macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Posts tagged ‘novel’

[Novel] Be[lie]ve. – Ch3&4

17-05-18-17-28-22-167_deco

สารบัญตอนเก่าและรายละเอียดของเรื่อง

3.

ดูเหมือนปีนี้สภาพอากาศจะโหดร้ายกว่าปกติ สามวันเข้าไปแล้ว พายุหิมะยังไม่มีทีท่าจะไปจากขุนเขา

เพราะต้องมีคนอยู่เฝ้าที่ดิน บ้านไม้ซุงหลังนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศและความโดดเดี่ยว ภายในจัดวางข้าวของเรียบง่าย ตรงจากประตูทางเข้าคือห้องนั่งเล่น มีโซฟา อาร์มแชร์ ตู้ลิ้นชัก เตาผิงแบบฝังผนัง ฟากซ้ายของบ้านคือห้องนอนและห้องน้ำ ฟากขวาคือห้องครัว ที่พื้นมีห้องใต้ดินและตู้แช่สำหรับกักตุนอาหาร  เปิดไปท้ายครัวคือโกดังเก็บฟืนและประตูเล็กออกไปยังด้านหลัง ข้างๆ คือโรงจอดรถ มีเครื่องสูบน้ำร้อนใต้บาดาลตั้งอยู่พร้อมถังพัก เรียกว่ามีอุปกรณ์ยังชีพเพียบพร้อม สามารถใช้ชีวิตไปได้หลายเดือน

…ปัญหาคือไฟฟ้าที่ไม่รู้จะดับเมื่อไหร่ ได้แต่หวังว่าพายุจะไม่รุนแรงจนทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นลงมา…

เสียงเท้าไม้กระทบพื้นตามจังหวะเดิน วาสโก้เริ่มจะชินบ้างแล้วจึงไม่ขัดหูนัก…อีกอย่างเจ้าเด็กเวรนั่นมีทักษะการเอาใจคนไม่น้อย

“ฟูชิลีอบชีส ใส่เบค่อนและผักครับ” เนเว่วางจานลงบนโต๊ะอย่างเบามือ เรียงช้อนส้อมเก่าๆ อย่างเรียบร้อยราวกับมันเป็นเครื่องเงินหรู “น่าเสียดายที่ไม่มีขนมปังกับเนย ได้ซุปข้นอีกสักอย่างคงดี”

“นายจะกินให้เสบียงฉันหมดไวๆ หรือไง” วาสโก้ถามเสียงขุ่น แต่เมื่อมองอาหารหน้าตาใช้ได้ผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นแล้วก็โกรธไม่ลง “ขนมปังมันเสียง่าย เลยไม่ซื้อเก็บในช่วงฤดูหนาว”

“ถ้ามีแป้งผมก็ทำให้ได้นะครับ เคยหัดทำอยู่นิดหน่อย ตอน…” เจ้าตัวชะงักเหมือนพยายามนึกอะไร “ตอนเรียนปีหนึ่ง”

“งั้นก็เพิ่งปีที่แล้วน่ะสิ” วาสโก้ตักอาหารเข้าปาก ฟูชิ—อะไรสักอย่างที่เจ้านั่นบอก สำหรับคนที่เรียกอาหารเส้นทุกอย่างว่าพาสต้า ที่มีเจ้าเส้นเกลียวแบบนี้ติดอยู่ในบ้านเพราะมีคนให้มา

“ใช่ครับ ปีก่อน แต่สำหรับคนเข้าใหม่ ทั้งการเรียนและกิจกรรมมันถาโถมจนแทบลืมวัน เรียนปีเดียวเหมือนเวลาผ่านไปเจ็ดปี” นักศึกษาหัวเราะเก้อๆ เดินเสียงดังก๊อกแก๊กไปหยิบจานอาหารของตนมาบ้าง

นัยน์ตาสีดำมองตามแผ่นหลังเล็ก…เมื่อตอนตกลงว่าให้อีกฝ่ายอาศัยหลบภัยหนาวจนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้น เนเว่ควักบัตรประจำตัวนักศึกษาสภาพถลอกเยินออกจากกระเป๋าหนัง ยื่นให้ดูเป็นหลักฐาน รูปภาพบนบัตรกับหน้าจริงของเจ้าตัวเป็นพิมพ์เดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

เนเว่บอกว่ากำลังทำวิจัยเพื่อเตรียมขอทุนการศึกษา หัวข้อหลักคือการประเมินพื้นที่ท้องถิ่นในช่วงฤดูกาลต่างๆ ว่าควรจะอนุรักษ์เพื่อสิ่งแวดล้อมหรือพัฒนาให้เกิดประโยชน์…ระหว่างที่กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น ก็พลัดตกจากเนินเขาลงมากอง จนวาสโก้ไปเจอ

อดีตผู้ประสบภัยจมหิมะเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะ ทั้งที่ใช้ช้อนขนาดเดียวกัน แต่พออยู่ในมือขาวจัดแล้วดูใหญ่เกิน…เนเว่บอกว่าอายุสิบแปด ตัวสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร น่าจะเรียกว่าเด็กหนุ่ม…แต่ถ้าเทียบกับวาสโก้ซึ่งสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรแล้ว เขามีสิทธิเรียกอีกฝ่ายว่าเด็กชายได้สบายๆ…ท่าทางปวกเปียกนั่นก็สมวัยอยู่

“จะว่าไป คุณวาสโก้อายุเท่าไหร่เหรอครับ”

ไอ้นี่มันอ่านใจคนได้รึเปล่า ทำไมเขาคิดเรื่องไหนมันก็ถามเรื่องนั้น “สามสิบเก้า”

นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมอง ก่อนจะสนใจอาหารต่อ “ก็สมวัยเนอะ”

“…หมายความว่ายังไง” หรือนี่คือการบอกว่าแก่แบบสุภาพ

“หน้าตากับอายุสมวัยไงครับ เสมอตัว” เนเว่ยิ้ม “สามสิบเก้าเนี่ย สำหรับผู้ชายคือกำลังดีทั้งประสบการณ์ชีวิตและสภาพร่างกาย ฐานะก็มั่นคงแล้วด้วย”

วาสโก้อยากจะแย้งเรื่องฐานะ แต่พอคิดว่านั่นจะเป็นการแฉตัวเอง จึงเงียบไว้ดีกว่า “ตามนั้น”

ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือไง จานของคนทานทีหลังถึงได้หมดก่อน เนเว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ รวบภาชนะไปยังซิงค์แล้วล้างทันที…กองภูเขาจานเก่าที่วาสโก้ทิ้งไว้ก็ถูกล้างจนหมดตั้งแต่วันแรก บ่งบอกว่าเป็นคนที่คุ้นเคยกับงานบ้าน…หรือจะเป็นลักษณะของนักศึกษาที่ใช้ชีวิตคนเดียว…ไม่หรอก…วาสโก้ปฏิเสธในใจเมื่อเทียบกับหอพักในอดีตของตนเองที่รกจนแมลงสาบวิ่งพล่าน

ในบ้านที่ไม่มีสัญญาณใดเข้าถึงเลย ทั้งอินเตอร์เน็ต มือถือ วิทยุหรือโทรทัศน์ สำหรับคนทั่วไปคงน่าเบื่อจนแทบเป็นบ้า วาสโก้ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ ในห้องของเขามีหนังสือที่สะสมไว้เพื่อฤดูที่ถูกตัดขาดภายนอก จำนวนมากพอที่จะอ่านไปได้หลายเดือน รวมไปถึงเททริส เครื่องเกมยุคเก่าที่เขาเก็บเอาไว้พร้อมแบตสำรองอีกหลายโหล

แต่กับเนเว่ เจ้าของบ้านค่อนข้างแปลกใจ เพราะเจ้าตัวน่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ติดอยู่บนภูเขาในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ แต่ดูมีท่าทีสงบมาก

วาสโก้คุยกับอีกฝ่ายแบบถามคำตอบคำ ดังนั้นเมื่อหมดมื้ออาหาร ต่างคนต่างก็แยกกันอยู่ เช่นคราวนี้วาสโก้เลือกจะนั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ส่วนเนเว่นั่งอยู่บนพื้นหน้าเตาผิง ใช้สิ่วอันเล็กที่ติดตัวมาแกะสลักฟืน

ชายหนุ่มแอบลอบมองเด็กแปลกหน้า…ตอนชวนเขาคุยด้วยรอยยิ้ม ก็ดูเป็นเด็กโง่ๆ ไร้พิษภัย แต่ตอนนี้…แววตานั้นเหมือนจับจ้องบางสิ่งที่ลึกกว่าไม้ ทั้งสะกิดใจและดึงดูด…

แล้ววาสโก้ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีบางสิ่งพุ่งชนผนังบ้านเสียงดังลั่น! เขาผุดลุก ทันหลบเศษกระจกที่แตกร่วงลงพื้น ลมหนาวพัดโกรกเข้ามาตามช่องโหว่

“อะไรน่ะ!”  เนเว่ตามมา เขาร้องเหวอเมื่อเห็นเงาต้นไม้สูงประมาณสองถึงสามเมตรพาดอยู่นอกหน้าต่าง

“สงสัยหิมะบนภูเขาข้างบนจะเคลื่อน ซากต้นไม้เลยไถลลงมาถึงนี่” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายหน  “ขนาดเอาแผ่นไม้ตีปิดไว้แล้ว ยังกระแทกจนหน้าต่างพัง…เดี๋ยวต้องเอาต้นไม้ออก แล้วอุดช่องโหว่”

“ให้ผมช่วยนะครับ” ผู้มาอาศัยอาสา

วาสโก้ขมวดคิ้วอย่างกังขา แต่สองแรงย่อมดีกว่าแรงเดียว  “เดี๋ยวฉันไปหยิบค้อนกับตะปูมาก่อน”

พอเปิดประตู หิมะสูงราวหัวเข่าก็ทะลักเข้ามากอง วาสโก้ใช้พลั่วแหวกทางออกไปจนถึงหน้าต่าง ต้นไม้แม้ไม่ใหญ่แต่น้ำหนักมากเอาเรื่อง กว่าทั้งคู่จะช่วยกันทั้งถีบทั้งดันให้พ้นทางก็กินเวลาเกือบสิบนาที  หลังจากนั้นเนเว่ทาบแผ่นไม้ลงบนขอบหน้าต่างให้อีกคนตอกตะปูทีละมุม ทำซ้ำจนครบทุกด้านและแน่ใจว่าแน่นหนา

เมื่อซ่อมหน้าต่างเสร็จจึงกลับเข้าบ้าน แต่ใช่ว่าจะง่าย พวกเขาปิดประตูไม่ได้เพราะกองหิมะคาอยู่ คราวนี้เป็นเนเว่ใช้พลั่วตักหิมะออกในขณะที่วาสโก้ค่อยๆ ดันประตู…กว่าจะปิดสนิทได้ เล่นเอาหอบไปตามกัน

“ง…เหงื่อท่วมเลย” เนเว่ปาดใบหน้าชื้นฉ่ำ ไม่รู้ว่าเป็นหิมะกี่ส่วนและเหงื่อตัวเองกี่ส่วน

“ฉันด้วย…” เพราะอีกฝ่ายช่วย การซ่อมจึงไม่ทุลักทุเลเกินไป วาสโก้จึงมีแก่ใจพูดด้วย “ถอดเสื้อออก เดี๋ยวฉันให้ยืมเสื้อเปลี่ยน”

สำหรับคนที่ใส่เสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าลายขวางตัวเดิมมาหลายวัน คำนั้นราวกับระฆังสวรรค์ “ข…ขอบคุณครับ ได้เปลี่ยนเสื้อแล้วววว”

คนฟังส่ายหน้ากับท่าทางดีใจสุดโต่งก่อนจะสาวเท้าเข้าห้องนอน ผลัดเสื้อตัวในที่โชกไปด้วยเหงื่อ คว้าเสื้อใหม่ของตัวเองและเผื่ออีกคน

วาสโก้ออกมาเจอเนเว่ยืนอังมืออยู่หน้าเตาผิง แผ่นหลังขาวโพลนนั้นไม่ได้เป็นหนังแห้งติดกระดูกเหมือนครั้งแรกที่มองผ่าน…เจ้าเด็กนี่มีหุ่นแบบที่เรียกว่า ‘ลีน’ คือมีกล้ามเนื้อไม่มากแต่สมส่วนและไม่บอบบางเกิน มิน่าถึงมีแรงกว่าที่คาด

รู้สึกไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมาพิจารณาหุ่นผู้ชาย วาสโก้ส่ายหน้าแล้วเรียก “เอ้า เสื้อ”

“อ๊ะ ขอบคุณครับ” เนเว่หันมาคว้าเสื้อไปสวมอย่างว่องไว เมื่อหัวโผล่พ้นผ้าและได้เห็นอีกฝ่ายเต็มตา จึงอุทานออกมาแบบหยุดไม่อยู่ “อู้หูว….”

คนถูกมองขมวดคิ้ว “อะไร”

“ขอโทษครับ” บอกแบบนั้น แต่แววตาไม่ได้เสียใจ ซ้ำแก้มยังแดงเรื่อขึ้นมา “แต่หุ่นคุณ…สุดยอดเลย ล่ำมาก อย่างกับนายแบบ แถมรอยสักบนอกก็เท่…หัวใจกับปีกเทวดาเหรอครับ”

“เออ แล้วไง” ฝ่ายถูกชมรู้ดีว่าตัวเองรูปร่างหน้าตาแบบไหน จึงไม่สะท้านกับคำยอ แต่ระแวงกับแววตาวาววับมากกว่า “…หรือว่านายเป็นเกย์”

“ก็…”  กลอกตาเฉไฉพลางเกาหัวแก้เก้อ “…ได้ทั้งสองเพศครับ ผมชอบหมดถ้ารูปร่างดี”

จบประโยคนั้น วาสโก้เดาะลิ้นอย่างหัวเสีย ล้มเลิกความคิดที่จะไปอาบน้ำร้อน แล้วสวมเสื้อตัวใหม่

…เขาว่าเขาเห็นสายตาเสียดายจากเนเว่นะ…

“แต่ขอเคลียร์ก่อนว่า…” สองมือเล็กยกขึ้นด้วยท่ายอมแพ้ “อย่างผมจะไปทำอะไรได้ แค่คุณเตะทีเดียวผมก็ตายแล้ว ดังนั้นอย่ากลัวเลยครับ”

“ใครกลัว” เจ้าของบ้านแยกเขี้ยว “ฉันเตะนายออกไปแข็งตายข้างนอกแน่ถ้าแตะตัวฉัน”

“ไม่ทำครับ ไม่ทำ” เนเว่ยิ้มด้วยใบหน้าเหมือนจะไร้เดียงสา “ขอมองด้วยสายตาก็พอครับ”

“นาย….” นิ้วใหญ่ชี้อีกคนเป็นเชิงปราม

เจ้าตัวเล็กยังยียวน “นิดหน่อยเอง…อีกเดี๋ยวก็แยกกันแล้ว”

“รู้ตัวก็ดี…”  

วาสโก้ถอนหายใจ เดี๋ยวพายุจะผ่านไป พร้อมๆ กับเด็กคนนี้

….

…..

ทว่าเขาคิดผิด…

เมฆพายุนั้นห่มทั่วฟ้า กินเวลาต่อไปอีกสองสัปดาห์เต็มๆ…

TBC

4.

แม้จะเคยชินกับการอยู่อาศัยบนภูเขาในฤดูหนาวแค่ไหน แต่เรื่องเกินคาดเกิดขึ้นได้เสมอ

วาสโก้ตรวจเช็คสิ่งยังชีพ…เสบียงยังคงมีเหลือเฟือ น้ำดื่มน้ำใช้ไม่ขาดแคลน…แต่ไม้ฟืนเริ่มร่อยหรอ

อาจจะเพราะเตาผิงนั้นสร้างมาเล็กเกินเมื่อเทียบกับขนาดห้อง…ปีก่อนๆ ไม่เคยมีปัญหาเพราะวาสโก้มักจะมานั่งอยู่หน้าเตา ใส่ฟืนเล็กน้อยก็อุ่นพอ แต่ปีนี้มีเจ้าเนเว่มายึดครอง เขาจึงย้ายไปอยู่มุมอื่น การจะส่งความร้อนให้ทั่วพื้นที่นั้นต้องป้อนฟืนมากกว่าปกติ

ที่น่าห่วงอีกอย่างคือไฟฟ้า เพราะหลอดไฟเริ่มกะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ

“มีตะเกียงสำรองหรือเปล่าครับ”

เนเว่ถามขณะวางถ้วยกาแฟลงบนขอบหน้าต่างซึ่งตอนนี้เหมือนจะเป็นผนังแทนแล้วเพราะถูกตีไม้ปิดแน่นหนา

วาสโก้หยิบเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ มอบดวงไฟกะพริบ “มี…แต่น้ำมันไม่ได้ตุนเอาไว้เยอะ ต้องแบ่งเอาไว้ใช้กับเครื่องสูบน้ำอีกต่างหาก”

“งั้นควรจะหาฟืนเพิ่ม ให้ผมออกไปเก็บเอาไหมครับ” เสนอตัวตามประสาผู้อาศัยที่ดี

แต่เจ้าของบ้านกลับส่ายหน้า “ข้างนอกลมแรงขนาดนั้น อยากลงไปนอนใต้หิมะอีกหรือไง”

“ก็จริง…” แค่คิดถึงความเย็น ขนอ่อนหลังคอก็ลุกชัน “แต่ว่า ขืนรอให้พายุสงบ ฟืนคงหมดก่อน”

วาสโก้ยื่นกาแฟที่ดื่มจนหมดแล้วคืนให้คนเสิร์ฟ “อย่าเลย เจียมตัวซะบ้าง”

“ครับ…” เนเว่คอตก เดินเอาถ้วยกาแฟไปล้าง

ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์แผดเสียง วาสโก้ผุดลุกขึ้นทันที แต่เนเว่อยู่ใกล้กว่าจึงเอื้อมมือไปหาเครื่องก่อน

“ไม่ต้อง!”

เสียงตวาดนั้นทำให้ฝ่ายที่กำลังจะยกหูฟังชะงัก คนตัวเล็กหลบแทบไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายพุ่งมายังโต๊ะกลางหน้าโซฟา

ทว่า…ทันทีที่มือใหญ่แตะเครื่อง เสียงกริ่งเรียกเข้ากลับเงียบหาย…สัญญาณดับไปพร้อมแสงไฟในบ้าน

วาสโก้ยืนนิ่ง…

เนเว่หันซ้ายหันขวา แม้ไฟจะดับแต่เพราะเป็นเวลากลางวัน จึงยังพอมีแสงสลัวส่องเข้ามา เขามองเจ้าของบ้านอีกครั้ง…เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเพราะอีกฝ่ายนิ่งเกินไป

มือข้างที่ไม่ได้ถือถ้วย เอื้อมไปแตะต้นแขนวาสโก้

“เป็นอะไรรึเปล่าครั—!!!”

คำตอบของคำถามที่ยังไม่จบนั้น คือการปัดมือออกอย่างแรง เนเว่ผงะถอยหลัง ถ้วยกาแฟตกพื้น แตกเป็นเสี่ยง

…เสียงโทรศัพท์คือสิ่งที่วาสโก้รอคอยเสมอมา เขารู้ว่าปลายทางอาจจะเป็นใครคนนั้น แต่ครั้งนี้พลาดจะรับ…เสาที่เดินสายไฟและสายโทรศัพท์คงจะพังเพราะแรงลม…มันเป็นเรื่องสุดวิสัย

ทว่าความเสียดาย ทำให้เลือกที่จะพาล

“เมื่อกี้นายโดนตัวเครื่องใช่ไหม” เจ้าของบ้านเค้นเสียงขุ่น

“เปล่าครับ” เนเว่ปฏิเสธเสียงเบา “ที่สายหลุดไปอาจเพราะเสามัน—”

“หุบปาก!” ขาใหญ่เตะโต๊ะกลางดังโครม โทรศัพท์ที่เมื่อครู่ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง ตอนนี้ล้มคว่ำ “ถ้าไม่เกะกะ ฉันคงจะรับสายทัน”

“…” คนฟังมองอย่างงุนงง “ผมไม่ได้ขวางทาง”

“แค่ตอนนี้ก็เกะกะสายตาแล้ว!”  วาสโก้หันมา มองคนที่ยืนตัวลีบแล้วลงเสียงหนัก “ไปให้พ้น”

นั่นไม่ใช่การไล่ไปถาวรใช่ไหม…เนเว่ถามตัวเอง ก่อนจะเบี่ยงประเด็น “ครับ…งั้น…ผมจะออกไปเก็บฟืนมาเติม”

“รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แล้วนี่” บอกพลางแค่นเสียงหัวเราะ แขนใหญ่ยกขึ้นขยี้ผมอย่างหัวเสีย “ฉันจะไปนอน เติมฟืนให้เต็ม อย่าขี้เกียจ”

คนถูกใช้หันไปมองห้องเก็บฟืนขนาดกว้างสามคูณสามเมตรที่มีฟืนเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่…จำได้ว่าก่อนหน้านี้ห้ามเขาออกไปเพราะลมแรงจัด ตอนนี้บอกไม่เต็มไม่ต้องกลับมา…หรือนี่คืออาการไบโพลาร์

แต่ว่า…คนอาศัยจะค้านอะไรได้นอกจากทำตาม เนเว่เปลี่ยนไปสวมเสื้อของตัวเองเพราะเสื้ออีกฝ่ายตัวใหญ่เกินไปจนขยับแขนลำบาก พอกทับอีกชั้นด้วยเสื้อโค้ทหนาและพันคอด้วยผ้าเช็ดตัวเก่าๆ ที่เจ้าของบ้าน ‘บริจาค’ มาให้ คว้าพลั่วใหญ่มาถือ

ประตูหน้าถูกหิมะถมไปเกินครึ่งบานแล้ว โชคยังดีที่ประตูเล็กด้านหลังแบ่งเป็นบานบนและบานล่าง เนเว่ปีนออก จมหิมะลงไปครึ่งตัว เขากระชับพลั่วในมือแล้วเริ่มแหวกทางเดิน…

——

เสียงขวานผ่าฟืนดังเป็นพักๆ สลับกับเงียบหาย ก่อนจะเริ่มใหม่อีกรอบเมื่อคนนอกบ้านกลับมาพร้อมไม้ท่อนใหม่…บางครั้งก็ได้ยินเสียงขวานจามต้นไม้จากที่ไกลๆ แทรกมาในเสียงลมกรรโชก

เจ้าของบ้านนอนอยู่บนเตียง…เขาหลับไปในช่วงเช้า เมื่อตื่นมา นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสาม

เพราะได้พักผ่อน หัวที่ร้อนจึงค่อยเย็นลง…เขาพาลเกินไป…แม้สายเรียกเข้านั้นจะมีความหมายต่อจิตใจแค่ไหน การโมโหจนส่งเด็กหนุ่มตัวบางออกไปกลางพายุแบบนี้ก็ใจดำพอควร ทิฐิทำให้เขาไม่กล้าไปเรียกเจ้าตัวเข้ามา ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ…ถ้าอีกฝ่ายเหนื่อยคงเข้าบ้านมาเอง

แต่ว่า…เจ้านั่นอึดกว่าที่คิดอีกแล้ว

วาสโก้จ้องเพดานจนเบื่อ จึงดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ได้ยินเสียงปิดประตูเล็กด้านหลัง อีกฝ่ายคงออกไปหาไม้เพิ่ม…เขาอาศัยจังหวะนั้นแอบเปิดประตูด้านใน สำรวจว่าได้มาแค่ไหน

ห้องฟืนที่เคยโล่ง ตอนนี้มีท่อนไม้เล็กใหญ่บรรจุอยู่ครึ่งหนึ่ง ภายในเวลาหกถึงเจ็ดชั่วโมงสามารถทำได้ขนาดนี้ ถือว่าเก่งทีเดียว และเขาคิดว่ามันมากพอที่จะใช้งานไปได้อีกหลายสัปดาห์

ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง คนหาฟืนก็ยังไม่มา วาสโก้จึงคว้าส่วนหนึ่งมาใส่เตาไฟ ต้มน้ำร้อนเอาไว้เผื่ออีกฝ่ายกลับมาจะได้ชงอะไรดื่มคลายหนาว ส่วนเขานั่งอ่านหนังสือรอ

…หลายชั่วโมงผ่านไป…

จากที่รอ เริ่มเป็นกระวนกระวาย อันที่จริงเขาไม่คิดว่าจะต้องมาห่วงอีกฝ่าย ตอนแรกยังคิดจะปล่อยให้นอนตายกลางหิมะ…แต่ว่า…คงเหมือนกับการเก็บลูกสัตว์ข้างถนนมาเลี้ยงแล้วปล่อยไปอีกไม่ได้

นอกบ้านมืดสนิท…วาสโก้เดินเข้าห้องนอนไปคว้าไฟฉายกำลังสูงที่เก็บเอาไว้ สวมแว่นกันลมและใส่เสื้อกันหนาวทับอีกชั้น เตรียมจะออกตามหา

แต่จังหวะที่กำลังจะคว้าโค้ท เสียงประตูนอกของห้องเก็บฟืนก็ดังขึ้นเสียก่อน เขารีบเดินไปเปิดประตูด้านใน

เนเว่กลับมาด้วยสภาพพะรุงพะรัง ขวานกับพลั่วผูกเชือกไว้ที่ด้ามแล้วสะพายบนสองบ่า  หอบกิ่งไม้มัดใหญ่มาเต็มสองแขน เจ้าตัวคงค้นเจอเชือกในห้องนี้จึงนำไปใช้…ใบหน้าขาวที่มีน้ำแข็งเกาะพราวทำให้รอยยิ้มที่ส่งมาดูแข็งเกร็ง

วาสโก้ถอนใจเฮือก ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อสังเกตได้ว่าเจ้าเด็กบ้ากำลังสั่นอย่างหนัก เขาก้าวเข้าไปดึงมัดฟืนหนักอึ้งออกจากอ้อมแขนแล้วโยนลงพื้น ปลดพลั่วกับขวานออกจากบ่า…มองมือเล็กที่หงิกงอ เขาถอดถุงมืออีกฝ่ายออกแล้วเบิกตากว้าง ผิวซีดเผือดนั้นบางแห่งมีจุดสีแดงพองขึ้นมา เป็นอาการเบื้องต้นของหิมะกัด และหากปล่อยไว้นานกว่านี้จนเกิดแผลสีดำคล้ำล่ะก็…

“อยากถูกตัดมือหรือไง!”

เนเว่ยิ้มแหย “เพลินไปหน่อยน่ะครับ…”

“เพลินบ้าอะไร!” ดุพลางดึงร่างเล็กกว่าเข้าบ้าน ช่วยถอดเสื้อโค้ทและรองเท้าถุงเท้า ผลักให้นั่งบนโซฟา โยนผ้าห่มคลุมตัว เจ้าตัวยกเข่าขึ้นมากอดเอาไว้ ฟันกระทบกันเสียงดังฟังชัด

เจ้าของบ้านถอดแว่นกันลมและเสื้อกันหนาวออก เดินไปเทน้ำร้อนลงถ้วย วาสโก้หัวเสียปนรู้สึกผิด…เขาไล่อีกฝ่ายไปเพราะอารมณ์ไม่ดี อีกฝ่ายก็ไม่ควรถือคำพูดตอนนั้นจริงจังขนาดนี้ เขาเดินกลับไปยื่นถ้วยน้ำให้เด็กซื่อบื้อ

มือซีดๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นสีปกติเมื่อได้กุมถ้วยน้ำร้อน เนเว่เอ่ยขอบคุณเสียงแหบ พลางจิบน้ำเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย…ทว่า…การฟื้นตัวดูจะชักช้าไม่ทันใจคนมอง

วาสโก้นั่งลงบนโซฟา ดึงร่างเล็กที่สั่นไม่หยุดนั้นมาไว้ในอ้อมแขน

แม้เนื้อตัวจะยังเย็นเฉียบ แต่เนเว่รู้สึกอุ่นซ่านตรงผิวแก้ม

“ทำแบบนี้…ไม่ดีนะครับ” เจ้าตัวเล็กเอ่ยเสียงเบา

แขนใหญ่รัดคนพูด “ไม่ดียังไง ฉันอุตส่าห์ช่วย”

“อ๊อก…” เนเว่หายใจลำบาก รีบดึงแขนนั้นให้คลายออก “ก็…คุณรู้อยู่ว่าผมชอบคนหุ่นดี มากอดกันแบบนี้ต้องหวั่นไหวสิครับ”

“อยากโดนโยนออกไปนอนบ้านอีกรอบไหม” ขู่…แต่ไม่ได้ปล่อยมือ “ถึงนายคิดไม่ซื่อกับฉัน แล้วทำอะไรได้”

“เพราะทำอะไรไม่ได้นี่ล่ะครับ ถึงน่าเจ็บใจ…” ตอบเสียงอ่อน “อุตส่าห์ได้เจอคนหล่อๆ หุ่นตรงเสปค แต่กินไม่ได้ซะงั้น”

“นี่ชอบหุ่นฉันจริงจังสินะ” วาสโก้ขมวดคิ้ว ไม่รู้จะขำหรือเคือง “แต่หุ่นแบบนาย ฉันกินไม่ลง”

“…ไม่ลองไม่รู้นะครับ” เนเว่หาวหวอด…เพราะน้ำร้อนที่ดื่มและวงแขนอุ่น ทำให้ร่างกายต้องการนอนเสียแล้ว “ให้ชิมฟรีก็ได้ ผมน่ะ………”

เจ้าของบ้านถอนหายใจเมื่อคนพูดหลับไปก่อนจะจบประโยค เขาดึงถ้วยออกจากมือขาวไปวางลงบนโต๊ะกลาง

คำพูดคำจาของเด็กสมัยนี้…เปิดเผยเกินจนอยากจะชกให้หน้าหัน แต่ไม่รู้ทำไม สิ่งที่ออกจากปากเด็กนี่กลับทำให้เขาเอ็นดู

เพราะการเป็นที่ต้องการของใครสักคน ย่อมรู้สึกดีอยู่แล้ว

วาสโก้เอนคอลงบนพนักโซฟา ดึงผ้าห่มให้คลุมทั่ว ผิวเนื้อที่กอดอยู่ค่อยๆคลายความเย็น พร้อมกับเปลือกตาของเขาที่หนักขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเขาก็เข้าสู่ห้วงฝันไปพร้อมกับอีกคน

——

นาฬิกาบนผนังบ้านบอกเวลาดึกสงัด…เนเว่ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนใหญ่ ระวังไม่ให้วาสโก้รู้สึกตัวตื่น เดินอย่างเงียบงันออกไปทางห้องเก็บฟืน

ความเย็นเสียดแทงขึ้นมาตามฝ่าเท้าเมื่อเหยียบพื้นหิน เขาตรงไปยังฟืนมัดสุดท้ายที่หอบมา ปลดเชือกออก

…ในกองไม้คือไรเฟิลกระบอกยาว…

เจ้าตัวรีบเช็คสภาพปืนที่ซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่ามันยังใช้งานได้

มือเล็กวางอาวุธลงในกองฟืนดังเดิม มัดเชือกให้แน่นหนา แล้วซ่อนเอาไว้ในซอกแคบระหว่างผนัง บังอีกชั้นด้วยตอไม้ที่ยังไม่ได้ผ่า…ย่องอย่างเบาแรงกลับมายังห้องรับแขกดังเดิม

เนเว่มองร่างใหญ่ที่นอนหายใจสม่ำเสมอ…ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าด้านหน้าโซฟา เบนสายตาไปยังเตาผิง

ดวงตาสีฟ้าสงบนิ่ง…มีเพียงแสงสะท้อนจากกองไฟที่ยังเต้นเร่า

TBC

  • วันนี้ลงเร็ว เพราะเราจะไปดูหน้ากากนักร้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
Advertisements

[Novel] Be[lie]ve. – 1&2

17-05-17-20-03-46-529_deco

สารบัญรวมตอนและรายละเอียดการวางขาย

1.

โทรศัพท์บ้านแผดเสียงดังลั่น ฝุ่นที่เกาะอยู่บนเครื่องฟุ้งกระจายตามแรงสั่น

ในยุคที่แทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือติดตัว เสียงกริ่งของโทรศัพท์บ้านจึงฟังไม่คุ้นนัก หลายอึดใจกว่าเจ้าของบ้านจะจำได้ว่ามีเครื่องมือสื่อสารชนิดนี้อยู่ เขายกหูฟังขึ้นแนบใบหน้า คันจมูกยุบยิบเพราะละอองสกปรก

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะฉุกคิดว่าคนโทรหาอาจจะมาถึงแล้ว

ทว่า หน้าบ้านไร้แขกมาเยือน จังหวะเดียวกับปลายสายกล่าวคำขอโทษ คนฟังยิ้มบาง ไม่เชิงเสียใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียดาย

“ผมนึกห่วงอยู่ว่าคุณจะเดินทางลำบาก ปีนี้หิมะตกเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน…ครับ…ไม่มีอะไรขาดเหลือครับ ผมอยู่ได้แน่นอน…ครับ…ไว้เจอกันตอนฤดูใบไม้ผลิดีกว่า”

เสียงหัวเราะสั้นๆ ตบท้ายบทสนทนา

“คุณคิดว่าที่นี่มีสัญญาณมือถือชัดเจนเหรอครับ ยิ่งหิมะตกแบบนี้ ลืมไปได้เลย โชคดีแค่ไหนที่สายโทรศัพท์ยังใช้ได้”

‘ถ้าห่วงก็โทรมาบ่อยๆ แล้วกัน’ อยากจะลงท้ายเช่นนั้น แต่ดูจะเลยเถิดเกินไป

หูฟังวางคืนลงบนตัวเครื่อง มือกร้านปัดฝุ่นหนาเตอะ…ตั้งใจจะทำความสะอาดโทรศัพท์เสียบ้าง เพราะเพิ่งเห็นค่าว่ามันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขาติดต่อกับโลกภายนอกได้ในฤดูกาลนี้

จะว่าไป ควรเคลียร์ทางออกก่อนสายเกินแก้สินะ

เสื้อโค้ทสีดำตัวใหญ่แขวนอยู่บนราวไม้ใกล้กับประตู เจ้าของเดินไปคว้ามาสวมพลางสำรวจสภาพอากาศด้านนอก หิมะโปรยปรายลงมาต่อเนื่องและทำท่าจะหนาตาขึ้น  เขาตัดสินใจสวมถุงมือหนังเนื้อหนาแทนอีกคู่ที่ทำจากไหมพรมถักสีตุ่น

ทันทีที่เปิดประตู ลมหนาวจัดก็ปะทะใบหน้าทันที อากาศเย็นเสียจนความอุ่นจากผิวละลายเกล็ดหิมะไม่ทัน มันเกาะพราวอยู่บนจมูกจนเขาต้องปาดออก…บ้านซึ่งถูกสร้างจากไม้ซุงสีน้ำตาลเข้ม ตอนนี้หลังคากลายเป็นสีขาวโพลน ไม่ต่างอะไรกับพื้นโดยรอบที่ตอนนี้ถูกหิมะปกคลุมจนไม่เห็นถนนอิฐ

ในใจเริ่มลังเล…หรือจะปล่อยให้หิมะตกทับถมไปก่อนแล้วค่อยตักทีเดียวตอนเช้า แต่เมื่อย้อนคิดถึงอดีตที่หิมะหนาท่วมจนเปิดประตูไม่ได้…ก็ตัดสินใจว่าควรจะผ่อนหนักให้เป็นเบา

เสียงพลั่วดังสวบๆ ก้องไปทั่วบริเวณ บ้านพักหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขา ในที่ดินกินอาณาเขตระหว่างหนึ่งเมืองใหญ่และหนึ่งเมืองเล็กริมทะเล ถนนเส้นเดียวที่ตัดผ่านอยู่ห่างออกไปจากตัวบ้านราวสามร้อยเมตร…เขาค่อยๆ ตักหิมะให้พ้นทางเดินปูอิฐอย่างไม่หนักแรง…ด้วยขนาดตัวของเขา พลั่วเหล็กก็เหมือนช้อน หิมะก็เหมือนน้ำแข็งใสในฤดูร้อนเท่านั้น

แม้เวลาจะยังไม่เที่ยง แต่แสงแดดดูเหมือนจะสู้กับเมฆหนาไม่ไหว ฟ้าครึ้มและลมแรงขึ้นเรื่อยๆ มือใหญ่กำพลั่วแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่ซึมผ่านถุงมือ ตั้งใจว่าจะเร่งให้ไวกว่าเดิมเพื่อรีบกลับเข้าบ้าน

แต่เมื่อลงพลั่วครั้งถัดมา แรงสะเทือนทำให้หิมะชั้นบนกระจายออก…แม้ทั่วบริเวณจะขาวโพลนชวนตาลาย แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นคือผืนผ้าแน่นอน…เขาเสียบพลั่วลงดิน ลดตัวลงนั่งแล้วลองดึง

กลายเป็นว่าผ้าสีขาวนั้นคือส่วนนึงของเสื้อ พอปัดหิมะที่ปกคลุม…จึงได้เจอกับร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่…

ศพ…อีกแล้วเหรอ…

บนภูเขาห่างไกลชุมชน เป็นสถานที่เหมาะสมที่จะเอาศพมาทิ้งเสมอ ตั้งแต่เขาถูกส่งมาอยู่ที่บ้านนี้ มักจะเจอศพปีละครั้งสองครั้ง…ไม่รู้จะใช้คำว่าโชคดีได้รึเปล่าที่มีคนเอาศพมาทิ้งในหน้าหนาว อย่างน้อยมันก็ไม่เน่าไวเหมือนหน้าร้อน ทุกครั้งที่พบศพ เขาจะตรวจดูลักษณะและใบหน้าแล้วโทรไปถาม ‘คนที่น่าจะรู้’ ถ้าเป็นฝีมือของฝ่ายนั้นก็จะจัดการฝังให้ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม

ร่างนี้โครงสร้างไม่หนา คะเนด้วยสายตาไม่สูงใหญ่ เขาจับไหล่แล้วพลิกให้ตัวหงายขึ้นมา…ไม่ใช่ผู้หญิง ดูเหมือนจะเป็นเด็กผู้ชาย

ไม่เคยเจอศพเด็กมาก่อน แปลกมาก…

เขาย้อนกลับบ้าน เปิดมือถือที่ตอนนี้ไม่มีสัญญาณเพื่อดูเบอร์ที่บันทึกไว้ ใช้โทรศัพท์บ้านโทรไปหาคนที่น่าจะรู้

แล้วได้คำตอบว่า ‘ไม่รู้’ …สบายเลย งั้นปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น เขาถอนหายใจที่ไม่ต้องเหนื่อยต่อ ยกกาน้ำขึ้นตั้งบนเตาไฟ กะจะชงกาแฟดื่มให้หายหนาว

…แล้วนึกได้ว่าดันลืมพลั่ว…ขืนปล่อยทิ้งไว้ได้จมหายไปกับหิมะแน่นอน ไม่มีสำรองเสียด้วย

ฝ่าลมหนาวออกมาจากบ้านอีกรอบ คราวนี้ลมแรงขึ้น น่าจะกลายเป็นพายุหิมะในไม่ช้า พลั่วที่ปักทิ้งไว้เอนจนเกือบล้ม เขาก้มลงหยิบ

หางตาเหมือนเห็นร่างที่เจอขยับเล็กน้อย เขาสะดุ้งเฮือก แล้วหันไปมอง

ใต้หิมะและเส้นผมที่ปรกใบหน้า นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนปรือปรอยขึ้นมา…เหมือนลูกแก้วสีสว่างท่ามกลางทิวทัศน์อันขาวโพลน

อีกฝ่ายใช้เวลาอึดใจกว่าจะรับรู้ว่ามีใครจ้องมองตนอยู่…รอยยิ้มแผ่วจางปรากฎบนริมฝีปากบางขาวซีด…ก่อนดวงตาจะปิดลงอีกหน…

ไม่รู้ว่าเพราะศีลธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ หรือเพราะรอยยิ้มปริศนาที่อีกฝ่ายส่งให้…แต่เขาเลือกจะทิ้งพลั่วเอาไว้ แล้วช้อนร่างไร้สติขึ้นอุ้ม

TBC

2.

พายุหิมะด้านนอกทวีกำลังมากขึ้นจนเขย่าหน้าต่างเสียงดังกึงกัง เจ้าของบ้านกลัวลมจะพัดเศษอะไรมาโดนกระจกแตก จึงออกไปตอกแผ่นไม้ปิดบานหน้าต่างเอาไว้ กินเวลานานพอดูกว่าจะเรียบร้อย

เขาโยนโค้ทพาดราวแขวนและถอดรองเท้าเปียกชุ่ม รีบตรงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ในห้องนอน ร่างกายจึงค่อยอุ่นขึ้นบ้าง หลังจากนั้นจึงออกมายังห้องรับแขก หย่อนตัวลงบนอาร์มแชร์ข้างเตาผิง คว้ากาไฟฟ้าและถ้วยบนโต๊ะกลางมารินกาแฟดำควันกรุ่น อังมือกับผิวกระเบื้องให้หายหนาว

ในห้องนี้ ที่ปลายสายตามีร่างหนึ่งนอนขดอยู่บนโซฟา…

เมื่อแรกเจอ เขานึกว่าหมอนี่โดนน้ำแข็งเกาะ แต่พอดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าทั้งผมและผิวนั้นขาวจัด…คล้ายคนเผือกแต่ไม่ใช่ ลักษณะเหมือนดาราหญิงออสเตรเลียนคนหนึ่งมากกว่า เธอมีผิวและเส้นผมอ่อนจางโดยธรรมชาติ

และเพราะความขาวนั้น จึงดูไม่ออกว่าร่างกายซีดเผือดใกล้ตายหรือเปล่า เขาไม่ได้ดูแลอะไรมากมาย เพียงแค่ถอดรองเท้าและถุงมือ ดึงเสื้อผ้าเปียกๆ ของอีกฝ่ายออก โดยที่กางเกงนอกและกางเกงในยังติดคาข้อเท้าขวาอยู่ ช่วยไม่ได้ เขากระชากแล้วมันไม่หลุด…ต่อจากนั้นพันตัวเอาไว้ด้วยผ้าห่มนวม เติมฟืนใส่เตาผิงให้ส่งความร้อนทั่วห้อง…ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้านั่นแล้วว่าจะรอดไหม

ดูเหมือนจะอึดกว่าที่คาดเอาไว้ เพราะลูกแก้วสีฟ้าอ่อนปรากฎวับแวมอยู่หลังเปลือกตาที่กะพริบถี่

เจ้าตัวอุทานเสียงแห้งเมื่อได้สติ กลอกตาสำรวจรอบๆ และตนเอง เมื่อรู้ว่าไม่ได้สวมเสื้อผ้าจึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลไม่ให้ผ้าห่มหลุด…มองแล้วเหมือนตุ๊กตาหิมะที่มีหัวเป็นคน

แทนที่จะมีประโยคประมาณว่า ‘ที่นี่ที่ไหน’ ‘คุณช่วยชีวิตผมเอาไว้’ หรือ ‘ทำไมผมมาอยู่ที่นี่’คำแรกของเจ้าตัวกลับเป็น  “ผมขอดื่มนั่นได้ไหมครับ”

มือในผ้าห่มชี้มายังถ้วย ช่วยให้เจ้าของบ้านหายงง “…นี่กาแฟ”

“ยิ่งดีเลย” ตอบพลางพยักหน้ารัว ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อได้สิ่งที่ต้องการ…เจ้าตัวจิบกาแฟร้อนไปหลายอึกจึงพูดต่อ “ขอบคุณนะครับ…ผมชื่อเนเว่…เนเว่ เรโก้”

“อืม” เจ้าของเครื่องดื่มตอบรับในลำคอขณะลุกขึ้นไปหยิบถ้วยใบใหม่ เขายืนลังเลอยู่หน้าเคาท์เตอร์ในครัวว่าจะหยิบถ้วยไปใส่กาแฟ หรือจะหยิบขวดเหล้าหมักเองไปจิบให้ร่างกายอุ่นไวขึ้น

คำถามไล่ตามแผ่นหลังใหญ่ “คุณล่ะครับ”

“อะไรนะ” คนฟังเลิกคิ้ว

“ชื่อน่ะ ชื่อ” คนถามขยายความ

ไม่มีคำตอบตามมา…

“คุณเป็นคนช่วยผมเอาไว้นะ เพราะฉะนั้นต้องบอกชื่อสิ”

เป็นเรื่องปกติรึเปล่านะที่จะต้องเค้นถามชื่อคนที่ช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้…ถึงจะไม่อยากทำความรู้จักด้วย แต่ถ้าแค่ชื่อ…

“วาสโก้”

“คุณวาสโก้” เนเว่ทวนคำ “นามสกุลล่ะครับ”

วาสโก้ไม่ตอบ

“นามสกุลล่ะครับ นามสกุล” ย้ำแล้วย้ำอีก

มือใหญ่คว้าขวดเหล้า…เอาไปกระดกเผื่อแก้รำคาญดีกว่า

เจ้าของบ้านเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนอาร์มแชร์ ดื่มไปสามอึกก่อนตอบ “วาสโก้ อินาร์ริตู”

คนในผ้าห่มปั้นหน้ายาก “อินาร์…สะกดไม่ถูกแฮะ”

จะสะกดไปทำไมวะ วาสโก้คิดแล้วเปลี่ยนประเด็น “ถ้าฟื้นแล้วก็ไปซะ เสื้อผ้านายกองอยู่ข้างโซฟานั่นแหล่ะ”

หัวขาวๆ ชะโงกไปดู ทำหน้างงเล็กน้อยที่เห็นกางเกงยังติดอยู่คาเท้า  ลองเอื้อมแขนไปจับแล้วพบว่าผ้ายังชื้นเกินกว่าจะสวม “…เอ่อ…ขออยู่รบกวนจนกว่าชุดจะแห้งได้ไหมครับ”

“ไม่…” ตอบพลางจิบเหล้า

นั่นทำให้เนเว่ต้องค่อยๆ หยิบกองผ้าเข้าไปใต้ผ้าห่มทีละชิ้น เสียงฟันกระทบกึกกักเมื่อสวมชุดเย็บเฉียบไม่ต่างกับเอาถุงน้ำแข็งนาบ ผ่านไปหลายนาที ในที่สุดขาที่สวมกางเกงยีนส์เข้าที่แล้วก็วางลงกับพื้นบ้าน

ตอนนั้นเองที่วาสโก้เพิ่งเห็นว่าเท้าขวาของอีกฝ่ายเป็นเท้าปลอม…วัสดุทำจากไม้ แกะสลักแบบเรียบง่าย

คนแต่งตัวเสร็จเขยิบเข้าหาเตาผิง…อยากจะอาศัยผึ่งให้ชุดแห้ง แต่ทนแรงกดดันทางสายตาของอีกฝ่ายไม่ไหว จึงรีบส่งยิ้มซื้อความเมตตา

ดูเหมือนจะไม่ได้ผล “…ไปได้แล้ว”

“งั้น…ขอผ้าห่มติดตั—-”

“ไม่”

นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบไปทางหน้าต่างที่ถูกแผ่นไม้ตีปิด เห็นหิมะซัดผ่านร่องเล็กๆ เข้ามา ก็พอจะเดาได้ว่าข้างนอกอากาศเลวร้ายแค่ไหน เขากลอกสายตาอย่างว้าวุ่น…แล้วนึกอะไรได้

วาสโก้ถอนหายใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายปลดผ้าห่มออกจากตัว พับอย่างเรียบร้อยแล้ววางบนโซฟา เขายกขวดเหล้าขึ้นดื่มพลางมองส่ง

เนเว่เดินตัวสั่น ความหนาวทำให้ก้าวขาไม่ค่อยออก เขา ‘แกล้ง’เดินไปจนเกือบถึงประตู ก่อนจะหันมายิ้มให้เจ้าของบ้าน

“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับคุณวาสโก้ คาดว่าผมเดินฝ่าพายุไปสักชั่วโมงก็คงถึงเมือง…จริงสิ บ้านนี้ถือว่าอยู่ในเขตเมืองอะไรเหรอครับ”

คนฟังเลิกคิ้วทำนองว่าถามทำไม แต่ก็ตอบให้เพราะหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย “เขตเมืองเรเวน”

“อ๋อ…” ทำเสียงเข้าใจ ก่อนจะถามต่อด้วยรอยยิ้มใสๆ “…เรเวนเนี่ย…เข้มงวดเรื่องเหล้าเถื่อนไม่ใช่เหรอครับ”

ปากขวดแก้วกระทบฟันหน้าวาสโก้ดังกึก…

ตลอดมาเขาพยายามอยู่ที่นี่อย่างเงียบที่สุด…ไม่พยายามจะข้องแวะกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจ…ตำรวจเลวๆ ที่มองคดีฆาตกรรมเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไล่จับคนต้มเหล้าเถื่อนอย่างบ้าคลั่งเพราะไปแย่งส่วนแบ่งตลาด

“ผมไม่บอกใครหรอก” เนเว่ยิ้มหวานแม้ฟันจะสบกันระรัวเพราะความหนาว

ไอ้เด็กเวรนี่ขู่เขา

วาสโก้วางขวดเหล้าลงกับโต๊ะกลาง แล้วลุกขึ้นไปหยิบผ้าห่ม เขวี้ยงใส่ร่างเล็กแทบคำอนุญาตให้อยู่ต่อ

TBC

  • เปิดเรื่องใหม่ค่ะ อิอิ 
  • เป็นแนวคลิเช่ๆ โลกยุคปัจจุบัน ผู้ใหญ่กินเด็ก
  • ฝากติดตามด้วยนะคะ ,,- -,,

[EHW AU]การเวก

การเวก

macholu



ตัวละคร ‘การ’ ของ kidkyan / ตัวละคร ‘เจ้าคุณ’ ของ macholu


เป็น AU จากคอมมู EHW ที่เคยเล่นด้วยกัน เอามาแปลงเป็นแนวไทย ๆ + Shapeshifter ค่ะ (ดู talk ช่วงท้ายได้เพื่อความเข้าใจเนื้อหา แต่ควรอ่านก่อนไม่งั้นสปอยด์นะะะะะ)


อัพจากมือถือ ถ้าตัวอักษรอ่านยากไปบอกได้นะคะ จุ๊บ



                                                   NSFW






การเวกเอย…ข้ามภูผาเมฆา…เล่าลือกันว่าเจ้ากินฟ้าดื่มฝน

เจ้ารู้คำเขาอ้างหรือไม่…รู้หรือเปล่าว่าตนรอดชีวิตได้โดยไร้อุปถัมภ์


เจ้าไม่มีวันรู้


เจ้าจักไม่มีวันรู้…


                                                                ———

บ่าวไร้เสียงคลานเข่าเข้าหานาย นัยน์ตาซีดจางของมันสั่นไหวด้วยเกรงจะต้องโทษ…โทษที่มันไม่รู้ต้องรับด้วยเหตุใด หัวก้มต่ำแทบติดไม้กระดานเรือน เผลอวางมือทับปอยผมขาวโพลนละพื้นอยู่หลายหนจนเจ็บแปลบ


เจ้าคุณที่เรียกหามันกำลังถือกล้องยา…โลหะสีทองสะท้อนแสงเทียนวาววาม แต่กลับไม่มีควันออกมาให้สูบ


“การ…”  นายเอ่ยเรียกนามบ่าวด้วยเสียงนุ่ม “เอ็งจะโง่เง่าอีกนานแค่ไหน…ไม่เงยหน้า เอ็งจะรู้ได้เมื่อใดว่าควรรับใช้อะไรข้า”


หัวที่ก้มต่ำสะดุ้งตามเสียง แทนที่จะเงยหน้า มันกลับชำเลืองตาแทน เมื่อเห็นว่ากล้องยาเจ้านายไร้ไฟ บ่าวตัวขาวโพลนจึงรีบคลานมาใกล้ รับกล้องยาไปจ่อเข้ากับเปลวเทียน ก่อนจะส่งคืนให้


หากเจ้าคุณไม่รับยาไปสูบ กลับหัวเราะเสียงเบา  “ข้าสอนเอ็งแล้วไม่ใช่เหรอ จุดยาสูบเสร็จแล้วให้ทำอะไร”


บ่าวตัวสั่น…ประหม่า ไม่กล้า ไม่อาจเอื้อม…


แขน ‘ข้างเดียว’ ของเจ้าคุณจึงยื่นลงมา คว้าต้นแขนเล็กเอาไว้ ฉุดให้มันลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะดึงให้มันนั่งลงบนตักนายเหนือหัว


“จะต้องสอนอีกกี่ครั้งว่าข้ามันคนมือเดียว หากมัวแต่ถือกล้องสูบคงไม่ต้องทำสิ่งอื่น” สั่งสอนพลางตบบั้นท้ายเบาๆ…ก่อนจะกดนิ้วขยุ้มลงไปอย่างมันมือ


บ่าวเผลอขบฟัน มันสะดุ้งเมื่อนึกได้ว่าควรทำหน้าที่ จึงประคองกล้องยาจรดริมฝีปากผู้เป็นนาย ให้สูบควันไฟเข้า และถอยออกเมื่อถอนหายใจยาว…มันเฝ้าสังเกตอาการ ว่าเหนือหัวของมัน วันนี้จะอารมณ์ไหน


หากนายอารมณ์ดี มันจะสบาย

หากนายอารมณ์ร้าย…นั่นขึ้นอยู่กับคำถาม


มันไม่อยากให้นายถาม…เพราะมันไม่เคย ‘ตอบ’ ได้อย่างใจนายต้องการ


เจ้าคุณนั้นรูปงาม…แต่นัยน์ตาคมปลาบและริมฝีปากคมกริบที่เหยียดออกยามยิ้มนั้น…ทำให้มันทั้งวาบหวามและหวาดกลัวเสมอ


เพราะรอยยิ้มเจ้าคุณมักมาพร้อมคำถาม เช่นครั้งนี้…


“เอ็งพูดได้หรือยัง…”


สันหลังมันเกร็งแข็งทันที ปากเม้ม…และส่ายหน้า หูมันฟังออก ตามันอ่านเป็น มือมันเขียนได้…สิ่งเดียวที่มันบกพร่องไปคือวาจา


มัน ‘เคย’ พูด …แต่นั่นก็เนิ่นนานเสียจนมันยังจำเสียงตนเองไม่ได้ และมันจะไม่มีวันพูดอีก

ไม่มีวัน


รอยยิ้มของนายจางลง…เมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น มักจะต่อด้วยคำเอ่ยอ้าง


“เอ็งรู้หรือไม่ ว่าบ่าวคนอื่นในเรือนมันบอกว่าเอ็งแอบไปพูดกับคนนอกเรือน…”

มันส่ายหน้าปฏิเสธคล้ายคนขลาดเขลา คำลือนั้นมันไม่เคยรู้ หากคำลือนั้นมันก็ไม่ห่างไกลสิ่งที่มันทำ…เพียงแค่มันไม่ได้พูดกับ ‘คน’


เพราะบ่าวตัวแข็งทื่อจนลืมหน้าที่ เจ้านายจึงต้องยื่นหน้าไปคาบกล้องสูบที่มันถือ…หน้าผากใหญ่เบียดกับแก้มนวลอย่างจงใจ…ขบขันกับท่าทางสะดุ้งสั่น…เจ้าคุณผ่อนลมหายใจออก ส่งควันขาวโปร่งเคล้าคลอไปทั่วใบหน้าขาวจัด


“เสียงลือมันเหมือนควัน…มีควันก็ต้องมีไฟ”  มือใหญ่ไล้ผิวเปลือยขึ้นลงเชื่องช้า จากสันหลังสู่สะโพกสลับไปมา…เนื้อบางสั่นพร่า…ก่อนที่ขนปีกสีขาวสว่างจะผุดแซมขึ้นมาเพราะเจ้าของร่างไม่อาจควบคุมไหว


ผิวกระสันจนเริ่มร้อน หากใบหน้าของมันซีดเซียวลง…มันกลัว…กลัวสิ่งที่จะตามมา


“การ…” เจ้าคุณกระซิบคล้ายกล่อม…ก่อนจะจิกก้านขน แล้วกระชาก  บ่าวสะดุ้งตาเหลือกโพลง ปากอ้าออกคล้ายกรีดร้องแต่ไร้เสียง


เจ้านายมองใบหน้าเจ็บปวดนั้นสลับกับเหลือบดูเส้นขนในมือ มันแปรสภาพจากสีขาวเป็นสีทองสุกวาวทีละน้อย ก่อนจะค่อย ๆ วางใส่กล่องบุผ้าข้างตั่งอย่างเบามือ


“ดื้อด้านเสียจริง” สุ้มเสียงผิดหวังเกินบรรยาย พลางขยุ้มขนกำใหญ่แล้วกระชากซ้ำ


เจ้าการบิดกายเร่าอย่างทรมาน น้ำตาทะลักหยดลงยังกล้องยา…นายโน้มหน้าลงมาสูบจากมืออันสั่นเทา ชิมหยาดน้ำเค็มปร่าแกล้มของเสพ…เหยียดยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้สึกถึงท่อนลำแข็งเกร็งเบียดชิดหน้าท้องแกร่ง


ในความทุรนทุรายของบ่าวนั้นมีความกำหนัดคู่ขนาน…เจ้าคุณเองก็ไม่ต่างกัน…ความใคร่นั้นเคล้าคลึงชิดบั้นท้ายทาสในเรือนอย่างแนบแน่น


เหนือหัวสูดยาเส้นเข้าลึกสุดลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “…ข้าพอแล้ว…ตาเอ็ง ‘ดูด’ บ้าง”


บ่าวกะพริบนัยน์ตาเปียกฉ่ำ ก้มหน้าหลบอย่างฝืนใจ…หากมันจะทำอะไรได้นอกจากค่อยๆ ลุกขึ้นจากตักลงไปคุกเข่าบนพื้นเรือน…ปลดขอบโจงกระเบนนายออก แล้วครอบปากรอบลำลึงค์…มันไม่อยากดูด แต่นายทิ่มแทงรังแกปากมันจนแทบหายใจไม่ได้ และเมื่อคิดถึงสิ่งที่อาจเกิดต่อ มันจึงตั้งหน้าตั้งตาดูดกลืนอย่างเอาเป็นเอาตาย…อย่างไรก็ต้องดึงน้ำขมออกมาให้ทันก่อนนายเปลี่ยนใจ


เจ้าคุณมองบ่าวโง่เง่าพลางหัวเราะ…แล้วล้วงมือเข้าไปในโจงของร่างที่โก้งโค้งอยู่

“ข้าเบื่อปากบนของเอ็งแล้ว” นายแสยะยิ้มร้ายกาจ “เอาปากล่างดีกว่า ตอดแน่นดี”


มันคายสิ่งที่อมอยู่ออก…ตัวสั่นเทาขณะลงไปหมอบคลาน…เกือบจะดิ้นพล่านเมื่อนายคร่อมทับแล้วสอดร่างร้อนจัดเข้ามาจนสุดลำ…ไม่ทันได้พักหายใจก็ถูกกระทุ้งเข้าใส่จนหัวเข่าครูดไปกับพื้น


“ร้องสิ…ร้องออกมา”  เจ้าคุณเกลี้ยกล่อมเสียงเครือ หากรัวเอวเสียงดังสนั่น “ปากล่างเอ็งเคี้ยวข้ามันขนาดนี้ ทำไมปากบนเอ็งไม่ครางบ้าง”


มันไม่ตอบเช่นเคย สติจะฟังยังแทบไม่มี ทั้งหวาดกลัวและเกลียดชังตัวเองที่เสียวซ่านกับการทารุณ หน้าผากขาวเกลือกกลิ้งกับหลังมือตามแรงสะเทือน เอวแอ่นโค้ง ยกสะโพกขึ้นเสียดสวนอย่างไม่รู้ตัวราวกับติดสัด แล้วยิ่งร้อนร่านเมื่อเจ้านายเอื้อเฟื้อมือข้างเดียวมาชักรูดความใคร่ให้


ตอนที่มันถึงฝั่งอารมณ์ ตอนที่มันเกือบครางขึ้นมา…


เจ้านายคว้าขนปีกเต็มกำแล้วกระชากราวกับจะถลกหนังทั้งแผ่นหลังออก


ความใคร่ที่เสร็จสมผสมกับความเจ็บสาหัส……สติของมันหลุดลอยไปก่อนได้เปล่งเสียง

เจ้าคุณยังกระแทกใส่ร่างแน่นิ่งนั้นอีกหลายครั้งก่อนจะหยุดเกร็ง…น้ำรักราดเป็นทางเมื่อยันตัวกลับขึ้นไปนั่งบนตั่งเช่นเดิม


กระจุกขนปีกในมือแปรเปลี่ยนเป็นทองคำ…และถูกเก็บใส่ภาชนะรองรับอย่างมิดชิด…นัยน์ตาที่ยังเปี่ยมไปด้วยตัณหาเสมองเจ้าของปีกล้ำค่าที่สลบไป


…มัน…แอบมอบขนทองคำให้คนอื่น


นั่นทำให้เจ้านายโกรธจัด…เกลียดชัง…เพราะรู้ว่ามันกำลังจะหาทางหนี


…หึงหวง…จนอยากฆ่าให้ตาย


…ทว่า…


ยังรัก…จนไม่อาจตัดใจสังหาร


แขนเดียวที่เคยทำร้าย ค่อยๆ ช้อนร่างขาวโพลนขึ้นมาบนตั่ง…กกกอด…อ่อนโยนได้เพียงแค่ตอนที่มันไม่อาจรับรู้


มันไม่มีวันรู้


มันจะไม่มีวันรับรู้



-จบ-


  • การ คือ การเวก ค่ะ เป็นนกที่มีเสียงเพราะ ในเรื่องนี้ไม่ยอมเปล่งเสียงเพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจวิเศษของเจ้าตัว ตามตำนานหิมพานต์ ขนของนกการเวกเป็นทองคำได้ด้วยนะ (- -,,
  • เจ้าคุณ ในเรื่องไม่ได้อ้างถึงนัก แต่ร่างจริงคือ ครุฑ ค่ะ ต้นฉบับตัวละครนี้แขนซ้ายด้วน เจ้าคุณเลยกลายเป็นครุฑด้วนไปด้วย (กร๊ากกกก)
  • นึกครึ้ม ๆ อยากแต่งไรไทย ๆ แฟนตาซีเพราะคุยกับคะแยนเจ้าของคาร์อีกคน
  • ก็เลยออกมาเป็นเรื่องนี้สั้นๆ
  • เท่านี้แหล่ะ บาย  #หนีกันเฉยเลย

[Novel] Omega3verse. – Day30 [END]

16-11-30-23-18-50-722_deco

ตอนเก่าๆค่า

หมายเหตุ นี่คือการลงรวดเดียวตั้งแต่ตอน 24-30(จบ)

Day 30

Keyword : Death

Ch 30 : June 9, 2017.

 

‘นักวิทยาศาสตร์ที่พูดภาษาอังกฤษส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า “killer whale (วาฬเพชฌฆาต)” แม้คำว่า “orca (ออร์ก้า)” จะถูกใช้มากขึ้น วาฬเพชฌฆาตเป็นข้อสนับสนุนที่บ่งชี้ถึงวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน โดยแท้จริงแล้ว ชื่อสกุล Orcinus หมายถึง “ของอาณาจักรแห่งความตาย” หรือ “เป็นสมาชิกของความตาย (Orcus)” โรมโบราณเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า orca (พหูพจน์ orcae) เพื่อเรียกสัตว์ชนิดนี้ อาจเป็นไปได้ที่ยืมคำมาจากภาษากรีก ὄρυξ (ในหลายๆ คำ) ซึ่งเกี่ยวโยงถึงวาฬชนิดนี้ ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1960 ความนิยมของออร์ก้าได้เติบโตอย่างมั่นคง ทั้งในชื่อและการใช้งาน คำว่าออร์ก้าถูกใช้ในบางสิ่งที่ของการเลี่ยงความหมายโดยนัยในเชิงลบของ “นักฆ่า” และเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของวงศ์โลมามหาสมุทร วาฬชนิดนี้จึงเป็นญาติใกล้ชนิดกับโลมามากกว่าวาฬ’

-Wikipedia

 

 

ไมเคิล ชาร์กเบนเดอร์ ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต นับตั้งแต่วันที่เก้า เดือนมกราคม

หากเวลาผ่านไป…ยิ่งสืบค้นหลักฐานในห้องทำงานของเจ้าตัวเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลต่อคำตัดสินของศาล

เหตุเพราะความรู้อันเข้าขั้นอัจฉริยะของจำเลยนั้น…ทำให้รัฐบาลนึกเสียดาย

ยิ่งมีคำสนับสนุนบ่งชี้จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ว่างานวิจัยของชาร์กเบนเดอร์ไม่ได้มีแต่เรื่องอำมหิตผิดศีลธรรมเพียงอย่างเดียว บางอย่างยังเอื้อประโยชน์ต่อวงการแพทย์

แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือความสามารถในการสืบหาสายพันธุ์ที่ ‘สูญหาย’ ไปแล้ว

….

………..

……………..

หกเดือนผ่านไป คำตัดสินใหม่ถูกประกาศ

เปลี่ยนจากโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นการรับใช้รัฐบาล โดยการส่งออกไปยัง ‘อภิมหาสมุทร’ …ผืนน้ำนอกเขต United ความเวิ้งว้างอันไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีใครหน้าไหนอยากออกไปเสี่ยง

งานที่ได้รับมอบหมายคือ ‘ตามหามนุษย์พันธุ์ออร์ก้า’ ซึ่งมี ‘ความเชื่อ’ ว่ายังหลงเหลืออยู่บนแผ่นดินสักแห่งที่ยังไม่มีใครค้นพบ

…เป็นงานกึ่งเนรเทศ…เพราะไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะมีแผ่นดินอีกที่ไหน

ชาร์กเบนเดอร์รับงานนั้นอย่างไม่ลังเล

…..

…………….

………………….

เรือเดินสมุทรที่สร้างตามแปลนการออกแบบของชาร์กเบนเดอร์เองเทียบท่าที่สุดเขตเซาท์เทิร์นเนียร์ พร้อมออกจากฝั่ง….นอกเหนือจากผู้คุมและเจ้าหน้าที่เทคนิคตอนส่งเรือแล้ว ชาร์กเบนเดอร์ไม่หวังจะได้พบหน้าใครอีก

ทว่า…บนเรือที่อาจจะพาเขาออกไปตายนั้น…มีพอลยืนรออยู่

“อย่าไป…” เสียงสั่นเครือออกจากลำคออย่างไม่ตั้งใจ “อย่าไป…อย่าไปตายพร้อมกับฉัน”

“อันที่จริง…ผมเริ่มชินแล้ว หลังจากเกือบตายตอนโดนซีบิลแทงไปรอบ”  บอกด้วยเสียงสดใส ร่างกายกลับมาตุ้ยนุ้ยดังเดิม เพราะระหว่างที่พักฟื้นเขาตักตวงของอร่อยอย่างเต็มที่ “แต่ผมก็ไม่อยากตายกลางทะเลนั่นหรอกนะ”

“งั้นก็อย่าไป!” ชาร์กเบนเดอร์ตะคอก…เขาไม่อยากเห็นพอลในสภาพใกล้ตาย…ไม่อยาก….ไม่อีกแล้ว

“ผมจะไป”  พอลยังคงย้ำคำ แววตาจริงจัง “…ถ้าไม่อยากให้ผมตาย คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตผมเอาไว้ให้ได้…ทำงานให้เสร็จ…แล้วกลับมาพร้อมกัน”

ตลอดมา ชาร์กเบนเดอร์คือเจ้าชีวิต

นี่คือครั้งแรก ที่เขาต้องกระเสือกกระสน เพื่อรักษาชีวิตของคนอื่น

…คนที่เขาไม่อยากจะสูญเสีย…คนบ้า ๆ ที่รักเขาจนสุดหัวใจ…

พอลเดินมาจับมือนักโทษชั่วชีวิต บีบเบา ๆ ให้รู้สึกถึงเลือดเนื้อในกายเขาที่ยังคงอบอุ่น…

“ผมมีล้านเหตุผลที่จะทิ้งคุณไป…แต่ผมต้องการเพียงคำเดียวที่จะหายใจเพื่อคุณต่อ”

ชาร์กเบนเดอร์พ่ายแพ้

เขาดึงคนตรงหน้าเข้ามาในอ้อมแขน…กระซิบคำแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงลมหายใจ

น้ำตาหยดหนึ่งของพอล หล่นลงสู่พื้นอย่างเงียบงันและไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตได้…ก่อนจะกระซิบตอบ

‘Till death do us apart’


The end

Talk :

  • มีอะไรมากมายอยากจะกล่าว…เดี๋ยวมาอิดิทค่ะ… (TvT
  • จบแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
  • …กลับมาอิดิท…
  • ไม่รู้จะทอล์คอะไรค่ะ แง /น้ำตาลูกผู้ชาย(?)ไหลท่วม
  • อ่ะ เข้าเรื่องก่อน
  • จะมีการรวมเล่มเป็นที่ระทึก #ระลึก!!! แน่นอนค่ะ กำลังติดต่อจัดรูปเล่ม+หาคนวาดปก เย้ ๆ ๆ XD
  • ในรวมเล่มนั้น จะมีตอนพิเศษโดยเฉพาะของพอล 5 ตอนรวด และตอนพิเศษของคู่หลักแบบฟันไร่อ้อยรีดน้ำตาลมาเซ่นสรวงนะคะ อ้อ เรื่องของหนูน้อยโคลกับชาวคริมสันด้วย ❤
  • และ สุดท้าย…เราไม่ได้จากกันไปไหนไกล
  • ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านเลยค่ะ โดยเฉพาะทุกคอมเมนต์ ทุกช่องทาง…มาช้วยมีกำลังใจแต่งเพราะคอมเมนต์ของพวกคุณจริง ๆ นะคะ ไม่งั้นคงมาไม่ถึงจุดนี้ (TvT
  • ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณ ขอบคุณณณณณณณณณณณณณณณณ /วิ่งไล่จูบ
  • หากผูกพันกันแล้ว (แน่ะ!) หวังอย่างยิ่งว่าจะได้พบกันอีกในอนาคตนะคะ อาจไม่ได้บ้าระห่ำเท่านี้ แต่จะพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปค่ะ (- -,,
  • รัก ❤

[Novel] Omega3verse. – Day29

16-11-25-01-15-52-064_deco

ตอนเก่าๆค่า

หมายเหตุ นี่คือการลงรวดเดียวตั้งแต่ตอน 24-30(จบ)

Day 29

Keyword : สมุดโน้ต

Ch 29 : Jan 9, 2017.

‘วาฬเพชฌฆาตมีพฤติกรรมรวมฝูงกันล่าปลาขนาดใหญ่ อย่าง ปลาฉลามขาว และแม้แต่วาฬด้วยกันหรือโลมาเป็นอาหารด้วย’

-Wikipedia

 

คริมสัน เปิดเมืองสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้ง

แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย การเข้าออกจึงยังจำกัดอยู่ หลัก ๆ คือเปิดให้ชาวกลายพันธุ์ผู้ต้องการถิ่นฐานถาวรเดินทางมา และนำอุปกรณ์การแพทย์ใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม

เพื่อความปลอดภัย โจชัวถูกส่งตัวเข้าไปผ่าตัดนำมดลูกโอเมก้าออกเพราะอวัยวะของแฝดกาฝากส่วนนี้บอบช้ำจนเกินเยียวยา…

หลายคนกล่าวว่าเสียดาย เพราะโจชัวจะมีลูกอีกไม่ได้…หากเจ้าตัวและคาร์ลเห็นพ้องต้องกันว่า…มดลูกนี้ได้ทำการอุ้มบุญมามากพอแล้ว พวกเขาไม่ต้องการอะไรอีก

การผ่าตัดสำเร็จลงด้วยดี โจชัวนอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลพร้อมลูกน้อย ในขณะที่คาร์ลแม้จะอยากอยู่ด้วยใจจะขาด ก็ต้องหักห้ามตนเอง ปลีกตัวออกมาจัดเตรียม ‘บ้าน’ ไว้ต้อนรับสมาชิกใหม่

บ้านที่พวกเขาจะอยู่อาศัยนับจากนี้ คือของกำนัลจากเอิร์นเนส เป็นบังกะโลหลังเดิมที่พวกเขาเคยมาอยู่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะระหกระเหินออกไปเสี่ยงตาย

คาร์ลกล่าวขอบคุณตาเฒ่านับครั้งไม่ถ้วน หากได้รับคำขอบคุณกลับมา…บอกว่านี่คือรางวัลที่พวกเขาสมควรได้รับ ในฐานะวีรบุรุษ…

สัมภาระที่ติดตัวมานับตั้งแต่ออกจากแปซิฟิเซียร์ จึงได้มากองอยู่ในบังกะโลอย่างเต็มภาคภูมิ

คาร์ลทำความสะอาดทุกซอกมุมจนสะอาดเรี่ยม นำเสื้อผ้าออกมาซัก จัดเก็บของเข้าตู้ให้เป็นระเบียบ

และสะดุดตาเข้ากับสมุดโน้ต หน้าปกลายแรคคูนของโจชัว…

การต่อสู้ระหว่างความอยากรู้ กับความยับยั้งชั่งใจเนี่ย…มันหนักหน่วงเอาเรื่องนะ…

สุดท้าย…คาร์ลยืนยันกับตัวเองในใจ เขาเคยประกาศไปแล้วว่าตัวเองคือจอมฉวยโอกาส ดังนั้น…เปิดอ่านมันเสียเลย!!!

………

………………..

…………………….

หนุ่มแมคเคอเรลหน้าแดงก่ำ…เมื่ออ่านบันทึกตั้งแต่อดีตที่โจชัวเขียนเอาไว้ เขาปิดสมุดลงเมื่ออ่านครบจนถึงล่าสุด…วันที่เขาเห็นอีกฝ่ายแอบเขียน

ทั้งเล่มคือไดอารี่ที่ไม่ต่อเนื่อง มีเรื่องสัพเพเหระมากมาย

…และมีเรื่องของเขา…ไม่มาก…หากสั่นคลอนจิตใจของคนที่แอบรักมาเนิ่นนานคนนี้

คาร์ลยิ้มเหมือนคนบ้า รีบจัดการแต่งบ้านให้เสร็จอย่างว่องไว ราวกับกลายพันธุ์จากปลาแมคเคอเรลเป็นปลาหมึกไปแล้ว

เพราะเขาอยากจะรีบไปหาลูกน้อย และเค้นความจริงจากปากเจ้าของของไดอารี่…ว่ามีใจให้เขามานานแค่ไหนกัน

TBC

[Novel] Omega3verse. – Day28

16-11-25-01-14-54-226_deco

ตอนเก่าๆค่า

หมายเหตุ นี่คือการลงรวดเดียวตั้งแต่ตอน 24-30(จบ)

Day 28

Keyword : หลงลืม

Ch 28 : Jan8, 2017.

‘วาฬสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่ม (อันดับย่อย) ใหญ่ ๆ ได้แก่ วาฬบาลีน (Mysticeti): วาฬกลุ่มนี้มีลักษณะคือใช้แผ่นกระดูกเรียกว่า “บาลีน” มีลักษณะเป็นซี่คล้ายหวีกรองอาหารซึ่งได้แก่ แพลงก์ตอนต่าง ๆ จากน้ำทะเล วาฬที่อยู่ในกลุ่มนี้เป็นวาฬขนาดใหญ่เช่น วาฬสีน้ำเงิน ที่มีความยาวได้ถึง 80 ฟุต ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมาด้วย เป็นวาฬที่มีช่องหายใจ 2 ช่อง

วาฬมีฟัน (Odonceti): ลักษณะโดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่าวาฬบาลีน รวมทั้งโลมาทุกชนิด, วาฬเพชฌฆาต และนาร์วาฬ เป็นวาฬที่มีช่องหายใจเพียงช่องเดียว เป็นวาฬที่เป็นสัตว์นักล่า ล่าสัตว์น้ำต่าง ๆ เป็นอาหาร’

-Wikipedia

สามวันหลังจากการปราบกบฎชาร์กเบนเดอร์  แปซิฟิเซียร์มีการปราศัยครั้งใหญ่ ถ่ายทอดสดไปทั่วทั้ง United

ลำดับแรก ผู้ว่าการเขตเซาท์เทิร์นเนียร์ ‘จอห์น ซีตัส’ ได้รับคะแนนเสียงโหวตจากประชาชนอย่างท่วมท้นให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ หลังจากประธานาธิบดีคนเดิมรู้สึกอับอายต่อการปฎิบัติหน้าที่ของตน จนขอลาออก

…ซึ่งทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าท่านผู้นำคนเดิมนั้น ‘กลัว’ จะถูกสืบสวนย้อนหลังว่าทำผิดอะไรไว้ โทษในขณะดำรงตำแหน่งกับโทษขณะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้นหนักหนาต่างกันพอดู เจ้าตัวจึงรีบชิงลาออกไปเสียก่อน

แม้จะขึ้นรับตำแหน่งอย่างกะทันหัน แต่อันที่จริงซีตัสรอเวลานี้มาทั้งชีวิต…เขาจึงเตรียมตัวมาพร้อม ไม่ได้มามือเปล่า หากมาพร้อมร่างกฎหมายฉบับใหม่ พร้อมเสนอใช้ทันที

แต่สิ่งแรกที่เขาเลือกจะกล่าวในการปราศรัยครั้งแรก คือ ‘คำขอโทษ’

“ที่ผมต้องกล่าวขอโทษเป็นอย่างแรกนั้น…เพราะผมเองไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าหลงลืมประชาชนกลุ่มหนึ่งไป ด้วยความขลาดเขลา ด้วยความโง่งม…

ประชาชนกลุ่มนั้น คือชาวกลายพันธุ์ที่หลายสังคมตั้งแง่รังเกียจ…พวกเขาปรากฎตัวในวันที่ผมกำลังจะพ่ายแพ้ เดิมพันชีวิตและกำลังเอาไว้ในมือของผม….ความหนักหน่วงนี้เองเป็นกำลังให้ผมกล้าจะลุกออกมาปฏิวัติ United ใหม่

พวกเราเป็นมนุษย์เหมือนกันใช่หรือไม่ พวกเรามีมนุษยธรรมเพียงพอหรือเปล่า แค่มีส่วนหนึ่งของร่างกายเปลี่ยนไปเพราะความแร้นแค้น ใช่เหตุให้เราต้องรังเกียจพวกเขาหรือไม่

เปลี่ยนทัศนคติร่วมกันเถิดครับ หากเขาแร้นแค้น เราต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือหาใช่เดียดฉันท์ หากเขาถูกคนเห็นแก่ตัวรังเกียจและรังแก พวกเราควรลุกขึ้นปกป้อง

กฎหมายที่ผมบัญญัติขึ้นใหม่นี้ จะเอาผิดกับผู้ที่เหยียดคนกลายพันธุ์จนถึงที่่สุด หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยไถ่บาปอันทับถมในรัฐของเราออกไป…อนาคตของลูกหลานที่กำลังจะเกิดมา จะได้มีเสรีภาพอันแท้จริง”

ซีตัสจบการปราศัยด้วยเสียงปรบมือและโห่ร้องอันกึกก้อง

…เขาเคยคิดว่าหากได้อยู่บนจุดสูงสุดนี้ ต่อไปจะได้หาประโยชน์เข้าตัวสำราญใจ เงินทองลาภยศมากมายเกินจินตนาการ…

หากตอนนี้…กลับรู้สึกว่าการถูกชื่นชมในฐานะ ‘คนดี’ นั้นช่างแสนอิ่มเอิบนัก…มีความสุข…เสียยิ่งกว่าการได้ครอบครองสิ่งใด

…หรือเขาควรจะหาประโยชน์นิดหน่อย แต่ทำตัวให้ดีมากขึ้นจะดีไหม…

ชายชรายิ้มออกมา เมื่อจินตนาการถึงหลุมศพของตนเองประดับด้วยจารึกเกียรติคุณ

TBC

[Novel] Omega3verse. – Day27

16-11-25-01-11-56-899_deco

ตอนเก่าๆค่า

หมายเหตุ นี่คือการลงรวดเดียวตั้งแต่ตอน 24-30(จบ)

Day 27

Keyword : ตีลังกา

Ch 27 : Jan 7, 2017.

‘วาฬเพชฌฆาต หรือ วาฬออร์กา (อังกฤษ: Killer whale, Orca) เป็นสปีชี่ส์ที่ใหญ่ที่สุดในในวงศ์โลมามหาสมุทร (Delphinidae) สามารถพบเห็นได้ในมหาสมุทรทั่วโลก ตั้งแต่แถบอาร์กติกและแอนตาร์กติกา จนถึงทะเลในแถบเขตร้อน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถพบเห็นได้ทั่วโลกมากที่สุดนอกเหนือจากมนุษย์’

-Wikipedia

บมจ.ชาร์กเบนเดอร์ถูกสั่งให้ปิดกิจการชั่วคราว เป็นข่าวคึกโครมไปทั่วทั้ง United

พนักงานทุกคนอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญแขวน ก่อนจะโล่งใจลงไปบ้างเมื่อรัฐบาลกลางรับปากว่าจะช่วยเข้ามาบริหารจัดการให้พนักงานได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ส่วนเจ้าของบริษัทนั้น…โดนจับในข้อหาก่อกบฎ ก่อการร้าย ฆาตกรรม และทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นจำนวนมาก มีเจ้าทุกข์จากเหตุการณ์หลายพันคน

ชาร์กเบนเดอร์ถูกส่งตัวมาดำเนินคดีที่ศาลาว่าการเมืองแปซิฟิเซียร์ มีเวรยามเฝ้าแน่นหนา…หนึ่งในนั้นคืออดีตลูกน้อง ผู้กลายมาเป็นเจ้าทุกข์ และเจ้าพนักงานพิเศษที่ซีตัสแต่งตั้งให้

“…เหมาะกับชุดเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เบานี่ พอล”  ฉลามขาวแสยะยิ้ม หันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเก้าอี้ที่เขานั่ง

“ขอบคุณที่ชม…”  หนุ่มเจ้าเนื้อยิ้มตอบ “คุณเองก็ใส่ชุดนักโทษกับกุญแจมือได้ดูดีเหมือนกัน”

“แล้วยัยนี่….มาทำไม” อดีตเจ้านายถาม เบนสายตาไปยังหญิงสาวอีกคนในห้องสอบสวน

ซีบิลนั่งหน้าตึงอยู่อีกฝั่งโต๊ะ หลังไปช่วยคนรักออกมาแล้ว เธอใช้สิทธิพิเศษในฐานะผู้ช่วยกอบกู้วิกฤติคนหนึ่ง ขออนุญาตผู้ว่าการซีตัสเพื่อมาถามอะไรบางอย่างเป็นการส่วนตัว

“ฉันมีเรื่องที่รบกวนจิตใจอยู่ อยากให้นายตอบตามตรง”  ม้าน้ำสาวในชุดดำยกแขนขึ้นกอดอก “…ระหว่างทำการทดลองกับบุปผา…เธอให้กำเนิดลูกหรือเปล่า”

พอลฟังคำถามแล้วลอบกลืนน้ำลายในลำคอ…เขารับรู้มาตลอดว่าบางครั้งชาร์กเบนเดอร์ก็มีเซ็กซ์กับโอเมก้ากลุ่มทดลอง แถมยังมีลูกมากมาย…หนึ่งในนั้นจะถือกำเนิดจากท้องคนรักของซีบิลหรือไม่

“บุปผา….” ฉลามขาวแกล้งตีหน้าเซ่อ “บุปผานี่…ใครเหรอ”

ขาดคำ

รองเท้าส้นเข็มสีดำก็ฟาดเข้าใส่ปากของชาร์กเบนเดอร์เต็มเหนี่ยว เรี่ยวแรงของหญิงสาวร่างระหงกลับหนักหน่วงเหลือเชื่อ ชาร์กเบนเดอร์ล้มคว่ำลงมาจากเก้าอี้ เลือดสาดจนพื้นเป็นสีแดงฉาน

“นังนี่!!!” อัลฟ่าฉุนขาด ปล่อยพลังหมายจะจัดการโอเมก้าหญิง

ทว่า…ปากกระบอกปืนกลับกดลงบนหลังศีรษะเสียก่อน…พอลวางมือลงบนไหล่หนา บีบคลึงคล้ายเอาใจ

“อย่า…คิด…ใช้พลัง…เด็ดขาด”  ผู้คุมร่างอวบขู่เสียงเย็น ค่อย ๆ ดึงนักโทษกลับขึ้นมานั่งเก้าอี้อีกหน “ตอบเขาไปดี ๆ เถอะ”

ซีบิลพยายามระงับความโกรธ นั่งลงตามเดิม คราวนี้ไขว่ห้าง โชว์ปลายรองเท้าเปื้อนเลือดให้ชมด้วย…

ชาร์กเบนเดอร์ถ่มน้ำลายเลือดลงบนพื้นก่อนตอบ  “ไม่มี…ฉันพยายามผสมพันธุ์ยัยนั่นกับหลง แต่ผสมเท่าไหร่ก็ไม่ติดลูกเลยสักครั้ง”

“ผสมพันธุ์…”  โทสะของม้าน้ำกรุ่นขึ้นอีกครั้ง “…คำดี ๆ มีไม่ใช้…ช่วยให้เกียรติเธอในฐานะมนุษย์บ้างได้ไหม”

“ขออภัยที่ต้องแทรก”  พอลยิ้มบาง สีหน้าเห็นอกเห็นใจซีบิล  “แต่คน ๆ นี้…ไม่มีเรื่องการให้เกียรติคนอื่นอยู่ในหัวหรอกครับ…เขาถือว่าตัวเองเป็นอัลฟ่า ทุกคนบนโลกคือสมบัติของเขา เป็นราชาแห่งสรรพสิ่ง…ปมหลงตัวเองอะไรประมาณนั้น”

“อ้อ…เหรอ…”  ซีบิลเลิกคิ้วช้า ๆ เลียนแบบการยียวนของฉลามขาว “งั้นฉันควรจะไปจับคนของเขาคนไหนมาทรมานดี…”

“ไม่มีหรอก” พอลตอบให้อย่างง่ายดาย “มีแต่คนที่รักและยอมตายเพื่อเขา ไม่มีคนที่เขารักและยอมตายแทนได้”

น้ำเสียงนั้นรื่นเริงราวกับเล่าเรื่องไกลห่าง…หากชาร์กเบนเดอร์รู้สึกได้ ว่าพอลเอ่ยถึงตนเอง

ความหวังบางอย่างจุดขึ้นในหัว

“มีสิ…”  ชาร์กเบนเดอร์ขัดคอ “มีอยู่คนหนึ่ง…ที่หากฉันรอดออกไปจากคุกนี้ จะยินยอมให้เขาอยู่เคียงข้าง จะซื่อสัตย์ต่อเขาไปตลอดกาล…จะรักเพียงเขาคนเดียว”

ผู้คุมนิ่งงันไป ฝ่ายซีบิลขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“ช่วยฉัน….”  ฉลามขาวกระซิบแผ่วให้ได้ยินเพียงสองต่อสอง…ทุ้มต่ำ…ราวกับกล่อมข้างหูยามเคยอยู่บนเตียงร่วมกัน “…ทำเพื่อฉัน”

พอลยิ้ม…หากเป็นยิ้มที่เศร้าสร้อย

“วันนี้คงให้คนดังสัมภาษณ์ต่อไม่ได้แล้ว คุณกลับไปก่อนเถอะนะซีบิล”  หนุ่มเจ้าเนื้อก้มหัวเป็นเชิงขอโทษหญิงสาว ขณะบีบบ่านักโทษ ดึงให้ลุกขึ้นยืน “ได้เวลากลับห้องพักสุดหรูแล้วครับเจ้านาย”

ซีบิลเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมพยักหน้า

ส่วนชาร์กเบนเดอร์…ถอนหายใจอย่างหน่วงหนักเมื่อคำเกลี้ยกล่อมไม่เป็นผล เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยกแขนขึ้นเช็ดเลือดที่ยังไหลออกมา

พอลเดินนำไปก่อน ไขกุญแจเปิดประตูห้อง

พริบตานั้นเอง เขาเหลือบเห็นท่อนแขนใหญ่หวดเข้ามาจากด้านข้าง เห็น แต่หลบไม่พ้น! จึงโดนกุญแจมือฟาดเข้าไปข้างขมับ แม้จะไม่โดนไม่เต็มที่ แต่ก็เล่นเอาเสียหลักล้มลงไปกอง

ซีบิลผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ หากชาร์กเบนเดอร์ไวกว่า เขางัดโต๊ะกลางจนมันตีลังกา พุ่งกระแทกเข้าเอวเธอ หญิงสาวทรุดฮวบ จุกจนร้องไม่ออก

ฉลามขาวคิดจะใช้อดีตลูกน้องเป็นตัวประกันในการหลบหนี เขาดึงไหล่ให้พอลลุกขึ้นมา แต่กับถูกเข่าขยอกเข้าเต็มลิ้นปี่ พอถอยหนีก็โดนหมัดฮุคซ้ายขวาไล่ถลุงไม่นับ

“แก!!! เพราะแกไม่ยอมร่วมมือกับฉันดี ๆ !!!”  อดีตเจ้านายขึ้นเสียงพลางหลบหลีก “อย่าบังคับให้ฉันต้องทำร้าย!!!”

“ผมรู้…”  พอลขอบตาแดงช้ำ เสียงสั่น “ผมรู้…ว่ายังไงคุณก็หักหลังผม ถึงได้ระวังตัวตลอด”

ชาร์กเบนเดอร์หน้าชาไปวูบหนึ่ง…ก่อนจะกลบความรู้สึกนั้นด้วยการเตะสวนเข้าแขนที่พอลตั้งการ์ด ขนาดตัวที่ต่างกันมากทำให้แมคเคอเรลตัวเล็กไถลไปด้านหลัง เขาได้โอกาสหนี รีบกระโจนไปทางประตู

แต่เพราะไม่ทันระวังเลือดบนพื้นที่ตนเองถ่มไว้ จึงเหยียบเข้าไปเต็มที่ ลื่นจนร่างกระแทกเข้ากับผนังก่อนถึงจุดหมาย

ในสภาวะไร้หลักยันนั้น เขาเห็นซีบิลจากหางตา…หญิงสาวพุ่งตรงมาหา พร้อมเข็มฉีดยาขนาดใหญ่…จะยังเรียกเข็มได้ไหม มันใหญ่เสียจนควรจะเรียกกว่าแท่งเหล็ก…บรรจุของเหลวสีแดงเข้มไว้เต็มหลอด

เขารู้โดยสังหรณ์….ว่านั่นคือเลือดของ ‘อแมนด้า ชาร์กเบนเดอร์’ เลือดของ ‘แม่’ ที่สามารถฆ่าเขาได้

…ชีวิตคงจบลงแค่นี้…

….

………….

…………….

หลอดบรรจุเลือดหลุดจากมือซีบิล เธอตกใจ…เพราะแทงคนผิด

ไม่…เธอไม่ได้แทงคนผิด…พอลต่างหากที่พุ่งมาขวางชาร์กเบนเดอร์เอาไว้

“ทำไม….ทำไม!!!” หญิงสาวกรีดร้อง ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ

พอลยิ้มอ่อนโยนให้เธอ

“ผมบอกแล้ว…ว่าต่อให้เขาจะระยำเลวทรามไร้ความรักต่อคนอื่นแค่ไหน ยังไงก็ยังมีคนที่ตายแทนเขาได้”

ซีบิลส่ายหน้า…รักโดยไม่มีเงื่อนไข…เธอรู้….เธอเข้าใจ…เธอรู้สึกเช่นนั้นต่อบุปผามาทั้งชีวิต

แต่เสียดายเหลือเกิน ที่ความรักเช่นนั้น…พอลกลับเลือกจะมอบให้คนไร้หัวใจ

“ขอโทษที่ขัดขวางการแก้แค้นของเธอนะ แต่ไม่ต้องห่วง….”  เสียงแผ่วลงเรื่อย ๆ ตามลมหายใจ “…คนแบบนี้ธรรมชาติจะลงโทษเขาเอง….”

“ไม่ ไม่ ไม่” ซีบิลลนลาน เธอหยิบสมาร์ทโฟนออกมากดเบอร์อัตโนมัติเรียกหน่วยกู้ชีพ ก่อนจะตรงเข้าไปพยายามพยุงพอลขึ้น

ทว่า…กลับถูกมือใหญ่คู่หนึ่งผลักออก

ชาร์กเบนเดอร์ยืนค้ำร่างของพอลที่หายใจรวยริน…ดวงตาเย็นชาจ้องมอง

“โง่สิ้นดี…ฉันจำไม่ได้ว่าเคยเลี้ยงคนอย่างนี้…น่าผิดหวัง”

พอลยิ้ม…ก่อนดวงตาจะปิด

“ตายอย่างไร้ค่า…น่าสมเพชเหลือเกิน…นายทำอะไรได้ซับซ้อน ฉันไม่เข้าใจ….”

ซีบิลเพิ่งตั้งหลักได้หลังถูกผลัก อ้าปากกว้างเตรียมจะตวาด

…หากต้องชะงักค้าง…เมื่อเห็นชาร์กเบนเดอร์ทรุดตัวจนเข่ากระแทกพื้น…รวบร่างของพอลขึ้นมากอดเอาไว้

โง่…โง่…โง่เหลือเกิน…

ถ้อยคำสิ้นหวังนั้นก้องกังวานไปทั่วห้องสอบสวนอันชืดเย็น

TBC