macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Posts tagged ‘Fanfiction’

Protected: [FFXV] On The Floor. (Gladnis)

This content is password protected. To view it please enter your password below:

[Yume100TH] Birthday Wishes. (Free paper #GameFestTH )

20170703 cover_BirthdayWishes

 

  • เล่มนี้น่าจะมีคนนกน้อยกว่า FFXV เพราะเอาไปมากกว่า เอิ๊กๆๆๆ 
  • เช่นเคยค่ะ ในเล่มเต็ม One Last Wish ก็จะมีเรื่องนี้แถมด้วย ,,- -,,
  • สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะชแตร์ของหญิงงงงง ❤ /ไม่กล่าวถึงพี่อพอลเลย—-

 

 

สำหรับเจ้าชายแห่งดาวตกผู้พเนจรไปในท้องฟ้าอย่างอิสระแล้ว ชแตร์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมาก…ในท้องพระโรงนี้ เหล่าเจ้าชายจากอาณาจักรต่างๆ มาชุมนุมกัน ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงจะแอบหลบออกไปแล้ว แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้…เพราะตัวเขาเองคือต้นเหตุของการจัดงานครั้งนี้

 

“คุณชแตร์”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เป็นศูนย์กลางของงานยิ่งกว่าตัวเขาเดินมาหา ชแตร์ยิ้มอ่อนโยนให้เธอ แล้วปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อต้องรับเค้กรูปทรงดาวห้าแฉกมาถือ

 

“เค้กนี่ฉันกับคุณเบียคุโยช่วยกันทำ ไม่รู้จะถูกใจรึเปล่า” เจ้าหญิงยิ้มกว้างพลางจัดเทียนบางเล่มที่เริ่มเอียง  “ส่วนเทียนนี่…รู้ตัวอีกทีก็ปักเสียเยอะเลย แหะๆ”

 

ชแตร์มองจำนวนเทียนที่มากกว่าอายุเขาไปเป็นสิบเล่มพลางหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา และยังแอบเห็นขนมเกล็ดน้ำตาลที่ใช้ตกแต่ง รู้สึกดีที่เธอไม่เคยลืมของโปรดของเขา

 

“ต้องอร่อยอยู่แล้ว”  เขาพยักหน้าให้เธอ “ขอบคุณมากนะครับสำหรับเค้กวันเกิด เรามาตัดแบ่งให้คนอื่นทานด้วยกันเถอะ”

 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”  เจ้าหญิงรีบยกมือห้าม “คุณชแตร์…วันเกิดตัวเองทั้งที อย่าลืมอธิษฐานขอพรสิคะ”

 

“พรของผมน่ะมีไว้—“ ยังไม่ทันพูดจบดี มือขาวบางก็ยกขึ้นห้ามอีกรอบ

 

“พรของคุณชแตร์มีไว้ช่วยคนอื่นก็จริง แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนะคะ” สาวน้อยยิ้มอ่อนโยน  “และไม่ใช่การขอพรโดยใช้พลัง…แต่ขอด้วยใจ ขอด้วยความหวังดีต่อตัวเองก็พอค่ะ”

 

ชแตร์อึ้งไป…ก่อนจะคลี่ยิ้มน่ามอง และตอบรับ “ตกลง”

 

“ดีจังเลยค่ะ” เจ้าหญิงคล้ายจะโล่งใจ เธอรีบบอกอย่างร่าเริง “ก่อนอื่นก็ต้องจุดเทียน เอ….อ๊ะ! คุณอพอลโล ช่วยหน่อยสิคะ”

 

ชื่อนั้นทำเอาชแตร์หุบยิ้มทันที

 

และเจ้าของชื่อที่เดินมาก็หน้าตึงไม่แพ้กัน “อะไร!”

 

“ช่วยจุดเทียนให้หน่อยค่ะ” คนไหว้วานบอกหน้าซื่อ

 

อพอลโลเกรี้ยวกราด “นี่เธอเห็นฉันเป็นอะไร ไฟแช็กเหรอไง!”

 

“…พรืด…”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์และเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ  หันไปทางต้นเสียงซึ่งน่าจะมาจากเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล

 

“….คันคอน่ะ” ชแตร์บอกพลางแสร้งทำเป็นสนใจเค้กในมือ

 

เสียง ‘เหอะ!’ ออกมาจากลำคออพอลโล เขาใช้พลังไฟดวงเล็กพุ่งไปยังเทียนบนเค้กที่อีกคนถืออยู่ ถึงจะบอกว่าไฟดวงเล็ก แต่ก็ยังร้อนจนชแตร์สะดุ้งเฮือก ได้แต่ตวัดสายตาเย็นชาใส่คนจุด

 

เจ้าหญิงแอบหัวเราะในใจ และก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปกว่านี้  เธอจึงรีบดำเนินการต่อ “นาวิ ช่วยปิดไฟให้หน่อยสิจ้ะ”

 

“ขอรับบบบบ” นาวิที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ใกล้กับสวิตซ์ไฟตอบ มือปุกปุยกดสวิตซ์  แสงสว่างดับหายไป เหลือเพียงแสงจากเทียนบนเค้กของชแตร์ที่ยังสว่างเรืองรอง

 

…ตอนนั้นเอง หูของนาวิกระตุก เจ้าตัวเบิกตาอย่างแตกตื่น ในห้องมืดสลัว“จ…เจ้าหญิงขอรับ! มูนโร้ดกำลังจะเปิด!”

 

เอ๋!!! ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ” สาวน้อยถาม และเมื่อเห็นประตูมิติกำลังเปิดอยู่ใกล้กับนาวิ เธอจึงรีบวิ่งไปหาพ่อบ้านตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากพลัดหลงจากกัน “นาวิ! ฉันกำลังไปหาแล้ว!”

 

เกิดความโกลาหลขึ้นในท้องพระโรงทันที ทุกคนพยายามเกาะกลุ่มกับคนรู้จักเอาไว้ ชแตร์มองตามหลังเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ไป

 

พริบตานั้นเอง แสงจากมูนโร้ดก็สว่างจ้า!

…..

………………

…………………………….

รอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ชแตร์เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ เมื่อไม่รู้สึกถึงแสงสว่างบาดตาอีกต่อไป…เขายังอยู่ที่เดิม แต่ทุกคนรอบข้างหายไปหมด…เหลือเพียงตัวเขากับเค้กรูปดาวที่เปลวเทียนยังคงอยู่iราวกับปาฏิหาริย์

 

“บ้าเอ้ย…แสบตาชะมัด”

 

ไม่สิ…เหลืออีกคน เจ้าชายแห่งดาวตกเพิ่งรู้สึกถึงฝ่ามือใหญ่ที่โอบรอบบ่าของเขาเอาไว้

 

“ทำไมนายถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ”

 

อพอลโลคิ้วกระตุก…พริบตาก่อนแสงประหลาดนั่นจะพาอีกฝ่ายข้ามมิติไปหลงอยู่ไหน เขาอุตส่าห์ช่วยคว้าเอาไว้….เขา! อุตส่าห์! ช่วยคว้าเอาไว้!

 

แต่ใครจะพูดออกไปตรงๆ  เขาปล่อยมือจากไหล่เล็ก เอ่ยเสียงต่ำ “จะไปรู้เรอะ ฉันไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างๆ เลยรีบจับเอาไว้ก่อน”

 

ถึงตรงนี้ ชแตร์เป็นห่วงเจ้าหญิงขึ้นมา “…ไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะเป็นยังไงบ้าง ต้อง…ต้องรีบไปตามหา”

 

แต่อพอลโลหยุดคนที่ทำท่าจะออกเดินทั้งที่ยังไร้จุดหมายเอาไว้ “…นายรู้เหรอว่ายัยนั่นโดนประตูมิติพาไปที่ไหน…อีกอย่าง…ยังไงก็น่าจะปลอดภัย เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เดินทางผ่านมานับร้อยอาณาจักร”

 

ถูกอย่างอพอลโลว่า…ภายใต้ร่างเล็กๆ บอบบางของหญิงสาวนั้น เธอซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังกังวล…

 

“ก่อนทุกคนจะหายไป ฉันเห็นยัยนั่นกอดนาวิเอาไว้ แถมยังมีพวกอาร์วีและคนอื่นในคณะอยู่ใกล้ๆ ด้วย”

 

อพอลโลไม่เคยโกหก ดังนั้นชแตร์จึงเชื่ออีกฝ่าย

 

“ดีแล้ว…” เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลถอนหายใจ แววตาคลายความกังวลลง ประกายแห่งดวงดาวปรากฏชัดอีกครั้ง…ล้อกับแสงเทียนรำไรกลางห้องท้องพระโรงสลัว

 

….ว่าแต่…เอายังไงกับเค้กวันเกิดนี่ดีล่ะ

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้ที่คะยั้นคะยอให้เขาขอพรก็ไม่อยู่แล้ว…ดังนั้นคงไม่เป็นอะไร ถ้าหากเขาจะเป่าเทียนไปเลยโดยไม่ต้องอธิษฐานอะไร

 

ชแตร์สูดลมหายใจเข้า ก่อนจะเป่าเทียนบนหน้าเค้ก…ยากเอาเรื่องเหมือนกันที่จะเป่ารวดเดียวให้ดับหมด เขาต้องสูดลมอยู่หลายหนกว่าท้องพระโรงจะตกอยู่ในความมืด

 

อพอลโลขยับมายืนอยู่ด้านหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้….อีกฝ่ายโน้มศีรษะลงมาใกล้

 

แล้วสูดลมหายใจ พ่นไฟใส่หน้าเค้กจนสว่างวาบ! ชแตร์แทบช็อก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นใคร เขาคงนึกว่ามังกรไฟบุก!

 

เทียนที่ดับไปแล้วหนึ่งรอบ กลับมาส่องแสงอีกหน

 

ชแตร์เม้มปากแบบไม่สบอารมณ์นัก เขาสูดลมหายใจลึก ฝืนตัวเองให้เป่ารวดเดียวจนเทียนดับหมด รอบกายมืดทันตา

 

เสียงสูดลมหายใจท้าทายตามมา อพอลโลพ่นไฟจุดเทียนซ้ำ สว่างวาบขึ้นมาอีกหน

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมา—–

 

ไม่รู้สู้กันไปกี่ยก จนกระทั่งชแตร์เริ่มหายใจหนัก…สู้กันแบบนี้เขาหมดลมก่อนแน่นอน จึงจำใจเปิดปากพูด

 

“นาย…ต้องการอะไรกันแน่”

 

อพอลโลเดาะลิ้นเหมือนสั่งสอนเด็กไม่รู้เรื่อง “…ยัยนั่นบอกให้ทำอะไร”

 

เพราะอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ ชแตร์จึงหัวช้าไปหลายอึดใจ…ที่แท้อพอลโลยื้อเขาเอาไว้เพราะต้องการจะให้ขอพรก่อนเป่าเทียน

 

บ้าจริง…เรื่องแค่นี้เอง

 

“ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันอาจจะอธิษฐานในใจก่อนเป่า”  ชแตร์จ้องหน้าคนตัวสูงกว่า

 

“……” ดูเหมือนจะไม่ได้คิดถึงจุดนี้  อึดใจต่อมาอพอลโลก็ทำปั้นปึ่งต่อ “เฮอะ! ถ้าจริงใจก็พูดออกมาสิ! คิดในใจอะไรนั่นไม่ใช่หลักฐานที่ดีหรอกนะ”

 

บ้าจริง…เถียงกับหมอนี่ไปก็เหนื่อยเปล่า…

 

“ตกลง…” ชแตร์ที่เริ่มจะเหนื่อยแล้วตั้งใจทำตามขั้นตอนให้จบๆ ไป

 

….แล้วก็พบว่า การอธิษฐานเพื่อตัวเองนั้น ยากเหลือเกิน…

 

อพอลโลยืนมองคนเหม่อลอย…ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนรำคาญ “…เก่งแต่เรื่องทำให้ความปรารถนาของคนอื่นเป็นจริง พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับนึกไม่ออกซะงั้น”

 

ชแตร์ขมวดคิ้ว เถียงไม่ออก

 

เพราะเห็นใบหน้านั้นดูอมทุกข์ คนมองจึงอดไม่ไหว “…ไม่เห็นต้องคิดมากอะไรเลย เอาเรื่องง่ายๆ….เรื่องที่ไม่ต้องพยายามอะไรก็เกิดขึ้นได้”

 

และเพราะเสียงแนะนำนั้นไม่หยาบกระด้างชวนหาเรื่องเหมือนทุกครั้ง…ชแตร์จึงยอมโอนอ่อนตาม  “….แบบไหน…”

 

“ก็แบบ…ขอให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”  อพอลโลชะงัก แล้วรีบต่อ “กับคนที่นายต้องการจะอยู่ด้วย”

 

“อืม…” ชแตร์พยักหน้า ในห้วงคำนึงมีใบหน้าของเจ้าหญิงลอยผ่าน ครอบครัว…เพื่อน….และใครบางคน

 

อพอลโลลอบมองละอองดาวในดวงตาคู่นั้น…ก่อนจะตัดสินใจ ‘ช่วยเหลือ’

 

มือใหญ่ยื่นไปช่วยประคองเค้กวันเกิด ยกขึ้นสูงจนเจ้าของต้องเงยหน้ามองตาม เขาสบตากับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “พูดตามฉัน”

 

ชแตร์ที่เก่งทุกอย่างยกเว้นเรื่องคำพรของตนเองพยักหน้า เรื่องนี้ให้คนอื่นช่วยเหลือ ดูจะดีกว่าให้เขาคิดเอาเอง

 

เจ้าชายแห่งแดนดาวตกสบตาอีกฝ่าย…อาจจะเพราะแสงเทียนเต้นระริก แววตาของอพอลโลจึงวูบไหวเหมือนประหม่า…

 

“ขอให้”  เจ้าชายแห่งแดนสุริยันเอ่ยนำ

 

อีกคนเอ่ยตาม “ขอให้”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกัน—- เอ๊ะ….”

 

ชแตร์กะพริบตาปริบ

 

“เจ้าบ้า….” อพอลโลแยกเขี้ยว “ทำไมไม่พูดตามให้จบ!”

 

“ก็….” คนถูกดุยังอึ้งอยู่

 

ก่อนแก้มขาวจะขึ้นสีแดงเรื่อ…

 

ชแตร์เม้มปาก…ขมวดคิ้วเข้าหากัน “…ใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ได้ยังไง นี่มันวันเกิดของฉันนะ”

 

“หนอย…ทีงี้ล่ะทำมาเป็นรู้สิทธิวันเกิด” นี่ถ้ามือว่างคงทำท่าอยากขยี้คนตรงหน้าให้เละ

 

ชแตร์หลุดขำเบาๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเจ้าชายแห่งไฟเริ่มมีสีเข้มขึ้นเพราะความประหม่า

 

…มือเย็นๆ ที่ประคองเค้กอยู่ เลื่อนไปวางซ้อนลงบนมือใหญ่อุ่นระอุแล้วเอ่ยคำอธิษฐานโดยไม่ให้เวลาอีกฝ่ายเตรียมใจ

 

“ขอให้ฉันได้อยู่กับอพอลโลตลอดไป”

 

จบคำนั้น พร้อมเป่าเทียนให้ดับลง…คำอธิษฐานในวันเกิดสมบูรณ์แล้ว

 

ในความมืดนั้นที่โอบล้อม ชแตร์ไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

 

รู้เพียงแค่มือซ้ายของอพอลโลฉวยเค้กไปถือเอาไว้ ในขณะที่แขนขวาดึงร่างเขาเข้าไปกอด…

 

“เฮอะ…ก็รู้นี่ว่าควรจะอธิษฐานอะไร” น้ำเสียงเย่อหยิ่งนั้น กลบความดีใจที่แฝงอยู่ไม่มิด

 

“เพราะนายอยากให้พูดหรอกนะ…เลยกลายเป็นคำอธิษฐานของคนสองคนเสียอย่างนั้น”  แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาในใจของเขาด้วยส่วนหนึ่ง

 

“…รู้จักเอาใจฉันขึ้นมาบ้างแล้ว” อพอลโลหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างใบหู “…เก่งมาก ดาวน้อย”

 

ชแตร์หวิววาบกับคำเรียกขาน…ที่ปกติจะได้ยินแค่ยามที่อยู่กันเพียงลำพัง….บนเตียงอุ่น

 

“…เสียดายที่เค้กนี่ไม่ได้แบ่งคนอื่นเลย” คนเขินอายรีบเปลี่ยนเรื่อง และนึกเสียดายจริงๆ ตามกล่าว

 

“ไม่ต้องไปเสียดาย นี่มันเค้กของนาย” อพอลโลกดเสียงต่ำ…กำลังบรรยากาศดีแท้ๆ เจ้านี่ก็ยังจะคิดถึงคนอื่นให้เสียอารมณ์ “เค้กของนายก็คือเค้กของฉัน กินกันสองคนพอ”

 

“ขี้ตู่….” ชแตร์ถอนหายใจ “ของๆ ฉัน เป็นของๆ นายตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“แน่นอน” ตอบอย่างมั่นใจ “เพราะนายเป็นของฉัน ทุกอย่างของนายก็ต้องเป็นของฉัน”

 

ฟังแล้ว…ชแตร์รู้สึกอยากจะเสกดาวตกออกมา แล้วพาตัวเองหนีจากอ้อมแขนคนตรงหน้าเหลือเกิน

 

ความประหม่าทำให้เจ้าของวันเกิดเลือกจะทำเมินอีกฝ่าย นิ้วขาวแตะละอองน้ำตาลบนหน้าเค้กขึ้นมามอง ก่อนจะส่งเข้าปาก

 

ทว่าแม้แต่ความสนใจต่อเค้ก คนขี้ตู่ก็ไม่ยอมให้ชแตร์ทำตามใจ…ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบช่วงชิง…เลียชิมราวกับอิจฉา

 

และอพอลโลพบว่า…ริมฝีปากของดาวน้อยนั้นหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำตาลใด…

 

HBD Ster.

[FFXV] อูมาหมิ (Free Paper #GameFestTH)

cover_Umami

  • เห็นทุกท่านนกเล่มนี้กันเยอะ ฮือๆ เก๊าขอโทษ เก๊านึกว่า 50 เล่มจะพอ…
  • เลยรีบนำมาลงให้อ่านกันในนี้ด้วยค่ะ ,,- -,,
  • คำผิดในเล่มกระดาษอาจจะเยอะ โฮวววว ในนี้แก้ไขเรียบร้อยแล้วนะคะ (;w;
  • และในฟิคยาวที่จะออกขาย ก็จะใส่เรื่องนี้แถมลงไปให้ด้วยเน้อ ❤

 

 

ณ ร้านแผงลอยบนเฉลียงชมวิวของเมือง Lestallum

 

“ซุปนี่ อร่อยที่สุดที่ฉันเคยกิน!”

 

ประโยคเดียวจากน็อคทิส ทำให้ทุกอย่างร้อนระอุขึ้น

 

..อิกนิสกำช้อนแน่น ตรงหน้าของเขาคือน้ำซุปสีเหลืองทอง…ในนั้นแทบไม่มีชิ้นเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นเศษกระดูกเสียมากกว่า ผักก็เหมือนแค่โรยตกแต่งหยาบๆ ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เรียกได้ว่าปรุงขึ้นด้วยวัตถุดิบคุณภาพต่ำ

 

แต่ทำไมรสชาติของน้ำซุปถึงได้เข้มข้นและกลมกล่อม ราวกับเคี่ยวกรำอย่างพิถีพิถัน

 

ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นทรงรีเพ่งไปยังพ่อครัว หมายจะจับเคล็ดลับการปรุงอาหาร ในหม้อใบใหญ่นั้นอาจจะซ่อนส่วนผสมพิเศษอยู่ เช่น เครื่องเทศ สมุนไพร หรือแม้แต่เนื้อของมอนสเตอร์หายาก

 

แล้วทุกอย่างก็เฉลย เมื่อพ่อครัวหยิบกล่องกระดาษใบเล็กขึ้นมาเคาะ แกะวัสดุสีเงินที่ห่อหุ้มออก…แล้วหย่อนซุปก้อนสำเร็จรูปลงไปในหม้อ…

 

“นี่มัน….ดูถูกอาหารชัดๆ”

 

ราชเลขาใช้นิ้วดันแว่นขึ้น ซ่อนแววตาขุ่นเคืองเอาไว้…เขายอมรับไม่ได้ว่าซุปก้อนสำเร็จรูปแบบนั้นจะมีรสชาติดีกว่าซุปแบบต้นตำหรับแท้ๆ เขาจะพิสูจน์ให้ดู!

 

“เอ๊…เรายังต้องออกไปไหนอีกเหรอ” พรอมโต้เริ่มงอแงเมื่อจบมื้อเที่ยงแล้วอิกนิสตรงไปยังเรกัลเลีย

 

“ฉันอยากจะออกไปล่าวัตถุดิบสำหรับทำมื้อต่อไป ไม่นานหรอก” ราชเลขาซ่อนแววตากระตือรือร้นไว้ “ได้ใช่ไหมน็อค”

 

เจ้าชายอนุมัติพร้อมก้าวขึ้นรถ กะจะหาที่งีบหลังกินข้าว “ตามใจเลย วันนี้พวกเราไม่มีธุระอื่นแล้ว”

 

อิกนิสพยักหน้า สตาร์ทเครื่องรถ ในหัวเลือกเมนูอาหาร…ถ้าพูดถึงซุป ความใส และสีสันที่จะเอามาสู้กับซุปก้อนนั่นได้ แน่นอนว่าต้องเป็น Quillhorn Soup

 

กลาดิโอ้ถามขึ้นบ้าง “อิกกี้…เราจะไปล่าตัวอะไร”

 

ทั้งเนื้ออกของ Daggerquill และเสต็ก Dualhorn ที่ใช้เคี่ยวนั้น เขามีสต๊อกเอาไว้แล้ว

 

และเพราะคนถามคือกลาดิโอ้ อิกนิสจึงได้ไอเดีย…

 

เนื้อที่ใส่ ต้องเป็นเนื้อชั้นเลิศกว่าวัตถุดิบธรรมดา

 

“เราจะไปล่า Behemoth กัน”

 

น็อคทิสถึงกับก้นไถลลงมาจากเบาะ…

 

———

 

“น็อคโตะ…..” พรอมโต้ครางเสียงอ่อย หัวพาดห้อยอยู่บนขอบประตูรถ “…อยากนอนแล้วอ่ะ….นอนโรงแรมได้ป่ะ”

 

เจ้าชายไม่ตอบ เพราะหลับลึกไปก่อนแล้ว

 

อิกนิสยังคงเหยียบคันเร่ง….ได้เนื้อ Behemoth มาแล้ว แต่เขายังไม่พอใจ หรือควรจะหาตัวที่สอง สาม และสี่ เผื่อจะได้น้ำซุปที่เข้มข้นขึ้น หรือว่าควรไปหาเครื่องเทศ ของหลักยังคงเป็น Wild Onion แต่เขาอยากได้อะไรที่มากกว่านั้น…ดันเจี้ยนไหนบ้างที่มีของดีๆ อีก….

 

“หรือจะแวะไปเอาเนื้อ Jabberwock ด้วย…” พ่อครัวพึมพำ

 

พรอมโต้ร้องกรี๊ดไปแล้ว

 

กลาดิโอ้รีบปราม “อิกกี้ เสบียงเรามีพอแล้ว ท้ายรถบรรทุกเพิ่มไม่ไหวหรอกนะ แล้วดูสภาพน็อคสิ…น็อคสมชื่อไปแล้ว”

 

อิกนิสเหลือบมองกระจกหลัง เห็นเจ้าชายหลับพับคอหักถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว…เขาถอนหายใจ แล้วหมุนพวงมาลัยกลับไปยังเมืองใหญ่

 

———

 

ในครัวเล็กๆ ของห้องโรงแรม มีเนื้อหายากที่แม้แต่ในภัตตาคารของ Insomnia ยังไม่ค่อยมีเสิร์ฟวางเรียงราย ภาชนะหลายอย่างที่พอหาได้วางสลอน

 

 

อิกนิสลองผัดวัตถุดิบกับเครื่องเทศต่างๆ แล้วค่อยผสมลงในน้ำซุป ลองหมักเนื้อก่อนจะนำไปเคี่ยวเพื่อเพิ่มรสชาติ ลองทุบกระดูกแล้วนำไขด้านในออกมาต้ม ลอง—–

 

ทั้งที่วัตถุชั้นเลิศจนไม่รู้จะเลิศอย่างไร แต่ไม่ว่าลองแบบไหน…เขากลับไม่มีความมั่นใจเลยว่าซุปนี้จะทำให้เจ้าชายชมว่าอร่อยกว่าซุปก้อนนั่น…

 

ตอนนั้นเองที่มือใหญ่วางลงเหนือสะโพกเพรียว…กลาดิโอ้เข้ามายืนเบียดด้วยในครัวแคบๆ

 

“มื้อนี้เป็นซุปสินะ”  ราชองครักษ์เกยคางลงบนบ่าของพ่อครัว กวาดสายตามองวัตถุดิบที่ล่ามาด้วยหยาดเหงื่อ “ครั้งแรกเลยรึเปล่าที่ทำซุปจากเนื้อเบฮีมอท”

 

“ใช่…” เสียงที่ตอบนั้น ต่างกับอิกนิสในยามปกติที่มักจะพูดถึงอาหารอย่างคล่องแคล่ว

 

“อิกกี้” กลาดิโอ้พูดเสียงไม่ดัง หากหนักแน่น “นายกำลังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ใช่ไหม…เพราะเจ้าน็อคมันชมซุปของร้านนั้นเหรอ”

 

แทงใจ แต่ตรงจุด

 

อิกนิสเหลือบมองไปอีกทาง เห็นน็อคทิสและพรอมโต้หลับสนิทอยู่บนเตียง จึงยอมเปิดปากสารภาพ

 

“…ซุปนั่น…ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรเลยแท้ๆ กลับอร่อย ฉันเลยไม่อยากยอมแพ้ของสำเร็จรูป…”

 

“ไม่ได้ใช้ความพยายาม?” กลาดิโอ้เลิกคิ้ว “จริงอยู่ว่าเนื้อและผักที่ใช้ก็ธรรมดา ผสมด้วยซุปก้อนง่ายๆ…แต่นายลืมอะไรไปหรือเปล่า…ฉันว่าพ่อครัวทุกคนก็ต้อง ‘พยายาม’ กันทั้งนั้น เพื่อส่งความรู้สึกให้คนกินรู้สึกอร่อย”

 

อิกนิสนิ่งไป

 

กลาดิโอ้มองหม้อที่เรียงรายไปด้วยการทดลองซุปจากหลายๆ วัตถุดิบ เขาคว้าช้อนแล้วตักเอา Quillhorn Soup แบบดั้งเดิมขึ้นมาชิม ก่อนจะกระซิบข้างหู

 

“อาหารที่นายทำอร่อยที่สุดสำหรับฉันเสมอ…เพราะฉันรู้ว่านายทำด้วยความรัก กลมกล่อมมากเลย…”

 

ผ่านไปหลายอึดใจ…โหนกแก้มอิกนิสเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนเหมือนตอนกลางวันแล้ว

 

“ทำเป็นพูดดี…นายเองก็ชอบกินบะหมี่ถ้วยแท้ๆ”

 

“นี่ตกลงงอนสะสมมานานแล้วสินะ พอเจอเจ้าน็อคชมซุปก้อนอีกคนถึงได้ระเบิดออกมาเหรอ” กลาดิโอ้หัวเราะ โอบเอวคนตรงหน้าแล้วโยกไปมา “ขี้น้อยใจ…แคร์ฉันมากสินะ”

 

ไม่ได้ระเบิดเสียหน่อย อิกนิสเถียงอยู่ในใจ ส่วนเรื่องแคร์…ไม่ให้แคร์พวกนี้แล้วจะให้ไปแคร์ใครที่ไหน

 

“อิกกี้…” คนข้างหลังยังคงตอแย “ป้อนหน่อยสิ”

 

“อะไรของนาย” เมื่อกี้ยังตักกินเองได้

 

“ฉันจะพิสูจน์…ว่าถ้านายป้อน ต้องยิ่งอร่อยขึ้นแน่นอน”

 

…ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้กันนะ…ชอบเล่นกับหัวใจคนอื่นเสมอ

 

อิกนิสเม้มปากขัดใจ…แต่ก็ตักน้ำซุปใสป้อนให้คนที่กอดเอวอยู่

 

“อร่อย…” กลาดิโอ้ชมพร้อมหอมแก้มอุ่นๆ นั้น ท่าทางเขินอายทำให้อยากแกล้งต่อ “…นี่…ถ้าป้อนด้วยปากล่ะ”

 

คนถูกขอร้องลอบอมยิ้ม…แล้วเริ่มตักซุปอีกช้อน—-

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!”

 

เสียงพรอมโต้ร้องลั่นทำให้สองคนที่นัวเนียอยู่ดีดตัวออกจากกันทันควัน

 

“เกิดอะไรขึ้น!” อิกนิสเดินออกมาดู

 

พรอมโต้กำลังถือหมอนอยู่…บนนั้นมีเส้นผมสีทองร่วงเต็มไปหมด  “ผ….ผม…ทำไมผมร่วงขนาดนี้ไม่รู้อ่ะ!”

 

น็อคทิสที่นั่งข้างๆ ก็มีผมกระจายอยู่บนหมอน เผลอๆ จะเยอะกว่าของพรอมโต้…เจ้าชายจึงดูช็อกเสียยิ่งกว่า

 

“เพราะซุปนั่นแน่ๆ…” น็อคทิสพึมพำ “เห็นว่าแทบไม่มีผักเลยกินไปเต็มที่…ลืมคิดไปว่าคงใส่โมโนโซเดียมกลูตาเมทไปเต็มที่ด้วยสินะ…คราวหลังฉันจะกินแต่ซุปของอิกนิสแล้ว”

 

อิกนิสขำพรืด…

 

“แต่ซุปของฉันใส่ผักเยอะนะ” ราชเลขาหยอก

 

“ฝีมือนายดีที่สุด” น็อคทิสสรุปให้ แล้วเดินหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างเก้อเขิน

 

“ฉันก็ชอบซุปของอิกนิสที่สุดเลยนะ” พรอมโต้ยิ้มแป้น ก่อนจะเหลือบเห็นบางคนจนต้องรีบหลบตา “เอ่อ…ฉันออกไปซื้อแชมพูสูตรแก้ผมร่วงดีกว่า เดี๋ยวมา”

 

อิกนิสมองตามเจ้าหัวทองที่เผ่นออกนอกห้องไปอย่างไม่เข้าใจ

 

ก่อนจะได้คำเฉลย เมื่อหันกลับไปเห็นกลาดิโอ้ยินอิงประตูครัว กระดิกนิ้วเรียกให้เข้าไปหา

 

…อ๋อ…เขายังติดค้าง ต้องป้อนซุปอีกฝ่ายต่อสินะ

 

 

-Bon Appétit-

 

 

[FFXV] Duties. #Glanis – 5

[FFXV] Duties. #Glanis – 5

Macholu

อ้างอิงเหตุการณ์และ TL ในช่วงอนิเมะ Brotherhood นะคะ ,,- -,,

ตอนก่อน : 1 / 2 / 3 / 4 / DLC

———

“ถ้าเราเป็นสามัญชน คงถูกส่งเข้าเรือนจำไปแล้ว”

องค์ราชาเอ่ยขณะลากฝ่ามือไปตามผิวนวล

“ไม่บ่อยนักหรอก ที่รู้สึกดีในอภิสิทธิ์ของราชวงศ์”

———

“…เด็กวัยรุ่นเขานิยมไปเที่ยวที่ไหนกัน”

คำถามปุบปับนั้น ทำให้กลาดิโอ้ตาโต เผลอเปิดช่องให้หอกไม้แทงทะลุการ์ดที่ตั้งไว้ จิ้มถูกเกราะบริเวณท้อง

“อ๊ะ สำเร็จ” อิกนิสยิ้มให้กับผลงานตัวเอง “การถามระหว่างต่อสู้ทำให้โจมตีได้ผลเหมือนกันแฮะ”

“นายนี่…ใช้หัวสู้มากกว่าร่างกายอีกแล้ว ฉันบอกให้ฝึกจนโต้ตอบได้ตามธรรมชาติต่างหาก” ครูฝึกแยกเขี้ยว ลดดาบไม้ลงเป็นสัญญาณว่าให้พัก “ว่าแต่ ถามเพื่อเบนความสนใจหรือถามเอาคำตอบจรืง”

“ทั้งสองอย่าง” อิกนิสเดินไปยังผนัง หยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหาย “ฉันไม่รู้จริงๆ…”

“เฮ้ เป็นไปไม่ได้ อย่างนาย—-”  กำลังจะบอกว่าอย่างนายเหรอไม่เคยเที่ยว แต่เมื่อเห็นใบหน้าหงอยๆ ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น

ในฐานะราชเลขา ย่อมมีภาระมากมายชนิดที่เวลาในหนึ่งวันไม่พอใช้ แล้วจะไปมีเวลาเที่ยวเตร่ยังไงอีก

“ไม่รู้ก็ไม่เห็นเป็นไร” กลาดิโอ้รีบหาคำที่คิดว่าปลอบใจได้ ก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่ อยากเที่ยวเหรอ”

“เปล่า” อิกนิสส่ายหน้า  “แค่กังวลน่ะ ช่วงนี้น็อคกลับบ้านช้า พอถามก็บอกว่าไปเที่ยวกับเพื่อนหลังเลิกเรียน…ฉันกังวลว่าสถานที่ที่เขาไปจะไม่ดี”

ที่แท้นายห่วงเจ้าน็อค เป็นแม่มันเหรอไง อยากจะล้อออกไป แต่คำว่าแม่นั่นกลับยอกใจตัวเอง กลาดิโอ้เกาหัวแกรก

“เพื่อนเหรอ ตอนมาซ้อมเจ้านั่นก็พูดถึงเพื่อนคนหนึ่งบ่อยมาก พรอมโต้อย่างนั้น พรอมโต้อย่างนี้ จนฉันหูแทบแฉะ” ครูฝึกนึกย้อน ก่อนจะมองนาฬิกา…ได้เวลาเลิกพอดี

เวลาซ้อมให้เจ้าชายคืออยากให้หมดชั่วโมงไวๆ แต่กับอิกกี้ เขาอยากให้เวลายืดออกไปเยอะเท่าที่จะเยอะได้

และวันนี้ โอกาสก็มาถึง

“เลิกซ้อมได้” กลาดิโอ้บอกด้วยน้ำเสียงปกติ พยายามสะกดความประหม่าไว้  “แล้ว…ลองไปสำรวจที่เที่ยวของวัยรุ่นกันไหมล่ะ ฉันพาไปเอง”

“เอ๊ะ” อิกนิสเผยอปากเล็กน้อย

“ไปหรือไม่ไป” เข้มเข้าไว้ บอกกับตัวเอง

คนถูกถามกะพริบตา ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ใกล้ ๆ ขึ้นมาเปิดดูเงียบ ๆ …ไม่ได้รู้เลยว่าคนรอคำตอบลุ้นแค่ไหน

“หลังจากนี้ฉันไม่มีธุระอะไรแล้ว” อิกนิสกดปิดหน้าจอ หันมายิ้มบาง ๆ “รบกวนด้วยนะ”

“ไม่ได้รบกวนอะไรเลย” กลาดิโอ้พยักหน้า

แล้วแอบกำหมัดอย่างดีใจ

———

แม้อามิซิเทียจะถือเป็นตระกูลสูงศักดิ์แห่งลูซิส แต่กลาดิโอ้กลับถูกเลี้ยงมาอย่างเรียบง่ายและติดดิน ช่วงอยู่ในวิทยาลัยทหาร นอกเวลาเรียนเขาจึงได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป

ต่างกับอิกนิส ไม่ว่าจะเพราะเป็นตระกูลซีเอนเทียหรือเพราะหน้าที่การงานในวัง เจ้าตัวจึงไม่ประสีประสากับการเที่ยวเล่นนัก และคงยิ่งลำบากใจเมื่อเจ้าชายในความดูแลดันเกเร ชอบไปยังสถานที่และสังคมที่ไม่รู้จัก…การที่กลาดิโอ้อาสาพามาเปิดหูเปิดตา จึงเป็นเรื่องน่าขอบคุณไม่น้อย และกลาดิโอ้เองก็หวังจะให้ผู้ดูแลเจ้าชายวางใจ ว่าการเที่ยวเล่นของวัยรุ่นมันไม่ได้น่าเป็นห่วงสักนิด

…หวังว่าอย่างนั้น…แต่แค่เรื่องแรกที่พามาสัมผัส อิกนิสก็ขมวดคิ้วแน่นแล้ว

“คุณค่าทางอาหารน้อยเหลือเกิน…” นิ้วเรียวจับแฮมเบอเกอร์ เปิดส่วนขนมปังออก “…ผักแค่นี้…น็อคคงจะหยิบทิ้งได้ง่าย ๆ สินะ…”

“ฉ…ฉันแค่ลองพามาร้านที่วัยรุ่นนิยมแวะกันหลังเลิกเรียน เจ้าน็อคมันคงไม่ได้กินแบบนี้หรอกมั้ง”  กลาดิโอ้รู้สึกเหมือนจะเหงื่อแตกในห้องแอร์

“หมอนั่นเคยกินแน่นอน ฉันเคยเห็นกระดาษห่อทิ้งไว้ในห้อง” ตอบพลางถอนหายใจ

“แต่คงไม่ได้กินบ่อยหรอกน่า…เจ้าน็อคอาจจะชอบกิน แต่รู้สึกเด็กที่ชื่อพรอมโต้จะไม่ค่อยชอบ บอกว่ากลัวอ้วน…”  คนพามาพยายามแก้ตัวให้เจ้าชายผู้ต่อไปอาจจะชะตาขาดเพราะกินจังค์ฟู้ด

“หวังว่าแบบนั้น”  อิกนิสคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ คล้าย ๆ จะปลง “…แต่มิลค์เชคของที่นี่อร่อยดี ไม่หวานมากด้วย”

กลาดิโอ้ยิ้มออก ยิ่งเห็นความถูกใจในแววตาของอิกนิส เขายิ่งอุ่นในหัวใจ แต่จะปล่อยให้บทสนทนาขาดช่วงคงไม่ดีเลยชวนคุย “ปกติเวลาไปเที่ยวกับเพื่อน นายไปที่ไหนเหรอ”

“ก็…ภัตตาคาร ไม่ก็สวนอาหาร” ตอบพร้อมรอยยิ้มบาง “เป็นการฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารไปด้วยน่ะ”

เป็นการเที่ยวกับเพื่อนที่เครียดน่าดู…หรือเปล่า กลาดิโอ้เข้าไม่ถึงนัก “เอ่อ…ฟังดูไม่เหมือนการเที่ยวซักเท่าไหร่”

“ฉันก็รู้ตัว ว่าไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่…ช่วยไม่ได้นะ เป็นหน้าที่นี่นา” อิกนิสรวบกระดาษห่อแฮมเบอเกอร์ เขากินไปได้แค่ครึ่งเดียวก็เลี่ยนกับเนื้อชุ่มน้ำมันจนกินต่อไม่ไหว “แถมอาหารของวัยรุ่น ก็ไม่ถูกปากฉันซะเลย แต่ถ้าน็อคชอบกิน จะลองปรับปรุงสูตรให้น้ำมันน้อยลง ส่วนเครื่องปรุงก็….อ๊ะ ขอโทษที”

กลาดิโอ้ที่กำลังเคลิ้มกับการฟังเสียงนุ่มๆ เบ้หน้าอย่างเสียดาย “ขอโทษอะไรอีก”

“มาบ่นให้นายฟังซะได้”  นิ้วขาวดันแว่นขึ้น แล้วกัดริมฝีปากเมื่อเพิ่งรู้สึกตัวว่ามือยังไม่ได้ล้าง “ขอบคุณที่พามาทานมื้อเย็น”

“นายคิดเหรอว่าการเที่ยวหลังเลิกเรียนของวัยรุ่นจะจบแค่นี้” คนนำทางลุกพรวด กวาดของเหลือใส่ถาดแล้วนำไปวางตรงจุดทิ้ง ก่อนจะเดินกลับมาดึงต้นแขนเพรียวให้ลุกตาม “นี่มันเพิ่งเริ่มต่างหาก”

อิกนิสเบิกตากว้าง ตัวเซไปตามแรงดึงนั้นอย่างงง ๆ “เดี๋ยวสิ ยังไม่ได้ล้างมือเลย!”

———

‘ที่เที่ยวของวัยรุ่น’ แหล่งที่สอง ยังคงทำให้ผู้ดูแลองค์ชายขมวดคิ้วมุ่น เพราะเครื่องเกมขนาดใหญ่ทั้งหลายแข่งกันส่งเสียงเรียกลูกค้าให้เข้าไปทดลองเล่น

“เกมเซ็นเตอร์สินะ ไม่นึกว่าที่จริงจะเสียงดังขนาดนี้” อิกนิสมองรอบ ๆ เห็นนักเรียนในชุดเครื่องแบบหลากวัย แต่ที่น่าแปลกใจสุดคือมีคนทั่วไปรวมอยู่ บ้างก็ใส่ชุดสูทสำหรับทำงาน “แต่ทุกคนก็ดูสนุกดี…”

“อิกกี้! เล่นไอ้นี่กัน” กลาดิโอ้ดึงต้นแขนคนข้าง ๆ ลากไปยังเครื่องเกมที่อยู่ใกล้ ๆ

“…ยิงซอมบี้” คนถูกชวนหน้าตึง “ฉันเล่นไม่เป็น”

“เกมนี่ดังมากเลยนะ ง่าย ๆ เอง นายยิงปืนได้ไหมล่ะ”  คนตัวใหญ่ค้นการ์ดเงินสดในตัวออกมาทาบบนเครื่อง เตรียมเริ่มเกมแบบสองคนโดยไม่ถามแม้แต่น้อย

“ก็เคยฝึกยิงมาบ้าง”  แม้ว่าข้าราชการแห่งลูซิสจะไม่นิยมใช้ปืนกันก็เถอะ อิกนิสมองปืนเลเซอร์กระบอกใหญ่ที่อีกฝ่ายส่งให้

เกมเริ่มแล้ว กติกาง่าย ๆ คือยิงผีดิบที่เดินเข้าหาหน้าจอให้ตายก่อนที่จะมาถึงตัว กลาดิโอ้คงจะเคยเล่นมาแล้วจึงสอยซอมบี้ในจอได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่มือใหม่ยังจับจังหวะไม่ได้จนถูกซอมบี้ตบเสียแถบ HP เกือบหมด

กลาดิโอ้เห็นหน้ายุ่ง ๆ ของคนที่ยืนอยู่ขวามือแล้วหัวเราะ เขาเปลี่ยนปืนไปถือมือซ้าย ก่อนจะโอบแขนขวาผ่านหลังอิกนิส เอื้อมมือไปช่วยประคองปืน  “มันต่างกับปืนปกตินิดหน่อยเพราะไม่มีศูนย์เล็ง นายต้องกะระยะโดยดูจากลำแสงเลเซอร์ แบบนี้”

อิกนิสประหม่า…แผ่นหลังอุ่น แต่ที่ร้อนวาบคือบริเวณใบหน้า เพราะท่าทางตอนนี้เหมือนเขาถูกกอด มือขวาก็ถูกอีกฝ่ายกุมเอาไว้แน่น  “กลาดิโอ้…ฉันยิงเป็นแล้ว”

คนฉวยโอกาสเดาะลิ้นเพราะคนโดนลวนลามรู้ตัวไว แต่ยังเฉไฉสอนต่อ “นายยังพลาดอยู่เลย นี่ ๆ ฉันจะทำให้เป็นตัวอย่างอีกแป๊บ”

“กลาดิโอ้…มันหนักนะ” ตอบพลางขยับตัว คนข้างหลังเล่นก้มลงมา กดเขาไว้จนแทบไหล่ทรุด

“เดี๋ยวก็จบเกมแล้วน่า…” ยิ้มร้ายกาจใส่คนข้างหน้า แกล้งถ่วงเวลาด้วยการยิงพลาด

“กลาดิโอ้” อิกนิสกระแอม  “…หน้าจอฝั่งนาย…ตายแล้ว”

กลาดิโอ้หันควับ แล้วร้องจ๊าก เพราะเขามัวแต่มาช่วยฝั่งอิกนิส ตัวละครอีกฝั่งจึงโดนรุมจกไส้ตายอนาถ เล่นต่อไม่ได้

อิกนิสหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าบูดเบี้ยวนั้น เขาดันมือใหญ่ออก แล้วตั้งใจเล่นต่อ “ไม่ต้องห่วง จะแก้แค้นให้เอง”

แม้จะเสียฟอร์มอย่างรุนแรง แต่ขอแค่อีกฝ่ายสนุกเขาก็พอใจแล้ว กลาดิโอ้มองนิ้วเรียวดันแว่นขึ้นให้เข้าที่ แล้วเหนี่ยวไกรัว…อิกนิสหัวไวอยู่แล้ว เกมที่ทำท่าจะจบไปเพราะเหลือผู้เล่นคนเดียวจึงยืดยาวออกไปจนเกินคุ้มเงิน ส่วนกลาดิโอ้ผันตัวจากผู้เล่นกลายเป็นกองเชียร์อย่างตั้งอกตั้งใจ

สุดท้าย เกมก็มาถึงด่านที่ต้องเสียเงินเพื่อจะเล่นต่อ กลาดิโอ้หยิบการ์ดออกมา เลิกคิ้วถาม  “ต่อมั้ย”

“ไม่ล่ะ เมื่อยนิ้ว” อิกนิสส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มละมุน เขาเก็บปืนคืนที่ก่อนจะพูดต่อ  “แล้วนายก็เลิกกอดเอวฉันเสียที….”

กลาดิโอ้เบ้หน้าเมื่อถูกจิกเล็บลงบนเนื้อ ต้องยอมปล่อยมืออย่างแสนเสียดาย…

———

เพราะใช้เวลาอยู่ในเกมเซ็นเตอร์นาน พอออกมาด้านนอกท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว…

“ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปขนาดนี้ เกมเซ็นเตอร์นี่น่ากลัวจริงๆ” อิกนิสพึมพำขณะมองนาฬิกา “กลับกันได้หรือยัง”

กลาดิโอ้ยิ้มหงอย ๆ …เขาอุตส่าห์ไม่ทักเรื่องเวลาหรือชวนกลับบ้าน แต่อีกฝ่ายไม่ลังเลเลยที่จะบอกออกมา…เมื่อนึกถึงความจริง…อีกฝ่ายคงยังมีงานค้างคา แม้เขาจะอยากดึงให้อยู่ด้วยนานแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรเห็นแก่ตัวแบบนั้น

“อืม…” ตอบด้วยเสียงเหงา ๆ ช่วงสุดท้ายในวันนี้คือการเดินไปส่งอีกฝ่ายขึ้นแท็กซี่…นี่เขาจงใจไม่เอารถมาเพื่อจะถ่วงเวลาการเดินทางให้นานเกินควรเลยนะ

อิกนิสออกเดินนำออกจากย่านบันเทิงของวัยรุ่นที่เพิ่งได้มาสัมผัส นึกขอบคุณคนพามาที่ทำให้เขาเบาใจว่าแม้จะดูเหลวไหล แต่ก็ไม่อันตรายอะไรอย่างที่คิด  “นอกจากร้านฟาสฟู้ดส์กับเกมเซ็นเตอร์แล้ว ยังมีที่ไหนแนะนำอีกมั้ย”

“อืม…คาเฟ่ คาราโอเกะ สนามกีฬา ห้องซ้อมดนตรี โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า…ที่ไหนใช้เวลาได้เพลิน ๆ ก็โอเคหมด”  ตอบพลางดึงแขนอีกคนให้มาเดินด้านใน ตนเองออกไปเดินกันคนที่สวนมาแทน “ถามแบบนี้…อยากมากับฉันอีกเหรอ”

ขำกับความใส่ใจทั้งที่เขาไม่ใช่สาว ๆ ปนหมั่นไส้ความมั่นใจนั้น…แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธว่าการเที่ยวเล่นกับอีกฝ่ายนั้นสนุก…  “…ถ้าว่างน่ะนะ”

กลาดิโอ้แกล้งหันหน้ามองอีกฟากถนน แอบร้องเยส…

“อ๊ะ”  อิกนิสอุทาน เมื่อสามแยกข้างหน้านั้น ถนนเส้นหนึ่งถูกกั้นด้วยเวทีขนาดใหญ่ เปิดเพลงเสียงดัง มีฝูงชนแน่นขนัด “พวกเราต้องผ่านทางนั้นด้วยสิ…งานอะไรกันนะ”

อาจจะเพราะอิกนิสไม่ค่อยเจออะไรแบบนี้จึงไม่ทันสังเกต แต่กลาดิโอ้นั้นมองปราดเดียวก็รู้แล้ว…เขาลอบยิ้มซุกซน ก่อนจะแตะต้นแขนคนข้าง ๆ “ลองเข้าไปดูกันไหม ยังไงก็ต้องเดินผ่าน อ้อมก็เสียเวลา”

“แต่ต้องเดินเบียดคนนะ เสียเวลาพอกันหรือเปล่า” คนถูกถามแย้ง

“มีโอกาสแล้วไม่เข้าไปสิน่าเสียดาย”  กลาดิโอ้ขยิบตา “นี่ก็เป็นสถานที่ที่วัยรุ่นนิยมนะ เจ้าน็อคอาจจะอยู่ในนั้นก็ได้”

“….”  โดนล่อลวงด้วยเจ้าชายเสียแล้ว อิกนิสจึงพยักหน้า  “ลองดู”

ถนนทั้งเส้นกลายเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลชั่วคราว มีทั้งอาหารแผงลอยและของจุกจิกขาย ยิ่งเข้าใกล้เวทีเท่าไหร่คนยิ่งหนาแน่น ต้องเดินเบียดกันไป

อิกนิสกระแอมเตือนแล้วกระซิบเสียงดุเมื่อถูกรวบมือไปจูง… “เดี๋ยวคนอื่นเห็น!”

“ฮ่าๆๆๆ นี่นายยังไม่รู้ตัวเหรอ”  กลาดิโอ้ขำตัวสั่น แล้วก้มลงมากระซิบข้างหู “…ไม่มีใครว่าพวกเราหรอก…นี่มันชุมนุมดนตรีของคนรักเพศเดียวกัน”

คนฟังหน้าร้อนวาบ…นัยน์ตาใต้แว่นเบนไปซ้ายและขวาช้าๆ…มีทั้งคู่รักชายเดินกอดคอ และคู่รักหญิงโอบเอวพลางจูบกันและกัน…เต็มไปหมด

“นายหลอกฉันมา…”  ต่อว่าพลางยกนิ้วขึ้นดันแว่นอย่างเก้อเขิน

“ไม่ได้หลอกเสียหน่อย ในนี้ก็มีพวกวัยรุ่นเยอะแยะ”  กลาดิโอ้ยิ้ม กระชับมือเล็กกว่าเอาไว้  “พวกเขาเป็นวัยรุ่น…มารวมตัวกัน ในสถานที่ที่ยอมรับตัวตนของพวกเขายังไงล่ะ”

เพราะเสียงทุ้มนุ่มนั้น เชิญชวนให้เปิดหัวใจมากกว่าใช้ตามอง…

เพลงที่เปิดดังไปทั่วไม่ได้กระแทกกระทั้น แต่เป็นเพลงหวานละมุน…จังหวะชวนให้ตระกองกอดและโยกตัวไปด้วยกันอย่างอ่อนโยน

ไม่ใช่แค่พวกคู่รัก ยังมีพวกที่มากับกลุ่มเพื่อน ต่างจูงมือกันเป็นวงแล้วเต้น…ทุกคนดูมีความสุข…ดูเต็มไปด้วยความเข้าใจ…

สองคนเดินมาถึงช่วงที่คนหนาแน่นที่สุด กลาดิโอ้กระแอมอย่างประหม่า…ปล่อยมือที่จูง…เปลี่ยนมาโอบรอบเอวบางแล้วพาโยกไปตามจังหวะช้า ๆ

“ให้เกียรติเต้นกับผมสักเพลงได้ไหมครับคุณซีเอนเทีย” เสียงนั้นเคร่งขรึมจนดูตลก

อิกนิสหลุดขำพรืดเบา ๆ

“อย่าหัวเราะสิ!” โวยด้วยใบหน้าแดงซ่าน  “นายนี่..ฉันอุตส่าห์อยากทำให้โรแมนติก”

“ขอโทษ…ฮ่ะๆๆ” อิกนิสพยายามกลั้นยิ้ม “ฉันขำเพราะนายเต้นไปก่อนขอแล้วต่างหาก”

“เออเนอะ” กลาดิโอ้เพิ่งนึกได้ “งั้นก็ไม่ต้องขอแล้วสินะ”

“จะปฏิเสธนายก็คงไม่ได้แล้วสินะ….” ยิ้มอย่างอ่อนใจ

“งั้น…”  คนนำเต้นยิ้มได้ใจ

มือใหญ่กุมมือขาวทั้งสองข้างขึ้นมา จับให้วางบนไหล่ของเขา…แม้ไหล่ของกลาดิโอ้จะสูงไปหน่อย แต่ก็ไม่เกินเอื้อมแขนของอิกนิส เมื่อจัดท่าเรียบร้อย สองมือของกลาดิโอ้ก็เลื่อนลงไปรอบเอวบางอีกครั้ง

จังหวะง่าย ๆ เบา ๆ ทำให้เท้าสองคู่ก้าวตามได้ไม่ยาก…เพราะคนเยอะจึงเบียดเสียดกันไปมา แผ่นหลังถูกชนจนต้องเขยิบเข้าใกล้…ไม่กี่อึดใจใบหน้าของอิกนิสอยู่ใกล้ชิดกับแผ่นอกกว้าง…เขาได้ยินเสียงหัวใจ…หนักแน่นราวกับกลอง

มือใหญ่จากเดิมแค่ประคอง เปลี่ยนเป็นโอบกอดเอาไว้…ตั้งใจว่าจะเต้นพลางพาเดินแทรกผ่านถนนไป กลับกลายเป็นอยากหยุดอยู่ตรงนี้…เต้นวนอยู่ที่นี่ไม่รู้จบ

“…ต่างกับเวลาเต้นในบอลรูมเยอะเลย”  อิกนิสหัวเราะ แข้งขาขยับไม่ค่อยได้เพราะฝูงชนรอบตัว ก่อนจะร้องโอ๊ยเมื่อถูกเหยียบเท้า

“อ๊ะ! ไม่ได้ตั้งใจ” กลาดิโอ้หน้าตื่น เท้าเขาใหญ่มโหฬาร ให้มาเต้นในที่แคบก็ได้เรื่องทันที

“นายนี่…ลีลาศไม่เก่งสินะ” คู่เต้นยิ้มมุมปาก รู้สึกพอใจที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีจุดอ่อน

“ใครว่า ฉันน่ะได้หมด ทั้งวอลซ์ รุมบ้า หรือแทงโก้ก็ไม่เคยกลัว” โต้กลับอย่างไม่ยอมเสียเชิง “ว่าง ๆ ไปพิสูจน์กันบนฟลอร์ไหมล่ะ”

“เอายังไงดีนะ….”  แกล้งทำท่าคิด ก่อนจะอุทานออกมาอีกรอบเมื่อถูกชนหลัง ทั้งร่างโผเข้าไปกอดแนบกับคนตรงหน้า

หัวใจของกลาดิโอ้ยังคงแน่นหนักราวกับกลอง…และมีเสียงซ้อนขึ้นมาอีกหนึ่ง

อิกนิสเพิ่งรู้…ว่าคือเสียงในอกของเขาเอง

แขนกำยำโอบรัดเหนือสะโพก…มือใหญ่ลูบแผ่นหลังเพรียวขึ้นมาจากด้านล่างสู่ลำคอขาว ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปในผม ดึงเบา ๆ ให้เงยหน้า

ริมฝีปากสีเรื่อห่างเพียงแค่ก้มลงไปหา…กลาดิโอ้มองอย่างหลงใหล…และประทับจูบลงไป

…หากถูกกั้นเอาไว้ด้วยฝ่ามือขาว…

นัยน์ตาของอิกนิสที่มองมานั้น กึ่งห้ามปราม กึ่งอ้อนวอนว่า ‘อย่า’…

…ไม่ได้สินะ…

กลาดิโอ้ทอดถอดใจ…หากยังไม่ยอมเลิกรา…เขาก้มหน้าลงซบไหล่อีกฝ่าย กอดเอาไว้แนบแน่น…ขอแค่ได้เคล้าคลอท่ามกลางเพลงหวาน…

ราวกับอ้อนวอนว่าอยู่ข้าง ๆ ฉัน…ได้หรือไม่…

TBC

เพลงฟังประกอบตอนท้าย : Stand By Me (Imagine Dragon Cover)

  • กลาดี้…… /ชักสงสารเลยค่ะ
  • ก็นะ…อิกกี้ ยังไงก็คงเป็นอิกกี้ค่ะ แม้จะหวั่นไหว แต่ยังไม่อ่อนข้อ
  • กลาดี้ต้องทะลวงกำแพงหนัก ๆ กว่านี้นะ!!! 
  • หายไปนานเพราะทำงานค่ะ แงงงง เริ่มกลับมาต่อแล้วนะะะะ ❤

[FFXV] Duties. – 4 (Gladio x Ignis)

[FFXV] Duties. #Glanis – 4

 

Macholu

ตอนก่อน : 1 / 2 / 3 / DLC

อ้างอิงเหตุการณ์และ TL ในช่วงอนิเมะ Brotherhood นะคะ ,,- -,,

และ มโนให้ในอาณาจักร Lucis ทำใบขับขี่ได้ตอนอายุ 18 เน้อ

อ้างอิงจากพรอมโต้ตอนเปิดเรื่องที่กำลังขับรถแบบเด๋อด๋ามือใหม่สุด ๆ ค่ะ XD

 

———

“น็อคโตะกับทุกคนนี่ยอดไปเลยนะ”

“ทำไมคิดอย่างนั้น”

“ก็เป็นคนสำคัญของอาณาจักร เท่มากๆ น่าอิจฉาจัง”

อิกนิสมองดวงตาเป็นประกายของพรอมโต้แล้วยิ้มอย่างเอ็นดู

…หากห้ามความเศร้าในดวงตาตนเองเอาไว้ไม่ได้…

“การเป็นคนธรรมดาต่างหากที่น่าอิจฉา”

———

 

กลาดิโอ้ถอนหายใจอย่างโล่งอก…เมื่อคนที่เขาไม่แน่ใจว่าจะมา กลับปรากฎตัวก่อนเวลาที่โรงฝึกของราชวัง

 

ไม่ได้หมายถึงน็อคทิส แต่คืออิกนิส

 

ผ่านไปหลายวัน หากความอึดอัดระหว่างพวกเขาไม่ได้น้อยลง…ไม่สิ ที่อึดอัดคือกลาดิโอ้ฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายนั้น…เย็นชา

 

ทว่า งานก็คืองาน กลาดิโอ้กระแอมในลำคอก่อนสรรหาคำพูด  “…จะฝึกทั้งชุดสูทแบบนี้เลยเหรอ ทำไมไม่หาเสื้อผ้าคล่องตัวกว่านี้มาเปลี่ยน”

 

คนถูกถามหน้านิ่ง และตอบเสียงเรียบ “เวลามีเหตุให้ป้องกันตัว เลือกเสื้อผ้าที่สวมอยู่ไม่ได้หรอกนะ”

 

คนถามชะงักกึก ก็ถูกของอีกฝ่าย แต่เหมือนโดนกวนยังไงไม่รู้  “อ่า…ตามใจแล้วกัน”

 

“เริ่มสอนเถอะ” อิกนิสบอกพลางปลดกระดุมข้อมือทั้งสองข้าง พับปลายแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย

 

แม้จะอยากพุ่งไปกระชากเสื้อกั๊กหรูและเชิ้ตเรียบกริบแค่ไหน แต่ครูฝึกข่มใจหงุดหงิดเอาไว้ทัน  “บทเรียนแรก แบบไม่มีอาวุธ นายคงเคยฝึกมาบ้าง”

 

“ใช่…วิทยาลัยของฉันมีสอนนิดหน่อย แต่ไม่ได้เน้นเหมือนในวิทยาลัยทหารหรอกนะ” บอกพร้อมตั้งการ์ด “ขอความกรุณาด้วย”

 

กลาดิโอ้นึกห่วง อิกนิสเรียนด้านกฎหมายและการปกครอง กล้ามเนื้อคงไม่ได้ฝึกหนักมาก่อนถ้าเขาบุ่มบ่ามลงมือแรงไปคงไม่ดี จึงเริ่มจากการแย็บหมัดชกซ้ายขวา

 

แล้วต้องผิดคาด เมื่ออีกฝ่ายหลบหลีกได้คล่องแคล่ว ซ้ำยังโจมตีกลับด้วยความเร็วพอ ๆ กัน

 

“เฮ้ ๆ”  ครูฝึกแสยะยิ้มถูกใจ “นี่น่ะเหรอนิดหน่อย เข้าท่านี่นา”

 

“จับหลักจากการสอน แล้วก็มาฝึกเองต่อด้วย” อิกนิสตอบ ปรับลมหายใจให้เข้ากับจังหวะการเคลื่อนไหว…รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ต่อยไม่ถูกสักหมัด

 

“แสดงว่านายมีหัวทางด้านการต่อสู้อยู่พอตัว” กลาดิโอ้ชมอย่างจริงใจ

 

แต่ดูเหมือนจะไปสะกิดถูกอะไรบางอย่างเข้า  “ทำไม คิดว่าอย่างฉันทำได้แค่ยกหนังสือไปทุ่มศัตรูเหรอ”

 

“ไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย โอ้ว!”  แก้ตัวไม่ทันไรก็ต้องเอี้ยวหลบสุดตัว

 

อิกนิสเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์นักเมื่อลูกเตะแรกที่ตั้งใจจะให้โดนสีข้างของอีกฝ่าย วืดไปอย่างน่าเสียดาย เขาสาวเท้ารวดเร็ว ขึ้นเข่าตามทันที แต่กลาดิโอ้แค่เพียงยกหน้าแข้งขึ้นกันก็หยุดได้ คนพลาดไม่ยอมแพ้ เหวี่ยงหวัดซ้ายขวาอย่างว่องไว

 

“เก่งกว่าที่คิดเอาไว้เยอะนะเนี่ย” เอ่ยด้วยลมหายใจธรรมดา หลบหลีกไปมาราวกับไม่ได้ใช้แรงเกินปกติ

 

ต่างกับฝ่ายหนึ่งที่เริ่มหนักแรง ลมหายใจเคยคุมได้เริ่มไม่เชื่อฟังเสียแล้ว “นายไม่คิดจะสวนกลับบ้างเลยเหรอไง”

 

คำถามนั้นไม่รอคำตอบ อิกนิสออกหมัดซ้ายหลอกหนึ่งครั้ง แล้วรีบอัดหมัดขวาเต็มแรงทันที กลาดิโอ้ทำหน้าตกใจ แต่ก็แค่นั้น แขนกำยำยกขึ้นการ์ดทัน เนื้อกระทบเนื้อเสียงดังก้อง

 

“อึก!!!”  แทนที่คนถูกชกจะร้อง คนร้องกลับเป็นคนชก กระดูกนิ้วลั่นเปรี๊ยะ เจ็บเพราะปะทะกับกล้ามเนื้อที่มีมวลแน่นกว่า

 

“เฮ้ย! เป็นอะไรรึเปล่า”  กลาดิโอ้ตกใจ รีบคว้ามือขาวจัดมาตรวจดูอย่างละเอียด ก่อนจะถอนหายใจ “ดูเหมือนกระดูกจะไม่เป็นอะไรนะ…ฟกช้ำจนได้”

 

แม้จะรู้สึกเสียเชิง แต่เพราะได้เห็นสีหน้าเป็นห่วงจากอีกคน อิกนิสจึงโกรธไม่ลง “เดี๋ยวก็หาย…”

 

“…นาย…โมโหอะไรรึเปล่า”  ครูฝึกหน้าหมองลง

 

“แค่เจ็บใจน่ะ ที่ทำอะไรไม่ได้เลย…ฉันตั้งใจสู้แล้วนะ” ยอมรับพลางถอนหายใจเฮือก

 

คำสารภาพนั้น ทำเอาคนฟังหลุดขำ “ฮ่ะ ๆ ๆ ให้พูดตามตรง นายเก่งนะ เกินระดับคนทั่วไปด้วยซ้ำ แต่ลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร”

 

แม้จะฟังเหมือนขี้โอ่ แต่กลาดิโอ้ไม่ได้เกินเลยคำอวดอ้างเลย จะมีนักวิชาการสักกี่คนในลูซิสที่สามารถตะบันหน้าราชองครักษ์

 

“เฮ้อ…” ถอนใจซ้ำ หลุดยิ้มออกมา

 

กลาดิโอ้มองใบหน้านั้น ราวกับได้เห็นดวงตะวันหลังวันฝนพรำ…

 

“โอเค ฉันยอมรับแล้วว่าสู้ไม่ได้” คนแพ้ลูบหลังหมัดไปมาก่อนพูดต่อ “มีอีกอย่างที่คาใจ ทำไมนายไม่โจมตีกลับเลยล่ะ”

 

คนถูกถามหลุดจากภวังค์…เกาหลังคอแก้เก้อ

 

“…ใครจะอยากลงไม้ลงมือกับคนที่ชอบกันล่ะ”

 

อิกนิสชะงัก แล้วเอ่ยเสียงเบา “ฉันบอกแล้วไงว่า…”

 

“หยุด” กลาดิโอ้ยกมือห้าม “ฉันรู้ว่านายจะพูดอะไร เข้าใจ…แต่ฉันห้ามตัวเองไม่ได้…ดังนั้น นี่เป็นปัญหาของฉัน ที่จะยังชอบนายต่อไป…และจะไม่บังคับหรือเรียกร้อง”

 

แล้วแบบนั้นจะได้อะไร…นี่คือรักข้างเดียวที่ไม่เกิดประโยชน์

 

“ฉัน…ไม่เข้าใจ”  อิกนิสเอ่ยเสียงเบา

 

“ก็ไม่ต้องเข้าใจ” กลาดิโอ้สรุปง่าย “ไม่ต้องคิดอะไรให้มากหรอก หรือถ้าเห็นใจฉัน…ก็แค่อย่าเมินเฉยจนเกินไปก็พอ”

 

…ถ้านี่คือสิ่งเดียวที่พอจะทำให้ได้…อิกนิสตัดสินใจว่าจะมอบมิตรภาพที่ดี

 

“ตกลง” ตอบด้วยรอยยิ้มเบาบาง

 

“นายยิ้มบ่อย ๆ ก็ถือเป็นกำไรของฉันแล้ว”  บอกพลางยกนิ้วโป้งให้  “ว่าแต่จะฝึกต่อไหม พื้นฐานนายพอแล้ว อยากเน้นด้านไหนบอกมาเลยดีกว่า”

 

“อยากลองหัดใช้อาวุธบ้างน่ะ มีอะไรแนะนำไหม” เอ่ยพลางดันแว่นที่เลื่อนลงมาเพราะชื้นเหงื่อ

 

“อาวุธเหรอ…มีดสั้นเป็นไง พกง่ายไม่สะดุดตา”  กลาดิโอ้เดินไปยังส่วนที่เก็บอาวุธไม้สำหรับฝึกซ้อม “หรือถ้ามันประชิดตัวเกินไป เลือกเป็นหอกจะโจมตีได้ไกลกว่า แต่ต้องอาศัยร่างกายที่ยืดหยุ่นเพราะใช้การเคลื่อนไหวพลิกแพลงเยอะ”

 

“ฉันเรียนยิมนาสติกตั้งแต่เด็ก”

 

“งั้นก็เหมาะเลย ลองสองอย่างนี้แล้วกัน”  กลาดิโอ้หยิบอาวุธไม้สองอย่าง กลับหลังหัน

 

แล้วทันทีที่ได้เห็นว่าอีกคนทำอะไรอยู่ อาวุธก็ร่วงหลุดมือจนหมด

 

“อ้าว…มือลื่นเหรอ”  อิกนิสถาม ขณะกำลังถอดเสื้อกล้ามตัวในสุดออก ข้าง ๆ ตัวมีเสื้อกั๊กและเชิ้ตกองอยู่ก่อนแล้ว  “เหงื่อออกสินะ ฉันก็เหมือนกัน”

 

“อิกกี้…”  กลาดิโอ้ลำคอแห้งผาก…ผิวขาว แขนเพรียว เอวคอดได้รูป…เขากำลังถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงทางสายตาและจิตใจ  “ไหนบอกว่า…เวลาป้องกันตัวเลือกชุดไม่ได้ไง”

 

“ใช่ ฉันบอกไว้อย่างนั้น…แต่นั่นมันตอนทดสอบฝีมือ”  อิกนิสใช้เสื้อกล้ามซับเหงื่อ สีหน้าขุ่นเคือง “นึกว่าถ้าชกนายซักหมัด จะได้เป็นข้ออ้างให้เลิกสอน แต่ฉันก็อ่อนหัดเกินไปจริง ๆ หลังจากนี้ก็ฝากสั่งสอนด้วยนะ”

 

“อืม เข้าใจแล้วจะซ้อมถึงได้ถอด” ครูฝึกลำคอแห้งผาก “แต่ใส่เสื้อเถอะ…”

 

“นายจะให้ฉันใส่เสื้อหลายชั้นซ้อมเหรอ” นักเรียนทำหน้ายุ่ง  “เหงื่อออกเยอะแล้ว ถอดสบายกว่า”

 

กลาดิโอ้แอบคำรามในใจ นี่คือบททดสอบความอดทนของเขาสินะ

 

…หรือว่า…ฉวยโอกาสสอนท่าที่ต้องกอดแล้วฟัดให้หนำใจไปเลยดี

 

TBC

 

  • โถนะกลาดี้… #ทำไมต้องน่าอาดูรทุกตอน
  • เผื่อไม่รู้ นายโดยอิกกี้เฟรนด์โซนแล้วนะะะะะะะ (;{};
  • แต่กลาดี้ก็คงจะพุ่งชนต่อไป… /จงข้ามผ่านกำแพงนะไททั่น—
  • ไม่รู้ในอฟช.กลาดิโอ้เรียกอิกนิสว่า ‘อิกกี้’ เมื่อไหร่ แต่ในฟิคของมาโช ขอโมเมให้เริ่มเรียกแบบหลุดปากไปตอนนี้แล้วกันนะคะ X’D

[FFXV] Yummy (Gladio x Ignis)

ซ้อมมือสั้น ๆ ก่อนต่อเรื่องยาวค่ะ (///__///

[FFXV] Veiled in Black. (??? x Promto)

[FFXV] Veiled in Black. (??? x Promto)

macholu

PWP / NSFW / NTR

เพลงที่มาชื่อเรื่อง Veiled in Black

ขึ้นคำเตือนอย่างชัดเจน ฟิคบาปนะคะ— ตอนสั้น ๆ แม้เนื้อหาจะไม่รุนแรงโหดร้าย (TvT

มาโชชอบพรอมโต้มาก ๆ ค่ะ พอ ๆ กับอยากขยี้้…แงงงง น้องพร้อมปลุกความ S ในตัวคุณ

อยากจะเขียนแฟนฟิคยาวให้คู่น็อคพร้อมซักเรื่อง แต่ตอนนี้เวลาว่างมีไม่พอ รอไปก่อนนะพร้อมจ๋า (;w;

อนึ่ง อ่านต่อกับอันนี้ได้นะ TL ใกล้เคียงค่ะ ,,- -,,

[FFXV] Birthday Candles. (Gladio x Ignis)

สองปีผ่านไปหลังจากน็อคทิสถูกคริสตัลกลืน…เวลากลางวันสั้นลงทุกครั้งที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนในที่สุด…ดวงอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นมาอีก

ผู้คนนอกเขตเมืองต่างอพยพกันเข้าสู่เมืองเลสทอลลัม ปราการสุดท้ายซึ่งมีแสงไฟปกป้อง แม้จะอุ่นใจว่ายังไงก็รอดชีวิต แต่ต้องแลกด้วยความแออัดและขาดแคลน…เสบียงส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาเหล่า ‘นักล่า’ คอยฝ่าความมืดและปีศาจร้ายออกไปหามา

พรอมโต้เป็นหนึ่งในนักล่า เขาและเพื่อนออกเดินทางด้วยกันบ่อยครั้ง ช่วงที่แสงตะวันยังพอมีเคยพาอิกนิสไปด้วย แต่เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท อิกนิสเลือกจะไม่เป็นภาระให้ใครด้วยการคอยเฝ้าระวังภัยในเมือง…กลาดิโอ้ออกล่าบ้าง แต่มักจะไม่ไปไหนไกล แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่เหตุผลคงเป็นเพราะต้องการอยู่ใกล้อิกนิส

แม้จะเหงา หากพรอมโต้ในวัยยี่สิบสองปีนั้นไม่ใช่มือสมัครเล่นอีกต่อไป ความมืดทำอะไรความสดใสของเจ้าตัวไม่ได้…ดวงตาสีฟ้ายังคงมีความหวังเสมอ

เพราะอิกนิสเคยกล่าวเอาไว้ ว่าหากวันใดมียามเช้า นั่นหมายถึงน็อคทิสกลับมา พรอมโต้จึงคอยตะเวนไปทั่ว…เพื่อถึงเวลาที่น็อคทิสตื่นแล้วจะได้ไม่เดียวดาย

พรอมโต้เชื่อเช่นนั้นเสมอ

จนกระทั่ง ‘วัน’ นี้…

ขอบฟ้าสีทองเรืองรอง…แม้จะไม่เจิดจ้าจนลบความมืดได้หมด…อาจจะยังเช้า อาจต้องใช้เวลา…แต่เพียงเท่านี้ พรอมโต้ก็ใจเต้นรัวแล้ว เขาไม่ได้นอนมาหลายคืนเพราะติดพันการไล่ตามรอยสัตว์ป่า หากความอ่อนเพลียไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้ จึงรีบมองหาเนินเขาที่ใกล้ที่สุดเพื่อขึ้นไปสังเกตการณ์…ไปมองหาคนที่ไม่เคยออกไปจากห้วงคำนึง

และดูเหมือนคน ๆ นั้นก็ไม่เคยลืมเขา

“พรอมโต้”

เสียงไม่ได้จากทิศตะวันขึ้น หากมาจากใกล้ที่พักของเขาเอง เจ้าของชื่อตัวเกร็ง…กำมือแน่นขณะค่อย ๆ หันไป

…รู้สึกถึงความอุ่นที่ขอบตา…เมื่อเห็นว่าใครอยู่ตรงหน้า

“น็อคโตะ…” ไหล่สั่นเทา ใบหน้าเหยเก…บอกไม่ถูกว่านั่นคือรอยยิ้มหรือใกล้ร้องไห้

น็อคทิสเดินเข้ามาหา ยื่นมือมาสัมผัสแขนขาว…บีบเบา ๆ ให้แน่ใจว่าเขามีตัวตนจริง ก่อนจะดึงร่างนั้นเข้ามาในอ้อมแขน…แนบแน่น  “ฉันกลับมาแล้ว…”

พรอมโต้ค่อย ๆ ยกมือขึ้นโอบคนตรงหน้า…แล้วร้องไห้ออกมาเมื่อรู้ว่าไม่ได้ฝัน

“เจ้าขี้แยเอ้ย” ผู้กลับมาหัวเราะ คลายอ้อมกอดเพื่อมาเช็ดน้ำตาให้ “แล้วจะไม่ต้อนรับฉันหน่อยเหรอ”

“ไม่ได้ขี้แยซักหน่อย….” เถียงเสียงอู้อี้ พรอมโต้ยิ้มออกมา ผิวแก้มแดงซ่านเมื่อประคองใบหน้าที่แสนคิดถึง…แล้วมอบจูบให้

มีเรื่องอยากจะถามมากมาย…นายไปอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร กลับมาทางไหน…หากทุกคำถูกหยุดเอาไว้ด้วยจูบที่ลึกล้ำและร้อนขึ้นทุกขณะ ความโหยหาเพราะห่างไปนานนั้น ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคู่รัก…

น็อคทิสดึงรั้งเสื้อนอกและกางเกงคนในอ้อมแขน ดันแผ่นหลังให้แนบติดไปกับต้นไม้ เกี่ยวเรียวขาเปลือยข้างหนึ่งขึ้นมาแนบสีข้าง พรอมโต้ร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความเจ็บตึงเมื่อช่องทางด้านหลังถูกสอดใส่…คนรุกรานชะงัก ก่อนจะปรนเปรอส่วนไวสัมผัสด้านหน้า…ปลุกความใคร่ไล่ความรู้สึกฝืดฝืน

แขนขาวโอบรอบลำคอของคนรัก ริมฝีปากสีเรื่อจูบไล้ไปตามลำคอ และย้อนกลับไปยังใบหน้า…คลอเคลียริมฝีปาก…กระซิบแผ่วจาง  “คิดถึงนาย…ฉันคิดถึงนาย”

น็อคทิสยิ้มอ่อนโยน หากเอวกระแทกใส่

ความรุนแรงนั้นทำให้พรอมโต้ต้องนิ่วหน้า หากยังคงครางเครือ  “น็อคโตะ…น็อคโตะ”

…อยู่ ๆ ขาข้างหนึ่งของคนถูกกระทำกลับลอยขึ้นสูง…จนเท้าไม่ติดพื้นอีกต่อไป…..

…ร่างที่โอบกอดเอาไว้…ขยายใหญ่จนผงาดค้ำหัว…

เสียงหัวเราะชวนขนลุก…คล้ายขบขัน หากเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

“…ไม่ไหวจริงๆ…ต่อให้รู้สึกดีแค่ไหน แต่ถูกครางใส่เป็นชื่อคนอื่นก็ไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย”

พรอมโต้เย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจนปลายเท้า…ใบหน้าซีดขาวภายในอึดใจ

“โอ๊ะ…อย่าเพิ่งหมดอารมณ์สิ” มือหยาบลูบโลมผิวเนียน บีบคลึงปลุกปั่น  “เมื่อกี้ยังรัดฉันจนแทบแตกในทันทีอยู่เลย”

น้ำตาแห่งความผิดหวังไหลอาบแก้ม…ความโกรธบีบเคล้นลำคอจนไร้เสียงจะตวาดออกมา พรอมโต้กำหมัดจนเส้นเลือดนูน เงื้อสุดแรงแล้วชกคนตรงหน้า

‘อาร์ดีน’ หน้าหัน…ก่อนจะแสยะยิ้ม

ปีศาจร้ายสานต่อสิ่งที่ค้างคา สองแขนขาวถูกตรึงเอาไว้  สองขาเตะถีบอย่างไร้ความหมาย…ทั้งร่างกายถูกคร่อมทับ ยับเยินไปด้วยคาวกาม

เนิ่นนานที่เสียงร้องถูกจุมพิตหยาบโลนดูดกลืน…อาร์ดีนกอดรัดจนร่างนั้นจมหายไปกับแผงอกกว้าง เกร็งสะท้านเมื่อปลดปล่อยใส่ในช่องทางของคนที่ยังผลักไสจนนาทีสุดท้าย เมื่อคลื่นแห่งความใคร่ซาลง จึงเริ่มสำรวจคนที่ตนเองขืนใจ

…ทว่าพรอมโต้ยังไม่แหลกสลาย…ดวงตาสีฟ้ายังคงเขม่นมอง โกรธแค้น…ไม่ยอมแพ้

“…สายตาแบบนั้น หมายความว่ายังไง” อาร์ดีนยิ้มมุมปาก จงใจขยับส่วนที่ยังสอดคาเอาไว้ “แค้นฉันเหรอ จะรอให้เจ้าชายที่รักกลับมาช่วยใช่ไหม คิดเหรอว่าเป็นไปได้”

พรอมโต้กัดฟันแน่นก่อนตอบ “แน่นอน…น็อคโตะจะต้องกลับมา…ถึงตอนนั้นฉันกับเขาจะฆ่าแก”

จบคำ ใบหน้าซีกหนึ่งของอาร์ดีนเปลี่ยนเป็นสีดำมืดของปีศาจ  “งั้นก็ฆ่าเสียก่อนเป็นไง…”

…กลัวจนฟันกระทบลั่น…หากดวงตายังไม่แปรผัน

มั่นคงเสียจนสั่นคลอนคนมอง…

“เชื่อ…ในตัวคนอื่นขนาดนั้นเลยหรือ”  อาร์ดีนเอ่ยด้วยโทนเสียงที่ไม่ค่อยมีใครเคยได้ยิน

“แน่นอน…” คำตอบนั้นแน่วแน่แม้ปนเสียงสะอื้น

…ถ้าหากมีคนแบบนี้อยู่เคียงข้างเขาในอดีต…

ความคิดนั้นก่อคลื่นประหลาดในใจปีศาจร้าย…

พรอมโต้หลับตาแน่นเมื่ออีกฝ่ายถอนตัวออกจากช่องทาง…ในความมืดใต้เปลือกตานั้น…ฝ่ามือใหญ่สัมผัสใบหน้าเขาอย่างนุ่มนวล…เกลี่ยไล้ไปมาก่อนจะทาบฝ่ามือผนึกดวงตาเขาไว้

ตามด้วยจูบแผ่วเบาผิวผ่าน…

….

………….

…………………..

พรอมโต้สะดุ้งตื่น ภาพแรกที่เห็นคือเพดานเต็นท์ เขารีบผุดลุกขึ้น สำรวจรอบตัว และรูดซิปแอบมองภา่ยนอก ขอบฟ้ายังคงมืดสนิท…อักขระสีฟ้ายังคงเรืองแสงทำหน้าที่ป้องกันปีศาจไม่ให้เข้าใกล้จุดพักแรม…เขาถอนหายใจยาว…แล้วสะอื้นเบา ๆ ให้กับฝันร้าย…

ในฝันเขาถูกอาร์ดีนย่ำยีเป็นของเล่น…โกรธแค้นจนอยากฆ่าให้ตาย

…ไม่ควรจะเห็นใจ แต่ทำไมจึงหลงเหลือความรู้สึกสงสาร…

อาจเป็นเพราะเขาเข้าใจถึงความโดดเดี่ยว…รู้ดีว่าการไม่มีใครเคียงข้างหรือเชื่อใจได้มันเป็นยังไง…แต่เขาผ่านพ้นจุดนั้นมาแล้ว เพราะมีน็อคทิสและเพื่อน ๆ

ในขณะที่อาร์ดีนไม่มีใครอีกแล้ว

พรอมโต้จิกปลายนิ้วลงไปบริเวณอก…ปลอบตัวเองว่าดีแค่ไหนแล้วที่เป็นเพียงฝัน..เพราะถึงเป็นแค่ฝัน มันก็เหลือตะกอนในใจมากมายเหลือเกิน

เหม่อมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดมิดราวกับมีตาข่ายคลุมไว้…บอกตัวเองให้ลืมฝันร้าย แล้วเอนกายลงข่มตาหลับ

…..

………….

………………….

ห่างออกไปไม่มากนัก ร่างใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ความมืด…

แม้จะบิดเบือนความทรงจำและรักษาแผลให้ แต่เพราะเป็นปีศาจร้าย จึงไม่อาจใช้เวทย์รักษาได้สมบูรณ์นัก แม้ร่องรอยส่วนใหญ่บนร่างกายของพรอมโต้จะหายไป หากยังเหลือรอยจูบเจือจางบนหัวไหล่ขาวข้างซ้าย…

อาร์ดีนแอบมองร่องรอยนั้น

…รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว…

-End-

  • อย่าด่าเก๊า… /สั่นนนน
  • น้องพร้อมปลุกความ S ในตัวคุณ—-
  • คหสต. มาโชรู้สึกลึก ๆ (มาก) ว่าอาร์ดีนยังมีความดีอยู่บ้าง เลยเกิดเป็นเรื่องนี้ค่ะ (;__;
  • พรอมโต้ก็เป็นเด็กดีมาก ดีเสียจนคิดว่าไม่แปลกหากเขาจะเห็นใจปีศาจร้าย…
  • แต่ยังไงน็อคทิสก็คือที่หนึ่งของพรอมโต้เสมอ #เรือข้าจะไม่จมมมมม