macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Posts tagged ‘SNK’

*Sample* [SNK : Eruri] Phantom Pain (For sale in ATK Only Event)

*Sample* [SNK Fanfiction] Phantom Pain.

 

 Pairing : Erwin X Levi (Rivaille)

 

Author: Macho_luglio

Illustrator : Kumawind

 

*For sale in ATK Only Event*

 

Image

 

 

อธิบายกันเล็กน้อยก่อนอ่าน  Phantom Pain คือ อาการเจ็บหลอนของอวัยวะที่ถูกตัดขาดไปค่ะ เป็นธีมหลักของเรื่องนี้  ซึ่งอ้างอิงเหตุการณ์จากมังงะตอนที่ 50-51 ค่ะ

ส่วนวิธีเขียนชื่อของดันโจวและเฮย์โจว เราขอใช้ “เอลวิน” และ “รีไวล์” ตามฉบับของ VBK อันที่จริงถ้าเขียนแบบถูกต้องคงเป็น “เออร์วิน” และ “ลีไว” ซึ่งไม่ชินมือเอาซะเลยค่ะ ตอนที่อ่านแสกนแรกๆ ก็ติดคำว่า Rivaille ไปแล้วด้วย จึงขอใช้แบบเดิมนะคะ TwT

 

1

 

ความเจ็บปวดในขาซ้ายกำเริบขึ้นมา ทั้งที่ใกล้หาย

 

พลุควันถอยทัพ ปรากฏเหนือกำแพง

 

กองทหารของเขากำลังจะกลับมา…ด้วยความปราชัยอีกครั้ง

 

รีไวล์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ จัดเครื่องแต่งกายทุกชิ้นให้เรียบกริบ

 

เหมือนเช่นสีหน้านิ่งเฉยเย็นชา

 

…เพื่อให้พร้อมรับความเจ็บปวดทั้งมวล…

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

โรงพยาบาลอยู่ในภาวะวิกฤติ เมื่อต้องรับทหารบาดเจ็บจำนวนมากพร้อมกัน     ทุกคนถูกเกณฑ์ออกมาช่วย  ไม่เว้นแม้แต่ประชาชน

 

หัวหน้าทหารเดินผ่านเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา พวกเขาต่างบาดเจ็บ แต่ต้องทนอาศัยพื้นเย็นเฉียบเป็นที่นอน…เตียงส่วนใหญ่ถูกสละให้คนอาการสาหัส ถึงอย่างนั้นก็ไม่เพียงพอ

 

สายตาเยือกเย็นกวาดไปทั่ว มองหาหัวหน้ากองสำรวจ รับรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เพราะปกติเอลวินต้องนำทุกคนเข้ามาเพื่อสั่งการก่อนเสมอ

 

ประตูใหญ่เปิดออกพร้อมเสียงตะโกนให้หลีกทาง…คำตอบทั้งหมดปรากฎตรงหน้า เมื่อเตียงเข็นร่างท่วมเลือดของอีกฝ่ายเข้ามาอย่างรวดเร็ว

 

เขาก้าวตามไปทันที  รีบจับมุมเตียงด้านหนึ่งเอาไว้แทนพยาบาลที่ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด  “ฉันจัดการเอง เธอไปดูคนอื่นเถอะ”

 

รีไวล์และบุรุษพยาบาลอีกสามคน ช่วยกันพาคนเจ็บไปห้องฉุกเฉิน….จากคำบอกเล่าของทหารผู้เห็นเหตุการณ์ แขนขวาที่ขาดไปถูกเจ้าตัวห้ามเลือดเอาไว้   จึงรอดตายอย่างหวุดหวิด แต่เมื่อมาถึงกำแพงก็หมดสติไปทันที เพราะเกินขีดจำกัดมนุษย์มามาก

 

 

“แย่แล้วล่ะครับ”  แพทย์ฉุกเฉินเหงื่อไหลท่วมใบหน้า “ดันโจวมัดเหนือแผลห้ามเลือดไว้นานพอควร จนเนื้อข้างใต้เชือกเริ่มตาย   รอยกัดก็แหว่งมาก…ถ้าไม่แต่งแผลให้เรียบ จะห้ามเลือดต่อไปลำบาก…แต่ทำแบบนั้นต้องใช้เวลา และท่านอาจเสียเลือดจน…..”

 

 

คำที่แพทย์ไม่กล้าพูดต่อ รีไวล์รู้แก่ใจ

 

“แค่ทำให้แผลเรียบและเร็วที่สุดใช่ไหม…”   

 

จบคำ ใบดาบคมกริบถูกต่อเข้ากับด้ามจับ ยื่นส่วนปลายส่งให้บุรุษพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้   “ฆ่าเชื้อซะ”

 

“ต…แต่ เฮย์โจวครับ”  คนถูกสั่งตัวสั่น  “นี่…ไม่ใช่อุปกรณ์การแพทย์”

 

“มีดผ่าตัดเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ใบมีดพวกนี้ก็ไม่เคยใช้เชือดอะไรมาก่อนทั้งนั้น สะอาดเหมือนกันนั่นแหล่ะ”  รีไวล์บอกเสียงเรียบ แต่ดวงตาคบกริบ  “…จะฆ่าเชื้อดาบให้ฉัน หรือรอให้หมอค่อยๆใช้มีดเลาะเนื้อจนหัวหน้าหน่วยตาย…”

 

ไม่ต้องพูดซ้ำ  ดาบถูกหยิบไปฆ่าเชื้อทันที

 

ขณะที่หมอและพยาบาลกำลังหันหลังไปเตรียมของอย่างรีบเร่ง  เสียงขยับตัวบนเตียงทำให้รีไวล์หันไปหา

 

เอลวินลืมตาขึ้น เลื่อนลอยไม่จับจ้องสิ่งใด…เงาหนึ่งวูบผ่านตรงหน้า จึงกระซิบเรียก

 

“…รีไวล์….”

 

มือเล็กสัมผัสหน้าผากร้อนจัด  แทนคำตอบว่าเป็นตนเอง….อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสนใจ พริบตานั้น จึงก้มลงไปแนบจูบอีกฝ่ายแล้วผละออก….

 

 

“เจ็บหน่อยนะ…”  เขาบอกขณะรับด้ามดาบมากระชับไว้ในมือ

 

“ฮ่ะๆ…ย้ายมาอยู่หน่วยพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่”  เอลวินหัวเราะเสียงแหบแห้ง  ดวงตาเต็มไปด้วยประกายอะไรบางอย่าง  “ต้องเป็นนายเท่านั้นจริงๆ….”

 

คำพูดถูกตัดจบ เพราะก้อนผ้าสีขาวสะอาดป้อนใส่ปากให้กัดเอาไว้  เจ็บลึกจากเข็มยาชาที่ปักลงใกล้รอยขาด ไม่เสี่ยงให้ยาสลบเพราะใช้เวลามากเกินไป หลายมือช่วยกันกดแขนขาที่เหลือแนบเตียงเอาไว้ ส่วนมือของรีไวล์วางอยู่บนอกของเขา กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ..เขาหลับตาลงเมื่อมือเล็กนั้นออกแรงกดตรึง

 

อึดใจนั้นปลายดาบตวัดสุดแรงบนปากแผล เฉือนเนื้อที่ขาดวิ่นให้เรียบกริบในดาบเดียว!

 

เสียงคำรามผ่านก้อนผ้าดังทั่วห้อง 

 

เหล่าบุรุษพยาบาลโถมทั้งตัวเพื่อให้คนเจ็บอยู่นิ่ง แพทย์รีบเข้าแทนตำแหน่ง ห้ามเลือดและเย็บปิดปากแผลอย่างรวดเร็ว เจาะเข็มให้เลือด น้ำเกลือ และยานอนหลับ

 

เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาไม่นานนัก หากรีไวล์กลับเห็นอย่างเชื่องช้า…สายตาประสานกลับคนบนเตียง…จนอีกฝ่ายค่อยๆผล็อยหลับไป…

 

มือขวาซึ่งกำด้ามดาบยังสั่นเทา ต้องใช้มือซ้ายช่วยแกะ จึงจะวางดาบลงกับโต๊ะได้

 

เขาเดินหลบออกมานอกห้องอย่างนิ่งเงียบ…หากหัวใจเต้นหนักจนปวดแปลบ

 

 

ต้องเป็นฉันอะไรกัน….รีไวล์คิดอยู่ในใจ

 

หน้าที่ของเขาคือการประหารไททั่น….ไม่ใช่การต้องเชือดเลือดเฉือนเนื้อคนที่รักแบบนี้….

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

 

2

 

เอลวิน สมิธ ถูกส่งตัวมายังห้องพักฟื้น และหลับเป็นตาย

 

หลังจากนั้นจึงตื่นขึ้นเพราะ ผู้บัญชาการพิกซิสมาเยี่ยมไข้…ไม่สิ เป็นการหารือเกี่ยวกับจลาจลที่จะเกิดในกำแพง ต่อจากนั้นคือผู้บังคับหมู่ฮันซี่และโคนี่ ซึ่งเข้ามารายงานข้อมูลใหม่ล่าสุด…ไททั่นทุกตัว ‘อาจเคย’ เป็นมนุษย์มาก่อน

 

ความจริงนั้น จุดรอยยิ้มแปลกประหลาดขึ้นบนใบหน้าของเอลวิน

 

‘ขยะแขยง’ รีไวล์บอกเอาไว้

 

แต่เขาบังคับให้ตัวเองให้หยุดยิ้มไม่ได้…

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

ยามหัวค่ำ…เมื่อคนป่วยเบื่อจะนอน  ห้องพักฟื้นจึงกลายเป็นห้องทำงานชั่วคราวแทน

 

“แฟ้มนี้เหรอ?”  รีไวล์นั่งอยู่บนโซฟาด้านซ้ายมือ ซึ่งตอนนี้มีเอกสารกองเต็มไปหมด

 

“ไม่ใช่ หัวกระดาษเขียนว่ากำลังพลสำรอง”  เอลวินใช้แขนซ้ายที่เหลืออยู่ชี้  “แฟ้มนั้น สีน้ำเงินเข้มน่ะ”

 

“หน้าแฟ้มนี้มันเขียนว่ากำลังพลประจำการ แกเอาพลสำรองมาใส่ได้ยังไง”  เสียงบ่นพร้อมหัวคิ้วขมวด   “นี่ขนาดแฟ้มใช้ประจำ แกยังเก็บไม่ถูกเลย ในห้องทำงานจะขนาดไหน”

 

“ไม่รู้สิ  ไม่ค่อยได้สนใจ”  คนถูกบ่นหัวเราะหึ แถมด้วยประโยคตัดพ้อ  “ปกตินายเป็นคนคอยจัดให้…แต่พักหลังมัวแต่ไปดูแลเจ้าหนูไททันนั่น”

 

“เป็นหน้าที่ของฉันนี่หว่า”  รีไวล์แค่นเสียงขึ้นจมูก ลุกขึ้นจากโซฟา เดินไปข้างเตียง ยืนถือเอกสารให้อ่านได้สะดวก

 

เอลวินอ่านแถวอักษร…เมื่อจบแล้วจึงมองเลยไปยังมือขาวไม่ต่างกับกระดาษ  เขาจับข้อมือนั้น…เล็ก…แต่แข็งและแกร่งอย่างเหลือเชื่อ

 

“ตกลงจะเรียกกำลังเสริมมาประจำการเลยไหม”  คนถูกจับถามเรื่องงานก่อน แม้จะ รู้สึกถึงปลายนิ้วร้อนจัด

 

 

“ตามนั้น เอารายชื่อแรก ๆ ที่ฉันคัดเอาไว้ เข้ามาเสริมได้เลย”  น้ำเสียงตอบจริงจังเป็นทางการ   แต่นิ้วใหญ่เริ่มลูบโลมไปตามผิวเนื้อ….และรั้งเอวไว้เมื่ออีกฝ่ายดึงมือออก

 

รีไวล์ถอยห่างไม่ได้เพราะแขนกำยำโอบอยู่  เอกสารถูกร่อนไปตกบนโซฟา  ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบศีรษะอีกฝ่าย  กอดแนบกับแผ่นอก

 

กลิ่นกายสะอาดและปลายนิ้วเล็กซึ่งสางเสยเส้นผม  ทำให้เอลวินผ่อนคลายเสมอ…เขากดริมฝีปากลงกับร่องอกที่เผยระหว่างสาบเสื้อ และได้รับจูบเบาๆบนหน้าผากเป็นการตอบรับ

 

“ตัวร้อนผิดปกตินะ…ไข้ขึ้นสูงหรือเปล่า”  รีไวล์ถาม  “เอายาแก้ไข้ไหม”

 

“ยาของฉันคือนาย”  เอลวินตอบ กระชับแขนซ้ายแน่นเข้า

 

ตอนนั้นเองที่หัวไหล่ขวาขยับยก เหมือนพยายามจะโอบกอดคนตรงหน้า ทั้งๆที่ไม่มีท่อนแขนเหลืออยู่

 

คนถูกกอดยอกใจกับภาพที่เห็น ฝ่ามือเย็นเฉียบวางลงบนไหล่ขวา จนอีกฝ่ายสะดุ้งเบาๆ

 

“ฉัน…รู้สึกเหมือนยังมีแขนขวาอยู่”  เอลวินตอบ  “มันร้อนจัด…ปวดหนึบ…ราวกับเส้นเลือดกำลังเดือดพล่าน”

 

“อาการเจ็บหลอนยังไงล่ะ…”  เสียงกระซิบสรุปให้  ความสูญเสีย ยากที่จะชินชากับมันในเร็ววัน

 

 

คำบอกนั้น ทำให้คนฟังนิ่งเงียบ…ก่อนจะซบใบหน้าเข้ากับแผ่นอกเล็ก หายใจเข้าออกแรงๆ จนผิวเนื้อของคนที่ถูกซบร้อนผ่าวตาม 

 

เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างมั่นคง  “รีไวล์” 

 

“อะไร” 

 

“ต้องเป็นนายเท่านั้นจริงๆ”   คนเจ็บย้ำคำที่เคยกล่าวเอาไว้

 

“ถ้าหมายถึง ต้องเป็นฉันอยู่ข้างนาย”  คนฟังดักคอ  “ฉันอยู่เสมอ ไม่ได้ไปไหน”

 

“ข้อนั้นฉันรู้ดี”  เสียงหัวเราะตื้นตัน….ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหม่นลงในอึดใจ  “ฉันหมายถึง ต้องเป็นนายเท่านั้น ที่จะปลิดชีวิตฉัน”

 

ร่างในวงแขนใหญ่เกร็งค้าง

 

“ทำไมฉันต้องฆ่าแกด้วย ไม่ใช่หน้าที่”  รีไวล์ถามด้วยเสียงกระด้าง เพื่อกลบความหวั่นไหว 

 

“วันนึง ฉันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่นายไม่ควรให้อภัย”  ลมหายใจร้อนผ่าวยังลวกแผ่นอกขาว   “ถึงวันนั้น…ขอให้นายสัญญา ว่าจะเป็นคนลงมือฆ่าฉันด้วยมือตัวเอง”

 

ไร้คำตอบจากคนตรงหน้า

 

มีเพียงเสียงหัวเราะแปร่งปร่า สะกดกลั้น…

 

 

“…ถ้าแกรู้สึกผิดเพราะรู้ว่าพวกไททันเคยเป็นมนุษย์มาก่อน   ก็ไม่ใช่แค่แกหรอกที่เป็นฆาตกร….ฉันไม่สมควรตายยิ่งกว่าเหรอ”

 

เอลวินรู้ในทันที  ว่าเขาจะไม่ได้สัญญาข้อนี้แน่นอน

 

“งั้นถ้าวันนึงฉันหักหลังทุกคน…เพื่อหาทางรอดตามสัญชาตญาณ นายจะฆ่าไหม”

 

เขาถามอีกหน

 

คราวนี้มือเล็กขยุ้มผมที่ท้ายทอยของเขาเอาไว้ บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตา

 

“ฉันไม่รู้ว่าแกพูดถึงอะไรหรอกนะ”  รีไวล์คำรามในลำคอ  “อย่าลองใจฉัน…ชีวิตฉันคือของแก ทำเพื่อแก…และจะตามแกไปทุกที่”

 

คำตอบนั้น  ทำให้หัวใจบีบรัด…คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน หัวเราะแปร่งปร่า เฉไฉไปเรื่องอื่นซึ่งไม่ตรงกับคำถามเก่า

 

“เมื่อไหร่กันนะ ที่เราหลงรักกันและกันขนาดนี้”

 

จบคำนั้น  เขากระชากร่างเล็กให้ก้มลงมาหา บดจูบรุนแรงสวนขึ้นไป บังคับสอดลิ้นใส่ในโพรงปากโดยไม่ทันตั้งตัว  รีไวล์ตกใจตาเบิกกว้าง ก่อนจะผ่อนคลายลง…ควานไล้เรียวลิ้นตอบสนอง

 

ก่อนจะผลักหัวของคนป่วยให้หงายลงไปนอนแผ่บนเตียง

 

 

“อย่ามาทะลึ่งตอนกำลังป่วยแบบนี้ นอนซะ”  เสียงดุดัน แต่ใบหน้าและริมฝีปากแดงก่ำ เขาหันไปโกยเอกสารบนโซฟาขึ้นถือ  “ฉันจะเอาแผนการไปส่งผู้บัญชาการและไนล์ หมอนั่นเข้ามาดูแลความเรียบร้อยแทนแกชั่วคราว ถ้าไม่อยากให้กองสำรวจวุ่นวายไปกว่านี้ ก็รีบๆหายซะ”

 

เอลวินตาลอยมองเพดาน ถูกปฎิเสธแบบนี้ ทำเอาอดหัวเราะไม่ได้

 

“ฮ่ะๆๆๆ โอเค…ฉันเข้าใจว่านายห่วง แต่ไม่ต้องรุนแรงแบบเมื่อครู่อีกนะ”

 

หางตาโกรธ ๆ ตวัดตอบมา  แต่เมื่อหันหลังให้กลับเป็นคำปลอบ

 

“แล้วฉันจะรีบกลับมา”  พูดจบก็เปิดประตู จากไปอย่างรวดเร็ว

 

คนป่วยมองตามด้วยรอยยิ้มบาง…แต่ไม่นานกลับต้องเหยียดริมฝีปากออกด้วยความเจ็บ…บริเวณแขนซ้ายที่ขาดหาย

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

 

คืนนั้น รีไวล์กลับมาหาตามที่บอก

 

เอลวินนอนตะแคง หันเข้าหาโซฟา…คนเฝ้าไข้หลับสนิทอยู่บนนั้น   เขามองลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของร่างเล็กอย่างไม่รู้เบื่อ

 

กระทั่งความเจ็บหลอนที่แขนซ้ายเข้ารังควาน….ครั้งนี้มันสมจริงอย่างเหลือเชื่อ

 

เขาต้องการยาระงับปวด  แต่ไม่อยากปลุกอีกฝ่ายขึ้นมารับรู้…สายตาของรีไวล์เมื่อเห็นความทรมานของเขาผุดขึ้นมาในความทรงจำ มันรวดร้าวไม่แพ้กัน…และเขาเองก็ไม่พร้อมจะเปิดเผยอาการแฝงที่ซ่อนเอาไว้

 

ปลายแผลร้อนจัดราวไฟไหม้ จนอยากคำรามออกมา เอลวินกัดฟันแน่น ผุดลุกขึ้นจากเตียง บังคับปลายเท้าให้เดินอย่างเงียบเสียง เพื่อลอบออกไปจากห้องพัก

 

เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลท่วมร่าง ตลอดทางที่เขาเดินไป…เพราะพยาบาลขาด ทำให้ไม่มีใครเฝ้าห้องยา  แต่นั่นอาจจะเป็นโชคดีของเขาก็ได้ เพราะไม่มีใครมาพบเจอ

 

ทว่า  เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป กลับพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ลำพัง

 

“หยุดก่อน!”

 

เอลวินห้ามด้วยเสียงไม่ดังนัก เมื่อผู้บุกรุกกำลังจะเหนี่ยวไกยิงสายของเครื่องเคลื่อนที่สามมิติออกไปนอกหน้าต่าง  อีกฝ่ายชะงักอย่างตระหนก

 

 

“จะกลับไปมือเปล่าหรือยังไง…มาหายาใช่ไหมล่ะ”  เขาเอ่ยอย่างใจเย็น ไม่นึกว่าจะได้พบคน ๆ นี้  ในเวลาแบบนี้   “ฉัน…จะช่วยแบ่งให้ ดีไหม?…นายคงต้องใช้เยอะสินะ”

 

ร่างที่นิ่งค้าง ค่อย ๆ หันมาเผชิญหน้า…เงาดวงจันทร์ส่องจากด้านหลังทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดนัก…แต่คนพบรู้ดีว่าเป็นใคร

 

“นายคงต้องใช้เยอะ….แต่อยู่ ๆ ถ้ายาหายไปเลยคงผิดสังเกตแน่…..ฉันช่วยแบ่งให้นายได้….ตามเวลาที่เรานัดแนะกัน”

 

อีกฝ่ายชะงัก….ก่อนถาม  “เพราะอะไรถึงช่วย…”

 

“เพราะฉันต้องการความช่วยเหลือเหมือนนาย”  เอลวินตอบ…บังคับใบหน้าไม่ให้เผยรอยยิ้ม ‘น่าขยะแขยง’ แบบที่รีไวล์เคยบอกไว้ ….เขาลงท้ายเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางปฎิเสธได้

 

 

“เรามาทำสัญญากัน”

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

3

 

เคยช่วยชีวิตกันเอาไว้   เคยหนีตายจากนรกด้วยกันมา

 

เมื่อไหร่กันนะ ที่เขาและรีไวล์เป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน

 

อาจจะเป็นวันที่เขาเริ่มจับมืออีกฝ่าย อาจจะเป็นคืนที่เขาโอบประคองไว้ครั้งแรก

 

ทีละเล็ก…ทีละน้อย…สะสมรอยสัมผัสของกันและกัน

 

ผ่านเวลาเนิ่นนานหลายปี…วันหนึ่งในห้องทำงาน…ริมฝีปากที่เคยแค่พูดจาต่อกัน ก็ชิดใกล้แนบประทับ

 

พวกเขามีชีวิตเพื่อปกป้องกำแพง…

 

แต่ในตัวของรีไวล์ไม่มีกำแพง..ไม่เคยปิดบัง  มีแต่ความจริงใจ

 

 

0-0-0-0-0-0-0-0-0

 

ถัดจากคืนที่พบผู้บุกรุกในห้องยามาสามวัน อาการของเอลวินไม่ค่อยดีนัก

 

เขามักสะดุ้งตื่น  ยกมือไขว่คว้าอากาศตรงหน้า เพื่อจะพบว่าเหลือแขนเพียงหนึ่งข้าง

 

เนื้อหนังไม่มี แต่ความเจ็บนั้นเป็นของจริง…เคยรู้มาว่า  ทหารพิการบางคน ต้องทนกับอาการนี้ไปชั่วชีวิต  บางคนถึงกับป่วยทางจิต

 

แต่ของเขา…เป็นปัญหาถึงชีวิต

 

และใกล้เวลาแล้ว…เขาควรจะบอกรีไวล์ให้รู้

 

 

เสียงประตูห้องเปิดออกพร้อมเสียงทัก มองคนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างด้วยสีหน้าประหลาดใจ  “ไม่ได้หลับอยู่เหรอ”

 

เอลวินหันไปมอง  แล้วถามบ้าง  “วันนี้ไม่ได้หอบงานมาให้ฉันทำเหรอ”

 

“ถ้ามีก็หิ้วมาแล้ว”   รีไวล์ตอบเสียงห้วนตามนิสัย  ถือเครื่องเคลื่อนที่สามมิติมาวางบนโซฟา  “ให้เอาเครื่องมาทำไมกัน”

 

“เผื่อต้องใช้…”  คนถูกถามตอบแบบไม่ชัดเจนนัก ดึงเสื้อเชิ้ตคลุมแผลให้มิดชิดก่อนเดินมาหา  “เอเลนกับฮิสทอเรียล่ะ?”

 

“ดูนายจะห่วงสองคนนั้นจังเลยนะ”  รีไวล์เลิกคิ้ว  “วันก่อนตอนที่ ผบ.พิกซิสมาหา ก็ถามถึงสองหน  มีอะไรกังวลหรือไง”

 

“เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ คนหนึ่งเป็นไททัน คนหนึ่งกุมความลับไว้”  เขาตอบคลุมเครืออีกครั้ง  ขณะยื่นมือไปเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมา “นายเองก็กังวลไม่ใช่เหรอ  เจ้าหนูคนโปรดนั่น”

 

“ฉันดูแลเอเลนเพราะหน้าที่หรอกเฟ้ย”  ตอบขณะปัดมือใหญ่ออก  เวลาอีกฝ่ายปฏิบัติแบบนี้ด้วยทีไร แสดงว่าต้องมีเรื่องขอร้องทุกที…ในแบบที่เขาไม่ชอบด้วย…

 

ถูกปัดมือออก เอลวินหัวเราะเบาๆ…แห้งแล้ง  “ฉันถาม เพราะอยากให้เอเลนอยู่ช่วยในเวลาแบบนี้….”  

 

 

“หมายความว่ายังไง”  เสียงหัวเราะนั่น ผิดปกติจนสังเกตได้  “ถ้าเกิดเอเลนกลายเป็นไททันและคลุ้มคลั่งขึ้นมา นายนั่นแหล่ะจะลำบาก ยังบาดเจ็บอยู่แบบนี้”

 

“หึ…ไม่รู้ว่าใครจะลำบากกว่ากัน” บอกพร้อมถอนหายใจยืดยาว

 

ก่อนจะสะดุดดังเฮือก

 

แขนขวาที่หายไป เริ่มมีความรู้สึกอีกครั้ง…ราวกับเส้นเลือดกำลังเดือดพล่านขึ้นมาจากอากาศ

 

มันเป็นแค่ความเจ็บหลอนเท่านั้น เอลวินย้ำในหัว…เขากำลังป่วย…ป่วยอย่างรักษาไม่หาย

 

ครั้งนี้เอง เขาได้สัมผัสความกลัวที่ห่างหายไปนาน

 

กลัวว่าหากรีไวล์รู้ ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป…แม้ตั้งใจจะให้อีกฝ่ายรับรู้ก็ตาม

 

อาการเจ็บร้อนค่อย ๆ ทุเลา บ่งบอกว่าเขาชนะมันได้…รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า

 

“ยิ้มแบบน่าขยะแขยงอีกแล้ว…” 

 

คำบอกของคนตรงหน้าทำให้อดไม่ได้  เขายื่นมือซ้ายออกไปขยี้ศีรษะเล็ก ๆ นั่น

 

รีไวล์ปัดมือออกอีกหน แล้วถอยไปจะนั่งตรงโซฟา “เมื่อไหร่แกจะเลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กสักที”

 

เอลวินหัวเราะรับ อยากดึงเข้ามากอดเหลือเกิน…       

    

 

ทว่า

 

ฝันร้ายมักปรากฏในชั่วขณะที่วางใจ

 

พริบตานั้นเอง ความเจ็บสาหัสเข้าเล่นงาน เอลวินทรุดฮวบจนหัวเข่ากระแทกพื้นดังเปรื่องใหญ่ ผ้าพันแผลกระเด็นหลุดเมื่อโดนไอร้อนพวยพุ่งจากหัวไหล่ขวา

 

กระดูกยักษ์ขาวโพลนยื่นออกมากระแทกกำแพง  กล้ามเนื้อมัดมโหฬารแดงฉานงอกเงยกระหวัดพันเอาไว้ เส้นเลือดสะบัดว่อน ขยายขนาดฟาดกระจกหน้าต่างแตก

 

เตียงหักจนแบนราบเมื่อส่วนข้อศอกหล่นทับ

 

 

รีไวล์ยืนอึ้ง…ในชั่วเสี้ยววินาที กลับงอกเงยอวัยวะขนาดเท่าห้องพักได้

 

 

ไททั่นขนาดมหึมา!!!

 

 

“รีไวล์!!!!”

 

เสียงกรรโชกดึงให้กลับมามีสติ สัญชาตญาณทำให้เจ้าของชื่อคว้าด้ามดาบบนโซฟาด้านหลัง เสียบเข้ากับเครื่องเคลื่อนที่สามมิติ กระชากใบมีดคมกริบออกมา!

 

 

แต่กลับไม่กล้าลงมือ

 

ทั้งที่เคยเห็นเอเลนกลายเป็นไททั่นครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะชินชา

 

แต่อสูรกายตรงหน้า คือคนรักของเขา

 

 

เอลวินคำรามอย่างเจ็บปวด เหมือนไฟกำลังเผาร่าง สติเริ่มลดต่ำ หัวใจเต้นหนักเหมือนจะหลุดออก แขนยักษ์ยังขยายไม่หยุด

 

 

แต่เขาจะไม่มีวันยอมเป็นไททั่น

 

 

มือซ้ายจิกหัวไหล่ตนเองจนเลือดอาบ ออกแรงดึงส่วนที่ติดอยู่กับก้อนเนื้อขนาดยักษ์ พยายามเอาตัวเองออกมา

 

ระหว่างที่กระเสือกกระสนอยู่ เขาหันมามองรีไวล์

 

ใบหน้าตื่นตะลึงนั้น กระชากหัวใจเแทบขาด

 

 

อย่ากลัวฉันเลยที่รัก…นายคือทหารที่เก่งที่สุดของมนุษยชาติ

 

 

 

“ฆ่าฉันซะ!!!”

 

 

เสียงตะโกนนั้นราวกับลมหายใจสุดท้าย

 

รีไวล์สะท้านเฮือก กำด้ามดาบแน่นจนรู้สึกถึงเลือดเย็นเฉียบใต้ฝ่ามือ

 

เขาจะทำตามเอลวินทุกอย่างที่สั่งโดยไม่มีข้อแม้  นั่นเป็นเรื่องตัดสินใจเอาไว้เมื่อนานแสนนาน

 

แต่ครั้งนี้ เขาจะแหกคำสาบานให้สะบั้น!

 

สองมือประสานกันบนด้ามเหล็ก สองขาถีบตัวพุ่งเข้าหาร่างมนุษย์ที่ดูเล็กลงไปมากเมื่อเทียบกับแขนยักษ์ เขาสบตากับเป้าหมายแล้วฟันลงไปสุดแรง!

 

คมดาบเชือด น้ำพุเลือดพุ่งถึงเพดานห้อง

 

เนื้อแดงแยกออกเป็นสองฝั่ง แต่ยังไม่ขาดเพราะขนาดที่มหึมาเกินไป  รีไวล์กัดฟันจนรู้สึกถึงรสเลือดในปาก ก้าวถอยออกมา แล้วโถมร่างเข้าใส่ กลับหลังหมุนตัวเพิ่มพลังทำลายล้างให้สูงสุดเท่าที่จะทำได้

 

ครั้งนี้ก้อนเนื้อยักษ์ขาดออกจากหัวไหล่ของเอลวิน

 

เมื่อไม่มีร่างต้น แขนนั้นก็ ‘เดือด’  ไอน้ำขาวโพลนปกคลุมทั่วห้อง กระดูกและเนื้อร่วงลงไปกองบนพื้น และสลาย

 

 

เมื่อบรรยากาศจางลง จึงเห็นร่างใหญ่ที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น   รีไวล์ทรุดตัวลงไปประคองอีกฝ่ายขึ้นมา แนบใบหน้ากับอกด้านซ้าย

 

ยังมีชีวิต…ยังหายใจ

 

แค่นี้ลำคอของเขาก็ตีบตันไปด้วยความขอบคุณ

 

หรือควรจะสาปแช่งโชคชะตากันแน่….

 

 

TBC

 

 

 [SNK : Eruri] Phantom Pain 

Circle : Sweet Surrender D01

A5 / 50P / 150฿ / R-18

แล้วพบกันในงานค่ะ ,,- -,, (หมายเหตุ : เตรียมบัตรมาให้ตรวจด้วยนะคะ <3)

Advertisements