macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Archive for the ‘Original’ Category

[Novel] Be[lie]ve. – 7&8

17-05-25-16-54-09-868_deco

 

เปลี่ยนภาพเปิด ในเรื่องฤดูใบไม้ผลิแล้วค่ะ ,,- -,,

ตอนก่อนๆ

7.

 

ฤดูใบไม้ผลิมักจะถูกตั้งให้เป็นจุดเริ่มต้นใหม่อันสวยงามเสมอ…

 

หิมะที่เคยหนาท่วมไปทั้งเนินเขากว้าง เริ่มละลายและซึมลงสู่ผืนดิน แม้อากาศจะยังเย็น หากมีแสงแดดสว่าง

 

วันนี้วาสโก้มีแพลนจะพาเนเว่ไปยังเมืองเรเวน หลักๆ เพื่อไปนำเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวมายังบ้านไม้ซุงแห่งนี้ ในฐานะคนเฝ้าที่ดินคนใหม่ เขาตื่นมาลองเครื่องรถยนต์ 4WD แต่เช้า แล้วนึกขอบคุณที่มันยังสตาร์ทติด ไม่อย่างนั้นคงต้องใช้รถมอเตอร์ไซด์หรือรถ ATV ฝ่าลมเย็นไปแทน

 

“จะไปหรือยัง”

 

เจ้าของรถตะโกนถามคนในบ้าน ซึ่งรีบโผล่หน้าออกมาทันที หลังตรวจเช็คล็อกประตูเรียบร้อยแล้วจึงเดินมายังรถคันใหญ่…เนเว่มีของติดตัวกลับไปยังเมืองเท่ากับตอนขึ้นเขามา คือเสื้อผ้าที่สวมอยู่ กระเป๋าสะพายหนังใบเล็ก และเสื้อโค้ทพับใส่ถุงที่พอจะหาได้ในบ้าน

 

“ในที่สุด ฉันจะไม่ต้องเห็นเจ้าเสื้อสีฟ้าลายขวางอย่างกับคนคุกตัวนี้ซะที” วาสโก้หยอก ขณะออกรถลงจากเนินเขา

 

คนถูกล้อโต้กลับทันควัน “ผมมีลายนี้อยู่ที่บ้านอีกตั้งหลายตัว เดี๋ยวจะขนมาใส่ให้หมด”  

 

เมื่อเข้าเขตที่สัญญาณต่างๆ ส่งมาถึง วิทยุในรถซึ่งเปิดทิ้งไว้จึงเริ่มส่งเสียงเพลงออกมาจากลำโพง เนเว่ลองหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็คดู ทันทีที่เปิดเครื่องเสียงข้อความมือถือก็ร้องเตือนรัวกระหน่ำ เขาตกใจจนเกือบทำเครื่องหลุดมือ รีบปิดเสียงอย่างลนลาน

 

“เพื่อนเยอะเหมือนกันนี่เรา” วาสโก้ตั้งข้อสังเกต

 

“อา…โฆษณาทั้งนั้นครับ ผมมันคนเพื่อนน้อย” ตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ นิ้วขาวไล่ดูทีละข้อความ ลบทิ้งไปบ้าง

 

“แล้ว…” หนุ่มใหญ่กระดากใจกับคำถามในหัว แต่ก็ตัดสินใจพูดออกมา “คนที่เข้าหาล่ะ…แบบเล็งนายเอาไว้”

 

เนเว่หันมามองแบบงงๆ กว่าจะประมวลผลเสร็จ “ไม่มีหรอกครับ คนอย่างผมใครจะอยากเข้าหากัน”

 

คำตอบทำให้คนฟังขมวดคิ้ว “อ้าว…แล้วฉันล่ะ”

 

“เพราะผมเข้าหาคุณก่อนต่างหาก” หนุ่มน้อยหัวเราะคิก “ถ้ามีคนอื่นในที่นั้น คุณอาจจะไม่ชายตาผมเลยก็ได้ ไม่ใช่ว่าคุณรสนิยมแย่นะครับ…แค่ผมไม่ดีพอ”

 

วาสโก้คิดตาม…ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมีสาวสวยหุ่นงามหรือสาวน่ารักอ่อนหวานอยู่ร่วมบ้าน เขาคงไม่มีวันแตะต้องเด็กผู้ชาย…

 

แต่ถึงอย่างนั้น การถล่มตัวเองของอีกฝ่ายก็ควรได้รับคำค้าน “นายไม่ได้แย่เสียหน่อย…ต้องมีเรื่องรักใคร่บ้างสิ”

 

“มีบ้างครับ แต่ว่า…” เนเว่อมยิ้ม เกยคางกับหน้าต่างก่อนพูดต่อ “ถ้าเปรียบคนเราเหมือนสีสัน ผมคงเหมือนสีขาว…ใครมาผสมด้วยก็มีแต่ทำให้เขาจืดจาง ในที่สุดก็เบื่อและจากไปผสมกับสีอื่นเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า…ฟ้ากับเหลืองได้สีเขียว แต่ฟ้ากับขาว ได้แค่สีฟ้าชืดๆ ไม่มีใครอยากดูเสมอตัวหรือแย่ลงหรอกครับ”

 

เจ้าหมอนี่ต้องเคยอกหักแน่นอน วาสโก้สรุปอยู่ในใจ

 

“แต่ฉันชอบสีฟ้าอ่อนนะ”

 

“เอ๊ะ” คนฟังหันมา

 

“บางคนอาจไม่ต้องการอะไรแปลกใหม่นักหรอก” ดูเหมือนเขาจะพูดจาลึกซึ้งได้เข้าท่าดีเหมือนกัน

 

ฝ่ายที่อ้างตัวเองว่าจืดจางอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ ยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้คนข้างๆ “…แล้วจะรอดูนะครับ”

 

เหมือนถูกท้าทายอย่างไรชอบกล คนอายุมากกว่าจึงยกมุมปากรับคำ “อืม รอดูไปด้วยกัน”

 

หลังจากนั้นไม่มีบทสนทนาใดอีก หากความรู้สึกดีอบอวลไปทั่วบรรยากาศ…คำหวานก็คือคำหวาน แม้ไม่ใช่คำสัญญาสาบาน แต่ก็ช่วยหล่อเลี้ยงความหวังในหัวใจ…

 

———

 

 

ในบรรดาเมืองน้อยใหญ่ของภาคพื้นแถบนี้ เรเวนจัดเป็นเมืองที่มีบรรยากาศคึกคักที่สุด รูปแบบอาคารผสมกันระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ ข้างอาคารอิฐที่เต็มไปด้วยไม้เลื้อยรก คือร้านอาหารหรูหราหลังคาสร้างจากโดมแก้ว หรือร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดไฟนีออนจัดจ้านก็อยู่ติดกับร้านขายของชำเก่าโทรม การจราจรค่อนข้างหนาตาเพราะประชากรนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัว มอเตอร์ไซด์ จักรยาน หรือแม้แต่เกวียนเทียมลา…

 

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่วัตถุที่แตกต่าง ฐานะของชาวเมืองก็หลากหลาย…ย่านทิศเหนือของเมืองเต็มไปด้วยคฤหาสน์หรูหรา เป็นที่อยู่อาศัยของบรรดานายทุนและผู้มีอิทธิพล ในขณะที่ย่านทางใต้นั้นเต็มไปด้วยตึกเก่าโทรม เป็นที่อยู่อาศัยของคนยากจนและบุคคลไม่พึงประสงค์ของทางการ…มีสูงสุดและต่ำสุดย่อมมีกึ่งกลาง บ้านของเนเว่อยู่ในบริเวณนั้น แออัดไปด้วยหมู่ตึกที่ทำการต่างๆ และอาคารสำหรับพักอาศัย

 

รถคันใหญ่เลี้ยวเข้าจอดข้างกำแพงอิฐแดง แนวกั้นอาณาเขตนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายไร้ประตู้รั้ว ด้านหลังเป็นอพาตเมนต์สูงสี่ชั้น มีระเบียงและบันไดอยู่ด้านนอกตามรูปแบบตึกรุ่นเก่า ประตูแต่ละห้องหลากสีไม่ซ้ำ บ่งบอกว่ามันผ่านการซ่อมแซมและมีผู้อยู่อาศัยมาหลายสิบปี

 

“คุณรอที่รถก็ได้นะครับ ผมขึ้นไปเก็บของไม่นานหรอก” เนเว่กล่าวขณะปลดเข็มขัดนิรภัยออก

 

“ห้องนายอยู่ไหน” เจ้าของรถถาม กวาดสายตาไปยังอาคารตรงหน้า คะเนด้วยสายตามีประมาณสี่สิบห้อง

 

“ผมว่าคุณเดาได้ไม่ยากนะ” ตอบเสร็จจึงเปิดประตูลงจากรถไป

 

วาสโก้มองตามแผ่นหลังเล็ก…เพราะเท้าปลอมทำให้เดินกะเผลกนิดๆ ตลอดเวลาเหมือนหุ่นกระบอกชอบกล ผู้อยู่อาศัยชั้นล่างทักทายเมื่อเห็นเจ้าตัว เนเว่หยุดแวะแล้วคุยด้วยสองสามประโยค ก่อนจะโบกมือขอตัวแล้วเดินขึ้นบันไดไปทีละชั้น

 

วาสโก้ยิ้มบาง เมื่ออีกฝ่ายเลี้ยวเข้าระเบียงชั้นสามและหยุดที่ห้องแรกซึ่งมีประตูสีฟ้าอ่อน เจ้าของห้องหันมาโบกมือให้เขา ก่อนจะหายเข้าไป

 

เวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาที ประตูสีฟ้าจึงเปิดออก เนเว่สะพายกระเป๋าหนังใบเดิม เพิ่มเติมคือเป้ใบใหญ่เกินตัวบนหลัง อีกฝ่ายเดินลงมาจากบันได แวะทักทายคนรู้จักที่ชั้นสองแล้วลงมาต่อ แวะคุยกับคนที่เข้ามาหาอีกครั้งก่อนออกจากใต้อาคาร…เรื่องที่เจ้าตัวบอกว่าเพื่อนน้อยดูจะไม่เป็นความจริงเท่าไหร่

 

วาสโก้ยืนยันความคิดตัวเองอีกครั้ง เพราะก่อนเจ้าตัวเล็กจะเดินมาถึงรถ มีหนุ่มผิวแทนคนนึงเข้ามากอดคออย่างสนิทสนม คุยกันชุดใหญ่ จนเนเว่ทำท่าขอตัวก็ยังไม่ยอมปล่อย แถมเดินตามมาถึงรถ

 

“ขอโทษที่ช้านะครับ” เพราะเสียเวลากว่าที่คิด จึงส่งยิ้มแห้งๆ ให้ “ส่วนนี่ ปิแอร์ เพื่อนของผมครับ”

 

“ฮายยยยยยย” คนถูกแนะนำยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว เจ้าตัวเป็นหนุ่มผมทองตาสีเขียวด้วยเลือดคอเคซอยด์เต็มขั้น ผิวแทนนั้นคงเกิดจากการอาบแดด “เมื่อกี้ผมเพิ่งกลับมา เห็นรถไม่คุ้นเลยมองๆ อยู่ ที่แท้มากับหมอนี่”

 

“สวัสดี” วาสโก้ตอบรับสั้นๆ ไม่คิดจะใช้คำสนิทสนมด้วย เขาเลี่ยงการสนทนาด้วยการหยิบขวดน้ำขึ้นดื่ม

 

ดูเหมือนปิแอร์จะไม่ถือสากับท่าทีห่างเหินนั้น เขาเขย่าตัวเพื่อน “สุดหล่อคนนี้เป็นอะไรกับนาย แนะนำหน่อยสิ”

 

“เอ่อ…” เนเว่หัวสั่นขณะคิดว่าควรแนะนำอย่างไร ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ “่พ่อฉันเอง”

 

วาสโก้สำลักน้ำพรวด

 

ปิแอร์หัวเราะลั่น ยิ่งเขย่าร่างเล็กแรงกว่าเดิม “อย่ามาโกหกกันนะเจ้าพิน็อคคิโอ้! พ่อนายไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ถึงดูแล้วจะรุ่นลุงพอกันก็เถอะ”

 

วาสโก้คิดว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในวัยที่จะเรียกว่าลุง…นะ

 

“ล้อเล่น เขาเป็นหัวหน้าของฉันต่างหาก” แต่งตั้งตำแน่งให้พลางแกะแขนเพื่อนออกจากตัว “ฉันจะไปทำงานกับเขาบนภูเขา อาจจะไม่ค่อยได้กลับ ฝากนายดูห้องด้วยได้ไหม”

 

“อ้าวๆ ฝากฝังกันแบบนี้ ต้องคิดค่าแรง” อีกฝ่ายยอมปล่อยมือ ช่วยเปิดประตูและยื่นแขนให้เพื่อนใช้เป็นหลักยึดตอนตะกายขึ้นรถคันใหญ่ “วันไหนว่างต้องมาเลี้ยงเบียร์สี่ขวดที่บาร์ ตกลงไหม”

 

“ได้” เนเว่ตอบรับ

 

“คุณหัวหน้าก็มาด้วยนะครับ เราจะได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้” ปิแอร์เกาะขอบหน้าต่าง ทำตัวเป็นกันเองทั้งที่เพิ่งจะพบหน้า

 

แน่นอนว่าวาสโก้ไม่ตอบ เขากดปุ่มเลื่อนปิดกระจกไฟฟ้า ไล่ให้หนุ่มผิวแทนชักมือออก

 

เนเว่โบกมือให้เพื่อนที่ยืนส่ง จนรถเลี้ยวตรงมุมถนนจึงหันมา “ปิแอร์อาจจะเอะอะไปบ้าง แต่เขาเป็นคนดีนะครับ”

 

คนฟังไม่มีท่าทีอยากรับรู้ แต่เปลี่ยนไปประเด็นคาใจแทน “…ฉันอายุเท่าพ่อนายเหรอ”

 

นัยน์ตาสีฟ้ากะพริบถี่ ก่อนจะหัวเราะก๊าก “ติดใจเรื่องนี้ด้วยเหรอครับ”

 

“ไม่ได้หรือไง” คนขับขมวดคิ้ว แกล้งเข้าโค้งแรงๆ ให้คนนั่งข้างหัวโขกหน้าต่าง

 

เนเว่กุมหัวร้องโอย แต่ยังไม่เลิกขำ “ไม่เท่าครับ พ่อผมปีนี้อายุห้าสิบห้าแล้ว แก่กว่าคุณทั้งเยอะ แล้วคุณเองก็ยังไม่ถึงวัยลุงสักหน่อย”

 

“จริงเหรอ…” ถามย้ำแบบไม่แน่ใจ

 

“รับประกัน วัดจากรสนิยมคนชอบลุงของผมเลย”

 

วาสโก้ยื่นมือไปขยี้ผมขาวๆ นั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“ว่าแต่…เดี๋ยวเราต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตกันนะครับ ปกติคุณชอบที่ไหนเป็นพิเศษรึเปล่า” ถามพลางค้นในกระเป๋าหนัง หยิบกระดาษโน้ตซึ่งจดรายการของจำเป็นเอาไว้ขึ้นมา

 

“ไม่…ปกติฉันแทบไม่ซื้อของเอง” คิดอยู่อึดใจก่อนพูดต่อ “ไปเรเวนมาร์ทแล้วกัน เป็นทางผ่านกลับบ้านพอดี”

 

“อือฮึ…” เนเว่พยักหน้า “แล้ว…ก่อนหน้านี้ตุนเสบียงยังไงเหรอ”

 

“คนรู้จักจัดการให้ คอยซื้อแล้วส่งมา” นิ้วใหญ่เคาะเป็นจังหวะบนพวงมาลัย ขณะรอให้ไฟแดงเปลี่ยนสี “นายจำสายที่โทรเข้าบ้านได้ไหม นั่นล่ะ”

 

“ผมอาจจะจุ้นจ้านเกิน…” สายตายังจับจ้องอยู่บนกระดาษ หากความสนใจพุ่งไปยังคนที่ไม่ได้มองหน้า “แต่ถามได้ไหมครับ…ว่าคือใคร”

 

วาสโก้เงียบไปอึดใจก่อนตอบ “โรซาเลีย…เมียเก่าฉันเอง”

 

เนเว่ตอบรับเบาๆ ในลำคอ “มิน่า คุณถึงได้โมโหตอนพลาดรับสาย”

 

“ประมาณนั้น” คนมีอดีตแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ฉันแค่หัวเสียเพราะการสื่อสารอย่างเดียวบนภูเขาดันใช้การไม่ได้…กังวลว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินอะไรจะลำบาก”

 

“อย่างนี้นี่เอง”

 

เสียงรับรู้นั้นบ่งบอกว่าโล่งใจ คนพูดพลอยรู้สึกดีขึ้น

 

คิดถูกแล้วที่เขาไม่ได้บอกความจริงไปทั้งหมด…ว่าสายที่โทรมา ไม่ได้มีเพียงโรซาเลีย

 

“เอารายการมาดูหน่อย”

 

เพราะรถติดนานกว่าที่คาด วาสโก้จึงแบมือขอกระดาษโน้ตมาเช็คบ้าง เนเว่ส่งให้ แต่หางตาคนขับเห็นกระดาษอีกใบยังคงอยู่บนมือบาง

 

“นั่นอะไร” คนตัวใหญ่ถามบ้าง

 

“อ๋อ…เศษขยะน่ะครับ ปิแอร์ชอบแกล้งเอามายัดใส่กระเป๋ากางเกงผมอยู่เรื่อย”

 

มือเล็กยื่นมาให้ดู บนเศษกระดาษขอบเปื่อยนั้นมีวงกลมเรียงกันเป็นกลุ่ม เหมือนใครมาฝนดินสอเล่นเอาไว้

 

วาสโก้มองแล้วส่ายหน้า “…วัยรุ่นสมัยนี้ เล่นอะไรกันไร้สาระ”

 

“ฮ่ะๆๆ ผมเองก็เคยแกล้งเอาเปลือกลูกอมไปยัดใส่เป้ของเขาเหมือนกัน บางทีหมอนั่นไม่ได้เอะใจ จนกระทั่งมดขึ้นเต็มไปหมด แล้วก็—-

 

วาสโก้หรี่เสียงวิทยุลง เพื่อจะฟังเสียงโทนไม่ต่ำไม่สูงเกินไปของคนนั่งข้างๆ เขาไม่ชอบเรื่องไร้สาระ แต่น่าแปลก พอเป็นเด็กคนนี้เล่าเขากลับฟังได้

 

สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถออกตัวอีกครั้ง ในขณะที่เนเว่ยังคงชวนคุยต่อไป…

 

…พลางแอบพับเศษกระดาษที่อ้างว่าคือขยะ ใส่ลงในกระเป๋าสะพายอย่างแนบเนียน

 

TBC

8.

 

น่าแปลก ทั้งที่เวลาทั่วโลกล้วนเป็นมาตรฐาน แต่เวลาบนภูเขาราวกับจะหมุนช้ากว่าปกติ

 

วาสโก้ไม่ยอมเริ่มงานเสียที อ้างว่าอากาศยังหนาว เนเว่จึงต้องคอยเป็นสัปดาห์ จนบ่นว่าจะไปหางานในเมืองทำนั่นแหล่ะ อีกฝ่ายถึงเลิกขี้เกียจเป็นหมีจำศีล

 

อุปกรณ์ที่เก็บไว้ในโรงรถตลอดฤดูหนาวได้ฤกษ์ใช้อีกครั้ง หัวหน้างานแบกกล่องขนาดใหญ่มาเปิดออกที่หน้าบ้าน แล้วเริ่มอธิบาย

 

“นี่คือหมุดปักเขตของตระกูลวอลเธอร์”

 

“วอลเธอร์” ทวนคำก่อนจะเอ่ยต่อ “ตระกูลทรงอิทธิพลของเมืองเรเวนเป็นเจ้าของภูเขานี้นี่เอง”

 

“ใช่” วาสโก้พยักหน้า หยิบหมุดอันหนึ่งขึ้นมาถือ ทำจากโลหะยาวประมาณหนึ่งเมตร “เดิมทีภูเขานี้ครอบครองโดยทางการเมืองเรเวน แต่พวกวอลเธอร์เห็นว่าอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต เลยซื้อเก็บเอาไว้”

 

“ซื้อภูเขาทีละหลายๆ ลูก คนรวยนี่ทำอะไรแปลกเนอะครับ” เนเว่ตั้งข้อสังเกต ลองหยิบแท่งโลหะขึ้นมาดูบ้าง ส่วนตรงข้ามปลายแหลมนั้นถูกตัดขวางเป็นระนาบ ปั๊มตัวอักษร ‘W’

 

“ไม่ได้ซื้อแล้วเสียเปล่าหรอก ตระกูลวอลเธอร์มีกิจการบางส่วนเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ ก็อาศัยตัดไม้ในป่าไปผลิตขาย เห็นเจ้านายบอกว่าอยากลองทำเหมืองดู…แต่งานชะงักเสียก่อน”

 

“อือฮึ…” ตอบรับแล้วจึงเริ่มคำถาม “แล้วผมต้องทำอะไรบ้าง”

 

“ปักหมุด” มือใหญ่แทงปลายแหลมลงกับพื้นดิน แท่งโลหะจมลงไปครึ่งหนึ่ง “เพราะอาณาเขตกว้างใหญ่มาก เลยมีคนแอบเข้ามาถอนหมุดทิ้งแล้วยึดเป็นที่ดินตัวเองอยู่บ่อยๆ ถ้าล่าสัตว์ไม่เป็นไรเพราะไม่ใช่สมบัติของตระกูล แต่พวกต้นไม้มักจะถูกโค่น ถางหน้าดินออกแล้วลักลอบปลูกพืช ตั้งแต่ระดับเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงปลูกขายจริงจัง เมื่อปีก่อนฉันไปเจอไร่แครอท…ยึดไปขายได้เป็นร้อยกิโล”

 

“ก็เลยต้องคอยตรวจเช็คแล้วปักหมุดใหม่สินะครับ” เนเว่ทำหน้าเข้าใจ “แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าหมุดหายไปรึเปล่า”

 

“หมุดจะห่างกันจุดละประมาณสามสิบเมตร ช่างรังวัดเป็นคนบุกเบิกเอาไว้ให้ ปักกระจายครอบคลุมทั้งที่ดิน เจอหมุดแรกก็เดินหาไปรอบๆ ถ้าไม่เจอก็ปักอันใหม่ไปเลย”

 

คนฟังอ้าปากค้าง.. “มีหมุดอยู่กี่อันครับ…”

 

“ถ้านับ…มันจะรู้สึกท้อแท้มากเลยล่ะ” วาสโก้ยื่นมือไปจับศีรษะเล็กโยกไปมา “ไม่ต้องซีเรียส งานหลักคือตรวจตราว่าไม่มีใครบุกรุกเข้ามา ส่วนหมุดก็ปักๆ ไปเถอะ”

 

“ครับ…” รับคำแล้วเหมือนจะทำใจได้ เนเว่หยิบหมุดขึ้นมาถือห้าอัน แล้วออกเดิน “ผมไปก่อนนะครับ”

 

“เดี๋ยว” มือใหญ่คว้าไหล่คนออกเดินเอาไว้

 

“อะไรเหรอครับ” หันมาทำหน้าสงสัย

 

“นายคงไม่ได้คิดจะเดินไปหรอกนะ” ถามเสร็จแล้วเดินหายเข้าไปยังโรงจอด

 

ผ่านไปไม่กี่อึดใจ วาสโก้กลับมาบนรถ ATV คันใหญ่ เขาขับมาจอดใกล้กล่องอุปกรณ์ ดึงกุญแจออกจากรูแล้วยื่นให้อีกคน “ต้องขี่เจ้านี่ไปต่างหาก”

 

เนเว่ทำตาวาว คว้ากุญแจทันที “แบบนี้ให้ผมทำงานชั่วชีวิตยังได้เลย”

 

“ให้มันจริงเถอะ อย่าเบื่อแล้วกัน” คนมีประสบการณ์กับงานไม่รู้จบหัวเราะในลำคอ ก่อนจะนึกอะไรได้อีก “อ้อ ถ้าไปเจอหมุดบางจุดมีเทปสีเขียวพันเอาไว้ แล้วใกล้ๆ ปลูกอะไรอยู่ ไม่ต้องไปยุ่ง นั่นคือของตระกูล นอกนั้นเจออะไรปลูกก็ขุดออกให้หมด”

 

วาสโก้ยกกล่องใบใหญ่ขึ้นวางหลังพาหนะสี่ล้อ นอกจากหมุดจำนวนมากแล้ว ในนั้นยังมีอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับใช้ขุดทำลายอยู่หลายอย่าง เขาปิดฝาแล้วล็อกตัวกล่องเข้ากับรถให้แน่น…ทุกอย่างเรียบร้อย แต่คนจัดการกลับขมวดคิ้ว

 

ความกังวลนั้นไม่รอดพ้นสายตาคนข้างๆ “เป็นอะไรไปเหรอครับ”

 

“ทำอะไรก็ระวังตัวล่ะ อย่าสนุกจนประมาท” ให้พูดตามตรงคือไม่ค่อยไว้ใจ ที่ผ่านมาเหมือนเจ้าเด็กบ้านี่พยายามฝืนข้อจำกัดตัวเองและไม่ค่อยห่วงตัวเองเท่าไหร่ “งานนี้ไม่มีทางเสร็จง่ายๆ ไม่ต้องโหม”

 

เนเว่ฟังแล้วอมยิ้ม…มือเล็กเอื้อมไปแตะแขนใหญ่ “ห่วงผมเหรอ…งั้นจูบลาก่อนไปทำงานด้วยสิ”

 

…ช่างยั่วเสียด้วย

 

คนแก่กว่าก้มลงมาหา จูบเบาๆ ที่ริมฝีปากเรื่อจางราวกับกลีบดอกอ่อนต้นฤดู

 

“แล้วรีบกลับมาทำมื้อค่ำ อย่าให้ฉันต้องโมโหหิว” วาสโก้ทำเสียงขู่ ตะปบมือกับบั้นท้ายเล็กอย่างหยอกเย้า “นายไปทางตะวันออก เดี๋ยวฉันไปทางตะวันตก เจอกันตอนเย็น”

 

“ไม่ต้องล่ากวางมาแล้วนะครับ” แซวกลับเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายเบื่อเนื้อกวางแค่ไหน

 

 

เนเว่ปีนขึ้นพาหนะคันใหม่ หันมาส่งยิ้มให้อีกครั้งแล้วบิดคันเร่ง เสียงล้อรถทั้งสี่บดเบียดลงบนพื้นดินที่เริ่มมียอดหญ้าขึ้นมารับแสงแดด วาสโก้ยืนมองจนอีกคนไปไกลแล้ว จึงเดินไปยังโรงจอดเพื่อนำรถอีกคันออกมาใช้งาน

 

ทำงานเช้าตรู่ เลิกงานก่อนค่ำ…ช่างสงบสุขเสียจนคิดว่าฝันไป วาสโก้ถอนหายใจ ก่อนจะสูดอากาศบริสุทธิ์ของฤดูใบไม้ผลิเข้าไปจนเต็มปอด พร้อมจะเริ่มงานของตนเอง

 

———

 

 

เสียงฮัมเพลงผสมกับเสียงเครื่องยนต์ ก้องไปมาในป่ากว้าง

 

เนเว่อารมณ์ดีเพราะเหมือนได้ของเล่นใหม่ เขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถบังคับรถ ATV ได้คล่อง การตรวจตราที่ดินกว้างใหญ่จึงไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย

 

หมุดบอกเขตของวอลเธอร์ยังปักอยู่ตามระยะเดิม มีบ้างที่หายไป ซึ่งอาจจะหายเพราะโดนมวลหิมะฤดูก่อนถมจนไหลไปตามหน้าดิน เดาได้จากหมุดที่ยังเหลือต่างเอนไปทางเดียวกัน

 

มือขาวหยิบค้อนในกล่องเครื่องมือออกมาตอกหมุดที่เอียงให้เข้าที่ เมื่อเสร็จแล้วจึงหันไปสำรวจรอบๆ…เขายังไม่เจอการรุกล้ำที่ดินจากบุคคลภายนอกเลย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี

 

ทว่า ขับต่อมาอีกร้อยเมตร จึงได้เจอกับอีกอย่างซึ่งวาสโก้บอกเอาไว้…หมุดที่มีเทปสีเขียวพัน และในบริเวณนั้นมีแปลงพืชอยู่

 

เนเว่เดินลงไปดู…ต้นอ่อนเหล่านี้น่าจะมีอายุไม่เกินสัปดาห์…นี่คงเป็นสาเหตุที่วาสโก้ไม่ยอมเริ่มงานช่วงก่อนหน้า เพราะต้องรอให้คนของวอลเธอร์เพาะปลูกเสร็จ

 

ภูเขาหน้าดินเป็นหินปูนแบบนี้ พืชจึงงอกงามดีเหมาะกับสายพันธุ์…ระยะเวลาเติบโตประมาณหนึ่งปี ต้องอยู่ในที่ที่จะไม่มีใครเข้ามาพบเห็นง่าย

 

เขาหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋า ถ่ายรูปต้นไม้เล็กๆ เหล่านี้…สัญญาณพอมี จึงส่งรูปออกไปได้โดยสะดวก ส่งเสร็จแล้วจึงลบภาพในเครื่องทิ้ง

 

หลังจากนั้นจึงไปถอนหมุดออก ดึงเทปสีเขียวฝังลงดิน…เดินกลับไปที่รถเพื่อเก็บหมุด คว้าพลั่วอันใหญ่ออกมาแทน

 

แล้วลงมือขุดทำลาย ‘ต้นอ่อนฝิ่น’ แปลงใหญ่ ก่อนที่มันจะได้ผลิดอกงดงามพร้อมพิษร้ายในอีกหนึ่งปีข้างหน้า…

TBC

Advertisements

[Novel] Be[lie]ve. – 5&6

17-05-18-17-28-59-790_deco

ตอนก่อนๆจ้า

5.

NSFW

 

หลังเหตุการณ์เกือบเอาชีวิตไปทิ้งของเนเว่ หลายวันผันผ่าน สถานการณ์ในบ้านไม้ซุงนั้นสงบเงียบ ผิดกับพายุด้านนอกซึ่งไม่มีทีท่าจะจบสิ้น

“เพราะโลกร้อน ฤดูกาลมันถึงได้วิปริตแบบนี้”

“แม้จะเป็นต้นเหตุจริง แต่มาพูดถึงโลกร้อนในสภาพถูกแช่แข็งแบบนี้มันดูแปลกเนอะครับ”

เนเว่พูดสิ่งที่คิดขณะโกยขี้เถ้าใต้เตาขึ้นมาดับไฟ แก๊ซหุงต้มหมดไปนานแล้ว เขาจึงต้องทำอาหารโดยการใช้ฟืน แรกๆ ก็ตะกุกตะกักเหมือนลูกเสือหัดเข้าค่าย แต่หลายวันผ่านไปจึงเริ่มชำนาญ

ส่วนวาสโก้ ปากบ่นโน่นนี่ แต่สายตากำลังขมักเขม้นอยู่กับเครื่องเกมในมือ…ในชีวิตเขามีไม่กี่อย่างวนเวียน คืออ่านหนังสือ ออกกำลังกาย และเล่นเกมเรียงอิฐรุ่นโบราณไปเรื่อย

หลังล้างจานเสร็จ เนเว่ปิดเครื่องปั๊มน้ำที่ตอนนี้สลับมาใช้น้ำมันแทนไฟฟ้า ก่อนจะเดินกลับมาที่โซฟา พลางฮัมเพลงเดียวกับเกมของวาสโก้ออกมาเบาๆ

วาสโก้เลิกคิ้ว “รู้รึเปล่าว่าเพลงนี้ชื่ออะไร”

“Korobeiniki เดิมทีเป็นเพลงพื้นบ้านของรัสเซียช่วงศตวรรษที่สิบเก้า เล่าเรื่องการต่อรองสินค้ากันของพ่อค้ากับเด็กสาว อุปมาถึงการเกี้ยวพาราสีน่ะครับ” เนเว่ตอบอย่างคล่องปาก “แต่มาดังไปทั่วโลกในช่วงต้นยุคเก้าศูนย์เพราะเป็นเพลงประกอบเกม Tetris”

“ไม่นึกว่านายจะรู้จักเพลงเททริสลึกแบบนี้” หนุ่มรุ่นใหญ่แปลกใจ

รอยยิ้มซื่อๆ ส่งให้แม้อีกฝ่ายไม่มองมา “เกมอมตะนี่ครับ อีกอย่างถึงผมไม่รู้จัก แต่ฟังเสียงคุณเล่นทุกวันแบบนี้ เป็นใครก็ต้องหลอนจนร้องตามบ้างล่ะ”

“หลอนอะไรกัน” คนชอบเล่นหัวเราะหึๆ “เคยเล่นไหม”

“ไม่เคยครับ บ้านผมจน เล่นแต่ตัวต่อเลโก้ที่มีคนบริจาคมา” ตอบติดตลกแต่เป็นความจริง

“ลองเล่นดูไหม” ถามพลางกดยกเลิก ยื่นเครื่องให้

เนเว่ส่ายหน้า “ผมเล่นไม่เป็น”

“ง่ายจะตาย” วาสโก้กวักมือเรียก ตบที่ว่างข้างตัว “มานี่”

คนอาศัยยอมตามใจด้วยการลงนั่งใกล้ๆ เจ้าของบ้านส่งเครื่องเกมให้ถือ ก้มลงมาสอน

“จะมีบล็อกแบบต่างๆ หล่นลงมาจากด้านบน นายต้องขยับไปวางให้เต็มแถว แล้วแถวนั้นจะหายไป ถ้าวางไม่ลงตัวกองบล็อกจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ชนขอบด้านบนเมื่อไหร่ก็เกมโอเวอร์ สี่ปุ่มซ้ายมือเอาไว้บังคับทิศทาง ปุ่มใหญ่ด้านขวาเอาไว้หมุนบล็อกให้เหมาะกับจุดลง”

มันสนุกตรงไหนครับเนี่ย เนเว่อยากจะถามออกไป “เข้าใจแล้วครับ อืม…”

“อ้อ ลืมบอกให้กดปุ่มสตาร์ท” พูดจบก็ช่วยกดเริ่มเกมให้ทันที

แม้จะเป็นเลเวลเริ่มต้น แต่สำหรับคนที่เพิ่งลองเกมนี้เป็นครั้งแรกย่อมจะตะกุกตะกัก “นี่ไว้ตรงนี้ นั่นไว้ตรงนั้น…เอ๋ มีบล็อกแบบนี้ด้วยเหรอ แล้วจะวางราบได้ยังไง เฮ้ย ทำไมกดปุ่มลงแล้วมันตกไว—-จะเต็มแล้ว—เต็มแล้ว…”

“ตายเร็วเป็นสถิติใหม่เลยนะ” วาสโก้กลั้นขำไว้ในใจ “นายมัวแต่มองบล็อกที่หล่นลงมา ไม่ได้ดูด้านข้างที่แสดงบล็อกอันดับถัดไป ซึ่งจะช่วยให้วางแผนล่วงหน้าได้”

“…เมื่อกี้คุณไม่สอนผม” ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงแบบเคืองๆ “แล้วกดหยุดชั่วคราวตรงไหนเหรอครับ”

“ไม่มี” เจ้าของเครื่องตอบ “เกมนี้มันเหมือนชีวิตคน เราต้องดิ้นรนไปเรื่อยๆ ไม่มีเวลาให้พัก…จนกว่าจะตาย”

“ทำไมผมรู้สึกว่าเททริสเป็นเกมน่ากลัวขึ้นมาแล้วล่ะ” เนเว่แบะปาก ส่งเครื่องคืน “ผมอยากลองดูคุณเล่นบ้าง”

“ได้สิ” วาสโก้รับเครื่องมาแล้วกดสตาร์ท “หลักการมันไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความชำนาญและตัดสินใจไว อย่างบล็อกนี้วางแล้วจะกั้นทางลงของบล็อกอื่น ให้พลิกแล้วหลบ—

สองคนนั่งอยู่ด้วยกันบนโซฟา เวลาไหลเรื่อยไป

เนเว่เริ่มจะเข้าใจในตัวเกมมากขึ้น ในขณะที่วาสโก้ได้แอบมองและทำความเข้าใจคนข้างๆ ดวงตาที่บอกความรู้สึกอย่างซื่อตรง ความเอาใจใส่ที่สม่ำเสมอ แม้ว่าเขาจะเป็นคนช่วยชีวิตและมีบุญคุณต่ออีกฝ่าย แต่การดูแลนั้นมากเกินกว่าที่เขาทำให้ในตอนแรกเสียอีก

เขาปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียวหลายปี คิดว่าชินชากับความโดดเดี่ยว…แต่พอมีใครสักคนเข้ามา ถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาตนแค่แกล้งลืมความเหงา

“จะเต็มแล้ว อีกนิดเดียว อีกสามแถวเกมโอเวอร์แน่นอน”

วาสโก้เผลอละสายตาจากเกม รู้สึกตัวอีกทีเพราะเสียงเชียร์หรือแช่งก็ไม่รู้ คนแก่กว่าเดาะลิ้น เขาต้องใช้เวลาแก้เกม จึงกดปุ่มสตาร์ทหนึ่งที หน้าจอเกมนิ่งค้าง

เนเว่ชะงัก ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “หยุดเกมชั่วคราวได้นี่นา…คุณโกหก”

คนถูกว่าแสยะยิ้มร้ายกาจ “ผู้ใหญ่ก็แบบนี้แหล่ะ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คนอายุน้อยกว่าหัวเราะประชด เขยิบออกห่าง

“ฉันแค่อยากจะสอนปรัชญาชีวิตให้เด็กเมื่อวานซืน อย่าเคืองน่า” มือใหญ่เอื้อมไปจับหัวอีกฝ่าย “…ผมนายนุ่มกว่าที่คิดนะเนี่ย”

“เหรอครับ” เนเว่หัวคลอนไปมาตามแรงโยก “สมัยก่อนผมเคยแข็งแล้วก็ชี้ฟูเพราะสระด้วยสบู่ พอเปลี่ยนมาใช้แชมพู เลยดีขึ้นมั้งครับ”

“คนบ้าอะไรสระผมด้วยสบู่” วาสโก้เบ้ปาก ยิ่งขยำขยี้เล่น รู้สึกเพลินกับผมเส้นเล็กลื่นมือ

“ตอนนั้นยังเด็ก อาบน้ำนี่ขอแค่สะอาดก็พอครับ” ตอบพลางเบี่ยงหัวหลบแต่ไม่พ้นเท่าไหร่ “พอโตแล้วถึงเริ่มจะดูแลตัวเอง ใครๆ ก็ชอบคนหน้าตาและบุคลิกดีนี่นา”

“จริง…” บอกพลางพยักหน้า เขารู้ซึ้งเรื่องนี้ดีเลยทีเดียว จากประสบการณ์ที่ถูกเข้าหาเพราะหน้าตาเป็นหลัก จะว่าไป… “นายก็ชอบฉันเพราะรูปร่างหน้าตาใช่ไหมล่ะ”

“…สรุปแล้วเหรอครับว่าผมชอบคุณ” เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดีจึงกล้าเอ่ยเย้า “รูปร่างน่ะใช่เลยครับ หน้าตาก็ด้วย แต่…อืมมมม ผมชอบคนแก่กว่านี้ อายุห้าสิบขึ้นไป”

อยากจะดุว่าเจ้าเด็กแก่แดด แต่รอยยิ้มบนมุมปากเรื่อสี กลับดึงดูดวาสโก้ให้นิ่งงัน

แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนเด็กกะโปโล แต่เนเว่ผ่านประสบการณ์มาบ้าง…เขาอ่านสีหน้าออก จับความหวั่นไหวได้ และไม่ลังเลเลยที่จะลองเสี่ยง

มือขาวขยับไปแตะสีข้างร่างใหญ่เบาๆ เพราะรู้ว่านั่นคือจุดที่ไวสัมผัสและไม่ดูโจ่งแจ้งจนเกินไป “แล้วคุณล่ะครับ ชอบสเปคแบบไหน”

เป็นการหยั่งเชิงที่ไม่เลวเลยสำหรับการเล่นกับผู้ใหญ่…วาสโก้ค่อยๆ สอดปลายนิ้วเข้าไปใต้เรือนผมขาวละเอียด หัวเราะในใจเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กหดคอหนี

“ฉันชอบคนอายุมากกว่า ต้องสวย เซ็กซี่ ผิวสีน้ำผึ้ง มีส่วนโค้งส่วนเว้าชัดเจน ขาเรียวยาว”

“อกหักซะแล้ว” หนุ่มน้อยยกมือยอมแพ้

“ยอมแพ้ง่ายจริง” วาสโก้หลุดหัวเราะ “เด็กสมัยนี้ไม่มีความพยายามเอาซะเลย”

ประโยคนั้น เรียกรอยยิ้มยียวนได้จากเนเว่ “ผมเคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าชิมฟรี”

“หืม…” คนถูกเสนอหรี่ตามอง “กล้าแบบนี้ แน่ใจแล้วรึเปล่า ฉันไม่ชอบถูกผูกมัดหรือเรียกร้อง ชิมแล้วบ้วนทิ้งก็จะไม่รับผิดชอบ”

“ผมไม่ใช่ผู้ชายที่ต้องการใครมารับผิดชอบหรอกครับ” หรี่ตาตอบกลับคล้ายจะล้อเลียน “่ช่วงนี้พวกเรากำลังว่าง คิดซะว่าเป็นแค่การฆ่าเวลากับอะไรแปลกใหม่ยังได้…”

แม้จะบอกไปอย่างมั่นใจ แต่เมื่อคนตัวใหญ่กว่าขยับเข้าใกล้และโน้มใบหน้ามาหา เนเว่ก็เผลอถอยจนหลังเบียดโซฟา

วาสโก้อ่านไม่ออกว่าเด็กคนนี้ช่ำชองหรือไร้เดียงสา…นั่นทำให้เด็กบ้านี่น่าชิมอย่างที่เจ้าตัวเชิญชวน เขาอยากจะลองว่าตนเองได้แค่ไหนกับเด็กผู้ชาย และจะสอนความใจเย็นแบบผู้ใหญ่ให้ จึงไม่รีบร้อนกัดกิน เพียงค่อยๆ ก้มลงไปหาจนหน้าผากแนบติด..มองลูกแก้วสีฟ้าอ่อนคู่นั้นอย่างชิดใกล้

จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากผิวเนื้อขาว มันไม่ใช่กลิ่นนมแบบเด็กเล็ก ไม่ใช่กลิ่นหวานจัดแบบหญิงสาว…เป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

ลมหายใจของเนเว่หนักขึ้นเล็กน้อย สีแดงเรื่อที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวอ่อนชัดเจนขึ้นตามอุณหภูมิร่างกาย

ริมฝีปากสองคน เฉี่ยวชนกันแผ่วจาง…คล้ายหยั่งเชิงก่อนจะเกินเลยไปกว่านั้น

ทว่า โทรศัพท์บ้านแผดเสียงขัดขวางเสียก่อน

ทั้งคู่ผละออกจากกันเหมือนโดนน้ำเย็นสาด เนเว่ผุดลุกขึ้นแล้วเดินหลบออกไปอย่างไว วาสโก้อึ้งเล็กน้อย ก่อนจะได้สติเมื่อโทรศัพท์ดังซ้ำในจังหวะถัดมา เขารีบพุ่งไปยกหูฟัง

ครั้งนี้ไม่พลาดสาย “สวัสดีครับ”

‘พระเจ้า…คุณยังปลอดภัยดี’ เป็นเสียงของหญิงสาว ‘พายุถล่มจนโรงไฟฟ้ากับชุมสายเสีย นานมากกว่าสถานการณ์จะปลอดภัยจนทางการส่งคนไปซ่อมได้ เริ่มจากชุมสายที่แรก ส่วนไฟฟ้าเสียหายเยอะกว่า คงอีกสักพักกว่าจะจ่ายไฟเหมือนเดิม’

“ขอบคุณที่โทรมาหาผมนะ โรซาเลีย” วาสโก้ทอดเสียงนุ่ม รู้สึกตามที่บอก “ไม่ต้องห่วง ต่อให้ไฟดับนานกว่านี้ผมก็อยู่ได้สบาย ด้วยเสบียงที่คุณคอยส่งมาให้”

‘ตอนนี้ซึ้งใจกับความหวังดีของฉันแล้วใช่ไหมล่ะ’ ปลายสายเง้างอน ‘ดังนั้นต่อไปเลิกบ่นเวลารถส่งของไปถึง เสียเวลาแบกเข้าบ้านแต่รอดตายน่ะคุ้มแล้ว’

คนฟังหัวเราะออกมา ปลายสายยังคงชวนคุยต่อไปเรื่อยๆ ชดเชยที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน ระหว่างสนทนา เขาเห็นเนเว่สวมชุดกันหนาว เตรียมจะออกไปข้างนอก จึงขยับปากเป็นเชิงเรียก

หนุ่มน้อยขยับริมฝีปากตอบ ‘ออกไปหาฟืนมาเพิ่ม จะรีบกลับมาก่อนเวลาอาหารเย็นครับ’

วาสโก้พยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเบนความสนใจมายังคู่สนทนาปลายสายต่อ

———

นาฬิกาบอกว่าเลยเวลาอาหารเย็นไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่เนเว่ยังไม่กลับมา

เจ้าของบ้านกังวล ตอนกลางวันแม้ลมแรงแต่เพราะมีแสงสว่างอยู่จึงไม่อันตรายเท่าไหร่ ต่างกับตอนกลางคืน

แถมครั้งนี้เขายังไม่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายกลับมาเก็บฟืนเลยสักครั้ง…

เข็มนาฬิกาวนมาครบชั่วโมงอีกรอบ วาสโก้ทนไม่ไหว ผุดลุกขึ้นจะออกไปตามหา

จังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงประตูเล็กด้านหลังเปิดออก

วาสโก้ไม่ชอบความรู้สึกที่รบกวนจิตใจในตอนนี้ เมื่อความกังวลหายไป ความโมโหจึงเข้ามาแทนที่ เขาย่ำเท้าไปยังห้องเก็บฟืน

เนเว่ซึ่งนั่งอยู่สะดุ้งเฮือก รีบวางของในมือเข้าที่ซ่อน รอดสายตาจากเจ้าของบ้านไปอย่างหวุดหวิด เขาตั้งใจจะลุกขึ้น แต่พบว่าขาเย็นเฉียบจนขยับลำบาก จึงได้แต่ส่งยิ้มโง่ๆ กลบเกลื่อน

“หายหัวไปไหนมา” ร่างที่ยืนคับประตูอยู่ถามเสียงต่ำ

“ผม…เอ่อ…” คนถูกถามเอ่ยตะกุกตะกัก ก้ำกึ่งระหว่างหาข้อแก้ตัวและความหนาว “เห็นคุณกำลังคุยเลยไม่อยากอยู่รบกวน…พายุด้านนอกเบาลงบ้างแล้วก็จริง แต่ไม้ฟืนหายากขึ้น ผม—-

ยังพูดไม่ทันจบ ต้นแขนถูกดึงให้ลุกขึ้น เนเว่ร้องออกมาเบาๆ เพราะข้อพับขาคลายตัวไม่ทัน ปวดแปลบจนยืนแทบไม่อยู่

วาสโก้ชะงักกับเสียงนั้น ความโมโหค่อยเบาลง “…นายคิดว่าฉันจะโทรศัพท์ข้ามวันข้ามคืนหรือไง แล้วฟืนน่ะ…มีเหลือใช้แล้ว”

“ก็…” เนเว่ทำท่าจะค้าน แต่เมื่อจนใจจะหาข้ออ้าง จึงพูดออกมาตรงๆ “…อันที่จริงผมกลัวจะทำอะไรขัดใจคุณอีก เลยคิดว่าหลบออกไปให้พ้นๆ ดีกว่า”

เด็กบ้าเอ้ย…คนฟังคิดในใจ

“จะขัดใจฉันเพราะตัวเย็นเฉียบกลับมาอีกแล้วนี่แหล่ะ” มือใหญ่บีบต้นแขนเล็กแน่นขึ้น “หรือว่า…ออกไปแช่แข็งตัวเอง เพราะอยากให้ฉันกอดแบบคราวก่อน”

นัยน์ตาสีฟ้ากะพริบปริบ ก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ จะหลุดออกมาจากลำคอ

“อา…มีข้ออ้างแบบนั้นด้วยสินะ ผมนึกไม่ถึงเลย”

“…ไม่ได้คิดแบบนั้นเหรอ” วาสโก้หน้าชานิดหน่อย เขาเข้าข้างตัวเองเกินไป คิดได้อย่างนั้นจึงคลายมือออก

ทว่า…มือเล็กเย็นเฉียบกลับคว้าเอาไว้ไม่ให้ผละจาก

“ถึงจะไม่ได้คิด…แต่ขอใช้เหตุผลนั้นเลยได้มั้ยครับ”

เพราะเป็นที่ต้องการหรือเปล่า ความรู้สึกดีจึงเต้นเร่าอยู่ในท้อง…วาสโก้กลั้นใจ พยายามสรรหาถ้อยคำ “นายแน่ใจรึเปล่า—-

คราวนี้เนเว่ขัดจังหวะแทน “มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียวหรอกครับ ขึ้นอยู่กับคุณด้วย…ที่นี่มีแค่เรา ไม่มีคนอื่น ไม่มีพยาน ไม่มีสัญญา…ผมไม่ต้องการข้อผูกมัด แค่อยากทำก็เท่านั้น”

ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่กว่า กลับอึ้งในความคิดของคนที่ยังเยาว์ “…นายอายุแค่นี้…ใช้ชีวิตสุดโต่งเกินไปไหม”

“เพราะมี ‘ความเชื่อ’ อยู่ครับ” ริมฝีปากยิ้มบาง ในแววตาไร้ความลังเล “เชื่อว่าอยากได้หรืออยากทำอะไรควรรีบไขว่คว้าเอาไว้ ชีวิตถึงจะสนุกยังไงล่ะ”

วาสโก้รู้สึกถึงความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาจากภายใน ตามจังหวะของมือเย็นที่เคลื่อนจากต้นแขนขึ้นมายังหัวไหล่ ก่อนจะไล้ลงไปแผ่วเบาตามแผงอกกำยำ

“หิมะมีวันละลาย…” กระซิบด้วยเสียงนุ่มนวล ต่างกับปลายนิ้วที่กดคลึงผิวกายแกร่ง “ดังนั้นควรเล่นสนุก…ก่อนที่มันจะหายไปนะครับ”

หิมะงั้นหรือ…ในห้องเก็บฟืนแห่งนี้ มันหนาวเกินไป

อ้อมแขนใหญ่จึงช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้ม…

“ตัวนายเย็น” วาสโก้เอ่ยเสียงต่ำขณะนั่งลงบนโซฟา เขามองมือขาวสั่นเทาแล้วตัดสินใจช่วยปลดกระดุมเสื้อโค้ทให้…แต่ครั้งนี้เลยเถิดไปถึงการถกเสื้อสเวตเตอร์ตัวในออก

“เดี๋ยวก็อุ่นขึ้นแล้วครับ” เนเว่หัวเราะคิกเมื่อแกล้งซุกมือเย็นๆ เข้าไปใต้เสื้อแล้วอีกฝ่ายสะดุ้ง เขาแอบชื่นชมรอยสักรูปปีกบนแผงอกกว้างด้วยปลายนิ้ว

“ซนนักนะ…” คนถูกแกล้งกัดฟันกรอดและถอดเสื้อของตัวเองออก เขาเอาคืนด้วยการปลดกางเกงร่างเล็ก ขาขาวนั้นเรียวได้รูปเกินกว่าที่เขาคาด หากสะดุดเข้ากับเท้าปลอมข้างขวา “…นี่ต้องถอดด้วยหรือเปล่า”

“รังเกียจคนพิการรึเปล่าครับ” นัยน์ตาสีฟ้ามีแววกังวล

“มันไม่เกี่ยวกับความพิการเสียหน่อย” บอกพลางไล้นิ้วไปตามรอยต่อระหว่างผิวเนื้อ สายรัด และไม้ ค่อยๆ รูดกางเกงออกจนพ้นทาง “แค่ถามว่านายสะดวกแบบไหน”

“เท้านั่น…ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวผม” ร่างที่เริ่มขยับสะดวกเพราะคลายหนาวบ้างแล้วยันตัวลุกขึ้น  ก่อนจะย่อตัวลงหน้าโซฟา “อีกอย่างถ้าไม่มีเท้า…คงทรงตัวลำบาก”

วาสโก้หายใจหนักขึ้นเมื่ออีกฝ่ายนั่งอยู่ระหว่างขา เขาไม่เคยมีอะไรกับเด็กผู้ชายตัวแค่นี้ นี่อาจจะเป็นสาเหตุให้ตื่นเต้นกว่าปกติ ตอนที่ปลายนิ้วเล็กเกี่ยวขอบกางเกงลงแล้วกอบกุมส่วนกลางเอาไว้ เขาตื่นตัวอย่างง่ายดาย…อาจจะเพราะไม่ได้ปลดปล่อยมานานด้วย…เถียงตัวเองอยู่ในใจ หากความจริงที่เกิดอารมณ์แล้ว อย่างไรก็หนีไม่พ้น…

เนเว่เหมือนเด็กน้อยได้ของเล่น เขารูดคลึงความร้อนนั้นอย่างสนุกมือ มองมันสั่นราวกับหนาวทั้งที่ร้อนจัดดั่งท่อนฟืน แก้มขาวซับสีแดงเรื่อ

“ต้อง…อมไหมครับ” ถามอย่างลังเล

คนฟังขมวดคิ้ว หายใจหนัก “ถามออกมาได้ อยากทำไรก็ทำ”

“งั้นไม่อมแล้วกัน” ตอบพลางยิ้มแหย “ปากผมคงอ้าไม่ไหว”

ไอ้เด็กบ้า…หลอกให้อยากแล้วไม่ทำเสียอย่างนั้น

เหมือนถูกเด็กแกล้ง ผู้ใหญ่จึงหาเรื่องลงโทษ วาสโก้ฉุดแขนเพรียว ดึงให้ขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก พอใจที่ได้เห็นใบหน้านั้นแดงจัดเพราะไม่ทันตั้งตัว…เขาดันท่อนลำร้อนระอุถูไถบั้นท้ายขาว เหนี่ยวเอวเล็กให้แนบเข้ามา รู้สึกถึงท่อนลำขนาดย่อมตื่นตัวเบียดชิดหน้าท้องแกร่ง

“ปากบนไม่ไหว แล้วปากล่างล่ะ” ถามพลางขยับเอวหยาบโลน

เนเว่กลั้นเสียงครางในลำคอ วางมือลงบนบ่ากว้าง…แล้วโยกเอวตอบสนอง “…ต้องทำให้ชื้นก่อนครับ…แล้วก็ มีถุงยางหรือเปล่า”

วาสโก้เดาะลิ้น เขาล้วงมือลงไปในซอกข้างโซฟา คีบซองฟอยด์สีเงินขึ้นมาชูให้เห็น แล้วต้องรู้สึกลำคอแห้งผาก เมื่อเนเว่โน้มตัวมาจูบปลายนิ้วก่อนจะใช้ฟันคาบมุมซองเอาไว้แน่น…ดึงฟอยด์ให้ฉีกออกช้าๆ ยั่วยวนสายตา…

ซองเปล่าหล่นลงพื้น มือใหญ่สวมถุงยางอย่างชำนาญ ตื่นเต้นกับลีลาอันคาดเดาไม่ได้ของเด็กน้อย…น่าอร่อยเสียจนอดใจไม่ไหว

เนเว่เบิกตาเมื่อถูกคว้าต้นคอ ริมฝีปากที่ยังไม่ทันได้แตะต้องเมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้แนบประกบอย่างจาบจ้วง…รู้สึกเหมือนถูกกินเมื่อเรียวลิ้นแทรกเข้าหา

ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่นาที ลมหายใจสองร่างร้อนผ่าวจนแทบลวกผิวหน้า ริมฝีปากเล็กเป็นฝ่ายเบี่ยงหลบก่อนเพราะทนไม่ไหวกับความวาบหวามไม่รู้จบ เลี่ยงไปซุกใบหน้าลงกับบ่ากว้าง แอบกัดเบาๆ ข้างลำคอหนาคล้ายต่อว่า

ทว่าการฝังคมเขี้ยว ถูกเอาคืนด้วยการสอดนิ้วใหญ่เข้าไปในช่องทางแน่น…เอวเล็กบิดวน สองมือข่วนแผ่นหลังใหญ่ขณะปรับตัวให้ผ่อนคลาย

วาสโก้ถอนนิ้วออก ใช้น้ำลายเป็นตัวช่วยแล้วเพิ่มเติมเข้าไปอีกหนึ่งนิ้ว… “ลื่นพอหรือยัง”

คำตอบที่ได้คือการพยักหน้ากับบ่า เนเว่ถอนหายใจก่อนจะขยับยืนด้วยเข่าบนโซฟา…แล้วค่อยๆ ลดสะโพก ครอบช่องทางรอบท่อนลำร้อน…

พอเห็นเด็กน้อยเม้มปากคล้ายทรมาน วาสโก้อดไม่ได้ที่จะถาม “ไหวรึเปล่า…”

ริมฝีปากเล็กกระซิบ “ผม…ไม่เคย”

คนฟังเบิกตา…นี่เขาเปิดซิง—

“ไม่เคย…เอากับขนาดใหญ่แบบนี้”

ไอ้…เด็กบ้า…

วาสโก้ชักสงสัยว่าตัวเองต่อว่าเนเว่ในใจไปกี่รอบแล้ว เขายิ้มกับตัวเอง ก่อนจะเคล้นคลึงและแหวกเนินเนื้อออก กระดกเอวสอดร่างเข้าไปจนเต็มเปี่ยม…เสียวซ่านจนเผลอสูดปาก

เนเว่ร้องลั่น ซบหน้าลงกับบ่ากว้าง จิกแผ่นหลังใหญ่พลางบิดเอว “อย่าขยับ…อย่าแกล้งผม”

“แค่ช่วยให้เข้าที่เข้าทางเร็วขึ้น” ผู้ใหญ่ใจร้ายคำรามในลำคอ “ถ้าไม่รีบทำ เดี๋ยวฉันหมดความอดทนแล้วทำเองนะ”

เสียงประท้วงดังฮือ วาสโก้กัดใบหูคนหนีหน้าเป็นเชิงเร่ง

เหมือนจะปรับตัวได้แล้ว เนเว่จึงเงยหน้าขึ้นจากบ่า หยาดน้ำคลอนัยน์ตา มือเล็กประสานกันอยู่หลังลำคอใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ขยับเอวรูดรัดแก่นกายภายในช่องทาง…จากเนิบช้าเป็นเร่าร้อน เอวบางบดร่อนไม่ออมแรง

วาสโก้หอบหนัก สุขสมจนเผลอเลียริมฝีปาก สองมือลูบไล้ไปตามร่างกายขาวโพลนซึ่งกำลังควบขี่เขาอยู่ เมื่อทนเฉยไม่ไหวจึงกระดกเอวสวนย้ำๆ เนเว่กัดฟันแน่น เข่าที่เป็นหลักยันทรุดฮวบ ซบหน้าลงกับอกกว้าง ท่าทางเหมือนไปต่อไม่ไหว

“ตาฉันบ้าง” พูดพลางเหวี่ยงร่างเล็กลงนอนกับโซฟา

“ผมไม่ชอบท่านี้…” เพราะมันรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ผู้คุมเกม

เสียงค้านส่งไปไม่ถึง แถมถูกจับตรึงทันทีที่ขยับหนี เอวใหญ่แทรกเข้ามากลางหว่างขาเรียว ช่องทางเล็กคล้ายจะประท้วงเมื่อถูกรุกราน แต่ต่อต้านความใหญ่โตไม่ไหว…สองร่างสอดใส่แนบสนิทอีกครั้ง…แล้วเริ่มขยับเร่าร้อนอีกหน

เนเว่ยันแผ่นอกของคนที่ขย่มอยู่บนร่าง หากความวาบหวามทำให้หมดแรงค้ำ วาสโก้ทาบทับร่างเล็กจนมิด กระแทกกระทั้นรัวเร็ว…เสียงหยาบคายดังก้องบ้านไม้ซุง… เขาไล่จูบริมฝีปากร้อนแดงราวกับสัตว์ป่าล่าเหยื่อ บังคับให้ชิมรสชาติของผู้ใหญ่อันแสนมัวเมากามา

แม้จะมีถุงยางกั้น หากสิ่งที่วาสโก้ปล่อยออกมายามถึงจุดหมายยังร้อนจัดแทบลวกภายใน…เนเว่หลับตาแน่น สั่นเกร็งและปลดปล่อยตาม…ระหว่างหน้าท้องกำยำและหน้าท้องเรียบบางจึงเปรอะเปื้อน…

คนตัวใหญ่ผละออกเมื่อหายเหนื่อย…นัยน์ตาสีฟ้าเหม่อมองเพดาน…โหวงหวิวเมื่อทุกอย่างจบลง…

ก่อนจะอุทานออกมาเมื่อถูกช้อนตัวขึ้นอุ้ม

“นายคงไม่คิดจะหลับบนโซฟาหรอกนะ” วาสโก้บอกเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ผมก็นอนตรงนี้ทุกคืน…” เนเว่ย่นคิ้ว

“…โซฟามันเลอะแล้ว ไปนอนบนเตียงกัน” ผู้ใหญ่ให้เหตุผล

“แต่ตัวพวกเราก็เลอะ…” หนุ่มน้อยยังค้าน

วาสโก้หรี่ตา…แล้วออกเดิน

“งั้นไปทำให้เตียงเลอะด้วยแล้วกัน”

TBC

 

6.

หลายวันถัดมา ไฟฟ้าใช้การได้อีกครั้งตามข่าวของผู้ที่โทรมาหา

ทว่า…ดวงไฟในบ้านไม้ซุง กลับไม่ค่อยได้เปิดใช้งานเท่าไหร่…เพราะเจ้าของบ้านและผู้อาศัยไม่ได้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แสงไฟมากนัก

เกือบเที่ยงแล้ว แต่สองคนยังนอนอยู่บนเตียง เนเว่รู้สึกตัวตื่นก่อน ความหิวทำให้ต้องตะกายออกมาจากใต้ท่อนแขนใหญ่ คว้าเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นสวมแล้วเดินด้วยท่าทางขัดยอกไปที่ครัว โชคดีตู้เย็นใช้งานได้ ไม่อยากนึกถึงความลำบากถ้าเขาต้องไต่ลงไปห้องใต้ดิน

เสบียงที่พร่องลงไปมาก ทำให้สามวันก่อนวาสโก้ตัดสินใจออกไปล่าสัตว์ ผู้อาศัยร้องจ๊ากเมื่อเจ้าของบ้านกลับมาพร้อมกวางไร้หัวขนาดใหญ่กว่าตัวเขา นายพรานจำเป็นบอกว่ายิงมันด้วยปืน Smith & Wesson 500 magnum ที่มีอยู่…ปืนรุ่นนี้ทะลวงอิฐบล็อกได้สบาย สภาพเนื้อที่ได้เลยไม่สวยนักจนต้องตัดหัวทิ้ง และแม้การยิงกวางในระยะปืนพกจะเป็นเรื่องอันตราย แต่ในเมื่อคนลงมือตัวใหญ่ปานหมีควาย เนเว่จึงไม่กล้าท้วง…

สตูเนื้อกวางถูกอุ่นจนควันกรุ่น คนทำลงมือกินก่อนโดยไม่รอ เมื่ออิ่มท้องแล้วจึงกลับไปยังห้องนอน

“ตื่นสิครับ ผมอุ่นมื้อเช้าให้แล้ว” เรียกพลางดึงผ้าห่มและผ้าปูที่นอน “จะเอาผ้าไปซัก”

“ฮืม…” วาสโก้ตอบแค่นั้นแล้วทำท่าจะจำศีลต่อ

เนเว่จึงกลั้นใจแล้วดึงสุดแรง กระชากผ้าปูจนร่างใหญ่กลิ้งไปอีกทาง

คนขี้เซายอมลุกในที่สุด มองอีกฝ่ายม้วนผ้าด้วยดวงตาหรี่ปรือ “จะรีบซักไปถึงไหน”

“ตอนนี้เครื่องซักผ้าใช้ได้ ต้องฉวยโอกาสไว้ก่อนสิครับ” ตอบเสร็จจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำที่แบ่งมุมซักล้างไว้มุมหนึ่ง โกยผ้าใส่ถังแล้วชะงัก “เดี๋ยวรอชุดของพวกเราด้วยดีกว่า”

วาสโก้ซึ่งกำลังสวมกางเกงอยู่หันมา “เอาไปเลยมั้ยล่ะ”

เนเว่ปิดตาตัวเอง “…กรุณาไปนั่งกินแบบไม่อนาจารครับ”

“เห็นกันหมดทุกส่วน ตอนนี้ทำมาไม่อยากมอง” ฝ่ายกึ่งเปลือยหัวเราะ ยกมือขึ้นลูบคางที่รกครึ้มด้วยหนวดเครา ใส่เสื้อเพิ่มอีกตัวก่อนจะเดินออกไปยังครัว

คนตื่นสายค่อยๆ ตักอาหารกินอยู่บนโต๊ะ ในขณะที่อีกคนกำลังง่วนอยู่กับการแบ่งเนื้อกวาง เตรียมจะทำมื้อต่อไป…ผ่านไปครู่นึงวาสโก้จึงกินเสร็จ เขาเดินมาวางจานที่ซิงค์ เนเว่ขยับมาล้างให้โดยไม่ต้องขอ

ช่างเอาใจ…แต่คนได้รับบริการเกิดอยากแกล้งขึ้นมาเพราะหมั่นเขี้ยว เขาจับเอวเล็กแล้วดึงกางเกงให้ลงไปกองที่ข้อเท้า ทำเอาคนล้างจานอยู่สะดุ้งเฮือก

“ทำอะไรน่ะครับ” ถามพร้อมคิ้วขมวดแน่น

“เห็นบอกว่าจะเอาผ้าไปซัก เลยช่วยไง” ตอบพลางยิ้มร้ายกาจมุมปาก

“หลังอาบน้ำต่างหาก” เนเว่บอกแล้วก้มลงดึงกางเกงกลับที่

วาสโก้เดาะลิ้น ขยับเข้าหาทำท่าจะอุ้ม แต่อีกฝ่ายเขยิบหนีไม่ยอมให้แตะ “ไปอาบด้วยกันไง ประหยัดเวลา”

“ไม่เอาครับ ชอบอาบคนเดียว” เพราะยังเมื่อยขบไปทั้งตัวจึงรีบปฏิเสธ

“ไหนบอกว่าอยากทำอะไรต้องรีบทำ รีบตักตวงยังไงล่ะ” คนแก่กว่าแสยะยิ้ม

“ทำทุกวันก็ไม่ไหวนะครับ” ตอบพร้อมเบ้ปากและเดินหนี

กิจกรรมหมีไล่จับกระต่ายจึงเริ่มขึ้น เท้าปลอมส่งเสียงป๊อกๆ กระแทกพื้นแรงกว่าปกติเมื่อเจ้าของวิ่งหนี มีเสียงเท้าจริงไซส์ใหญ่ย่ำตึงตังไล่ตาม

ทว่าอยู่ๆ เนเว่ก็หยุดกะทันหัน วาสโก้เบรกไม่ทันชนเข้าจนเกือบล้มคว่ำ

“อะไร ยอมแพ้แล้วเหรอ” แขนใหญ่รัดเข้าที่ลำคอบาง

“อ๊อก…เดี๋ยวก่อน ฟังสิครับ” นัยน์ตาสีฟ้ามองไปยังหน้าต่างที่ถูกปิด

วาสโก้ลองเงี่ยหูฟัง…จริงด้วย เสียงลมแรงที่โหมพัดมานานเงียบหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่เขาลืมใส่ใจดินฟ้าอากาศขนาดนี้เลยเหรอ “พายุหยุดเสียที”

“ไม่ใช่ครับ เสียงจากถนน” คนหูดีกว่าบอกเพิ่ม “เสียงเหมือนเครื่องยนต์รถบรรทุก”

จบคำ เจ้าของบ้านและผู้อาศัยจึงเดินไปยังประตูหน้า คว้าพลั่วออกมาโกยหิมะเปิดทาง ความตื่นเต้นทำให้พวกเขาลืมหนาว

เพราะปลายสายตาไกลลิบ รถกวาดหิมะกำลังกรุยทางเปิดถนนใหญ่ระหว่างเมืองอยู่

“พวกเรารอดตายแล้ว!” เนเว่กำหมัดอย่างดีใจ

“ใกล้พ้นฤดูหนาวแล้วสินะ” วาสโก้ยิ้มออกมา ฤดูกาลอันโหดร้ายที่สุดบนภูเขากำลังจะจบลง

“คิดถึงขนมปังอุ่นๆ คิดถึงผักสดๆ” เพราะกินแต่อาหารกระป๋อง ของแห้งและเนื้อแช่แข็งมานาน จึงโหยหาของสดเป็นพิเศษ “พรุ่งนี้เราไปในเมืองกันไหมครับ”

“ต้องช่วยกันตักหิมะก่อน ไม่งั้นเอารถออกไม่ได้” เจ้าของบ้านบอก “ปีก่อนฉันตักอยู่วันนึงเต็มๆ กว่าจะเปิดทางไปถึงถนนด้านล่าง”

“งั้นเราเริ่มงานกันตั้งแต่วันนี้เลย!” บอกด้วยดวงตาเป็นประกาย

“จะรีบไปไหน…กลับไปเรียนต่อเหรอ” คนแก่กว่าถามเพราะจำได้

ถึงตรงนี้ เนเว่เงียบไป…สูดหายใจ แล้วพูดต่อ

“อันที่จริงเรื่องงานวิจัยที่ผมบอกคุณตอนแรก…ผมโกหกครับ” เสียงสารภาพแผ่วเบาแทบจะกลืนไปกับสายลม “ผมดรอปเรียนเอาไว้เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เลยคิดจะทำงานก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่อ”

คนฟังไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจอะไร “ถ้าไม่ได้มาวิจัย แล้วนายมาทำอะไรบนภูเขา”

“หาที่สำหรับเล่นสกีกับเพื่อนครับ” พูดพลางยกแขนกอดตัวเอง ชักเริ่มจะหนาว “ผมสมัครงานเอาไว้ที่หนึ่ง มีเวลาว่างก่อนเริ่มงานหนึ่งสัปดาห์ เพื่อนๆ เลยชวนหาอะไรทำฆ่าเวลา แต่จะไปรีสอร์ทสกีโดยเฉพาะต้องใช้เงินมาก เลยตกลงกันว่าพวกเขาจะไปหาอุปกรณ์มือสอง ส่วนผมออกมาหาทำเลเหมาะๆ แต่ละคนเป็นมือใหม่หัดเล่น เลยเลือกแถวนี้ซึ่งเป็นเนินไม่สูง…แต่…ก็อย่างที่เจอ พลัดตกลงมาให้คุณเดือดร้อนต้องเก็บมาเลี้ยง”

วาสโก้ยกมือขึ้นจับหัวอีกฝ่ายโยกไปมา “คนที่เดือดร้อนไม่ใช่ฉันหรอก พ่อแม่นายมากกว่า”

“ตอนโทรบอกโดนสวดจนหูชาเลย” เด็กหลงทางหัวเราะแห้งๆ หลังจากวันที่โทรศัพท์ใช้การได้ เขารีบส่งข่าวให้ครอบครัวคลายกังวลแล้ว

“แล้ว…งานล่ะ” เขาได้ยินอยู่เมื่อครู่ว่ามีระยะก่อนเริ่มงานหนึ่งสัปดาห์ แต่นี่เวลาเกินมาเป็นเดือนๆ

“ผมโทรไปถาม…เขารับคนใหม่มาแทนแล้วล่ะ” บอกด้วยเสียงเศร้าๆ “แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป แค่หางานใหม่อีกครั้ง”

เจ้าของบ้านเงียบไปหลายนาที

ก่อนจะกระแอมในลำคอแล้วพูด  “…นายรู้รึเปล่าว่างานของฉันต้องดูแลพื้นที่กว้างขนาดไหน”

คนข้างกายส่ายหน้า

“ที่ดินนี้เป็นรูปสามเหลี่ยม มีมุมสามมุมคือทิศใต้ตรงที่พวกเราอยู่ ภูเขาลูกนั้นทางตะวันตก และภูเขาลูกนั้นทางตะวันออก”

“กว้างมาก…” เนเว่มองตาม ประเมินด้วยสายตาคงไม่ต่ำกว่าสิบตารางกิโลเมตร

“แล้วคิดว่าฉันคนเดียวดูแลได้หมดเหรอ” วาสโก้ถาม เกาหลังคอก่อนจะพูดต่อ “…เลยคิดจะเสนอเจ้านาย ให้เขาจ้างคนเพิ่มอีกสักคน”

นัยน์ตาสีฟ้ากะพริบปริบ ก่อนจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรจึงยิ้มกริ่มมุมปาก “แบบนี้เรียกว่าอยากให้ผมอยู่ต่อรึเปล่าครับ”

“เสนองานให้ต่างหาก” คนชักชวนยิ้มกลับ “ตกลงไหม”

“ยังไงผมก็ว่างอยู่แล้ว…” คนถูกชวนคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะตอบ “ฝากตัวด้วยนะครับ”

“เด็กดี…” วาสโก้ผิวปากอย่างอารมณ์ดี

“ว่าแต่ ต้องเตรียมเอกสารหรือหลักฐานอะไรเป็นพิเศษไหมครับ—

พูดไม่ทันจบ เจ้าของบ้านคว้าร่างเล็กกว่าขึ้นอุ้ม “ไปอาบน้ำกันดีกว่า”

“เดี๋ยวสิ ยังไม่ตอบผมเลยว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง เหวอออ” เนเว่ร้องลั่นเมื่อถูกจับพาดบ่า หัวห้อยไปมา

“ไว้เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง”

ซึ่งนั่นไม่ใช่คำสัญญา…เพราะวาสโก้ไม่มีคำตอบแน่นอนให้กับการจ้างงานที่อุปโลกขึ้นเอง…

TBC

  • ตอน 5 นั้นติดเรท กรุณาอ่านแบบระวังหลังนะคะ #มาเตือนอะไรตรงนี้ยยยยยย์
  • จะเห็นว่าทั้งคู่…พอกันค่ะ orz คือ โกหกใส่กันทั้งคู่ ไวไฟทั้งคู่ กรั่กๆๆๆ 
  • ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไหร่…ก็…ฝากติดตามด้วยนะคะ ,,- -,,

[Novel] Be[lie]ve. – Ch3&4

17-05-18-17-28-22-167_deco

สารบัญตอนเก่าและรายละเอียดของเรื่อง

3.

ดูเหมือนปีนี้สภาพอากาศจะโหดร้ายกว่าปกติ สามวันเข้าไปแล้ว พายุหิมะยังไม่มีทีท่าจะไปจากขุนเขา

เพราะต้องมีคนอยู่เฝ้าที่ดิน บ้านไม้ซุงหลังนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศและความโดดเดี่ยว ภายในจัดวางข้าวของเรียบง่าย ตรงจากประตูทางเข้าคือห้องนั่งเล่น มีโซฟา อาร์มแชร์ ตู้ลิ้นชัก เตาผิงแบบฝังผนัง ฟากซ้ายของบ้านคือห้องนอนและห้องน้ำ ฟากขวาคือห้องครัว ที่พื้นมีห้องใต้ดินและตู้แช่สำหรับกักตุนอาหาร  เปิดไปท้ายครัวคือโกดังเก็บฟืนและประตูเล็กออกไปยังด้านหลัง ข้างๆ คือโรงจอดรถ มีเครื่องสูบน้ำร้อนใต้บาดาลตั้งอยู่พร้อมถังพัก เรียกว่ามีอุปกรณ์ยังชีพเพียบพร้อม สามารถใช้ชีวิตไปได้หลายเดือน

…ปัญหาคือไฟฟ้าที่ไม่รู้จะดับเมื่อไหร่ ได้แต่หวังว่าพายุจะไม่รุนแรงจนทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นลงมา…

เสียงเท้าไม้กระทบพื้นตามจังหวะเดิน วาสโก้เริ่มจะชินบ้างแล้วจึงไม่ขัดหูนัก…อีกอย่างเจ้าเด็กเวรนั่นมีทักษะการเอาใจคนไม่น้อย

“ฟูชิลีอบชีส ใส่เบค่อนและผักครับ” เนเว่วางจานลงบนโต๊ะอย่างเบามือ เรียงช้อนส้อมเก่าๆ อย่างเรียบร้อยราวกับมันเป็นเครื่องเงินหรู “น่าเสียดายที่ไม่มีขนมปังกับเนย ได้ซุปข้นอีกสักอย่างคงดี”

“นายจะกินให้เสบียงฉันหมดไวๆ หรือไง” วาสโก้ถามเสียงขุ่น แต่เมื่อมองอาหารหน้าตาใช้ได้ผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นแล้วก็โกรธไม่ลง “ขนมปังมันเสียง่าย เลยไม่ซื้อเก็บในช่วงฤดูหนาว”

“ถ้ามีแป้งผมก็ทำให้ได้นะครับ เคยหัดทำอยู่นิดหน่อย ตอน…” เจ้าตัวชะงักเหมือนพยายามนึกอะไร “ตอนเรียนปีหนึ่ง”

“งั้นก็เพิ่งปีที่แล้วน่ะสิ” วาสโก้ตักอาหารเข้าปาก ฟูชิ—อะไรสักอย่างที่เจ้านั่นบอก สำหรับคนที่เรียกอาหารเส้นทุกอย่างว่าพาสต้า ที่มีเจ้าเส้นเกลียวแบบนี้ติดอยู่ในบ้านเพราะมีคนให้มา

“ใช่ครับ ปีก่อน แต่สำหรับคนเข้าใหม่ ทั้งการเรียนและกิจกรรมมันถาโถมจนแทบลืมวัน เรียนปีเดียวเหมือนเวลาผ่านไปเจ็ดปี” นักศึกษาหัวเราะเก้อๆ เดินเสียงดังก๊อกแก๊กไปหยิบจานอาหารของตนมาบ้าง

นัยน์ตาสีดำมองตามแผ่นหลังเล็ก…เมื่อตอนตกลงว่าให้อีกฝ่ายอาศัยหลบภัยหนาวจนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้น เนเว่ควักบัตรประจำตัวนักศึกษาสภาพถลอกเยินออกจากกระเป๋าหนัง ยื่นให้ดูเป็นหลักฐาน รูปภาพบนบัตรกับหน้าจริงของเจ้าตัวเป็นพิมพ์เดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

เนเว่บอกว่ากำลังทำวิจัยเพื่อเตรียมขอทุนการศึกษา หัวข้อหลักคือการประเมินพื้นที่ท้องถิ่นในช่วงฤดูกาลต่างๆ ว่าควรจะอนุรักษ์เพื่อสิ่งแวดล้อมหรือพัฒนาให้เกิดประโยชน์…ระหว่างที่กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น ก็พลัดตกจากเนินเขาลงมากอง จนวาสโก้ไปเจอ

อดีตผู้ประสบภัยจมหิมะเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะ ทั้งที่ใช้ช้อนขนาดเดียวกัน แต่พออยู่ในมือขาวจัดแล้วดูใหญ่เกิน…เนเว่บอกว่าอายุสิบแปด ตัวสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร น่าจะเรียกว่าเด็กหนุ่ม…แต่ถ้าเทียบกับวาสโก้ซึ่งสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรแล้ว เขามีสิทธิเรียกอีกฝ่ายว่าเด็กชายได้สบายๆ…ท่าทางปวกเปียกนั่นก็สมวัยอยู่

“จะว่าไป คุณวาสโก้อายุเท่าไหร่เหรอครับ”

ไอ้นี่มันอ่านใจคนได้รึเปล่า ทำไมเขาคิดเรื่องไหนมันก็ถามเรื่องนั้น “สามสิบเก้า”

นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมอง ก่อนจะสนใจอาหารต่อ “ก็สมวัยเนอะ”

“…หมายความว่ายังไง” หรือนี่คือการบอกว่าแก่แบบสุภาพ

“หน้าตากับอายุสมวัยไงครับ เสมอตัว” เนเว่ยิ้ม “สามสิบเก้าเนี่ย สำหรับผู้ชายคือกำลังดีทั้งประสบการณ์ชีวิตและสภาพร่างกาย ฐานะก็มั่นคงแล้วด้วย”

วาสโก้อยากจะแย้งเรื่องฐานะ แต่พอคิดว่านั่นจะเป็นการแฉตัวเอง จึงเงียบไว้ดีกว่า “ตามนั้น”

ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือไง จานของคนทานทีหลังถึงได้หมดก่อน เนเว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ รวบภาชนะไปยังซิงค์แล้วล้างทันที…กองภูเขาจานเก่าที่วาสโก้ทิ้งไว้ก็ถูกล้างจนหมดตั้งแต่วันแรก บ่งบอกว่าเป็นคนที่คุ้นเคยกับงานบ้าน…หรือจะเป็นลักษณะของนักศึกษาที่ใช้ชีวิตคนเดียว…ไม่หรอก…วาสโก้ปฏิเสธในใจเมื่อเทียบกับหอพักในอดีตของตนเองที่รกจนแมลงสาบวิ่งพล่าน

ในบ้านที่ไม่มีสัญญาณใดเข้าถึงเลย ทั้งอินเตอร์เน็ต มือถือ วิทยุหรือโทรทัศน์ สำหรับคนทั่วไปคงน่าเบื่อจนแทบเป็นบ้า วาสโก้ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ ในห้องของเขามีหนังสือที่สะสมไว้เพื่อฤดูที่ถูกตัดขาดภายนอก จำนวนมากพอที่จะอ่านไปได้หลายเดือน รวมไปถึงเททริส เครื่องเกมยุคเก่าที่เขาเก็บเอาไว้พร้อมแบตสำรองอีกหลายโหล

แต่กับเนเว่ เจ้าของบ้านค่อนข้างแปลกใจ เพราะเจ้าตัวน่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ติดอยู่บนภูเขาในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ แต่ดูมีท่าทีสงบมาก

วาสโก้คุยกับอีกฝ่ายแบบถามคำตอบคำ ดังนั้นเมื่อหมดมื้ออาหาร ต่างคนต่างก็แยกกันอยู่ เช่นคราวนี้วาสโก้เลือกจะนั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ส่วนเนเว่นั่งอยู่บนพื้นหน้าเตาผิง ใช้สิ่วอันเล็กที่ติดตัวมาแกะสลักฟืน

ชายหนุ่มแอบลอบมองเด็กแปลกหน้า…ตอนชวนเขาคุยด้วยรอยยิ้ม ก็ดูเป็นเด็กโง่ๆ ไร้พิษภัย แต่ตอนนี้…แววตานั้นเหมือนจับจ้องบางสิ่งที่ลึกกว่าไม้ ทั้งสะกิดใจและดึงดูด…

แล้ววาสโก้ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีบางสิ่งพุ่งชนผนังบ้านเสียงดังลั่น! เขาผุดลุก ทันหลบเศษกระจกที่แตกร่วงลงพื้น ลมหนาวพัดโกรกเข้ามาตามช่องโหว่

“อะไรน่ะ!”  เนเว่ตามมา เขาร้องเหวอเมื่อเห็นเงาต้นไม้สูงประมาณสองถึงสามเมตรพาดอยู่นอกหน้าต่าง

“สงสัยหิมะบนภูเขาข้างบนจะเคลื่อน ซากต้นไม้เลยไถลลงมาถึงนี่” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายหน  “ขนาดเอาแผ่นไม้ตีปิดไว้แล้ว ยังกระแทกจนหน้าต่างพัง…เดี๋ยวต้องเอาต้นไม้ออก แล้วอุดช่องโหว่”

“ให้ผมช่วยนะครับ” ผู้มาอาศัยอาสา

วาสโก้ขมวดคิ้วอย่างกังขา แต่สองแรงย่อมดีกว่าแรงเดียว  “เดี๋ยวฉันไปหยิบค้อนกับตะปูมาก่อน”

พอเปิดประตู หิมะสูงราวหัวเข่าก็ทะลักเข้ามากอง วาสโก้ใช้พลั่วแหวกทางออกไปจนถึงหน้าต่าง ต้นไม้แม้ไม่ใหญ่แต่น้ำหนักมากเอาเรื่อง กว่าทั้งคู่จะช่วยกันทั้งถีบทั้งดันให้พ้นทางก็กินเวลาเกือบสิบนาที  หลังจากนั้นเนเว่ทาบแผ่นไม้ลงบนขอบหน้าต่างให้อีกคนตอกตะปูทีละมุม ทำซ้ำจนครบทุกด้านและแน่ใจว่าแน่นหนา

เมื่อซ่อมหน้าต่างเสร็จจึงกลับเข้าบ้าน แต่ใช่ว่าจะง่าย พวกเขาปิดประตูไม่ได้เพราะกองหิมะคาอยู่ คราวนี้เป็นเนเว่ใช้พลั่วตักหิมะออกในขณะที่วาสโก้ค่อยๆ ดันประตู…กว่าจะปิดสนิทได้ เล่นเอาหอบไปตามกัน

“ง…เหงื่อท่วมเลย” เนเว่ปาดใบหน้าชื้นฉ่ำ ไม่รู้ว่าเป็นหิมะกี่ส่วนและเหงื่อตัวเองกี่ส่วน

“ฉันด้วย…” เพราะอีกฝ่ายช่วย การซ่อมจึงไม่ทุลักทุเลเกินไป วาสโก้จึงมีแก่ใจพูดด้วย “ถอดเสื้อออก เดี๋ยวฉันให้ยืมเสื้อเปลี่ยน”

สำหรับคนที่ใส่เสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าลายขวางตัวเดิมมาหลายวัน คำนั้นราวกับระฆังสวรรค์ “ข…ขอบคุณครับ ได้เปลี่ยนเสื้อแล้วววว”

คนฟังส่ายหน้ากับท่าทางดีใจสุดโต่งก่อนจะสาวเท้าเข้าห้องนอน ผลัดเสื้อตัวในที่โชกไปด้วยเหงื่อ คว้าเสื้อใหม่ของตัวเองและเผื่ออีกคน

วาสโก้ออกมาเจอเนเว่ยืนอังมืออยู่หน้าเตาผิง แผ่นหลังขาวโพลนนั้นไม่ได้เป็นหนังแห้งติดกระดูกเหมือนครั้งแรกที่มองผ่าน…เจ้าเด็กนี่มีหุ่นแบบที่เรียกว่า ‘ลีน’ คือมีกล้ามเนื้อไม่มากแต่สมส่วนและไม่บอบบางเกิน มิน่าถึงมีแรงกว่าที่คาด

รู้สึกไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมาพิจารณาหุ่นผู้ชาย วาสโก้ส่ายหน้าแล้วเรียก “เอ้า เสื้อ”

“อ๊ะ ขอบคุณครับ” เนเว่หันมาคว้าเสื้อไปสวมอย่างว่องไว เมื่อหัวโผล่พ้นผ้าและได้เห็นอีกฝ่ายเต็มตา จึงอุทานออกมาแบบหยุดไม่อยู่ “อู้หูว….”

คนถูกมองขมวดคิ้ว “อะไร”

“ขอโทษครับ” บอกแบบนั้น แต่แววตาไม่ได้เสียใจ ซ้ำแก้มยังแดงเรื่อขึ้นมา “แต่หุ่นคุณ…สุดยอดเลย ล่ำมาก อย่างกับนายแบบ แถมรอยสักบนอกก็เท่…หัวใจกับปีกเทวดาเหรอครับ”

“เออ แล้วไง” ฝ่ายถูกชมรู้ดีว่าตัวเองรูปร่างหน้าตาแบบไหน จึงไม่สะท้านกับคำยอ แต่ระแวงกับแววตาวาววับมากกว่า “…หรือว่านายเป็นเกย์”

“ก็…”  กลอกตาเฉไฉพลางเกาหัวแก้เก้อ “…ได้ทั้งสองเพศครับ ผมชอบหมดถ้ารูปร่างดี”

จบประโยคนั้น วาสโก้เดาะลิ้นอย่างหัวเสีย ล้มเลิกความคิดที่จะไปอาบน้ำร้อน แล้วสวมเสื้อตัวใหม่

…เขาว่าเขาเห็นสายตาเสียดายจากเนเว่นะ…

“แต่ขอเคลียร์ก่อนว่า…” สองมือเล็กยกขึ้นด้วยท่ายอมแพ้ “อย่างผมจะไปทำอะไรได้ แค่คุณเตะทีเดียวผมก็ตายแล้ว ดังนั้นอย่ากลัวเลยครับ”

“ใครกลัว” เจ้าของบ้านแยกเขี้ยว “ฉันเตะนายออกไปแข็งตายข้างนอกแน่ถ้าแตะตัวฉัน”

“ไม่ทำครับ ไม่ทำ” เนเว่ยิ้มด้วยใบหน้าเหมือนจะไร้เดียงสา “ขอมองด้วยสายตาก็พอครับ”

“นาย….” นิ้วใหญ่ชี้อีกคนเป็นเชิงปราม

เจ้าตัวเล็กยังยียวน “นิดหน่อยเอง…อีกเดี๋ยวก็แยกกันแล้ว”

“รู้ตัวก็ดี…”  

วาสโก้ถอนหายใจ เดี๋ยวพายุจะผ่านไป พร้อมๆ กับเด็กคนนี้

….

…..

ทว่าเขาคิดผิด…

เมฆพายุนั้นห่มทั่วฟ้า กินเวลาต่อไปอีกสองสัปดาห์เต็มๆ…

TBC

4.

แม้จะเคยชินกับการอยู่อาศัยบนภูเขาในฤดูหนาวแค่ไหน แต่เรื่องเกินคาดเกิดขึ้นได้เสมอ

วาสโก้ตรวจเช็คสิ่งยังชีพ…เสบียงยังคงมีเหลือเฟือ น้ำดื่มน้ำใช้ไม่ขาดแคลน…แต่ไม้ฟืนเริ่มร่อยหรอ

อาจจะเพราะเตาผิงนั้นสร้างมาเล็กเกินเมื่อเทียบกับขนาดห้อง…ปีก่อนๆ ไม่เคยมีปัญหาเพราะวาสโก้มักจะมานั่งอยู่หน้าเตา ใส่ฟืนเล็กน้อยก็อุ่นพอ แต่ปีนี้มีเจ้าเนเว่มายึดครอง เขาจึงย้ายไปอยู่มุมอื่น การจะส่งความร้อนให้ทั่วพื้นที่นั้นต้องป้อนฟืนมากกว่าปกติ

ที่น่าห่วงอีกอย่างคือไฟฟ้า เพราะหลอดไฟเริ่มกะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ

“มีตะเกียงสำรองหรือเปล่าครับ”

เนเว่ถามขณะวางถ้วยกาแฟลงบนขอบหน้าต่างซึ่งตอนนี้เหมือนจะเป็นผนังแทนแล้วเพราะถูกตีไม้ปิดแน่นหนา

วาสโก้หยิบเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ มอบดวงไฟกะพริบ “มี…แต่น้ำมันไม่ได้ตุนเอาไว้เยอะ ต้องแบ่งเอาไว้ใช้กับเครื่องสูบน้ำอีกต่างหาก”

“งั้นควรจะหาฟืนเพิ่ม ให้ผมออกไปเก็บเอาไหมครับ” เสนอตัวตามประสาผู้อาศัยที่ดี

แต่เจ้าของบ้านกลับส่ายหน้า “ข้างนอกลมแรงขนาดนั้น อยากลงไปนอนใต้หิมะอีกหรือไง”

“ก็จริง…” แค่คิดถึงความเย็น ขนอ่อนหลังคอก็ลุกชัน “แต่ว่า ขืนรอให้พายุสงบ ฟืนคงหมดก่อน”

วาสโก้ยื่นกาแฟที่ดื่มจนหมดแล้วคืนให้คนเสิร์ฟ “อย่าเลย เจียมตัวซะบ้าง”

“ครับ…” เนเว่คอตก เดินเอาถ้วยกาแฟไปล้าง

ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์แผดเสียง วาสโก้ผุดลุกขึ้นทันที แต่เนเว่อยู่ใกล้กว่าจึงเอื้อมมือไปหาเครื่องก่อน

“ไม่ต้อง!”

เสียงตวาดนั้นทำให้ฝ่ายที่กำลังจะยกหูฟังชะงัก คนตัวเล็กหลบแทบไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายพุ่งมายังโต๊ะกลางหน้าโซฟา

ทว่า…ทันทีที่มือใหญ่แตะเครื่อง เสียงกริ่งเรียกเข้ากลับเงียบหาย…สัญญาณดับไปพร้อมแสงไฟในบ้าน

วาสโก้ยืนนิ่ง…

เนเว่หันซ้ายหันขวา แม้ไฟจะดับแต่เพราะเป็นเวลากลางวัน จึงยังพอมีแสงสลัวส่องเข้ามา เขามองเจ้าของบ้านอีกครั้ง…เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเพราะอีกฝ่ายนิ่งเกินไป

มือข้างที่ไม่ได้ถือถ้วย เอื้อมไปแตะต้นแขนวาสโก้

“เป็นอะไรรึเปล่าครั—!!!”

คำตอบของคำถามที่ยังไม่จบนั้น คือการปัดมือออกอย่างแรง เนเว่ผงะถอยหลัง ถ้วยกาแฟตกพื้น แตกเป็นเสี่ยง

…เสียงโทรศัพท์คือสิ่งที่วาสโก้รอคอยเสมอมา เขารู้ว่าปลายทางอาจจะเป็นใครคนนั้น แต่ครั้งนี้พลาดจะรับ…เสาที่เดินสายไฟและสายโทรศัพท์คงจะพังเพราะแรงลม…มันเป็นเรื่องสุดวิสัย

ทว่าความเสียดาย ทำให้เลือกที่จะพาล

“เมื่อกี้นายโดนตัวเครื่องใช่ไหม” เจ้าของบ้านเค้นเสียงขุ่น

“เปล่าครับ” เนเว่ปฏิเสธเสียงเบา “ที่สายหลุดไปอาจเพราะเสามัน—”

“หุบปาก!” ขาใหญ่เตะโต๊ะกลางดังโครม โทรศัพท์ที่เมื่อครู่ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง ตอนนี้ล้มคว่ำ “ถ้าไม่เกะกะ ฉันคงจะรับสายทัน”

“…” คนฟังมองอย่างงุนงง “ผมไม่ได้ขวางทาง”

“แค่ตอนนี้ก็เกะกะสายตาแล้ว!”  วาสโก้หันมา มองคนที่ยืนตัวลีบแล้วลงเสียงหนัก “ไปให้พ้น”

นั่นไม่ใช่การไล่ไปถาวรใช่ไหม…เนเว่ถามตัวเอง ก่อนจะเบี่ยงประเด็น “ครับ…งั้น…ผมจะออกไปเก็บฟืนมาเติม”

“รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แล้วนี่” บอกพลางแค่นเสียงหัวเราะ แขนใหญ่ยกขึ้นขยี้ผมอย่างหัวเสีย “ฉันจะไปนอน เติมฟืนให้เต็ม อย่าขี้เกียจ”

คนถูกใช้หันไปมองห้องเก็บฟืนขนาดกว้างสามคูณสามเมตรที่มีฟืนเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่…จำได้ว่าก่อนหน้านี้ห้ามเขาออกไปเพราะลมแรงจัด ตอนนี้บอกไม่เต็มไม่ต้องกลับมา…หรือนี่คืออาการไบโพลาร์

แต่ว่า…คนอาศัยจะค้านอะไรได้นอกจากทำตาม เนเว่เปลี่ยนไปสวมเสื้อของตัวเองเพราะเสื้ออีกฝ่ายตัวใหญ่เกินไปจนขยับแขนลำบาก พอกทับอีกชั้นด้วยเสื้อโค้ทหนาและพันคอด้วยผ้าเช็ดตัวเก่าๆ ที่เจ้าของบ้าน ‘บริจาค’ มาให้ คว้าพลั่วใหญ่มาถือ

ประตูหน้าถูกหิมะถมไปเกินครึ่งบานแล้ว โชคยังดีที่ประตูเล็กด้านหลังแบ่งเป็นบานบนและบานล่าง เนเว่ปีนออก จมหิมะลงไปครึ่งตัว เขากระชับพลั่วในมือแล้วเริ่มแหวกทางเดิน…

——

เสียงขวานผ่าฟืนดังเป็นพักๆ สลับกับเงียบหาย ก่อนจะเริ่มใหม่อีกรอบเมื่อคนนอกบ้านกลับมาพร้อมไม้ท่อนใหม่…บางครั้งก็ได้ยินเสียงขวานจามต้นไม้จากที่ไกลๆ แทรกมาในเสียงลมกรรโชก

เจ้าของบ้านนอนอยู่บนเตียง…เขาหลับไปในช่วงเช้า เมื่อตื่นมา นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสาม

เพราะได้พักผ่อน หัวที่ร้อนจึงค่อยเย็นลง…เขาพาลเกินไป…แม้สายเรียกเข้านั้นจะมีความหมายต่อจิตใจแค่ไหน การโมโหจนส่งเด็กหนุ่มตัวบางออกไปกลางพายุแบบนี้ก็ใจดำพอควร ทิฐิทำให้เขาไม่กล้าไปเรียกเจ้าตัวเข้ามา ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ…ถ้าอีกฝ่ายเหนื่อยคงเข้าบ้านมาเอง

แต่ว่า…เจ้านั่นอึดกว่าที่คิดอีกแล้ว

วาสโก้จ้องเพดานจนเบื่อ จึงดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ได้ยินเสียงปิดประตูเล็กด้านหลัง อีกฝ่ายคงออกไปหาไม้เพิ่ม…เขาอาศัยจังหวะนั้นแอบเปิดประตูด้านใน สำรวจว่าได้มาแค่ไหน

ห้องฟืนที่เคยโล่ง ตอนนี้มีท่อนไม้เล็กใหญ่บรรจุอยู่ครึ่งหนึ่ง ภายในเวลาหกถึงเจ็ดชั่วโมงสามารถทำได้ขนาดนี้ ถือว่าเก่งทีเดียว และเขาคิดว่ามันมากพอที่จะใช้งานไปได้อีกหลายสัปดาห์

ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง คนหาฟืนก็ยังไม่มา วาสโก้จึงคว้าส่วนหนึ่งมาใส่เตาไฟ ต้มน้ำร้อนเอาไว้เผื่ออีกฝ่ายกลับมาจะได้ชงอะไรดื่มคลายหนาว ส่วนเขานั่งอ่านหนังสือรอ

…หลายชั่วโมงผ่านไป…

จากที่รอ เริ่มเป็นกระวนกระวาย อันที่จริงเขาไม่คิดว่าจะต้องมาห่วงอีกฝ่าย ตอนแรกยังคิดจะปล่อยให้นอนตายกลางหิมะ…แต่ว่า…คงเหมือนกับการเก็บลูกสัตว์ข้างถนนมาเลี้ยงแล้วปล่อยไปอีกไม่ได้

นอกบ้านมืดสนิท…วาสโก้เดินเข้าห้องนอนไปคว้าไฟฉายกำลังสูงที่เก็บเอาไว้ สวมแว่นกันลมและใส่เสื้อกันหนาวทับอีกชั้น เตรียมจะออกตามหา

แต่จังหวะที่กำลังจะคว้าโค้ท เสียงประตูนอกของห้องเก็บฟืนก็ดังขึ้นเสียก่อน เขารีบเดินไปเปิดประตูด้านใน

เนเว่กลับมาด้วยสภาพพะรุงพะรัง ขวานกับพลั่วผูกเชือกไว้ที่ด้ามแล้วสะพายบนสองบ่า  หอบกิ่งไม้มัดใหญ่มาเต็มสองแขน เจ้าตัวคงค้นเจอเชือกในห้องนี้จึงนำไปใช้…ใบหน้าขาวที่มีน้ำแข็งเกาะพราวทำให้รอยยิ้มที่ส่งมาดูแข็งเกร็ง

วาสโก้ถอนใจเฮือก ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อสังเกตได้ว่าเจ้าเด็กบ้ากำลังสั่นอย่างหนัก เขาก้าวเข้าไปดึงมัดฟืนหนักอึ้งออกจากอ้อมแขนแล้วโยนลงพื้น ปลดพลั่วกับขวานออกจากบ่า…มองมือเล็กที่หงิกงอ เขาถอดถุงมืออีกฝ่ายออกแล้วเบิกตากว้าง ผิวซีดเผือดนั้นบางแห่งมีจุดสีแดงพองขึ้นมา เป็นอาการเบื้องต้นของหิมะกัด และหากปล่อยไว้นานกว่านี้จนเกิดแผลสีดำคล้ำล่ะก็…

“อยากถูกตัดมือหรือไง!”

เนเว่ยิ้มแหย “เพลินไปหน่อยน่ะครับ…”

“เพลินบ้าอะไร!” ดุพลางดึงร่างเล็กกว่าเข้าบ้าน ช่วยถอดเสื้อโค้ทและรองเท้าถุงเท้า ผลักให้นั่งบนโซฟา โยนผ้าห่มคลุมตัว เจ้าตัวยกเข่าขึ้นมากอดเอาไว้ ฟันกระทบกันเสียงดังฟังชัด

เจ้าของบ้านถอดแว่นกันลมและเสื้อกันหนาวออก เดินไปเทน้ำร้อนลงถ้วย วาสโก้หัวเสียปนรู้สึกผิด…เขาไล่อีกฝ่ายไปเพราะอารมณ์ไม่ดี อีกฝ่ายก็ไม่ควรถือคำพูดตอนนั้นจริงจังขนาดนี้ เขาเดินกลับไปยื่นถ้วยน้ำให้เด็กซื่อบื้อ

มือซีดๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นสีปกติเมื่อได้กุมถ้วยน้ำร้อน เนเว่เอ่ยขอบคุณเสียงแหบ พลางจิบน้ำเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย…ทว่า…การฟื้นตัวดูจะชักช้าไม่ทันใจคนมอง

วาสโก้นั่งลงบนโซฟา ดึงร่างเล็กที่สั่นไม่หยุดนั้นมาไว้ในอ้อมแขน

แม้เนื้อตัวจะยังเย็นเฉียบ แต่เนเว่รู้สึกอุ่นซ่านตรงผิวแก้ม

“ทำแบบนี้…ไม่ดีนะครับ” เจ้าตัวเล็กเอ่ยเสียงเบา

แขนใหญ่รัดคนพูด “ไม่ดียังไง ฉันอุตส่าห์ช่วย”

“อ๊อก…” เนเว่หายใจลำบาก รีบดึงแขนนั้นให้คลายออก “ก็…คุณรู้อยู่ว่าผมชอบคนหุ่นดี มากอดกันแบบนี้ต้องหวั่นไหวสิครับ”

“อยากโดนโยนออกไปนอนบ้านอีกรอบไหม” ขู่…แต่ไม่ได้ปล่อยมือ “ถึงนายคิดไม่ซื่อกับฉัน แล้วทำอะไรได้”

“เพราะทำอะไรไม่ได้นี่ล่ะครับ ถึงน่าเจ็บใจ…” ตอบเสียงอ่อน “อุตส่าห์ได้เจอคนหล่อๆ หุ่นตรงเสปค แต่กินไม่ได้ซะงั้น”

“นี่ชอบหุ่นฉันจริงจังสินะ” วาสโก้ขมวดคิ้ว ไม่รู้จะขำหรือเคือง “แต่หุ่นแบบนาย ฉันกินไม่ลง”

“…ไม่ลองไม่รู้นะครับ” เนเว่หาวหวอด…เพราะน้ำร้อนที่ดื่มและวงแขนอุ่น ทำให้ร่างกายต้องการนอนเสียแล้ว “ให้ชิมฟรีก็ได้ ผมน่ะ………”

เจ้าของบ้านถอนหายใจเมื่อคนพูดหลับไปก่อนจะจบประโยค เขาดึงถ้วยออกจากมือขาวไปวางลงบนโต๊ะกลาง

คำพูดคำจาของเด็กสมัยนี้…เปิดเผยเกินจนอยากจะชกให้หน้าหัน แต่ไม่รู้ทำไม สิ่งที่ออกจากปากเด็กนี่กลับทำให้เขาเอ็นดู

เพราะการเป็นที่ต้องการของใครสักคน ย่อมรู้สึกดีอยู่แล้ว

วาสโก้เอนคอลงบนพนักโซฟา ดึงผ้าห่มให้คลุมทั่ว ผิวเนื้อที่กอดอยู่ค่อยๆคลายความเย็น พร้อมกับเปลือกตาของเขาที่หนักขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเขาก็เข้าสู่ห้วงฝันไปพร้อมกับอีกคน

——

นาฬิกาบนผนังบ้านบอกเวลาดึกสงัด…เนเว่ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนใหญ่ ระวังไม่ให้วาสโก้รู้สึกตัวตื่น เดินอย่างเงียบงันออกไปทางห้องเก็บฟืน

ความเย็นเสียดแทงขึ้นมาตามฝ่าเท้าเมื่อเหยียบพื้นหิน เขาตรงไปยังฟืนมัดสุดท้ายที่หอบมา ปลดเชือกออก

…ในกองไม้คือไรเฟิลกระบอกยาว…

เจ้าตัวรีบเช็คสภาพปืนที่ซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่ามันยังใช้งานได้

มือเล็กวางอาวุธลงในกองฟืนดังเดิม มัดเชือกให้แน่นหนา แล้วซ่อนเอาไว้ในซอกแคบระหว่างผนัง บังอีกชั้นด้วยตอไม้ที่ยังไม่ได้ผ่า…ย่องอย่างเบาแรงกลับมายังห้องรับแขกดังเดิม

เนเว่มองร่างใหญ่ที่นอนหายใจสม่ำเสมอ…ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าด้านหน้าโซฟา เบนสายตาไปยังเตาผิง

ดวงตาสีฟ้าสงบนิ่ง…มีเพียงแสงสะท้อนจากกองไฟที่ยังเต้นเร่า

TBC

  • วันนี้ลงเร็ว เพราะเราจะไปดูหน้ากากนักร้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

[Novel] Be[lie]ve. – 1&2

17-05-17-20-03-46-529_deco

สารบัญรวมตอนและรายละเอียดการวางขาย

1.

โทรศัพท์บ้านแผดเสียงดังลั่น ฝุ่นที่เกาะอยู่บนเครื่องฟุ้งกระจายตามแรงสั่น

ในยุคที่แทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือติดตัว เสียงกริ่งของโทรศัพท์บ้านจึงฟังไม่คุ้นนัก หลายอึดใจกว่าเจ้าของบ้านจะจำได้ว่ามีเครื่องมือสื่อสารชนิดนี้อยู่ เขายกหูฟังขึ้นแนบใบหน้า คันจมูกยุบยิบเพราะละอองสกปรก

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะฉุกคิดว่าคนโทรหาอาจจะมาถึงแล้ว

ทว่า หน้าบ้านไร้แขกมาเยือน จังหวะเดียวกับปลายสายกล่าวคำขอโทษ คนฟังยิ้มบาง ไม่เชิงเสียใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียดาย

“ผมนึกห่วงอยู่ว่าคุณจะเดินทางลำบาก ปีนี้หิมะตกเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน…ครับ…ไม่มีอะไรขาดเหลือครับ ผมอยู่ได้แน่นอน…ครับ…ไว้เจอกันตอนฤดูใบไม้ผลิดีกว่า”

เสียงหัวเราะสั้นๆ ตบท้ายบทสนทนา

“คุณคิดว่าที่นี่มีสัญญาณมือถือชัดเจนเหรอครับ ยิ่งหิมะตกแบบนี้ ลืมไปได้เลย โชคดีแค่ไหนที่สายโทรศัพท์ยังใช้ได้”

‘ถ้าห่วงก็โทรมาบ่อยๆ แล้วกัน’ อยากจะลงท้ายเช่นนั้น แต่ดูจะเลยเถิดเกินไป

หูฟังวางคืนลงบนตัวเครื่อง มือกร้านปัดฝุ่นหนาเตอะ…ตั้งใจจะทำความสะอาดโทรศัพท์เสียบ้าง เพราะเพิ่งเห็นค่าว่ามันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขาติดต่อกับโลกภายนอกได้ในฤดูกาลนี้

จะว่าไป ควรเคลียร์ทางออกก่อนสายเกินแก้สินะ

เสื้อโค้ทสีดำตัวใหญ่แขวนอยู่บนราวไม้ใกล้กับประตู เจ้าของเดินไปคว้ามาสวมพลางสำรวจสภาพอากาศด้านนอก หิมะโปรยปรายลงมาต่อเนื่องและทำท่าจะหนาตาขึ้น  เขาตัดสินใจสวมถุงมือหนังเนื้อหนาแทนอีกคู่ที่ทำจากไหมพรมถักสีตุ่น

ทันทีที่เปิดประตู ลมหนาวจัดก็ปะทะใบหน้าทันที อากาศเย็นเสียจนความอุ่นจากผิวละลายเกล็ดหิมะไม่ทัน มันเกาะพราวอยู่บนจมูกจนเขาต้องปาดออก…บ้านซึ่งถูกสร้างจากไม้ซุงสีน้ำตาลเข้ม ตอนนี้หลังคากลายเป็นสีขาวโพลน ไม่ต่างอะไรกับพื้นโดยรอบที่ตอนนี้ถูกหิมะปกคลุมจนไม่เห็นถนนอิฐ

ในใจเริ่มลังเล…หรือจะปล่อยให้หิมะตกทับถมไปก่อนแล้วค่อยตักทีเดียวตอนเช้า แต่เมื่อย้อนคิดถึงอดีตที่หิมะหนาท่วมจนเปิดประตูไม่ได้…ก็ตัดสินใจว่าควรจะผ่อนหนักให้เป็นเบา

เสียงพลั่วดังสวบๆ ก้องไปทั่วบริเวณ บ้านพักหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขา ในที่ดินกินอาณาเขตระหว่างหนึ่งเมืองใหญ่และหนึ่งเมืองเล็กริมทะเล ถนนเส้นเดียวที่ตัดผ่านอยู่ห่างออกไปจากตัวบ้านราวสามร้อยเมตร…เขาค่อยๆ ตักหิมะให้พ้นทางเดินปูอิฐอย่างไม่หนักแรง…ด้วยขนาดตัวของเขา พลั่วเหล็กก็เหมือนช้อน หิมะก็เหมือนน้ำแข็งใสในฤดูร้อนเท่านั้น

แม้เวลาจะยังไม่เที่ยง แต่แสงแดดดูเหมือนจะสู้กับเมฆหนาไม่ไหว ฟ้าครึ้มและลมแรงขึ้นเรื่อยๆ มือใหญ่กำพลั่วแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่ซึมผ่านถุงมือ ตั้งใจว่าจะเร่งให้ไวกว่าเดิมเพื่อรีบกลับเข้าบ้าน

แต่เมื่อลงพลั่วครั้งถัดมา แรงสะเทือนทำให้หิมะชั้นบนกระจายออก…แม้ทั่วบริเวณจะขาวโพลนชวนตาลาย แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นคือผืนผ้าแน่นอน…เขาเสียบพลั่วลงดิน ลดตัวลงนั่งแล้วลองดึง

กลายเป็นว่าผ้าสีขาวนั้นคือส่วนนึงของเสื้อ พอปัดหิมะที่ปกคลุม…จึงได้เจอกับร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่…

ศพ…อีกแล้วเหรอ…

บนภูเขาห่างไกลชุมชน เป็นสถานที่เหมาะสมที่จะเอาศพมาทิ้งเสมอ ตั้งแต่เขาถูกส่งมาอยู่ที่บ้านนี้ มักจะเจอศพปีละครั้งสองครั้ง…ไม่รู้จะใช้คำว่าโชคดีได้รึเปล่าที่มีคนเอาศพมาทิ้งในหน้าหนาว อย่างน้อยมันก็ไม่เน่าไวเหมือนหน้าร้อน ทุกครั้งที่พบศพ เขาจะตรวจดูลักษณะและใบหน้าแล้วโทรไปถาม ‘คนที่น่าจะรู้’ ถ้าเป็นฝีมือของฝ่ายนั้นก็จะจัดการฝังให้ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม

ร่างนี้โครงสร้างไม่หนา คะเนด้วยสายตาไม่สูงใหญ่ เขาจับไหล่แล้วพลิกให้ตัวหงายขึ้นมา…ไม่ใช่ผู้หญิง ดูเหมือนจะเป็นเด็กผู้ชาย

ไม่เคยเจอศพเด็กมาก่อน แปลกมาก…

เขาย้อนกลับบ้าน เปิดมือถือที่ตอนนี้ไม่มีสัญญาณเพื่อดูเบอร์ที่บันทึกไว้ ใช้โทรศัพท์บ้านโทรไปหาคนที่น่าจะรู้

แล้วได้คำตอบว่า ‘ไม่รู้’ …สบายเลย งั้นปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น เขาถอนหายใจที่ไม่ต้องเหนื่อยต่อ ยกกาน้ำขึ้นตั้งบนเตาไฟ กะจะชงกาแฟดื่มให้หายหนาว

…แล้วนึกได้ว่าดันลืมพลั่ว…ขืนปล่อยทิ้งไว้ได้จมหายไปกับหิมะแน่นอน ไม่มีสำรองเสียด้วย

ฝ่าลมหนาวออกมาจากบ้านอีกรอบ คราวนี้ลมแรงขึ้น น่าจะกลายเป็นพายุหิมะในไม่ช้า พลั่วที่ปักทิ้งไว้เอนจนเกือบล้ม เขาก้มลงหยิบ

หางตาเหมือนเห็นร่างที่เจอขยับเล็กน้อย เขาสะดุ้งเฮือก แล้วหันไปมอง

ใต้หิมะและเส้นผมที่ปรกใบหน้า นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนปรือปรอยขึ้นมา…เหมือนลูกแก้วสีสว่างท่ามกลางทิวทัศน์อันขาวโพลน

อีกฝ่ายใช้เวลาอึดใจกว่าจะรับรู้ว่ามีใครจ้องมองตนอยู่…รอยยิ้มแผ่วจางปรากฎบนริมฝีปากบางขาวซีด…ก่อนดวงตาจะปิดลงอีกหน…

ไม่รู้ว่าเพราะศีลธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ หรือเพราะรอยยิ้มปริศนาที่อีกฝ่ายส่งให้…แต่เขาเลือกจะทิ้งพลั่วเอาไว้ แล้วช้อนร่างไร้สติขึ้นอุ้ม

TBC

2.

พายุหิมะด้านนอกทวีกำลังมากขึ้นจนเขย่าหน้าต่างเสียงดังกึงกัง เจ้าของบ้านกลัวลมจะพัดเศษอะไรมาโดนกระจกแตก จึงออกไปตอกแผ่นไม้ปิดบานหน้าต่างเอาไว้ กินเวลานานพอดูกว่าจะเรียบร้อย

เขาโยนโค้ทพาดราวแขวนและถอดรองเท้าเปียกชุ่ม รีบตรงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ในห้องนอน ร่างกายจึงค่อยอุ่นขึ้นบ้าง หลังจากนั้นจึงออกมายังห้องรับแขก หย่อนตัวลงบนอาร์มแชร์ข้างเตาผิง คว้ากาไฟฟ้าและถ้วยบนโต๊ะกลางมารินกาแฟดำควันกรุ่น อังมือกับผิวกระเบื้องให้หายหนาว

ในห้องนี้ ที่ปลายสายตามีร่างหนึ่งนอนขดอยู่บนโซฟา…

เมื่อแรกเจอ เขานึกว่าหมอนี่โดนน้ำแข็งเกาะ แต่พอดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าทั้งผมและผิวนั้นขาวจัด…คล้ายคนเผือกแต่ไม่ใช่ ลักษณะเหมือนดาราหญิงออสเตรเลียนคนหนึ่งมากกว่า เธอมีผิวและเส้นผมอ่อนจางโดยธรรมชาติ

และเพราะความขาวนั้น จึงดูไม่ออกว่าร่างกายซีดเผือดใกล้ตายหรือเปล่า เขาไม่ได้ดูแลอะไรมากมาย เพียงแค่ถอดรองเท้าและถุงมือ ดึงเสื้อผ้าเปียกๆ ของอีกฝ่ายออก โดยที่กางเกงนอกและกางเกงในยังติดคาข้อเท้าขวาอยู่ ช่วยไม่ได้ เขากระชากแล้วมันไม่หลุด…ต่อจากนั้นพันตัวเอาไว้ด้วยผ้าห่มนวม เติมฟืนใส่เตาผิงให้ส่งความร้อนทั่วห้อง…ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้านั่นแล้วว่าจะรอดไหม

ดูเหมือนจะอึดกว่าที่คาดเอาไว้ เพราะลูกแก้วสีฟ้าอ่อนปรากฎวับแวมอยู่หลังเปลือกตาที่กะพริบถี่

เจ้าตัวอุทานเสียงแห้งเมื่อได้สติ กลอกตาสำรวจรอบๆ และตนเอง เมื่อรู้ว่าไม่ได้สวมเสื้อผ้าจึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลไม่ให้ผ้าห่มหลุด…มองแล้วเหมือนตุ๊กตาหิมะที่มีหัวเป็นคน

แทนที่จะมีประโยคประมาณว่า ‘ที่นี่ที่ไหน’ ‘คุณช่วยชีวิตผมเอาไว้’ หรือ ‘ทำไมผมมาอยู่ที่นี่’คำแรกของเจ้าตัวกลับเป็น  “ผมขอดื่มนั่นได้ไหมครับ”

มือในผ้าห่มชี้มายังถ้วย ช่วยให้เจ้าของบ้านหายงง “…นี่กาแฟ”

“ยิ่งดีเลย” ตอบพลางพยักหน้ารัว ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อได้สิ่งที่ต้องการ…เจ้าตัวจิบกาแฟร้อนไปหลายอึกจึงพูดต่อ “ขอบคุณนะครับ…ผมชื่อเนเว่…เนเว่ เรโก้”

“อืม” เจ้าของเครื่องดื่มตอบรับในลำคอขณะลุกขึ้นไปหยิบถ้วยใบใหม่ เขายืนลังเลอยู่หน้าเคาท์เตอร์ในครัวว่าจะหยิบถ้วยไปใส่กาแฟ หรือจะหยิบขวดเหล้าหมักเองไปจิบให้ร่างกายอุ่นไวขึ้น

คำถามไล่ตามแผ่นหลังใหญ่ “คุณล่ะครับ”

“อะไรนะ” คนฟังเลิกคิ้ว

“ชื่อน่ะ ชื่อ” คนถามขยายความ

ไม่มีคำตอบตามมา…

“คุณเป็นคนช่วยผมเอาไว้นะ เพราะฉะนั้นต้องบอกชื่อสิ”

เป็นเรื่องปกติรึเปล่านะที่จะต้องเค้นถามชื่อคนที่ช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้…ถึงจะไม่อยากทำความรู้จักด้วย แต่ถ้าแค่ชื่อ…

“วาสโก้”

“คุณวาสโก้” เนเว่ทวนคำ “นามสกุลล่ะครับ”

วาสโก้ไม่ตอบ

“นามสกุลล่ะครับ นามสกุล” ย้ำแล้วย้ำอีก

มือใหญ่คว้าขวดเหล้า…เอาไปกระดกเผื่อแก้รำคาญดีกว่า

เจ้าของบ้านเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนอาร์มแชร์ ดื่มไปสามอึกก่อนตอบ “วาสโก้ อินาร์ริตู”

คนในผ้าห่มปั้นหน้ายาก “อินาร์…สะกดไม่ถูกแฮะ”

จะสะกดไปทำไมวะ วาสโก้คิดแล้วเปลี่ยนประเด็น “ถ้าฟื้นแล้วก็ไปซะ เสื้อผ้านายกองอยู่ข้างโซฟานั่นแหล่ะ”

หัวขาวๆ ชะโงกไปดู ทำหน้างงเล็กน้อยที่เห็นกางเกงยังติดอยู่คาเท้า  ลองเอื้อมแขนไปจับแล้วพบว่าผ้ายังชื้นเกินกว่าจะสวม “…เอ่อ…ขออยู่รบกวนจนกว่าชุดจะแห้งได้ไหมครับ”

“ไม่…” ตอบพลางจิบเหล้า

นั่นทำให้เนเว่ต้องค่อยๆ หยิบกองผ้าเข้าไปใต้ผ้าห่มทีละชิ้น เสียงฟันกระทบกึกกักเมื่อสวมชุดเย็บเฉียบไม่ต่างกับเอาถุงน้ำแข็งนาบ ผ่านไปหลายนาที ในที่สุดขาที่สวมกางเกงยีนส์เข้าที่แล้วก็วางลงกับพื้นบ้าน

ตอนนั้นเองที่วาสโก้เพิ่งเห็นว่าเท้าขวาของอีกฝ่ายเป็นเท้าปลอม…วัสดุทำจากไม้ แกะสลักแบบเรียบง่าย

คนแต่งตัวเสร็จเขยิบเข้าหาเตาผิง…อยากจะอาศัยผึ่งให้ชุดแห้ง แต่ทนแรงกดดันทางสายตาของอีกฝ่ายไม่ไหว จึงรีบส่งยิ้มซื้อความเมตตา

ดูเหมือนจะไม่ได้ผล “…ไปได้แล้ว”

“งั้น…ขอผ้าห่มติดตั—-”

“ไม่”

นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบไปทางหน้าต่างที่ถูกแผ่นไม้ตีปิด เห็นหิมะซัดผ่านร่องเล็กๆ เข้ามา ก็พอจะเดาได้ว่าข้างนอกอากาศเลวร้ายแค่ไหน เขากลอกสายตาอย่างว้าวุ่น…แล้วนึกอะไรได้

วาสโก้ถอนหายใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายปลดผ้าห่มออกจากตัว พับอย่างเรียบร้อยแล้ววางบนโซฟา เขายกขวดเหล้าขึ้นดื่มพลางมองส่ง

เนเว่เดินตัวสั่น ความหนาวทำให้ก้าวขาไม่ค่อยออก เขา ‘แกล้ง’เดินไปจนเกือบถึงประตู ก่อนจะหันมายิ้มให้เจ้าของบ้าน

“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับคุณวาสโก้ คาดว่าผมเดินฝ่าพายุไปสักชั่วโมงก็คงถึงเมือง…จริงสิ บ้านนี้ถือว่าอยู่ในเขตเมืองอะไรเหรอครับ”

คนฟังเลิกคิ้วทำนองว่าถามทำไม แต่ก็ตอบให้เพราะหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย “เขตเมืองเรเวน”

“อ๋อ…” ทำเสียงเข้าใจ ก่อนจะถามต่อด้วยรอยยิ้มใสๆ “…เรเวนเนี่ย…เข้มงวดเรื่องเหล้าเถื่อนไม่ใช่เหรอครับ”

ปากขวดแก้วกระทบฟันหน้าวาสโก้ดังกึก…

ตลอดมาเขาพยายามอยู่ที่นี่อย่างเงียบที่สุด…ไม่พยายามจะข้องแวะกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจ…ตำรวจเลวๆ ที่มองคดีฆาตกรรมเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไล่จับคนต้มเหล้าเถื่อนอย่างบ้าคลั่งเพราะไปแย่งส่วนแบ่งตลาด

“ผมไม่บอกใครหรอก” เนเว่ยิ้มหวานแม้ฟันจะสบกันระรัวเพราะความหนาว

ไอ้เด็กเวรนี่ขู่เขา

วาสโก้วางขวดเหล้าลงกับโต๊ะกลาง แล้วลุกขึ้นไปหยิบผ้าห่ม เขวี้ยงใส่ร่างเล็กแทบคำอนุญาตให้อยู่ต่อ

TBC

  • เปิดเรื่องใหม่ค่ะ อิอิ 
  • เป็นแนวคลิเช่ๆ โลกยุคปัจจุบัน ผู้ใหญ่กินเด็ก
  • ฝากติดตามด้วยนะคะ ,,- -,,

[EHW AU]การเวก

การเวก

macholu



ตัวละคร ‘การ’ ของ kidkyan / ตัวละคร ‘เจ้าคุณ’ ของ macholu


เป็น AU จากคอมมู EHW ที่เคยเล่นด้วยกัน เอามาแปลงเป็นแนวไทย ๆ + Shapeshifter ค่ะ (ดู talk ช่วงท้ายได้เพื่อความเข้าใจเนื้อหา แต่ควรอ่านก่อนไม่งั้นสปอยด์นะะะะะ)


อัพจากมือถือ ถ้าตัวอักษรอ่านยากไปบอกได้นะคะ จุ๊บ



                                                   NSFW






การเวกเอย…ข้ามภูผาเมฆา…เล่าลือกันว่าเจ้ากินฟ้าดื่มฝน

เจ้ารู้คำเขาอ้างหรือไม่…รู้หรือเปล่าว่าตนรอดชีวิตได้โดยไร้อุปถัมภ์


เจ้าไม่มีวันรู้


เจ้าจักไม่มีวันรู้…


                                                                ———

บ่าวไร้เสียงคลานเข่าเข้าหานาย นัยน์ตาซีดจางของมันสั่นไหวด้วยเกรงจะต้องโทษ…โทษที่มันไม่รู้ต้องรับด้วยเหตุใด หัวก้มต่ำแทบติดไม้กระดานเรือน เผลอวางมือทับปอยผมขาวโพลนละพื้นอยู่หลายหนจนเจ็บแปลบ


เจ้าคุณที่เรียกหามันกำลังถือกล้องยา…โลหะสีทองสะท้อนแสงเทียนวาววาม แต่กลับไม่มีควันออกมาให้สูบ


“การ…”  นายเอ่ยเรียกนามบ่าวด้วยเสียงนุ่ม “เอ็งจะโง่เง่าอีกนานแค่ไหน…ไม่เงยหน้า เอ็งจะรู้ได้เมื่อใดว่าควรรับใช้อะไรข้า”


หัวที่ก้มต่ำสะดุ้งตามเสียง แทนที่จะเงยหน้า มันกลับชำเลืองตาแทน เมื่อเห็นว่ากล้องยาเจ้านายไร้ไฟ บ่าวตัวขาวโพลนจึงรีบคลานมาใกล้ รับกล้องยาไปจ่อเข้ากับเปลวเทียน ก่อนจะส่งคืนให้


หากเจ้าคุณไม่รับยาไปสูบ กลับหัวเราะเสียงเบา  “ข้าสอนเอ็งแล้วไม่ใช่เหรอ จุดยาสูบเสร็จแล้วให้ทำอะไร”


บ่าวตัวสั่น…ประหม่า ไม่กล้า ไม่อาจเอื้อม…


แขน ‘ข้างเดียว’ ของเจ้าคุณจึงยื่นลงมา คว้าต้นแขนเล็กเอาไว้ ฉุดให้มันลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะดึงให้มันนั่งลงบนตักนายเหนือหัว


“จะต้องสอนอีกกี่ครั้งว่าข้ามันคนมือเดียว หากมัวแต่ถือกล้องสูบคงไม่ต้องทำสิ่งอื่น” สั่งสอนพลางตบบั้นท้ายเบาๆ…ก่อนจะกดนิ้วขยุ้มลงไปอย่างมันมือ


บ่าวเผลอขบฟัน มันสะดุ้งเมื่อนึกได้ว่าควรทำหน้าที่ จึงประคองกล้องยาจรดริมฝีปากผู้เป็นนาย ให้สูบควันไฟเข้า และถอยออกเมื่อถอนหายใจยาว…มันเฝ้าสังเกตอาการ ว่าเหนือหัวของมัน วันนี้จะอารมณ์ไหน


หากนายอารมณ์ดี มันจะสบาย

หากนายอารมณ์ร้าย…นั่นขึ้นอยู่กับคำถาม


มันไม่อยากให้นายถาม…เพราะมันไม่เคย ‘ตอบ’ ได้อย่างใจนายต้องการ


เจ้าคุณนั้นรูปงาม…แต่นัยน์ตาคมปลาบและริมฝีปากคมกริบที่เหยียดออกยามยิ้มนั้น…ทำให้มันทั้งวาบหวามและหวาดกลัวเสมอ


เพราะรอยยิ้มเจ้าคุณมักมาพร้อมคำถาม เช่นครั้งนี้…


“เอ็งพูดได้หรือยัง…”


สันหลังมันเกร็งแข็งทันที ปากเม้ม…และส่ายหน้า หูมันฟังออก ตามันอ่านเป็น มือมันเขียนได้…สิ่งเดียวที่มันบกพร่องไปคือวาจา


มัน ‘เคย’ พูด …แต่นั่นก็เนิ่นนานเสียจนมันยังจำเสียงตนเองไม่ได้ และมันจะไม่มีวันพูดอีก

ไม่มีวัน


รอยยิ้มของนายจางลง…เมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น มักจะต่อด้วยคำเอ่ยอ้าง


“เอ็งรู้หรือไม่ ว่าบ่าวคนอื่นในเรือนมันบอกว่าเอ็งแอบไปพูดกับคนนอกเรือน…”

มันส่ายหน้าปฏิเสธคล้ายคนขลาดเขลา คำลือนั้นมันไม่เคยรู้ หากคำลือนั้นมันก็ไม่ห่างไกลสิ่งที่มันทำ…เพียงแค่มันไม่ได้พูดกับ ‘คน’


เพราะบ่าวตัวแข็งทื่อจนลืมหน้าที่ เจ้านายจึงต้องยื่นหน้าไปคาบกล้องสูบที่มันถือ…หน้าผากใหญ่เบียดกับแก้มนวลอย่างจงใจ…ขบขันกับท่าทางสะดุ้งสั่น…เจ้าคุณผ่อนลมหายใจออก ส่งควันขาวโปร่งเคล้าคลอไปทั่วใบหน้าขาวจัด


“เสียงลือมันเหมือนควัน…มีควันก็ต้องมีไฟ”  มือใหญ่ไล้ผิวเปลือยขึ้นลงเชื่องช้า จากสันหลังสู่สะโพกสลับไปมา…เนื้อบางสั่นพร่า…ก่อนที่ขนปีกสีขาวสว่างจะผุดแซมขึ้นมาเพราะเจ้าของร่างไม่อาจควบคุมไหว


ผิวกระสันจนเริ่มร้อน หากใบหน้าของมันซีดเซียวลง…มันกลัว…กลัวสิ่งที่จะตามมา


“การ…” เจ้าคุณกระซิบคล้ายกล่อม…ก่อนจะจิกก้านขน แล้วกระชาก  บ่าวสะดุ้งตาเหลือกโพลง ปากอ้าออกคล้ายกรีดร้องแต่ไร้เสียง


เจ้านายมองใบหน้าเจ็บปวดนั้นสลับกับเหลือบดูเส้นขนในมือ มันแปรสภาพจากสีขาวเป็นสีทองสุกวาวทีละน้อย ก่อนจะค่อย ๆ วางใส่กล่องบุผ้าข้างตั่งอย่างเบามือ


“ดื้อด้านเสียจริง” สุ้มเสียงผิดหวังเกินบรรยาย พลางขยุ้มขนกำใหญ่แล้วกระชากซ้ำ


เจ้าการบิดกายเร่าอย่างทรมาน น้ำตาทะลักหยดลงยังกล้องยา…นายโน้มหน้าลงมาสูบจากมืออันสั่นเทา ชิมหยาดน้ำเค็มปร่าแกล้มของเสพ…เหยียดยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้สึกถึงท่อนลำแข็งเกร็งเบียดชิดหน้าท้องแกร่ง


ในความทุรนทุรายของบ่าวนั้นมีความกำหนัดคู่ขนาน…เจ้าคุณเองก็ไม่ต่างกัน…ความใคร่นั้นเคล้าคลึงชิดบั้นท้ายทาสในเรือนอย่างแนบแน่น


เหนือหัวสูดยาเส้นเข้าลึกสุดลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “…ข้าพอแล้ว…ตาเอ็ง ‘ดูด’ บ้าง”


บ่าวกะพริบนัยน์ตาเปียกฉ่ำ ก้มหน้าหลบอย่างฝืนใจ…หากมันจะทำอะไรได้นอกจากค่อยๆ ลุกขึ้นจากตักลงไปคุกเข่าบนพื้นเรือน…ปลดขอบโจงกระเบนนายออก แล้วครอบปากรอบลำลึงค์…มันไม่อยากดูด แต่นายทิ่มแทงรังแกปากมันจนแทบหายใจไม่ได้ และเมื่อคิดถึงสิ่งที่อาจเกิดต่อ มันจึงตั้งหน้าตั้งตาดูดกลืนอย่างเอาเป็นเอาตาย…อย่างไรก็ต้องดึงน้ำขมออกมาให้ทันก่อนนายเปลี่ยนใจ


เจ้าคุณมองบ่าวโง่เง่าพลางหัวเราะ…แล้วล้วงมือเข้าไปในโจงของร่างที่โก้งโค้งอยู่

“ข้าเบื่อปากบนของเอ็งแล้ว” นายแสยะยิ้มร้ายกาจ “เอาปากล่างดีกว่า ตอดแน่นดี”


มันคายสิ่งที่อมอยู่ออก…ตัวสั่นเทาขณะลงไปหมอบคลาน…เกือบจะดิ้นพล่านเมื่อนายคร่อมทับแล้วสอดร่างร้อนจัดเข้ามาจนสุดลำ…ไม่ทันได้พักหายใจก็ถูกกระทุ้งเข้าใส่จนหัวเข่าครูดไปกับพื้น


“ร้องสิ…ร้องออกมา”  เจ้าคุณเกลี้ยกล่อมเสียงเครือ หากรัวเอวเสียงดังสนั่น “ปากล่างเอ็งเคี้ยวข้ามันขนาดนี้ ทำไมปากบนเอ็งไม่ครางบ้าง”


มันไม่ตอบเช่นเคย สติจะฟังยังแทบไม่มี ทั้งหวาดกลัวและเกลียดชังตัวเองที่เสียวซ่านกับการทารุณ หน้าผากขาวเกลือกกลิ้งกับหลังมือตามแรงสะเทือน เอวแอ่นโค้ง ยกสะโพกขึ้นเสียดสวนอย่างไม่รู้ตัวราวกับติดสัด แล้วยิ่งร้อนร่านเมื่อเจ้านายเอื้อเฟื้อมือข้างเดียวมาชักรูดความใคร่ให้


ตอนที่มันถึงฝั่งอารมณ์ ตอนที่มันเกือบครางขึ้นมา…


เจ้านายคว้าขนปีกเต็มกำแล้วกระชากราวกับจะถลกหนังทั้งแผ่นหลังออก


ความใคร่ที่เสร็จสมผสมกับความเจ็บสาหัส……สติของมันหลุดลอยไปก่อนได้เปล่งเสียง

เจ้าคุณยังกระแทกใส่ร่างแน่นิ่งนั้นอีกหลายครั้งก่อนจะหยุดเกร็ง…น้ำรักราดเป็นทางเมื่อยันตัวกลับขึ้นไปนั่งบนตั่งเช่นเดิม


กระจุกขนปีกในมือแปรเปลี่ยนเป็นทองคำ…และถูกเก็บใส่ภาชนะรองรับอย่างมิดชิด…นัยน์ตาที่ยังเปี่ยมไปด้วยตัณหาเสมองเจ้าของปีกล้ำค่าที่สลบไป


…มัน…แอบมอบขนทองคำให้คนอื่น


นั่นทำให้เจ้านายโกรธจัด…เกลียดชัง…เพราะรู้ว่ามันกำลังจะหาทางหนี


…หึงหวง…จนอยากฆ่าให้ตาย


…ทว่า…


ยังรัก…จนไม่อาจตัดใจสังหาร


แขนเดียวที่เคยทำร้าย ค่อยๆ ช้อนร่างขาวโพลนขึ้นมาบนตั่ง…กกกอด…อ่อนโยนได้เพียงแค่ตอนที่มันไม่อาจรับรู้


มันไม่มีวันรู้


มันจะไม่มีวันรับรู้



-จบ-


  • การ คือ การเวก ค่ะ เป็นนกที่มีเสียงเพราะ ในเรื่องนี้ไม่ยอมเปล่งเสียงเพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจวิเศษของเจ้าตัว ตามตำนานหิมพานต์ ขนของนกการเวกเป็นทองคำได้ด้วยนะ (- -,,
  • เจ้าคุณ ในเรื่องไม่ได้อ้างถึงนัก แต่ร่างจริงคือ ครุฑ ค่ะ ต้นฉบับตัวละครนี้แขนซ้ายด้วน เจ้าคุณเลยกลายเป็นครุฑด้วนไปด้วย (กร๊ากกกก)
  • นึกครึ้ม ๆ อยากแต่งไรไทย ๆ แฟนตาซีเพราะคุยกับคะแยนเจ้าของคาร์อีกคน
  • ก็เลยออกมาเป็นเรื่องนี้สั้นๆ
  • เท่านี้แหล่ะ บาย  #หนีกันเฉยเลย

[FFXV] Duties. – DLC

[FFXV] Duties. – DLC

 

Macholu

เนื้อเรื่องหลัก : 1 /  2 / 3

อ้างอิงเหตุการณ์และ TL ในช่วงอนิเมะ Brotherhood นะคะ ,,- -,,

ตอนพิเศษแยกออกมาจากแฟนฟิคเรื่อง Duties

เป็นคู่ Regis x Ignis ค่ะ #สนองนี้ดความกาวตัวเอง—

 

NSFW

 

———

 

เพราะ ‘ภักดี’ มักต้องคู่กับ ‘จงรัก’

 

———

 

อิกนิส ซีเอนเทีย ในวัย 15 ปี มาจากตระกูลขุนนางแห่งลูซิส นอกจากหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับเจ้าชายน็อคทิสแล้ว ยังได้รับคำชื่นชมเพราะมีความรับผิดชอบและความรู้เกินวัย…ทั้งสถานะและความดีความชอบแล้ว ใครต่อใครต่างคาดหวังว่าต่อไปเขาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนัก

 

อิกนิสเองก็คาดเดาอนาคตตนเองได้ และตั้งใจว่าจะอยู่เคียงข้างน็อคทิสไปตลอด…ไม่ว่าสิ่งใด…หากมันจำเป็นเพื่อให้ได้อยู่ค้ำจุนเจ้านายตัวน้อย เด็กหนุ่มพร้อมจะทำ

 

หากครั้งนี้…อาจจะเป็นบททดสอบซึ่งยากที่สุดในชีวิต

 

อิกนิสถูกเรียกให้เข้าเฝ้า หากไร้เงาขององค์ราชา ในห้องทรงงานที่มีเพียงเขาและราชเลขาชรานั้น เอกสารลับของราชสำนักถูกวางลงตรงหน้า ให้อ่านและพิจารณา…

 

…ในภาวะบ้านเมืองที่ถูกล้อมไปด้วยศัตรูรอบด้านนั้น ราชาไม่อาจคัดสรรราชินีผู้เหมาะสมได้…แม้แต่สนมซึ่งถูกเสนอเข้ามา ยังแฝงไปด้วยลับลมคมในและเกี่ยวโยงการเมือง

 

หากฝ่าบาทมีเลือดเนื้อเหมือนคนทั่วไป…ย่อมต้องการความสุขทางกาย

 

ต้องการคนที่ไม่อาจมีทายาทมาสร้างความสั่นคลอนให้บัลลังค์…

 

ต้องการคนที่ไม่อาจเรียกร้องสถานะทางสังคมเพื่อเคียงข้าง…

 

ต้องการคนที่รู้นอกรู้ในราชวัง…

 

ต้องการคนที่ปรารถนาดีกับเจ้าชาย…

 

“ขอโทษด้วยนะอิกนิส…”  ราชเลขาส่วนพระองค์เอ่ยเสียงหม่น “แต่เราไม่มีตัวเลือกอื่นอีกแล้ว”

 

เจ้าของชื่อซ่อนแววตาสั่นไหว…ไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ทุกวันเขาแค่เข้าวังมาเพื่อน็อคทิส…มาเพื่อดูแลผู้ที่เหมือนน้องชาย ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

 

ทว่า เงื่อนไขในเอกสารนั้น…ตรงกับตัวตนของเขาทุกประการ

 

ความลังเลบนใบหน้าเด็กหนุ่ม ทำให้ชายชราต้องก้มหัวลงต่ำ  “ได้โปรดเถอะ…เพื่อราชวงศ์”

 

…ตระกูลของเขาก็ทำเพื่อราชวงศ์เสมอมา…ตัวเขาเองก็เช่นกัน

 

ดังนั้น…

 

นิ้วมือเรียวเล็กเพราะเพิ่งผ่านวัยเด็กชายมาไม่นานนักจับปากกาขึ้นมา…เซ็นสัญญาที่ผูกพันร่างกาย

 

อาจเพราะไม่ค่อยประสีประสาเรื่องรักใคร่…จึงไม่รู้สึกใจหายนัก

 

———

 

ไม่นานนักหลังเซ็นสัญญา ก็มีคำสั่งเรียกตัวเข้าวังในยามค่ำ

 

เตียงขององค์ราชาใหญ่โตและเย็นเฉียบ…อิกนิสนั่งนิ่ง มือประสานอยู่บนตักของตนเอง ในหัวครุ่นคิดถึงเรื่อง ‘รับใช้’ ที่ศึกษามา…และไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย

 

ประตูห้องเปิดออกแผ่วเบา แต่ก็เพียงพอให้คนรอสะดุ้งเฮือกขึ้นมายืน เท้าสัมผัสพื้นหินอ่อนเย็นจัดจนปวดหนึบ

 

อิกนิสบังคับให้ตัวเองเงยหน้ามองเจ้าเหนือหัว จึงได้เห็นภาพไม่คุ้นเคย…ท่านเรจิสในชุดลำลอง มีเพียงเสื้อเชิ้ตตัวในและกางเกง ต่างกับตอนใส่ชุดราชาเต็มยศ…ยังดูสูงส่งเช่นเคย หากไม่รู้สึกถึงแรงกดดันอันทรงอำนาจ

 

“อิกนิส…”  คำแรกนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  “ขอโทษด้วยนะ”

 

เด็กหนุ่มนิ่งไปเพราะไม่คาดคิด ก่อนจะรีบก้มหัว “หามิได้ครับ…ไม่จำเป็นต้องขอโทษ”

 

ปลายคางถูกมือใหญ่ช้อนให้เงยมอง “มีเรื่องหนึ่งค้างคาใจเรา…มีคนที่รักหรือเปล่า”

 

อิกนิสกระพริบตาอย่างยากเย็น   “…ไม่มีครับ”

 

หรือที่จริงคือ ‘ยังไม่เคยรู้จักความรัก’

 

“เช่นนั้นเราจะได้รู้สึกผิดน้อยลง” องค์ราชายิ้มเบาบาง “และจะได้รักเธออย่างสะดวกใจ”

 

ในอกปวดหนึบขึ้นมา ความสับสนแล่นริ้ว “ฝ่าบาท…”

 

“แต่เธอไม่จำเป็นต้องรักเราก็ได้”  ชายสูงวัยเอ่ยคล้ายกระซิบ  “เพียงแค่อยู่กับเรา…อย่าทำร้ายเราหรือคนที่เรารัก…ได้ใช่ไหม”

 

จะตอบอะไร…นอกจากพยักหน้าช้า ๆ

 

แล้วอิกนิสต้องค่อย ๆ หลับตา เมื่อใบหน้าของราชาโน้มลงมาใกล้…จุมพิตแรกของชีวิต…มีทั้งความนุ่มนวลและสากเคืองของหนวดเครา…

 

ปลายนิ้วขององค์ราชาหยาบและด้านด้วยร่องรอยอาวุธ เมื่อปลดกระดุมชุดนอนเนื้อลื่นของเด็กชายจึงดูลำบาก…หากอิกนิสไม่มีแก่ใจจะไปช่วย ปลายนิ้วของเขาเองจิกเกร็งอยู่กับอุ้งมือ…

 

สาบเสื้อแหวกออกหมดแล้ว ผู้ถอดถึงได้เห็นว่าคู่นอนเกร็งแค่ไหน มือใหญ่เลื่อนมากุมกำปั้นสั่นเทา ยกขึ้นแนบริมฝีปาก…จูบปลอบไปตามนิ้วขาวเหมือนให้สัญญาว่าจะอ่อนโยนด้วย เมื่อมือเล็กคลายความตึงแล้วจึงรูดเสื้อให้หลุดออก…ตามด้วยกางเกง…

 

อิกนิสนั่งก้มหน้า ไม่อาจทนมององค์ราชากำลังถอดเครื่องแต่งกาย…แต่เลี่ยงไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายมาเผชิญหน้า ประคองไหล่ของเขาให้ค่อย ๆ เอนตัวลงนอนไปกับเตียง…ความเย็นของผ้าชวนหนาวสั่น แต่ไอร้อนจากผิวกายของผู้ใหญ่กลับทำให้เขาอยากจมหายไปกับผ้าเย็น ๆ เสียตอนนี้

 

“สวยจริงๆ…” เสียงต่ำพร่าเอ่ยชมขณะถอดแว่นตาหนุ่มน้อยออก จุมพิตหน้าผาก แล้วลากไล้ริมฝีปากไปตามผิวแก้มนวล หยุดอ้อยอิ่งใกล้ปลายคาง  “…จูบได้ไหม”

 

นัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวสั่นเครือ…แล้วปิดลง

 

จูบอุ่นร้อนแนบประทับลงมา…เคราแข็งข่วนผิวอ่อนไปตามลำคอจนถึงหน้าอก…อิกนิสหลุดเสียง อยากร้องไห้เมื่อถูกดูดดุนหัวนม…เขาไม่เคยคิดถึงจุดนั้นมาก่อนว่ามันจะน่าอับอายได้ขนาดนี้

 

ทุกครั้งที่มือเรียวจิกทึ้งหรือขยุ้มผ้าปู มือใหญ่จะคอยดึงออกให้ผ่อนคลายหรือไม่ก็พยายามให้โอบกอดแผ่นหลังกว้าง…หากอิกนิสไม่กล้า…กลัวเหลือเกินว่าจะเผลอฝากรอยแผลไว้บนร่างกายเจ้านาย

 

แม้จะหวาดกลัวแค่ไหน…แต่ร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยราคะเสมอ…ส่วนกลางที่ตื่นตัวของผู้เยาว์เบียดชิดแนบกับหน้าท้องแข็งแรง…เอวแกร่งแทรกขวางขาเรียวให้แยกกว้าง ปลายนิ้วสากหยาบเคลือบไปด้วยเจลลื่น สอดทาช่องทางเล็กให้ค่อย ๆ ขยายออก

 

ไม่อยากร้องไห้ หากน้ำตาทรยศมันไหลออกมาเองเมื่อถูกกระทำชำเรา…อิกนิสทึ้งผ้าปูเตียงแทบขาด เมื่อถูกตรึงเอวไว้แล้วสอดใส่เข้ามา

 

องค์ราชาทะนุถนอมคู่นอนอย่างสุดความพยายาม…หากคลื่นแห่งความใคร่ ส่งให้ต้องกดทับร่างข้างใต้ กระแทกกระทั้นเพื่อระบายตัณหาออก

 

น้ำหนักของร่างเบื้องบนบดขยี้ความไร้เดียงสา….มือหยาบปลุกปั่นไปทุกจุดกระสัน ทำลายความบริสุทธิ์ของผิวอ่อนบาง อิกนิสเหม่อมองเพดาน ปล่อยร่างกายให้โยกคลอนไปมา…นี่คือหน้าที่…ที่เขายอมรับเอาไว้

 

แล้วต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกรูดชักแก่นกายจนสำเร็จความใคร่…พร้อมกับน้ำอุ่นร้อนทะลักทลายใส่ด้านหลัง…เขาปิดตาลงอีกครั้งเมื่อท่านเรจิสพลิกกายลงนอนเคียงข้าง…หูได้ยินเสียงหอบหายใจหนักหน่วง…รู้สึกถึงริมฝีปากที่พร่างพรมไปทั่วกายและอ้อมกอดร้อนชื้นตรึงไม่ให้หนีไปไหน

 

หน้าที่ครั้งแรกของเขาจบลง…องค์ราชาอิ่มเอมและพอใจ…เขาทำดีแล้ว บอกย้ำกับตนเองในใจ

 

หากน้ำตากลับไหล…เหมือนขาดแคลนสิ่งใดไปบางอย่าง

 

-End-

 

  • …พรากผู้เยาว์ค่ะ
  • รู้สึกบาปมาก…. /ลูบหน้า
  • ความรู้สึกของอิกกี้นั้น…อธิบายยากจริง ๆ ค่ะ คือเขาข้ามขั้น ไม่ได้มีเซ็กซ์ด้วยความรัก ฮืออออ ก็คงรู้สึกว่าขาดอะไรไปนั่นแหล่ะ
  • เด็จป๋า…. /ปิดหน้า คะแนนดีมากค่ะ ฮือ
  • สู้เขานะ กลาดี้ในเนื้อเรื่องหลัก…

Protected: [FFXV] Calling for Rain. (Gladio x Ignis)

This content is password protected. To view it please enter your password below: