข้าอู่ ผ่อนแรง

 

เสียงหัวใจของทอมยังเต้นระรัว…ทั้งที่ควรอึดอัดเพราะถูกทับเอาไว้ แต่กลับรู้สึกแสนสบาย…อุ่นใจ นิ้วมือสางเส้นผมให้อย่างอ่อนโยน

 

คริสยิ้มออกมา…หลับตาลง พักผ่อนลงกับรังนอนของเขา…คนเดียว

 

-Fin-

จากเรื่องสั้น ก็เริ่มจะยาวขึ้นเรื่อยๆค่า…ถ้าเกิน 6 เกียร์รถปกติเมื่อไหร่ กลัวจะกลายเป็น 24 เกียร์ รถเกี่ยวข้าว orz

 

[Hiddlesworth] – 1st Gear : Quake.

[Hiddlesworth] – 1st Gear : Quake.

Pairing : Chris X Tom 

Rate : PG

หมายเหตุ : เนื้อหาในเรื่อง เกิดจาก “มโน” เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงใดๆทั้งสิ้น

มันเป็นช่วงที่ คริส เฮมส์เวิร์ธ ถ่ายทำ Rush ใน NY หมาดๆ…เขาไม่ลืมที่จะแวะมายังอพาตเมนต์ของทอม ฮิดเดิลสตัน เพื่อนรัก

คริสในสภาพผมยาวน้อยกว่าตอนที่เล่น Avengers ไม่เท่าไหร่นัก กำลังนั่งอยู่บนโซฟา หน้าทีวี หยิบพิซซ่าที่ทอมสั่งมาเข้าปากอย่างต่อเนื่อง

“อยู่ในช่วงจำกัดน้ำหนักรึเปล่า? ยังโปรโมทอยู่นะ” ทอมหัวเราะ เดินมานั่งข้างๆ

คนถูกถามกลืนของในปากลงคอดังเอื๊อก “ก็ใช่…แต่ขอสักหน่อยเถอะ ฉันต้องคุมน้ำหนักตลอดการถ่ายทำ เพื่อให้ลงไปนั่งในรถได้ ตอนนี้ขอกินบ้างเถอะ….อย่าพูดไปนะ”

“โอเค…” คนฟังหัวเราะออกมา ก่อนจะรินเบียร์แล้วยื่นให้ จังหวะเดียวกับเทรลเลอร์ Rush กำลังเล่นในโฆษณา “หรือว่าเอาแชมเปญดีกว่า? แบบในหนัง?”

“ฉันเอียนแชมเปญแล้วล่ะ” คริสหัวเราะตอบด้วยเสียงอู้อี้ คว้าเบียร์มาดื่ม ไล่อาการติดคอ “ในหนังมีฉากฉลองรับรางวัลด้วยแชมเปญตั้งเยอะ ว่าแต่ นายไปดูหรือยัง?”

“ก็…ว่าจะไปดูเร็วๆนี้แหล่ะ”  ตอบไม่เต็มเสียงนัก เพราะกว่าจะหาเวลาว่างได้ก็ยาก วันนี้เขาก็หยุดมาเพื่อรอรับคนที่บอกจะมาหา เท่ากับว่าวันหยุดน้อยลงไป  “แต่ไม่มีคนไปดูด้วย นายว่างไหม?”

“ให้ฉันไปดูหนังที่ตัวเองแสดง…”  เขาส่ายหน้าจนผมสีทองที่รวบไว้หลวมๆตกลงมาปอยหนึ่ง “แทบจะเบื่อรถแข่งเลยล่ะ แค่นึกก็เมื่อยก้น”

“ยังไง?”  ทอมตาวาวขึ้นมาด้วยความสนใจ หนังน้อยเรื่องที่จะถ่ายทำโดยมีรถเป็นองค์ประกอบ…แล้วนี่…รถ F1 ประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง

“ถึงฉันจะไม่ได้ขับรถจริงๆ แต่ก็มีบางช่วงที่ได้นั่งในรถที่สตาร์ทแล้ว หรือไม่ก็จำลองสภาพให้สั่นเหมือนกำลังขับจริงอยู่”  นักแสดงนำหันมาหาเพื่อน ดวงตาสีฟ้าเหมือนจะมีภาพตอนถ่ายทำพุ่งออกมา เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “แรงสั่นสะเทือนของเบาะนั่ง นายต้องไม่เชื่อแน่ๆว่าจะรุนแรงได้ขนาดนั้น”

“รถไฟเหาะ?”  ทอมเริ่มเปรียบเทียบ

คริสส่ายหน้า ชูนิ้วขึ้นมา3นิ้ว แล้วหักลงไป1 ทอมเหลือโอกาสทายอีก 2ครั้ง

“รถไฟที่แล่นเร็วๆ?”

“แรงกว่านั้นเยอะ”  นิ้วถูกเก็บลงไป เหลือโอกาสครั้งเดียว

“….รถบัมพ์….?”  คำทายสุดท้ายไม่เต็มเสียง

“ออดดดดดด นายหมดสิทธิทาย ถ้าเป็นรถบัมพ์ ก็คงเป็นรถบัมพ์ที่วิ่งเร็วกว่ารถไฟมั้ง” เจ้าของคำถามยิ้มกริ่ม เหมือนถือไพ่เป็นประสบการณ์เหนือกว่า ซึ่งน้อยครั้งที่เขาจะมี…  “จังหวะและแรงสะเทือนที่เร้าใจขนาดนั้น ฉันอยากให้นายได้สัมผัสจัง”

“แล้วฉันจะไปแคสบทได้ที่ไหน เขาคงไม่สร้างหนังเกี่ยวกับ F1 กันบ่อยๆหรอกนะ”  ทอมหน้าหมองลงไปหน่อยขณะดื่มเบียร์หมดแก้ว

คริสนึกอะไรบางอย่างได้….

“ฉันจำลองสถานการณ์ให้นายได้นะเพื่อน”  เขาบอกอีกฝ่าย แล้วยิ้มออกมาเมื่อเห็นเส้นผมหยิกวูบไหวเมื่อเจ้าของหันมามองอย่างสนใจ

“ยังไงเหรอ?”  ทอมตาเป็นประกาย เหมือนเด็กที่กำลังจะรู้คำตอบของปริศนา

“อาจจะไม่เหมือนเปี๊ยบหรอกนะ…ก่อนอื่น นายลุกขึ้นยืน”  คนเฉลยสั่ง

ทอมลุกขึ้นตามนั้นแล้วมอง คริสตวัดขาขึ้นมาเหยียดยาวบนโซฟา เอนหลัง45องศาพิงท้าวแขนเอาไว้ด้วยท่วงท่าคล้ายตอนขับรถ F1 ทอมกำลังจะถามว่ายังไงต่อ อีกฝ่ายก็เอื้อมมาคว้าแขนเขาเอาไว้ ออกแรงดึงจนเซลงไปหา

“หันหลัง นอนทับลงมาบนตัวฉัน”

คริสบอกให้ทำตาม แต่ทอมรู้สึกเหมือนถูกบังคับมากกว่า เขานั่งลงทับหน้าท้อง อีกฝ่ายร้อง อุ๊ก! แล้วดันก้นให้ขยับลงไปอีก ขาใหญ่ๆตวัดขึ้นมาเกี่ยวกดให้สองขาของเขาแนบกัน…คริสบอกว่า จำลองให้เหมือนถูกบีบอยู่ในตัวถังรถ…ปลายเท้าของเขาวางอยู่บนหลังเท้าของคนขายาวกว่าพอดี

“มือนาย จะจับพวงมาลัยอยู่ประมาณนี้”  ร่างข้างใต้จับมือทั้งสองข้างของทอมมาประสานตรงหน้า ท่อนแขนใหญ่แนบชิด…คริสให้เหตุผลว่าเหมือนอยู่ในตัวถังรถเช่นเคย หลังเขาแนบไปกับแผงอกใหญ่และร้อน…เหมือนมีเครื่องยนต์อยู่ในนั้นจริงๆ

“แล้ว…แล้วไงต่อ….”  ทอมสับสน ตามการเคลื่อนไหวอีกฝ่ายไม่ค่อยทัน และแอบกลืนน้ำลายลงคอ

“เหยียบคันเร่งสิ…”  คริสกระดกปลายเท้าขวาขึ้นมาแทนคันเร่ง “แล้วเข้าเกียร์” เขาใช้มือขวาตนเองแทนกระปุกเกียร์ โยกไปมา

“อืม โอเค” คนถูกสั่งทำตาม รู้สึกงงๆ…และแปลกๆที่ถูกห่อหุ้ม ไม่สิ ถ้าให้เรียกตรงๆคือกอด…

“หลังจากนี้ เครื่องสตาร์ท!” คริสแกล้งเป่าลมข้างหูคนที่นอนทับ ก่อนจะสั่นตัวเองแรงๆให้สะเทือนไปถึงคนที่นอนทับ “แอ๋นๆๆๆๆ รถเข้าประจำที่”

ถึงตอนนี้ ทอมหลุดหัวเราะก๊าก เขาไม่คิดเลยว่าวิธีจำลองเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ โอ๊ยยยย คริสสสสส พอเถอะ!!!”

“ขึ้นรถมาแล้วลงไม่ได้นะครับนักแข่ง บรืนนนนนนน”  คริสแกล้งกระดกเท้าให้เหยียบอีก

ทอมหัวเราะจนน้ำตาจะไหล แต่ก็ยอมเหยียบคันเร่งออกตัว เขาขยับมืออีกฝ่ายไปมาเหมือนหักพวงมาลัย  “เข้าลู่ ไปได้!”

สัญญาณออกตัวดัง ร่างข้างใต้ก็สั่นตัวแรงขึ้น มีกระดกเอวใส่เหมือนรถขึ้นและลงเนิน หลุดขำออกมาบ้างเมื่อร่างในอ้อมแขนอุทานเมื่อโดนกระแทกเอว

ทอมนึกสนุก จึงยุ  “แค่นี้เองเหรอ? นี่เหรอแรงแล้ว?”

คนตัวใหญ่กระดกเอวขึ้นรัวๆ ดันจนหน้าท้องอีกฝ่ายลอยสูงขึ้นมา เขาเริ่่มหายใจแรง…เพราะเหนื่อย?

“ยังไม่เห็นแรงเลย??”  ทอมโกหก ทั้งๆที่เอวแทบจะหลุดจากขา “แรงอีก…คริส…แรงอีก”

ต้องการแกล้งอีกฝ่ายเลยยิ่งเย้าแหย่

โดยไม่รู้ว่า เสียงตัวเองที่ออกมานั้นสั่นเทาเพราะแรงกระแทก และยั่วแค่ไหน…

คริสสะดุดลมหายใจตัวเองดังเฮือก  รู้สึกว่าควรหยุด

แต่อารมณ์มันกระเจิงไปเสียแล้ว

เอวใหญ่อัดกระแทกร่างที่เหนี่ยวเอาไว้ เสียดสีเป้ากางเกงกับบั้นท้ายแรงๆ…มือที่เคยตั้งท่าเป็นพวงมาลัย ตอนนี้กอดรัดหน้าอกและไหล่อีกฝ่ายไว้แน่น เสียงของทอมสั่นพร่าอยู่ข้างหูพร้อมมือที่จิกลงบนแขนเขาอย่างห้ามปราม

แต่คริสรู้ดีว่าเขาหยุดไม่ได้…ความแข็งขืนบดขยี้เหมือนจะรุกรานเข้าไป…ติดแต่กางเกงผ้าของทั้งสองที่ยังสวมใส่อยู่

เสียงโครงโซฟาโยกคลอนเหมือนจะพังลงมา…เขาถึงจุด เมื่อสะโพกของทอมเบียดสวน กระแทกหา

การจำลองสถานการณ์จบลงด้วยเป้ากางเกงของใครบางคนที่เปียกโชก…

เขาเสร็จแค่ได้เสียดสี…เรื่องนี้ทำให้คริสอายอยู่ไม่น้อย…

“เกียร์น่ะ…มันอยู่ตรงระหว่างขาคนขับเหรอ”

เสียงหอบๆของทอม ฆ่าเขาได้ทั้งเป็น คริสซุกหน้าหนีลงกับโซฟา…ปล่อยมือและขาออกให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ

“ขอโทษนะ….”  เขาบอกคนที่ลุกจากตัว ไปนั่งอยูท้ายโซฟา

ทอมเงียบอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะกระซิบ…

“…นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ….หลังจากนั้น….”

คริสผงกหัวขึ้นมามองทันควัน และเห็นภาพอีกฝ่ายถอดกางเกงออก…

“แล้วค่อยกลับมา…”  แววตากระดากอายหลุบลงต่ำ

คริสครางในลำคอ…รู้สึกเหมือนเครื่องยนต์ในกายจะติดอีกครั้ง  เขาเด้งตัวลุกไปอาบน้ำแทบจะทันที

-Fin-