macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Posts tagged ‘Aoki’

[Knb : AoKi] Drabble – Wish you were here.

[KnB : AoKi] Drabble – Wish you were here.

 
 
Pairing : Aomine Daiki X Kise Ryota.
 
 
 
 
 
 macho_luglio
 
นาฬิกาในมือถือ บอกเวลาใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เมื่อคิเสะกระโดดลงมาจากรถของผู้จัดการ…เขาไม่รับงานนายแบบในระหว่างฤดูแข่งขันก็จริง แต่วันสิ้นปี ทางเอเจนซี่ต้องการเขาเป็นพิเศษ…เพื่อตอบแทนที่เคยให้ความกรุณากันมาจึงต้องเข้าร่วม
 
แล้วก็ต้องมาเสียใจทีหลัง…เพราะเวลาที่เหลือไม่กี่นาทีนี้ เขาคงไม่สามารถไปไหว้พระรับปีใหม่ด้วยกันได้ทันแน่
 
ทั้งๆที่อากาศหนาวจัด แต่กลับรู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆในอุ้งมือ ขณะกดโทรออก
 
…. “ไง….”  เสียงห้วนปลายทางรับสาย
 
“อาโอมิเนจจิ…คือว่านะ…คงไปไม่ทันแล้วล่ะ”  เขาพยายามคุมเสียงให้นิ่ง
 
“เหรอ…ก็ไม่แปลกใจหรอกนะ งานยุ่ง?”  
 
“อืม….ใช่แล้ว…”  
 
ไม่อยากถูกเกลียด….ไม่อยากถูกรำคาญ….เสียงในหัวย้ำเตือน
 
แต่อยากเจอ…มาก
 
“นี่….”  …แม้จะสายไป…แต่ออกมาให้เห็นหน้าได้ไหม…
 
“หือ? นายว่าอะไรนะ”  
 
…คิเสะได้แค่คิด….  “เปล่าๆ จะบอกว่า ข้างนอกนี่หนาวมาก นายอยู่เคาท์ดาวน์ที่บ้านดีแล้วล่ะ…ขอโทษนะ…สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า”
 
“อืมมมมมม ช่างหัวมันเถอะเคาท์ดาวน์ข้ามปีน่ะ”  
 
และปลายสายก็ตัดไป
 
…สัญญาณถี่ๆที่ได้ยิน เหมือนเสียงหัวใจที่บีบรัดจนเจ็บ…อาโอมิเนะ คงรำคาญแล้ว
 
แต่ว่า คืนนี้ของคิเสะยังไม่จบ…เครื่องราง…ความตั้งใจเดิม ที่ชวนอีกฝ่ายไปวัด
 
อาโอมิเนะไม่เชื่อเรื่องดวงชะตา แต่สิ่งที่เขาอยากให้ คือเครื่องรางที่ ‘ไปรับมาด้วยกัน’ มากกว่า…แม้อีกฝ่ายได้มาอาจจะโยนทิ้งลงลิ้นชักหรือตู้ แต่ถ้าเปิดออกมาเจอ คงจะคิดถึงเขาบ้าง…
 
คิเสะยิ้มกับตัวเองบางๆ…แล้วออกเดินต่อ
 
….
…………..
…………………..
 
กว่าจะถึงขั้นสุดท้ายของบันไดวัด ก็ต้องฝ่าฝูงชนมาหนักเอาเรื่อง ประกอบกับคิเสะต้องพันผ้าพันคอถึงปลายจมูกเพื่อพรางตัว จึงเล่นเอาหอบน้อยๆ
 
ไหว้พระ ตีระฆัง ขอพร ก่อนจะฝ่ากลุ่มคนอีกรอบตอนรับเครื่องราง พยายามไม่สบตากับใคร ตั้งใจเลือก
 
เครื่องรางความรัก….อาโอมิเนจจิต้องปาทิ้งแน่
 
หรือจะเอา ขับขี่ปลอดภัย….ต้องเข้าใจผิดว่า หาว่าขับรถไม่เอาไหนแหงๆ
 
การเรียน…เอ่อ…อย่างคิเสะ ซื้อให้ตัวเองจะดีกว่า
 
….นึกถึงตอนที่ตนเองเจ็บขาขึ้นมา สำหรับนักบาส ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก
 
สุดท้ายก็หยิบ ขอให้สุขภาพดี และ ปลอดภัย ขึ้นมา
 
เสร็จแล้ว  คิเสะทำตัวเป็นปลาแซลมอนว่ายทวนฝูงชนลงจากวัดอีกรอบ…สุดบันไดเป็นร้านค้าขายของกินและของที่ระลึกเต็มไปหมด เขาค่อยๆเดินดู
 
ไม่ว่าร้านไหน ก็เห็นคนมาเป็นคู่ เต็มไปหมด…ทำให้นึกถึงความทรงจำเมื่อปีก่อน…แต่ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนักหรอกนะ
 
เริ่มจากเรื่องงี่เง่าที่เถียงกันว่า ไทยากิต้องกินจากหัวหรือหาง…ต่อด้วยร้านขายของเล่น เป็นรูปจั๊กจั่นสานที่อาโอมิเนะแอบมอง พอเขาทักว่าชอบเหรอ อีกฝ่ายก็โกรธขึ้นมา(คงจะอาย) แถมยังเถียงกันเรื่องเครื่องรางและความเชื่อ สุดท้ายก็ทะเลาะกัน แยกย้ายกลับบ้าน
 
แต่วันต่อมา อีกฝ่ายก็โทรหา พร้อมสัญญากันว่า ปีนี้จะมาด้วยกันอีก…
 
…แต่ก็อย่างที่เห็นตอนนี้…
 
คิเสะไปร้านของเล่นซึ่งปีนี้มาขายที่เดิม หยิบจั๊กจั่นสานตัวสีดำเมี่ยมขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน กะว่าจะไปเขียนชื่ออาโอมิเนะ แล้วดีดเล่นเวลาโมโหอีกฝ่าย
 
ขากลับไม่ต้องรีบร้อนเหมือนตอนมา คิเสะเดินเอื่อยๆ ซึบซับบรรยากาศงานเทศกาล…ร้านไทยากิต้นเหตุ…ม้าหินที่เขาเคยลงนั่ง แต่ลื่นหิมะจนก้นกระแทก มีอีกฝ่ายหัวเราะเยาะเป็นฉากหลัง…โคมไฟประดับที่ปีนี้เปลี่ยนสีเล็กน้อย…สองคนข้างหน้า ใส่เสื้อกีฬาคนละทีม แต่เดินด้วยกัน
 
คิดถึง
 
….อยากให้นายมาอยู่ตรงนี้เหลือเกิน…
 
คิเสะสูดลมหายใจลึก รู้สึกเจ็บอก…เขาเดินไปใต้ร่มไม้…อยากจะหลบผู้คน ปรับสีหน้าให้ปกติเสียก่อน
 
ตอนที่กำลังทรุดตัวลงนั่งยองๆ เสียงหนึ่งก็ทัก
 
“…ไม่เข็ดเลยนะ เดี๋ยวก็ก้นกระแทกอีกหรอก”
 
คิเสะสะดุ้งเฮือก ยืดตัวตรง แล้วเสียหลักหงายหลัง แต่มือใหญ่โผล่พรวดจากเงามืดใต้ต้นไม้ มาคว้าต้นแขนเอาไว้ได้ก่อน การหกล้มดูจะเล็กน้อยไปเลย เทียบกับภาพตรงหน้า!!
 
“@$$((*&^^%$#@!!!! อู้!!!!!”  
 
“เจ้าบ้า!!! จะร้องทำไม ฉันเอง ฉัน!!!!”
 
คิเสะหุบปากฉับ ค่อยๆเหลือกตามองคนที่เอามืออุดปากและล็อกเอวเขาอยู่  “อาโอ…มิเนจจิ…”
 
“เออ จะตกใจอะไรนักหนา?”  อีกฝ่ายพ่นลมหายใจ คลายวงแขนออกเล็กน้อย
 
“ก็…ก็….”  คิเสะทำตาปริบๆ  “อยู่ดีๆมีมือดำๆมาคว้าจากเงามืด”
 
จบคำ แขนใหญ่ก็รัดคอจนต้องดิ้นอ่อกแอ่กๆ  “คนอุตส่าห์ช่วย หนอยยยยย”
 
“พอแล้วๆ!”  คนถูกรัดตีแขนป้าบๆๆ “แล้วนี่นายมาได้ยังไง เห็นบอกว่าไม่สนใจเคาท์ดาวน์อะไรแล้วนี่นา”
 
“อ้อ ใช่”  อาโอมิเนะตอบ  “เคาท์ดาวน์อะไรน่ะ ช่างหัวมันเถอะ แค่มาเจอกัน เวลาไหนก็ไม่สำคัญ”
 
คำตอบห้วนๆเรียบๆที่ได้ยินนั้น กลับทำให้หัวใจอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก…ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายรำคาญหรือไม่ใส่ใจ…แต่เป็นคนไม่ยึดติดกับห้วงเวลาต่างหาก
 
คิเสะก้มหน้าลง…อับอาย….ที่ตัวเองยึดติดกับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง…ทั้งที่สามารถทำให้ทุกเวลามีความพิเศษได้เสมอ
 
“ขอโทษนะ…ฉันนึกว่านายจะไม่มาแล้ว ก็เลยไปไหว้พระคนเดียวแล้วล่ะ” เขาสารภาพ และยื่นสิ่งที่ต้องการให้  “ส่วนนี่…เครื่องราง…นายคงไม่อยากได้ แต่ฉันอยากให้เก็บไว้น่ะ”
 
อาโอมิเนะไม่ตอบ…เพียงแค่แบมือ รับของที่ส่งมาให้ และเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ
 
“นึกถึงตอนที่พวกเราทะเลาะกันปีก่อน” คนได้รับยิ้มออกมา “ปีนี้ไม่ทำอีกแล้วนะ”
 
คิเสะยิ้มตอบกลับไป ด้วยหัวใจที่อุ่นซ่าน แล้วต้องเลิกคิ้วสูง เมื่ออีกคนดึงมือของเขาไป แล้ววางอะไรบางอย่างลงมา เครื่องราง 2 ชิ้น  “เอ๋? ของฉันเหรอ? ทำไม?”
 
อาโอมิเนะไม่ตอบ…ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าปั้นยาก ถ้าเป็นเวลาปกติคิเสะคงเลี่ยง แต่ตอนนี้ เขามั่นใจว่าถามได้  
 
เพิ่มความมั่นใจ ด้วยการกอดแขนอ้อน “เพราะอะไรเหรอ บอกหน่อยสิ”
 
คนตรงหน้าเสมองไปทางอื่น แล้วตอบ  “….ก็แค่ห่วง….”
 
ถึงตอนนี้ คิเสะยิ้มออกมาได้จากใจ…เขากอดคนตัวใหญ่เอาไว้ หอมข้างแก้ม  “ขอบคุณนะ…”
 
อีกฝ่ายดันแขนเขาออก แล้วเป็นฝ่ายรวบกอดแนบแน่นแทน ดันแผ่นหลังติดต้นไม้…ก่อนจะกดจูบอุ่นซ่านลงที่ริมฝีปาก…ลิ้นร้อนๆไล้เลีย…
 
คิเสะไม่เคยรู้มาก่อนว่าสวรรค์อยู่ใต้ต้นไม้ได้ด้วย….มีความสุขเหลือเกิน
 
สองคนหยอกเย้ากันในที่ลับตา ก่อนจะผละออกจากกัน…ความเก้อเขินทำเอาเข้าหน้าไม่ติด
 
“อ่ะ…เอ่อ…ฉันขอดูเครื่องรางนะ”  คิเสะหาเรื่องทำแก้อาย เขาหยิบของที่ได้ออกมาดู…เป็นเครื่องรางขอให้สุขภาพดี และ….
 
 
….คลอดปลอดภัย….
 
“หมายความว่ายังไง…..อาโอมิเนจจิ…….”
 
อีกฝ่ายเสตาหลบ ใบหน้าดำเข้มขึ้นเพราะเลือดสูบฉีด แอบเลียริมฝีปากเหมือนยังไม่พอกับจูบเมื่อครู่ ก่อนเฉลย
 
“เห็นบางที…นายบ่นว่าเจ็บหลังมีเซ็กซ์กัน…เลยคิดว่าอันนี้น่าจะช่วยได้”
 
เป็นเหตุผลที่สมเป็นอาโอมิเนจจิ คิเสะคิดในใจ
 
แล้วเรื่องทะเลาะ ก็ระเบิดขึ้นพร้อมกันกับพลุวันเข้าปีใหม่พอดี
 
– Happy New Year 2014-
 
สุขสันต์ปีใหม่ทุกคนนะคะ ปีนี้มาโชก็จะพยายามผลิตงานให้ได้เยอะกว่าเคยนะ ,,- -,,
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Advertisements

[KnB : AoKi] – One Shot : Be the light.

[KnB : AoKi] – One Shot : Be the light.
 
 
Pairing : Aomine Daiki X Kise Ryota.
 
 
Rate : NSFW
 
 
 
Inspired by One OK Rock song : Be the light. (English version)
 
 
 
 
macho_luglio
 
 
 
 
 
You have seen hell and made it back again.
How to forget?
We can’t forget the lives that were lost along the way.
 
 
 
เส้นปากกาวงวันที่ในสมุดตาราง บางช่องเขียนกำหนดการเพิ่ม บางช่องขีดทิ้งเพราะถูกปฏิเสธงาน
 
 
 
แต่ไม่ว่ามือจะเขียนไปถึงส่วนไหน สายตาของคิเสะกลับเผลอเหลือบมองไปที่คำว่า “วันครบรอบ” เสมอ…วันที่ 1 พฤศจิกายน
 
 
 
1 ปีผ่านไปแล้ว  สถานการณ์รอบตัวดูห่างไกล แต่ความรู้สึกยังใกล้เหลือเกิน
 
 
 
เสียงเรียกเข้าจากมือถือ ดึงความสนใจกลับมาจากภวังค์ หน้าจอปรากฎชื่อของพี่สาว เขากดรับ
 
 
 
“เรียวจัง พี่เลิกงานแล้ว ยังอยู่ที่ร้าน W Burger ใช่ไหม?”  เสียงปลายสายถาม
 
 
 
คิเสะยิ้มอ่อนโยน “อื้ม ผมนั่งเขียนบทความวีคลี่บาสเสร็จพอดีเลย พี่จะกินอะไรไหม ผมจะได้ซื้อเผื่อ”
 
 
 
“ไม่ต้องหรอก พี่ซื้อข้าวกล่องมาแล้ว เดี๋ยวจะวนรถไปรับเลยนะ”  พี่สาวฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพร้อมสตาร์ทเครื่อง ก่อนจะอุทานอย่างนึกได้ “เอ้อ! แล้วนิตยสาร M wear ตอบกลับมาหรือยัง”
 
 
 
“ไม่ผ่านครับ”  เขาบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ ไม่ได้เสียใจ แต่ก็เคยคาดหวังว่าจะได้งานนี้ “ถึงจะเป็นการถ่ายภาพนิ่ง แต่ต้องโพสแบบ active ด้วยน่ะ”
 
 
 
“อะไรกัน…”  เสียงถอนหายใจยาว แล้วรีบเปลี่ยนเป็นร่าเริงอย่างกลัวน้องชายจะรู้สึกผิด “ไม่เป็นไรหรอก! เรียวจังยังมีงานอื่นรออีกเยอะ ไว้ค่อยคุยกันนะ!”
 
 
 
“ครับๆ”  คิเสะยิ้มให้แม้พี่จะไม่เห็น ก่อนกดปุ่มวางสาย
 
 
 
นอกหน้าต่างร้านฟาสต์ฟู้ด…ใบไม้ร่วงลงมายามค่ำนั้นมองไม่เห็นสีสัน…ลมหอบพัดใบไม้สีดำให้ปลิวตัดกับแสงไฟสีส้ม…ดูคล้ายกับขี้เถ้าและเขม่าที่ลอยผ่านเปลวไฟ
 
 
 
ตอนนี้คิเสะไม่ได้กลัวแล้ว แต่ไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่นัก เขาเบนสายตากลับมายังสมุด ทว่าตารางงานในรอบปีนี้ คือเครื่องตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงตลอดไป
 
 
 
ปลายนิ้วเลื่อนดูรายการในสมาร์ทโฟน เลือกงานนักเขียนหรือนักพากษ์กีฬาแล้วเขียนลงสมุดว่าจะสมัครเมื่อไหร่ โดยตัดงานนายแบบออกทั้งหมด…
 
 
 
จดจ่อกับงานได้สักพัก ขณะเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟบนโต๊ะ ก็พบว่าใครคนนึงมายืนอยู่ข้างๆ คิเสะเงยหน้า แล้วยิ้มกว้าง
 
 
 
อีกฝ่ายผงกหัวให้ด้วยหน้านิ่งๆ ในมือถือวานิลลาเชค “สวัสดีครับคิเสะคุง นั่งด้วยได้ไหม”
 
 
 
“เอาเลย คุโรโกจจิ เพิ่งเลิกงานเหรอ”  เจ้าของโต๊ะเขยิบแก้วน้ำและถาดอาหารหลบ เผื่อที่ให้คนมาใหม่  “แบกกระเป๋าใบใหญ่มาด้วย อะไรน่ะ?”
 
 
 
“ผ้าสำหรับเย็บชุดเอี๊ยมของเด็กๆน่ะครับ”  คุโรโกะเปิดของด้านในให้ดู เป็นผ้าพื้นหลายสี “สัปดาห์จะมีงานกีฬาสี”
 
 
 
“หวาว….ดีจังเลยนะ กีฬาสีของเด็กอนุบาล”  คิเสะทำตาวาว “คุโรโกจจิเป็นคุณครูเต็มตัวแล้วสินะเนี่ย ฉันอยากไปดูตอนแข่งจัง”
 
 
 
“มาสิครับ ผมกำลังขาดคนพากษ์พอดี…คุณครูผู้หญิงคนอื่นบอกว่าอาย ส่วนตัวผมเองก็ไม่เหมาะเท่าไหร่…”  คนพูดวางกระเป๋าถือไว้บนเก้าอี้ข้างๆ  “แต่ว่า…จะรบกวนเวลาของคิเสะคุงหรือเปล่า”
 
 
 
“รบกวนอะไรกัน….” คนถูกถามลากเสียงยาว ยิ้มตอบ  “ตอนนี้ฉันว่างจนไม่รู้จะว่างยังไงเลยล่ะ ไม่ได้ยุ่งเหมือนปีก่อนๆแล้ว”
 
 
 
“….งั้นเหรอครับ…ขอโทษนะ”  อีกฝ่ายเอ่ย เหมือนจะนึกว่าตัวเองสะกิดแผลใจ
 
 
 
“ขอโทษอะไรกันเล่าาาา”  คิเสะทำหน้าเบ้ เอื้อมมือมาขยี้ผมคนตรงหน้า “ทุกอย่างโอเคขึ้นแล้ว”
 
 
 
คุโรโกะจับมือบนหัวตัวเองออก ยิ้มบางให้ แววตานิ่งๆนั้นอ่อนโยน  “เข้มแข็งจังนะครับ….”
 
 
 
“ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ?”  คนถูกชมดึงแก้มอีกฝ่ายเบาๆ
 
 
 
ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีกระเป๋าเป้ใบใหญ่วางตูมลงบนโต๊ะ คิเสะเงยหน้า พอเห็นว่าเป็นใครจึงประท้วง “คางามิจจิ! ฉันตกใจจริงๆนะ!”
 
 
 
เจ้าของชื่อแคะขี้หูอย่าไม่ใส่ใจนัก แถมวางหมวกกันไฟลงบนสมุดงานของคิเสะอีกต่างหาก  “โฮ้ยๆ…ของมันหนักก็ต้องวางสิ”
 
 
 
“กลับมาแล้วเหรอครับคางามิคุง”  คุโรโกะทักอย่างเคยชิน
 
 
 
“กลับมาแล้ว”  คางามิตอบอย่างเคยชินเช่นกัน เอื้อมมือมาจับหัวคนที่มักจะมานั่งร้านในร้านเสมอ  “ซื้อของกินหรือยัง จะกลับบ้านเลยไหม”
 
 
 
“สั่งเบอร์เกอร์ไว้ให้แล้วครับ”  คุโรโกะชี้ไปทางเคาน์เตอร์ร้านซึ่งดูแคบไปถนัดตาเพราะกองภูเขาเบอร์เกอร์ตามออเดอร์
 
 
 
“อย่ามาหวานกันต่อหน้าฉันนะ….ฮือๆๆๆๆ อิจฉาๆๆๆ”  คิเสะซบลงไปกับโต๊ะ ทั้งที่จริงกลั้นหัวเราะอยู่…สองคนตรงหน้าเปิดตัวว่าคบหากันได้เกือบปีแล้ว ตอนนี้เลยเหมือนคู่สามีภรรยาไม่มีผิด
 
 
 
คางามิเขกหัวคนแกล้งร้องไห้ก่อนบอก  “ตอนเดินเข้ามา ฉันเห็นรถพี่สาวนายกำลังเข้าจอดอยู่ด้านหลังร้านแน่ะ ถ้าจะกลับก็เดินออกไปพร้อมกันเลย”
 
 
 
“เอ๊ะ มาถึงเร็วจัง”  คิเสะเงยหน้าขึ้นมา แล้วเก็บของบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
 
 
 
คางามิสะพายเป้ใบใหญ่ คว้ากระเป๋าผ้าของคุโรโกะไปด้วย และออกเดินไปเอาเบอร์เกอร์ก่อน คุโรโกะดูดวานิลลาเชคของโปรดจนเกลี้ยง บ่นพึมพำใส่คางามิว่าไม่ต้องเอากระเป๋าของตนไป แต่อีกฝ่ายไม่ฟัง
 
 
 
จังหวะที่คิเสะยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้นั้น มือขาวบางของคุโรโกะก็ยื่นมาตรงหน้า
 
 
 
คิเสะยิ้มให้ จับมืออีกฝ่ายไว้แล้วลุกขึ้น หันไปหยิบไม้ค้ำที่วางแอบอยู่ด้านหลังออกมาใช้…ก่อนจะลากขาซ้ายที่ไร้การเคลื่อนไหวออกมาจากโต๊ะ
 
 
 
“ขอบคุณนะคุโรโกจจิ”  เขาเอ่ยขณะปล่อยมือเมื่อสามารถยืนได้ด้วยตนเองแล้ว
 
 
 
“อาการเป็นยังไงบ้างครับตอนนี้” อีกฝ่ายถาม
 
 
 
“รพ.ของมิโดริมัจจิคือสุดยอดแล้วล่ะ ทำให้ฉันกลับมาเดินได้ขนาดนี้”  คิเสะตอบขณะยกไม้ค้ำ พยุงตัวเองออกจากร้าน
 
 
 
“….แล้ว จะเป็นเหมือนเดิมไหมครับ”  คุโรโกะลังเล แต่เลือกที่จะถาม  “ถ้าไปรักษาที่อเมริกา จะได้ไหม ถ้าอาโอมิเนะคุงช่วย…”
 
 
 
คิเสะชะงัก…ก่อนจะคลี่ยิ้มอีกครั้ง แม้หัวคิ้วจะเผลอขมวดเข้าหากันอย่างเจ็บปวด “เคยลองแล้วล่ะ…ไม่ได้หรอก”
 
 
 
ที่ทำให้เจ็บปวดไม่ใช่คำถามของคุโรโกะ แต่เป็นคำตอบที่เคยได้รับเมื่อนานมาแล้ว…ตอนที่ยังมีความหวังเหลือในใจ
 
 
 
‘นายจะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม
 
 
 
ตัดใจเรื่องขาเสียเถอะ’
 
 
 
อาโอมิเนะ เคยบอกเอาไว้ผ่านโทรศัพท์….ช่องทางที่พวกเขาติดต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย
 
 
 
คิเสะสูดหายใจ ปัดเรื่องในอดีตออกจากหัว  “ไม่เป็นไรหรอกคุโรโกจจิ ขอบคุณนะ”
 
 
 
สายตาที่มองมา แม้จะดูเฉยเมย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใย คุโรโกะมาส่งเขาจนถึงรถที่จอดรอ….
 
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
1 พฤศจิกายน ของปีก่อน  เกิดเหตุไฟไหม้สนามกีฬาบาสเก็ตบอลในโตเกียว อาคารพังถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตเกิน 100 คน บาดเจ็บเกิน 1000 คน เนื่องจากขณะนั้นกำลังจัดงานแถลงข่าวการเซ็นสัญญาของ คิเสะ เรียวตะ กับทีมบาสเก็ตบอลชื่อดังใน NBA
 
 
 
 
คิเสะบาดเจ็บสาหัส  ขาซ้ายถูกไฟลวกอย่างรุนแรงถึงกล้ามเนื้อ กระดูกหักซับซ้อนหลายจุด
 
 
 
 
จากอาการ ทำให้เขาต้องจบชีวิตในฐานะนักกีฬา…
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
ลมช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้แผลเก่าตึงและปวดหนัก
 
 
 
คิเสะลากขากลับห้อง เมื่อปิดประตูก็แทบจะโยนของในมือและไม้ค้ำทิ้ง พุ่งลงเตียง…ขดตัวดึงขาซ้ายขึ้นมากอด…ความอดทนต่อหน้าคนอื่นพังทลาย เปลี่ยนเป็นเสียงครางอย่างทรมาน
 
 
 
ปกติหากปวดขึ้นมา พี่สาวจะคอยถามไถ่และนวดให้ แต่ตอนนี้พี่ออกไปงานสังสรรค์ต่อ จึงต้องพึ่งตนเอง ใช้ฝ่ามือค่อยๆบีบนวดไปตามขา คลายกล้ามเนื้อให้หายเกร็ง…ทั้งๆที่สูญเสียความสามารถในการขยับแท้ๆ กลับยังเหลือความรู้สึกเจ็บและหด-ยืด สร้างความยุ่งยากไม่รู้จบ
 
 
 
เหมือนกับความทรงจำของเขา ทั้งๆที่รู้ว่าควรลืม แต่กลับย้ำไปย้ำมาในหัว
 
 
 
ตอนเข้ามาในห้องเขาไม่ได้เปิดไฟ…บรรยากาศจึงคล้ายกับตอนยังนอนอยู่โรงพยาบาลท่ามกลางกองผ้าพันแผลและความมืด
 
 
 
วันแรก  ใจเขายังคงแข็งแกร่ง เชื่อว่าทุกอย่างจะไม่เลวร้าย ครอบครัวอยู่ข้างๆเขา มิโดริมะเปลี่ยนจากอดีตเพื่อร่วมทีม มาเป็นแพทย์ประจำตัว
 
 
 
วันที่สอง ทุกคนที่ใกล้ชิดและห่วงใยทยอยมาหา รุ่นพี่คาซามัตสึ คุโรโกะและคางามิมาถึงเป็นคนแรกๆ ตามด้วยอดีตทีมไคโจ มุราซากิบาระ หรือแม้แต่อาคาชิ…เขาโทรหาอาโอมิเนะที่อเมริกา และได้รับคำตอบว่าอีกฝ่ายกำลังแข่งแมตซ์ต้นฤดูกาลอยู่
 
 
 
วันที่สาม เข้ารับการผ่าตัด เขาไม่รู้สึกตัว…
 
 
 
วันที่สี่และห้า โลกดูพร้อมจะหายไปตรงหน้า มืดมน เจ็บปวด เหมือนตกนรก
 
 
 
วันที่หก ได้รับคำยืนยันจากแพทย์ ว่าไม่สามารถรักษาขาของเขาเอาไว้ได้
 
 
 
วันที่เจ็ด เขาฝืนตัวเองโทรหาอาโอมิเนะอีกครั้ง บอกสิ่งที่เกิด ถามถึงหนทางรักษา…
 
 
 
และได้คำตอบ ที่หลอกหลอนเขามาตลอด 1 ปีเต็ม
 
 
 
 
โลกในโรงพยาบาลมืดมัวไร้จุดหมาย…แต่ไม่หนาวเหน็บเกินไปนัก เขามีครอบครัวคอยดูแล โดยเฉพาะพี่สาว คุโรโกะมาเยี่ยม บ่อยครั้งที่คางามิมาพร้อมกัน…ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็สารภาพว่าคบหาในฐานะคนรัก
 
 
 
เขามองคุโรโกะ   เงาที่มีแสงสว่างคอยเคียงข้าง
 
 
 
ในขณะที่แสงสว่างของเขาอยู่อีกฟากโลก และไม่เคยสาดส่องมาถึง
 
 
 
เจ็บเจียนตาย
 
 
 
 
…..
………………
……………………….
 
 
 
 
 
สองเดือนเต็มในห้วงทุกข์ผ่านไป แผลภายนอกทุเลาลงแล้ว ทีมแพทย์ของมิโดริมะ เสนอให้เขาเริ่มกายภาพบำบัด
 
 
 
นั่นเป็นครั้งแรกที่คิเสะได้มองสภาพของตัวเองเต็มตา…ราวกับเห็นคนแปลกหน้า
 
 
 
 
และทำให้คิดได้
 
 
 
 
ในเมื่อไม่มีใคร ก็จะเป็นแสงสว่างด้วยตัวเอง
 
 
 
 
เขามองรอบตัวมากขึ้น คุยกับคนอื่นมากขึ้น หัวเราะมากขึ้น
 
 
 
และมุ่งมั่นทำกายภาพบำบัดให้บ่อยครั้ง ทั้งๆที่เวลาทำต้องเจ็บสาหัส
 
 
 
 
 
…เพราะเป็นไม่กี่ช่วงเวลา ที่เขาสามารถร้องไห้ออกมา โดยไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง…
 
 
 
 
 
หลังแผลหายสนิท คิเสะพบตัวเองอยู่ในสภาพ ‘อดีตนักกีฬาและนายแบบ’ สัญญากับโมเดลลิ่งจบลงเพราะเขาเดินไม่ได้ถ้าไม่มีไม้ค้ำ แต่นั่นไม่ทำให้กำลังใจของเขาหมดไป…แหล่งกำเนิดแสง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร  อยากสว่างไสว ก็ต้องสร้างทางของตัวเองอีกครั้ง  เขาคิดจะยึดอาชีพนักเขียนคอลัมน์กีฬา ยังรักที่จะอยู่ในอยู่วงการบาสเก็ตบอล ซักซอกมุมก็ยังดี
 
 
 
 
แม้จะเจ็บปวดในบางครั้ง เมื่อนึกถึงวันที่เคยเกือบได้ก้าวไปสู่จุดหมายสูงสุด…วันที่จะไปยืนเคียงข้างในฐานะนักบาส NBA ด้วยกัน
 
 
 
 
สองมือยกขึ้นขยี้หน้าตัวเองแรงๆ ไล่ความรู้สึกไม่ดีออกไป คิเสะยันตัวขึ้นจากเตียง หวังว่าจะเขียนงานให้เสร็จก่อนสักชิ้น…เสียงเปิดประตูดังขึ้น…แปลกใจที่ทำไมวันนี้พี่สาวไม่เคาะประตูก่อนเข้ามา เขาหันไปมอง
 
 
 
แล้วต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบคนืั้คิดว่าจะไม่มีวันเจอกันอีก
 
 
 
 
“อาโอมิเนจจิ…”
 
 
 
 
จบคำ เจ้าของชื่อเดินเข้ามาเองโดยไม่ต้องเชิญ “…นายกลับมาอยู่บ้านเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่  ฉันไปหาที่แมนชั่น กลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว”
 
 
 
 
“ก็…ตั้งแต่ปีที่แล้ว”  คิเสะได้แต่ตอบไปตามที่ถาม เขาไม่รู้จะเป็นฝ่ายพูดอะไรก่อน
 
 
 
“เบอร์มือถือล่ะ? อีเมล?”  อาโอมิเนะมองสมุดบนโต๊ะที่วางทิ้งเอาไว้ เปิดหน้าที่คั่นกลางขึ้นอ่าน  “ตารางงานน้อยลงเยอะนี่?”
 
 
 
คิเสะเขยิบตัวมาที่ปลายเตียง ก้มลงหยิบไม้ค้ำขึ้นมา รู้สึกถึงสายตากรีดแทงมองมายังขาซ้าย  “น…นายมาที่นี่ทำไม”
 
 
 
“ยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะ ว่าเบอร์มือถือกับอีเมลหายไปไหน?”  อีกฝ่ายเอ่ยเสียงต่ำ
 
 
 
 
ทิ้งไปแล้ว…ตั้งแต่วันที่นายบอกให้ฉันตัดใจ….คิเสะอยากจะตอบไปแบบนั้น “ช่วงนั้นไม่ได้ทำงาน และไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนด้วย ก็เลย…”
 
 
 
 
พอกันที….ความอดทน
 
 
 
 
หางตาเรียวตวัดขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนจะพูดด้วยเสียงแข็ง  “ช่างหัวเบอร์กับเมลฉันเถอะ ในเมื่อมันต้องใช้ติดต่อใครอีก นายกลับมาทำไม ไม่สิ เพิ่งกลับมาทำไมตอนนี้”
 
 
 
อาโอมิเนะเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย  ห่างคิ้วขมวดหากันเป็นร่องลึก  “หา??? นี่นายต้อนรับฉันกลับด้วยคำพูดแบบนี้เหรอ คิเสะ”
 
 
 
“เออ”  คิเสะกัดฟัน จะให้เขาพุ่งเข้าไปออดอ้อนคนที่ทิ้งตัวเองไปหรือไง  “ต้อนรับอะไรกัน ที่ของนายไม่ใช่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”
 
 
 
 
“คิเสะ….”  เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ  “คนอย่างฉัน…อุตส่าห์กลับมากลางฤดูแข่งขันเลยเชียวนะ”
 
 
 
 
“แต่มาปีนี้ ไม่ใช่ปีที่แล้ว…”  คิเสะไม่นึกมาก่อน ว่าจะมีวันที่เขายอกย้อนอาโอมิเนะได้เต็มปาก ตลอดมาระหว่างเขากับอีกฝ่าย คือการที่เขาเอาใจและไล่ตามเสมอ  “ฤดูแข่งขันของฉันจบไปนานแล้ว ฉันเลิกไล่ตามนาย…ฉันยืนขึ้นและไปตามทางของตัวเอง…ในขณะที่นายไม่เคยใส่ใจ”
 
 
 
“หมายความว่า ฉันไม่จำเป็นกับนายอีกแล้วใช่ไหม”  อาโอมิเนะสูดหายใจเข้าลึกอย่างอดกลั้น…เหมือนจะข่มอะไรบางอย่าง  “มันสายไปแล้วสินะ”
 
 
 
 
ประโยคนั้น เรียกความเจ็บในอดีตขึ้นมาอีก…เขาเคยมองมือถือ…เคยมองประตู…เผื่อซักวันคนของเขาจะกลับมา….จนรู้สึกว่ามันนานเกินจะรับไหว
 
 
 
 
สุดท้ายจึง ‘ตัดใจ’ ทั้งเรื่องขา…และคนรักที่เคยรอคอย
 
 
 
“มันจบไปนานแล้ว….”  คิเสะหันหลัง ซ่อนดวงตาที่สั่นเทา…แต่ไม่มีน้ำตาจะเสีย
 
 
 
 
หูได้ยินเสียงเท้าคู่หนึ่งออกเดิน…มันสะเทือนเหมือนเหยียบอยู่ในอก  หวังให้อีกฝ่ายจากไปก่อนที่ความอดทนจะสิ้นสุด
 
 
 
 
 
ห้องเงียบสนิทอีกครั้ง…
 
 
 
 
ก่อนที่คิเสะจะหลุดจากภวังค์ เมื่อขาซ้ายของเขาถูกรวบกอด
 
 
 
 
ริมฝีปากของอาโอมิเนะแนบประกบลงบนต้นขาที่ซูบผอมผ่านเนื้อผ้า เขาคุกเข่าลงต่อหน้า หลับตาราวกับจะซึมซับอะไรบางอย่าง
 
 
 
 
“ทำอะไรน่ะ!” คิเสะตวาดใส่ ขาของเขาไม่ใช่ของสวยงามอีกต่อไป การถูกสัมผัสทำให้กลัวว่าจะถูกรังเกียจ
 
 
 
อาโอมิเนะเมินเฉยต่อเสียงไล่และฝ่ามือที่พยายามผลักหัวของเขาออก  เข้าลูบโลมขาที่เสียไป ลามไปยังอีกข้างที่ยังสมบูรณ์ เลยไปถึงบั้นท้ายกลมแน่น…มือใหญ่ปลดกางเกงออกแม้จะถูกขัดขืนอย่างหนัก
 
 
 
“อาโอมิเนะ!!!”  เสียงเรียกห้วนๆอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อนดังขึ้น  แต่ดูเหมือนจะไปตัดสติอีกฝ่ายจนขาด
 
 
 
คิเสะถูกผลักลงบนเตียง ร่างใหญ่กว่าแทรกผ่านหว่างขา ใช้น้ำหนักกดทับเอวเอาไว้  เสื้อถูกถลกขึ้นมากองเหนืออก ริมฝีปากขบกัดไปทั่วผิว เหมือนจะลงโทษมากกว่าเล้าโลม เขาดิ้นสู้และพยายามลุกหนี แต่กลับถูกจิกท้ายทอย บังคับให้เงยรับจูบหนักๆซ้ำไปมา
 
 
 
สุดจะทน คิเสะชกหมัดขวาเต็มแรงเข้าสันกรามซ้ายอาโอมิเนะจนหน้าหัน
 
 
 
 
“บ้าไปแล้วรึไง!!!”  เขาตวาดใส่
 
 
 
 
อาโอมิเนะมองลงมา…ด้วยสายตาที่คิเสะกล้าพูดว่า ไม่เคยเห็นมาก่อน…เหมือนสีหน้าตอนพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิต…แต่ครั้งนี้…รุนแรงกว่านัก
 
 
 
ริมฝีปากสั่นเครือเหมือนอยากพูด…แต่เสียงไม่มีออกมา….ดวงตาสั่นพร่า…โกรธเคือง…เจ็บใจ…
 
 
 
…ขอโทษ….
 
 
 
ที่ไม่ได้อยู่เคียงข้าง ในวันคืนอันมืดมิดนั้น
 
 
 
 
เกลียด….คิเสะรู้สึกเกลียดคนตรงหน้า….เกลียดที่ไม่พูดออกมา…เกลียดเพราะกลัวว่า ความรู้สึกขอโทษผ่านดวงตานั้น จะเป็นเขาคิดไปเอง…
 
 
 
 
อาโอมิเนะลดตัวลงมาแนบทับ…ยันแขนเหนือหัวคิเสะเอาไว้…สบตาสีอ่อนนั้น…ลำคอตีบตัน เค้นได้แค่ประโยคสั้นๆ
 
 
 
 
“ฉัน…รักนาย…”
 
 
 
 
เกลียดมาก….
 
 
 
 
ปลายนิ้วเอื้อมออกไป จิกลงบนเนื้อไหล่อีกฝ่าย…กดลึก….อยากจะผลักไส…
 
 
 
 
แต่กลับกระชากอีกฝ่ายลงมากอดรัด จูบริมฝีปากที่บอกนั้นแทบขาดใจ
 
 
 
 
เพราะรักมากกว่า
 
 
 
 
เสื้อผ้าดูเกะกะราวกับกระดาษที่ไร้ค่า  สองคนช่วยกันปลดเปลื้องออก…คิเสะสางนิ้วเข้ากับผมสั้นของคนที่ทาบทับ ในขณะที่ปลายนิ้วอีกฝ่ายสอดลึกเข้ามาในร่าง…เขาครางเสียงสะอื้นเมื่อด้านหน้าถูกรูดรั้ง ข่มเสียงเมื่อหัวนมถูกกัดดึงรังแก
 
 
 
เอวขาวยกสูง ขาแยกกว้าง…สองแขนกอดตอบ ตะกุยเล็บกับแผ่นหลังกว้าง เมื่อช่องทางที่ห่างหายจากสัมพันธ์มานานถูกชำเราด้วยความส่วนแข็งชัน…อาโอมิเนะกระแทกตัวเองเข้าลึกราวกับจะทำลายคิเสะที่รองรับ…เหมือนจะบอกว่าหากจะจากไป เขาขอฆ่าให้ตายเสียดีกว่า….
 
 
 
 
แต่ไม่มีใครเคยตายเพราะมีเซ็กซ์กับคนรัก
 
 
 
 
ความเจ็บอันแสนซ่านยั่วเย้าให้เบียดร่างเข้าหา คิเสะกอดตอบ ดึงรั้งแม้หอบเหนื่อยแทบหมดสติ ขาซ้ายถูกทับ เจ็บปวดจนเผลอร้องออกมา…อาโอมิเนะรู้ตัวจึงเอนตัวลงนอน ตวัดร่างที่แนบชิดให้นอนทับอยู่ด้านบนแทน แล้วขยับโยกเสียงหยาบโลน…
 
 
 
 
คิเสะกอดคอคนทำร้ายเอาไว้…กระซิบบอกความในใจ  ก่อนที่จะระเบิดอารมณ์ด้วยความสุขสม
 
 
 
 
วินาทีนั้น เหมือนบางอย่างลุกโชนในร่างกาย
 
 
 
 
แสงสว่างที่เขาไล่ตาม รอคอย และเคยตัดใจ กำลังโอบกอดเขาไว้ในตอนนี้….
 
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
คิเสะหลับไปหลายชั่วโมง กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้ง
 
 
 
 
เขาตบหน้าตัวเองเบาๆ ว่าไม่ได้ฝันไป เมื่อเห็นร่างใหญ่กำลังง่วนอยู่หน้าตู้  ปลายเตียงมีกระเป๋าเดินทางเปิดอ้า เสื้อผ้าบางส่วนของเขาถูกขยุ้มยัดลงไปจนแน่น
 
 
 
อาโอมิเนะหันมาตามเสียง แล้วถาม  “กางเกงในนายเก็บไว้ไหน”
 
 
 
“ห๊ะ? อะไรนะ?”  คิเสะตื่นเต็มตาทันที  “นายจะทำอะไร?”
 
 
 
“เก็บของ ออกเดินทาง”  อีกฝ่ายตอบ ขณะรื้อค้นหากางเกงในต่อ  “อีกไม่กี่วันก็จะแข่งแมตซ์ต่อไปแล้ว ฉันต้องรีบกลับ อ้อ…พานายไปด้วย”
 
 
 
“ไป…ไปไหน?”  คนฟังทำหน้างงสุดขีด
 
 
 
“เอานี่ไปดูละกัน”  คนถูกถามเปิดมือถือแล้วโยนมาบนที่นอน  “บ้าน…ของพวกเรา”
 
 
 
 
คิเสะหยิบมือถือขึ้นมา….บ้านงั้นเหรอ ตอนที่อาโอมิเนะไปเป็นนักบาสอาชีพได้ย้ายเข้าไปอยู่ในอพาตเมนต์นี่นา…แต่ภาพในมือถือคือบ้านจริงๆ  แบบชั้นเดียว พื้นเป็นทางราบตลอดหลัง มีสระว่ายน้ำและอ่างน้ำร้อน เลื่อนภาพต่อไปมีห้องนั่งเล่น ครัว ห้องนอน ห้องออกกำลังกาย…โต๊ะสนุกเกอร์ และ ราวไม้สำหรับกายภาพบำบัด…ที่บ้านทั่วไปไม่ควรมี
 
 
 
 
“….มันไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน ต้องเดินเรื่องเยอะกว่าจะสร้างบ้านได้ซักหลัง”  แผ่นหลังใหญ่ที่หันให้ เริ่มอธิบายด้วยเสียงแผ่ว  “และต้องใช้เงินมาก…ขนาดที่ว่าต้องแข่งทุกแมตซ์ตลอดปีไม่มีพัก…รวมกับรางวัลของทีม”
 
 
 
 
….นี่คือบ้านที่สร้างเพื่อรอใครบางคนไปอยู่…
 
 
 
“ฉันบอกให้นายตัดใจจากการรักษา…คนเราต้องยอมรับสภาพตัวเองให้ได้ และอยู่กับมันตลอดไป..การหลอกตัวเองว่ายังมีหวังจะเป็นเหมือนเดิมไม่ช่วยอะไรขึ้นมา”  แผ่นหลังนั้นพูดยืดยาว เหมือนบ่น…แต่น้ำเสียงวิงวอนให้เห็นใจ…แต่ยังขี้ขลาดเกินจะสู้หน้า  “แต่ฉันไม่ได้บอกให้นายตัดใจจากฉัน ทำเกินไปแล้วนะเจ้าบ้า ถึงขนาดตัดขาดการติดต่อ ถ้าฉันมัวแต่บินกลับมาหานาย ต้นสังกัดคงไล่ออก เก็บเงินไม่ได้พอดี…ต้องทนแค่ไหนรู้ไหม”
 
 
 
 
“ฉันเองก็ต้องทนนะไอ้บ้า…”  คิเสะด่ากลับบ้าง…ทั้งที่รู้สึกน้ำคลอตา  “ไอ้งี่เง่าอาโอมิเนจจิ แค่กลับมาอธิบายหน่อย ฉันก็จะรอชั่วชีวิตแน่นอน”
 
 
 
 
จบคำ อาโอมิเนะหันกลับมาปากางเกงในที่หาเจอใส่หน้าคนพูดทันที คิเสะร้องอย่างตกใจ  มองอะไรไม่เห็น
 
 
 
 
ก่อนที่จะถูกรวบเข้าไปกอดด้วยอ้อมแขนใหญ่…ใบหน้าของอีกฝ่ายซบอยู่บนไหล่ของเขา
 
 
 
 
“เพราะไม่อยากให้รอนาน ถึงต้องอดทนทำตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด  ตอนนี้ไม่ต้องรออีกแล้ว…มาอยู่ด้วยกัน…ตลอดไป”
 
 
 
 
….ขอโทษ…ที่ทิ้งนายเอาไว้….คำกระซิบแทบไร้เสียงนั้น ดังพร้อมรอยชื้นจากหยดน้ำที่ซึมผ่านผ้ามากระทบหัวไหล่
 
 
 
 
คิเสะยกมือขึ้นโอบกอดแผ่นหลังใหญ่เอาไว้…อีกมือลูบหัว…อ่อนโยนประโลมปลอบ
 
 
 
 
ทั้งๆที่ตัวเองก็ใบหน้าอาบน้ำตา…
 
 
34145251_p9
 
( ขอบคุณภาพจากพี่ลัล Lulla ค่ะ ;w; )
 
 
 
 
 
0-0-0-0-0-0-0-0-0
 
 
 
 
การย้ายไปอยู่ด้วยกันแบบสายฟ้าแลบ (หรือที่คุโรโกะเรียกว่า บุกมาฉุด) ครั้งนี้ สร้างความแตกตื่นให้กับครอบครัวและคนรู้จัก
 
 
 
 
อาโอมิเนะคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นต่อหน้าพ่อแม่ของคิเสะอยู่เป็นชั่วโมง ก่อนจะได้คำตอบว่า ‘ช่วยดูแลเรียวตะแทนพวกเราด้วย’
 
 
 
 
คิเสะส่งเมลหาคนรู้จัก แจ้งจากการย้ายที่อยู่ให้ทุกคนระหว่างจัดของลงกระเป๋า  ทันให้บางคนวิ่งมาส่งที่สนามบินเท่านั้น…ใครจะไปเชื่อว่าคุโรโกะที่เคยเมินคิเสะ จะเป็นคนเดียวกับที่กอดเขาเอาไว้นานที่สุดก่อนจาก….ส่วนคางามิ เดินไปต่อยกับอาโอมิเนะ เห็นเจ้าตัวบอกว่าเป็นการอวยพรแบบหนึ่ง
 
 
 
มิโดริมะโทรมาโวยวายไล่หลัง บอกว่าจะส่งประวัติการรักษาของคิเสะตามไปให้ที่โรงพยาบาลในอเมริกา เพื่อการทำกายภาพบำบัดที่ถูกต้องและต่อเนื่อง  คนรู้จักที่เหลือพลาดโอกาศมาส่ง ได้แต่โทรมาอวยพร และก่นด่าอาโอมิเนะแถม
 
 
 
 
ไปถึงบ้านใหม่ของทั้งคู่  อาโอมิเนะจับคิเสะไปยืนอยู่หน้าโต๊ะสนุกเกอร์ ลองให้จับไม้คิวว่าเหมาะมือไหม อธิบายว่าเป็นกีฬาที่ใช้แค่ขายืน เดิน ไม่หนักแรงนัก
 
 
 
 
“อย่างนาย นอกจากกีฬาแล้ว อย่างอื่นไม่ได้เรื่อง”
 
 
 
 
เป็นคำกล่าวที่ใจร้ายมาก แต่คิเสะก็ยอมรับตามนั้น  (มิน่าเขาถึงไม่ค่อยรุ่งกับการเขียนคอลัมน์)
 
 
 
 
อาโอมิเนะทิ้ง DVD สอนและแข่งสนุกเกอร์เอาไว้ให้ ก่อนจะออกจากบ้านไปแข่งแมตซ์อาชีพ
 
 
 
 
เพื่อจะกลับมาพบว่า คิเสะกลายเป็นโปรสนุกเกอร์ไปเสียแล้ว…
 
 
 
 
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เมื่อลงคอร์สติวภาษาอังกฤษจบลง คิเสะก็เริ่มลงสมัครแข่งขันจากรายการเล็กๆก่อน ทว่า…ไม่เคยนำทริคเด็ดของนักกีฬาดังคนไหนมาก๊อปปี้ใช้ในการแข่งเลย
 
 
 
 
“อาโอมิเนจจิเคยบอกว่า ฉันไม่มีสไตล์ของตัวเองตอนเล่นบาสนี่นา….ครั้งนี้แหล่ะ ฉันจะพบวิถีของตัวเองให้ได้”
 
 
 
 
 
เวลากับคนสองคน ตอนนี้เริ่มเคลื่อนไปพร้อมกันอีกครั้ง
 
 
 
 
 
…..
…………..
……………………..
 
 
 
 
1 ปีผ่านไป ในบ่ายวันหนึ่ง…ข้างๆโล่ห์เกียรติคุณบาสเก็ตบอลอาชีพ ก็มีถ้วยรางวัลแชมป์สนุกเกอร์ระดับรัฐมาวางเคียงข้าง
 
 
 
…สะท้อนแสงแดด ส่องสว่างอยู่ในห้องของทั้งสองคน….
 
 
 
 
 
 
 
And then you realize that wherever you go. There you are.
 
Time won’t stop. So we keep moving on.
 
Yesterday ‘s night turns to light. Tomorrow ‘s night returns to light.
 
 
Be the light.
 
 
-End-