macho_luglio 's cargo, Mostly fanfictions.

Posts tagged ‘Yaoi’

Protected: [FFXV] On The Floor. (Gladnis)

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Advertisements

[Yume100TH] Birthday Wishes. (Free paper #GameFestTH )

20170703 cover_BirthdayWishes

 

  • เล่มนี้น่าจะมีคนนกน้อยกว่า FFXV เพราะเอาไปมากกว่า เอิ๊กๆๆๆ 
  • เช่นเคยค่ะ ในเล่มเต็ม One Last Wish ก็จะมีเรื่องนี้แถมด้วย ,,- -,,
  • สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะชแตร์ของหญิงงงงง ❤ /ไม่กล่าวถึงพี่อพอลเลย—-

 

 

สำหรับเจ้าชายแห่งดาวตกผู้พเนจรไปในท้องฟ้าอย่างอิสระแล้ว ชแตร์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมาก…ในท้องพระโรงนี้ เหล่าเจ้าชายจากอาณาจักรต่างๆ มาชุมนุมกัน ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงจะแอบหลบออกไปแล้ว แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้…เพราะตัวเขาเองคือต้นเหตุของการจัดงานครั้งนี้

 

“คุณชแตร์”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เป็นศูนย์กลางของงานยิ่งกว่าตัวเขาเดินมาหา ชแตร์ยิ้มอ่อนโยนให้เธอ แล้วปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อต้องรับเค้กรูปทรงดาวห้าแฉกมาถือ

 

“เค้กนี่ฉันกับคุณเบียคุโยช่วยกันทำ ไม่รู้จะถูกใจรึเปล่า” เจ้าหญิงยิ้มกว้างพลางจัดเทียนบางเล่มที่เริ่มเอียง  “ส่วนเทียนนี่…รู้ตัวอีกทีก็ปักเสียเยอะเลย แหะๆ”

 

ชแตร์มองจำนวนเทียนที่มากกว่าอายุเขาไปเป็นสิบเล่มพลางหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา และยังแอบเห็นขนมเกล็ดน้ำตาลที่ใช้ตกแต่ง รู้สึกดีที่เธอไม่เคยลืมของโปรดของเขา

 

“ต้องอร่อยอยู่แล้ว”  เขาพยักหน้าให้เธอ “ขอบคุณมากนะครับสำหรับเค้กวันเกิด เรามาตัดแบ่งให้คนอื่นทานด้วยกันเถอะ”

 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”  เจ้าหญิงรีบยกมือห้าม “คุณชแตร์…วันเกิดตัวเองทั้งที อย่าลืมอธิษฐานขอพรสิคะ”

 

“พรของผมน่ะมีไว้—“ ยังไม่ทันพูดจบดี มือขาวบางก็ยกขึ้นห้ามอีกรอบ

 

“พรของคุณชแตร์มีไว้ช่วยคนอื่นก็จริง แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนะคะ” สาวน้อยยิ้มอ่อนโยน  “และไม่ใช่การขอพรโดยใช้พลัง…แต่ขอด้วยใจ ขอด้วยความหวังดีต่อตัวเองก็พอค่ะ”

 

ชแตร์อึ้งไป…ก่อนจะคลี่ยิ้มน่ามอง และตอบรับ “ตกลง”

 

“ดีจังเลยค่ะ” เจ้าหญิงคล้ายจะโล่งใจ เธอรีบบอกอย่างร่าเริง “ก่อนอื่นก็ต้องจุดเทียน เอ….อ๊ะ! คุณอพอลโล ช่วยหน่อยสิคะ”

 

ชื่อนั้นทำเอาชแตร์หุบยิ้มทันที

 

และเจ้าของชื่อที่เดินมาก็หน้าตึงไม่แพ้กัน “อะไร!”

 

“ช่วยจุดเทียนให้หน่อยค่ะ” คนไหว้วานบอกหน้าซื่อ

 

อพอลโลเกรี้ยวกราด “นี่เธอเห็นฉันเป็นอะไร ไฟแช็กเหรอไง!”

 

“…พรืด…”

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์และเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ  หันไปทางต้นเสียงซึ่งน่าจะมาจากเจ้าชายแห่งมีเทียร์เวล

 

“….คันคอน่ะ” ชแตร์บอกพลางแสร้งทำเป็นสนใจเค้กในมือ

 

เสียง ‘เหอะ!’ ออกมาจากลำคออพอลโล เขาใช้พลังไฟดวงเล็กพุ่งไปยังเทียนบนเค้กที่อีกคนถืออยู่ ถึงจะบอกว่าไฟดวงเล็ก แต่ก็ยังร้อนจนชแตร์สะดุ้งเฮือก ได้แต่ตวัดสายตาเย็นชาใส่คนจุด

 

เจ้าหญิงแอบหัวเราะในใจ และก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปกว่านี้  เธอจึงรีบดำเนินการต่อ “นาวิ ช่วยปิดไฟให้หน่อยสิจ้ะ”

 

“ขอรับบบบบ” นาวิที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ใกล้กับสวิตซ์ไฟตอบ มือปุกปุยกดสวิตซ์  แสงสว่างดับหายไป เหลือเพียงแสงจากเทียนบนเค้กของชแตร์ที่ยังสว่างเรืองรอง

 

…ตอนนั้นเอง หูของนาวิกระตุก เจ้าตัวเบิกตาอย่างแตกตื่น ในห้องมืดสลัว“จ…เจ้าหญิงขอรับ! มูนโร้ดกำลังจะเปิด!”

 

เอ๋!!! ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ” สาวน้อยถาม และเมื่อเห็นประตูมิติกำลังเปิดอยู่ใกล้กับนาวิ เธอจึงรีบวิ่งไปหาพ่อบ้านตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากพลัดหลงจากกัน “นาวิ! ฉันกำลังไปหาแล้ว!”

 

เกิดความโกลาหลขึ้นในท้องพระโรงทันที ทุกคนพยายามเกาะกลุ่มกับคนรู้จักเอาไว้ ชแตร์มองตามหลังเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ไป

 

พริบตานั้นเอง แสงจากมูนโร้ดก็สว่างจ้า!

…..

………………

…………………………….

รอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ชแตร์เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ เมื่อไม่รู้สึกถึงแสงสว่างบาดตาอีกต่อไป…เขายังอยู่ที่เดิม แต่ทุกคนรอบข้างหายไปหมด…เหลือเพียงตัวเขากับเค้กรูปดาวที่เปลวเทียนยังคงอยู่iราวกับปาฏิหาริย์

 

“บ้าเอ้ย…แสบตาชะมัด”

 

ไม่สิ…เหลืออีกคน เจ้าชายแห่งดาวตกเพิ่งรู้สึกถึงฝ่ามือใหญ่ที่โอบรอบบ่าของเขาเอาไว้

 

“ทำไมนายถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ”

 

อพอลโลคิ้วกระตุก…พริบตาก่อนแสงประหลาดนั่นจะพาอีกฝ่ายข้ามมิติไปหลงอยู่ไหน เขาอุตส่าห์ช่วยคว้าเอาไว้….เขา! อุตส่าห์! ช่วยคว้าเอาไว้!

 

แต่ใครจะพูดออกไปตรงๆ  เขาปล่อยมือจากไหล่เล็ก เอ่ยเสียงต่ำ “จะไปรู้เรอะ ฉันไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างๆ เลยรีบจับเอาไว้ก่อน”

 

ถึงตรงนี้ ชแตร์เป็นห่วงเจ้าหญิงขึ้นมา “…ไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะเป็นยังไงบ้าง ต้อง…ต้องรีบไปตามหา”

 

แต่อพอลโลหยุดคนที่ทำท่าจะออกเดินทั้งที่ยังไร้จุดหมายเอาไว้ “…นายรู้เหรอว่ายัยนั่นโดนประตูมิติพาไปที่ไหน…อีกอย่าง…ยังไงก็น่าจะปลอดภัย เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้เดินทางผ่านมานับร้อยอาณาจักร”

 

ถูกอย่างอพอลโลว่า…ภายใต้ร่างเล็กๆ บอบบางของหญิงสาวนั้น เธอซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังกังวล…

 

“ก่อนทุกคนจะหายไป ฉันเห็นยัยนั่นกอดนาวิเอาไว้ แถมยังมีพวกอาร์วีและคนอื่นในคณะอยู่ใกล้ๆ ด้วย”

 

อพอลโลไม่เคยโกหก ดังนั้นชแตร์จึงเชื่ออีกฝ่าย

 

“ดีแล้ว…” เจ้าชายแห่งมีเทียร์เวลถอนหายใจ แววตาคลายความกังวลลง ประกายแห่งดวงดาวปรากฏชัดอีกครั้ง…ล้อกับแสงเทียนรำไรกลางห้องท้องพระโรงสลัว

 

….ว่าแต่…เอายังไงกับเค้กวันเกิดนี่ดีล่ะ

 

เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้ที่คะยั้นคะยอให้เขาขอพรก็ไม่อยู่แล้ว…ดังนั้นคงไม่เป็นอะไร ถ้าหากเขาจะเป่าเทียนไปเลยโดยไม่ต้องอธิษฐานอะไร

 

ชแตร์สูดลมหายใจเข้า ก่อนจะเป่าเทียนบนหน้าเค้ก…ยากเอาเรื่องเหมือนกันที่จะเป่ารวดเดียวให้ดับหมด เขาต้องสูดลมอยู่หลายหนกว่าท้องพระโรงจะตกอยู่ในความมืด

 

อพอลโลขยับมายืนอยู่ด้านหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้….อีกฝ่ายโน้มศีรษะลงมาใกล้

 

แล้วสูดลมหายใจ พ่นไฟใส่หน้าเค้กจนสว่างวาบ! ชแตร์แทบช็อก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นใคร เขาคงนึกว่ามังกรไฟบุก!

 

เทียนที่ดับไปแล้วหนึ่งรอบ กลับมาส่องแสงอีกหน

 

ชแตร์เม้มปากแบบไม่สบอารมณ์นัก เขาสูดลมหายใจลึก ฝืนตัวเองให้เป่ารวดเดียวจนเทียนดับหมด รอบกายมืดทันตา

 

เสียงสูดลมหายใจท้าทายตามมา อพอลโลพ่นไฟจุดเทียนซ้ำ สว่างวาบขึ้นมาอีกหน

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมาเทียนดับ

 

วูบต่อมาเทียนติด

 

วูบต่อมา—–

 

ไม่รู้สู้กันไปกี่ยก จนกระทั่งชแตร์เริ่มหายใจหนัก…สู้กันแบบนี้เขาหมดลมก่อนแน่นอน จึงจำใจเปิดปากพูด

 

“นาย…ต้องการอะไรกันแน่”

 

อพอลโลเดาะลิ้นเหมือนสั่งสอนเด็กไม่รู้เรื่อง “…ยัยนั่นบอกให้ทำอะไร”

 

เพราะอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ ชแตร์จึงหัวช้าไปหลายอึดใจ…ที่แท้อพอลโลยื้อเขาเอาไว้เพราะต้องการจะให้ขอพรก่อนเป่าเทียน

 

บ้าจริง…เรื่องแค่นี้เอง

 

“ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันอาจจะอธิษฐานในใจก่อนเป่า”  ชแตร์จ้องหน้าคนตัวสูงกว่า

 

“……” ดูเหมือนจะไม่ได้คิดถึงจุดนี้  อึดใจต่อมาอพอลโลก็ทำปั้นปึ่งต่อ “เฮอะ! ถ้าจริงใจก็พูดออกมาสิ! คิดในใจอะไรนั่นไม่ใช่หลักฐานที่ดีหรอกนะ”

 

บ้าจริง…เถียงกับหมอนี่ไปก็เหนื่อยเปล่า…

 

“ตกลง…” ชแตร์ที่เริ่มจะเหนื่อยแล้วตั้งใจทำตามขั้นตอนให้จบๆ ไป

 

….แล้วก็พบว่า การอธิษฐานเพื่อตัวเองนั้น ยากเหลือเกิน…

 

อพอลโลยืนมองคนเหม่อลอย…ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนรำคาญ “…เก่งแต่เรื่องทำให้ความปรารถนาของคนอื่นเป็นจริง พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับนึกไม่ออกซะงั้น”

 

ชแตร์ขมวดคิ้ว เถียงไม่ออก

 

เพราะเห็นใบหน้านั้นดูอมทุกข์ คนมองจึงอดไม่ไหว “…ไม่เห็นต้องคิดมากอะไรเลย เอาเรื่องง่ายๆ….เรื่องที่ไม่ต้องพยายามอะไรก็เกิดขึ้นได้”

 

และเพราะเสียงแนะนำนั้นไม่หยาบกระด้างชวนหาเรื่องเหมือนทุกครั้ง…ชแตร์จึงยอมโอนอ่อนตาม  “….แบบไหน…”

 

“ก็แบบ…ขอให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”  อพอลโลชะงัก แล้วรีบต่อ “กับคนที่นายต้องการจะอยู่ด้วย”

 

“อืม…” ชแตร์พยักหน้า ในห้วงคำนึงมีใบหน้าของเจ้าหญิงลอยผ่าน ครอบครัว…เพื่อน….และใครบางคน

 

อพอลโลลอบมองละอองดาวในดวงตาคู่นั้น…ก่อนจะตัดสินใจ ‘ช่วยเหลือ’

 

มือใหญ่ยื่นไปช่วยประคองเค้กวันเกิด ยกขึ้นสูงจนเจ้าของต้องเงยหน้ามองตาม เขาสบตากับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “พูดตามฉัน”

 

ชแตร์ที่เก่งทุกอย่างยกเว้นเรื่องคำพรของตนเองพยักหน้า เรื่องนี้ให้คนอื่นช่วยเหลือ ดูจะดีกว่าให้เขาคิดเอาเอง

 

เจ้าชายแห่งแดนดาวตกสบตาอีกฝ่าย…อาจจะเพราะแสงเทียนเต้นระริก แววตาของอพอลโลจึงวูบไหวเหมือนประหม่า…

 

“ขอให้”  เจ้าชายแห่งแดนสุริยันเอ่ยนำ

 

อีกคนเอ่ยตาม “ขอให้”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”

 

“พวกเราได้อยู่ด้วยกัน—- เอ๊ะ….”

 

ชแตร์กะพริบตาปริบ

 

“เจ้าบ้า….” อพอลโลแยกเขี้ยว “ทำไมไม่พูดตามให้จบ!”

 

“ก็….” คนถูกดุยังอึ้งอยู่

 

ก่อนแก้มขาวจะขึ้นสีแดงเรื่อ…

 

ชแตร์เม้มปาก…ขมวดคิ้วเข้าหากัน “…ใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ได้ยังไง นี่มันวันเกิดของฉันนะ”

 

“หนอย…ทีงี้ล่ะทำมาเป็นรู้สิทธิวันเกิด” นี่ถ้ามือว่างคงทำท่าอยากขยี้คนตรงหน้าให้เละ

 

ชแตร์หลุดขำเบาๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเจ้าชายแห่งไฟเริ่มมีสีเข้มขึ้นเพราะความประหม่า

 

…มือเย็นๆ ที่ประคองเค้กอยู่ เลื่อนไปวางซ้อนลงบนมือใหญ่อุ่นระอุแล้วเอ่ยคำอธิษฐานโดยไม่ให้เวลาอีกฝ่ายเตรียมใจ

 

“ขอให้ฉันได้อยู่กับอพอลโลตลอดไป”

 

จบคำนั้น พร้อมเป่าเทียนให้ดับลง…คำอธิษฐานในวันเกิดสมบูรณ์แล้ว

 

ในความมืดนั้นที่โอบล้อม ชแตร์ไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

 

รู้เพียงแค่มือซ้ายของอพอลโลฉวยเค้กไปถือเอาไว้ ในขณะที่แขนขวาดึงร่างเขาเข้าไปกอด…

 

“เฮอะ…ก็รู้นี่ว่าควรจะอธิษฐานอะไร” น้ำเสียงเย่อหยิ่งนั้น กลบความดีใจที่แฝงอยู่ไม่มิด

 

“เพราะนายอยากให้พูดหรอกนะ…เลยกลายเป็นคำอธิษฐานของคนสองคนเสียอย่างนั้น”  แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาในใจของเขาด้วยส่วนหนึ่ง

 

“…รู้จักเอาใจฉันขึ้นมาบ้างแล้ว” อพอลโลหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างใบหู “…เก่งมาก ดาวน้อย”

 

ชแตร์หวิววาบกับคำเรียกขาน…ที่ปกติจะได้ยินแค่ยามที่อยู่กันเพียงลำพัง….บนเตียงอุ่น

 

“…เสียดายที่เค้กนี่ไม่ได้แบ่งคนอื่นเลย” คนเขินอายรีบเปลี่ยนเรื่อง และนึกเสียดายจริงๆ ตามกล่าว

 

“ไม่ต้องไปเสียดาย นี่มันเค้กของนาย” อพอลโลกดเสียงต่ำ…กำลังบรรยากาศดีแท้ๆ เจ้านี่ก็ยังจะคิดถึงคนอื่นให้เสียอารมณ์ “เค้กของนายก็คือเค้กของฉัน กินกันสองคนพอ”

 

“ขี้ตู่….” ชแตร์ถอนหายใจ “ของๆ ฉัน เป็นของๆ นายตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“แน่นอน” ตอบอย่างมั่นใจ “เพราะนายเป็นของฉัน ทุกอย่างของนายก็ต้องเป็นของฉัน”

 

ฟังแล้ว…ชแตร์รู้สึกอยากจะเสกดาวตกออกมา แล้วพาตัวเองหนีจากอ้อมแขนคนตรงหน้าเหลือเกิน

 

ความประหม่าทำให้เจ้าของวันเกิดเลือกจะทำเมินอีกฝ่าย นิ้วขาวแตะละอองน้ำตาลบนหน้าเค้กขึ้นมามอง ก่อนจะส่งเข้าปาก

 

ทว่าแม้แต่ความสนใจต่อเค้ก คนขี้ตู่ก็ไม่ยอมให้ชแตร์ทำตามใจ…ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบช่วงชิง…เลียชิมราวกับอิจฉา

 

และอพอลโลพบว่า…ริมฝีปากของดาวน้อยนั้นหวานล้ำยิ่งกว่าน้ำตาลใด…

 

HBD Ster.

[FFXV] อูมาหมิ (Free Paper #GameFestTH)

cover_Umami

  • เห็นทุกท่านนกเล่มนี้กันเยอะ ฮือๆ เก๊าขอโทษ เก๊านึกว่า 50 เล่มจะพอ…
  • เลยรีบนำมาลงให้อ่านกันในนี้ด้วยค่ะ ,,- -,,
  • คำผิดในเล่มกระดาษอาจจะเยอะ โฮวววว ในนี้แก้ไขเรียบร้อยแล้วนะคะ (;w;
  • และในฟิคยาวที่จะออกขาย ก็จะใส่เรื่องนี้แถมลงไปให้ด้วยเน้อ ❤

 

 

ณ ร้านแผงลอยบนเฉลียงชมวิวของเมือง Lestallum

 

“ซุปนี่ อร่อยที่สุดที่ฉันเคยกิน!”

 

ประโยคเดียวจากน็อคทิส ทำให้ทุกอย่างร้อนระอุขึ้น

 

..อิกนิสกำช้อนแน่น ตรงหน้าของเขาคือน้ำซุปสีเหลืองทอง…ในนั้นแทบไม่มีชิ้นเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นเศษกระดูกเสียมากกว่า ผักก็เหมือนแค่โรยตกแต่งหยาบๆ ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เรียกได้ว่าปรุงขึ้นด้วยวัตถุดิบคุณภาพต่ำ

 

แต่ทำไมรสชาติของน้ำซุปถึงได้เข้มข้นและกลมกล่อม ราวกับเคี่ยวกรำอย่างพิถีพิถัน

 

ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นทรงรีเพ่งไปยังพ่อครัว หมายจะจับเคล็ดลับการปรุงอาหาร ในหม้อใบใหญ่นั้นอาจจะซ่อนส่วนผสมพิเศษอยู่ เช่น เครื่องเทศ สมุนไพร หรือแม้แต่เนื้อของมอนสเตอร์หายาก

 

แล้วทุกอย่างก็เฉลย เมื่อพ่อครัวหยิบกล่องกระดาษใบเล็กขึ้นมาเคาะ แกะวัสดุสีเงินที่ห่อหุ้มออก…แล้วหย่อนซุปก้อนสำเร็จรูปลงไปในหม้อ…

 

“นี่มัน….ดูถูกอาหารชัดๆ”

 

ราชเลขาใช้นิ้วดันแว่นขึ้น ซ่อนแววตาขุ่นเคืองเอาไว้…เขายอมรับไม่ได้ว่าซุปก้อนสำเร็จรูปแบบนั้นจะมีรสชาติดีกว่าซุปแบบต้นตำหรับแท้ๆ เขาจะพิสูจน์ให้ดู!

 

“เอ๊…เรายังต้องออกไปไหนอีกเหรอ” พรอมโต้เริ่มงอแงเมื่อจบมื้อเที่ยงแล้วอิกนิสตรงไปยังเรกัลเลีย

 

“ฉันอยากจะออกไปล่าวัตถุดิบสำหรับทำมื้อต่อไป ไม่นานหรอก” ราชเลขาซ่อนแววตากระตือรือร้นไว้ “ได้ใช่ไหมน็อค”

 

เจ้าชายอนุมัติพร้อมก้าวขึ้นรถ กะจะหาที่งีบหลังกินข้าว “ตามใจเลย วันนี้พวกเราไม่มีธุระอื่นแล้ว”

 

อิกนิสพยักหน้า สตาร์ทเครื่องรถ ในหัวเลือกเมนูอาหาร…ถ้าพูดถึงซุป ความใส และสีสันที่จะเอามาสู้กับซุปก้อนนั่นได้ แน่นอนว่าต้องเป็น Quillhorn Soup

 

กลาดิโอ้ถามขึ้นบ้าง “อิกกี้…เราจะไปล่าตัวอะไร”

 

ทั้งเนื้ออกของ Daggerquill และเสต็ก Dualhorn ที่ใช้เคี่ยวนั้น เขามีสต๊อกเอาไว้แล้ว

 

และเพราะคนถามคือกลาดิโอ้ อิกนิสจึงได้ไอเดีย…

 

เนื้อที่ใส่ ต้องเป็นเนื้อชั้นเลิศกว่าวัตถุดิบธรรมดา

 

“เราจะไปล่า Behemoth กัน”

 

น็อคทิสถึงกับก้นไถลลงมาจากเบาะ…

 

———

 

“น็อคโตะ…..” พรอมโต้ครางเสียงอ่อย หัวพาดห้อยอยู่บนขอบประตูรถ “…อยากนอนแล้วอ่ะ….นอนโรงแรมได้ป่ะ”

 

เจ้าชายไม่ตอบ เพราะหลับลึกไปก่อนแล้ว

 

อิกนิสยังคงเหยียบคันเร่ง….ได้เนื้อ Behemoth มาแล้ว แต่เขายังไม่พอใจ หรือควรจะหาตัวที่สอง สาม และสี่ เผื่อจะได้น้ำซุปที่เข้มข้นขึ้น หรือว่าควรไปหาเครื่องเทศ ของหลักยังคงเป็น Wild Onion แต่เขาอยากได้อะไรที่มากกว่านั้น…ดันเจี้ยนไหนบ้างที่มีของดีๆ อีก….

 

“หรือจะแวะไปเอาเนื้อ Jabberwock ด้วย…” พ่อครัวพึมพำ

 

พรอมโต้ร้องกรี๊ดไปแล้ว

 

กลาดิโอ้รีบปราม “อิกกี้ เสบียงเรามีพอแล้ว ท้ายรถบรรทุกเพิ่มไม่ไหวหรอกนะ แล้วดูสภาพน็อคสิ…น็อคสมชื่อไปแล้ว”

 

อิกนิสเหลือบมองกระจกหลัง เห็นเจ้าชายหลับพับคอหักถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว…เขาถอนหายใจ แล้วหมุนพวงมาลัยกลับไปยังเมืองใหญ่

 

———

 

ในครัวเล็กๆ ของห้องโรงแรม มีเนื้อหายากที่แม้แต่ในภัตตาคารของ Insomnia ยังไม่ค่อยมีเสิร์ฟวางเรียงราย ภาชนะหลายอย่างที่พอหาได้วางสลอน

 

 

อิกนิสลองผัดวัตถุดิบกับเครื่องเทศต่างๆ แล้วค่อยผสมลงในน้ำซุป ลองหมักเนื้อก่อนจะนำไปเคี่ยวเพื่อเพิ่มรสชาติ ลองทุบกระดูกแล้วนำไขด้านในออกมาต้ม ลอง—–

 

ทั้งที่วัตถุชั้นเลิศจนไม่รู้จะเลิศอย่างไร แต่ไม่ว่าลองแบบไหน…เขากลับไม่มีความมั่นใจเลยว่าซุปนี้จะทำให้เจ้าชายชมว่าอร่อยกว่าซุปก้อนนั่น…

 

ตอนนั้นเองที่มือใหญ่วางลงเหนือสะโพกเพรียว…กลาดิโอ้เข้ามายืนเบียดด้วยในครัวแคบๆ

 

“มื้อนี้เป็นซุปสินะ”  ราชองครักษ์เกยคางลงบนบ่าของพ่อครัว กวาดสายตามองวัตถุดิบที่ล่ามาด้วยหยาดเหงื่อ “ครั้งแรกเลยรึเปล่าที่ทำซุปจากเนื้อเบฮีมอท”

 

“ใช่…” เสียงที่ตอบนั้น ต่างกับอิกนิสในยามปกติที่มักจะพูดถึงอาหารอย่างคล่องแคล่ว

 

“อิกกี้” กลาดิโอ้พูดเสียงไม่ดัง หากหนักแน่น “นายกำลังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ใช่ไหม…เพราะเจ้าน็อคมันชมซุปของร้านนั้นเหรอ”

 

แทงใจ แต่ตรงจุด

 

อิกนิสเหลือบมองไปอีกทาง เห็นน็อคทิสและพรอมโต้หลับสนิทอยู่บนเตียง จึงยอมเปิดปากสารภาพ

 

“…ซุปนั่น…ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรเลยแท้ๆ กลับอร่อย ฉันเลยไม่อยากยอมแพ้ของสำเร็จรูป…”

 

“ไม่ได้ใช้ความพยายาม?” กลาดิโอ้เลิกคิ้ว “จริงอยู่ว่าเนื้อและผักที่ใช้ก็ธรรมดา ผสมด้วยซุปก้อนง่ายๆ…แต่นายลืมอะไรไปหรือเปล่า…ฉันว่าพ่อครัวทุกคนก็ต้อง ‘พยายาม’ กันทั้งนั้น เพื่อส่งความรู้สึกให้คนกินรู้สึกอร่อย”

 

อิกนิสนิ่งไป

 

กลาดิโอ้มองหม้อที่เรียงรายไปด้วยการทดลองซุปจากหลายๆ วัตถุดิบ เขาคว้าช้อนแล้วตักเอา Quillhorn Soup แบบดั้งเดิมขึ้นมาชิม ก่อนจะกระซิบข้างหู

 

“อาหารที่นายทำอร่อยที่สุดสำหรับฉันเสมอ…เพราะฉันรู้ว่านายทำด้วยความรัก กลมกล่อมมากเลย…”

 

ผ่านไปหลายอึดใจ…โหนกแก้มอิกนิสเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนเหมือนตอนกลางวันแล้ว

 

“ทำเป็นพูดดี…นายเองก็ชอบกินบะหมี่ถ้วยแท้ๆ”

 

“นี่ตกลงงอนสะสมมานานแล้วสินะ พอเจอเจ้าน็อคชมซุปก้อนอีกคนถึงได้ระเบิดออกมาเหรอ” กลาดิโอ้หัวเราะ โอบเอวคนตรงหน้าแล้วโยกไปมา “ขี้น้อยใจ…แคร์ฉันมากสินะ”

 

ไม่ได้ระเบิดเสียหน่อย อิกนิสเถียงอยู่ในใจ ส่วนเรื่องแคร์…ไม่ให้แคร์พวกนี้แล้วจะให้ไปแคร์ใครที่ไหน

 

“อิกกี้…” คนข้างหลังยังคงตอแย “ป้อนหน่อยสิ”

 

“อะไรของนาย” เมื่อกี้ยังตักกินเองได้

 

“ฉันจะพิสูจน์…ว่าถ้านายป้อน ต้องยิ่งอร่อยขึ้นแน่นอน”

 

…ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้กันนะ…ชอบเล่นกับหัวใจคนอื่นเสมอ

 

อิกนิสเม้มปากขัดใจ…แต่ก็ตักน้ำซุปใสป้อนให้คนที่กอดเอวอยู่

 

“อร่อย…” กลาดิโอ้ชมพร้อมหอมแก้มอุ่นๆ นั้น ท่าทางเขินอายทำให้อยากแกล้งต่อ “…นี่…ถ้าป้อนด้วยปากล่ะ”

 

คนถูกขอร้องลอบอมยิ้ม…แล้วเริ่มตักซุปอีกช้อน—-

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!”

 

เสียงพรอมโต้ร้องลั่นทำให้สองคนที่นัวเนียอยู่ดีดตัวออกจากกันทันควัน

 

“เกิดอะไรขึ้น!” อิกนิสเดินออกมาดู

 

พรอมโต้กำลังถือหมอนอยู่…บนนั้นมีเส้นผมสีทองร่วงเต็มไปหมด  “ผ….ผม…ทำไมผมร่วงขนาดนี้ไม่รู้อ่ะ!”

 

น็อคทิสที่นั่งข้างๆ ก็มีผมกระจายอยู่บนหมอน เผลอๆ จะเยอะกว่าของพรอมโต้…เจ้าชายจึงดูช็อกเสียยิ่งกว่า

 

“เพราะซุปนั่นแน่ๆ…” น็อคทิสพึมพำ “เห็นว่าแทบไม่มีผักเลยกินไปเต็มที่…ลืมคิดไปว่าคงใส่โมโนโซเดียมกลูตาเมทไปเต็มที่ด้วยสินะ…คราวหลังฉันจะกินแต่ซุปของอิกนิสแล้ว”

 

อิกนิสขำพรืด…

 

“แต่ซุปของฉันใส่ผักเยอะนะ” ราชเลขาหยอก

 

“ฝีมือนายดีที่สุด” น็อคทิสสรุปให้ แล้วเดินหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างเก้อเขิน

 

“ฉันก็ชอบซุปของอิกนิสที่สุดเลยนะ” พรอมโต้ยิ้มแป้น ก่อนจะเหลือบเห็นบางคนจนต้องรีบหลบตา “เอ่อ…ฉันออกไปซื้อแชมพูสูตรแก้ผมร่วงดีกว่า เดี๋ยวมา”

 

อิกนิสมองตามเจ้าหัวทองที่เผ่นออกนอกห้องไปอย่างไม่เข้าใจ

 

ก่อนจะได้คำเฉลย เมื่อหันกลับไปเห็นกลาดิโอ้ยินอิงประตูครัว กระดิกนิ้วเรียกให้เข้าไปหา

 

…อ๋อ…เขายังติดค้าง ต้องป้อนซุปอีกฝ่ายต่อสินะ

 

 

-Bon Appétit-

 

 

[Novel] Be[lie]ve. – 21&22

17-06-02-20-43-30-005_deco

 

ตอนเก่าๆค่า

คำเตือน ตอนนี้ยาวมาก….

 

 

21.

 

 

 

เส้นผมบางส่วนของวาสโก้เริ่มหงอกขาว เนื่องจากเจ้าตัวพักผ่อนน้อยจนร่างกายแสดงอาการประท้วง

 

ตอนนี้เหมือนเขากำลังไล่จับเงาที่ไม่มีตัวตน เวลาหลายสัปดาห์ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะไม่ว่าเขาจะเดินฝ่าฝนตกท้ายฤดูไปตามซอกซอยบ่อยแค่ไหน หรืออดหลับอดนอนสุ่มเดินเข้าไปตามผับบาร์ร้านค้าช่วงดึกเท่าไหร่ รวมไปถึงทำใจกล้าหน้าด้านเข้าไปพบอังเดรและคริสเตียโน่…ก็ไม่เจอคนที่ต้องการตัว…

 

กระเพาะเริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมการกินแบบผิดปกติ จึงส่งเสียงโครกคราก สร้างความปวดทรมาน บางครั้งเอนตัวลงนอนในรถยังแสบร้อนในอก…จนต้องไปซื้อยาเคลือบกระเพาะมากระดกต่างน้ำ

 

ความกังวล มันโหดร้ายขนาดนี้…

 

เวลาเย็นมาถึงอีกครั้ง ใบไม้ที่เคยเขียวสดในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นแดงคล้ำ ลมแห้งแล้งเริ่มพัดเข้ามาแทนที่ลมฝน…เนเว่ไปจากเขาเป็นเดือนแล้ว ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่คนที่ทำให้วาสโก้คิดถึงจนลืมนึกถึงตัวเอง…

 

ชายหนุ่มปรับเบาะคนขับให้เอนลง ใช้มันแทนที่นอนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา…และแม้จะห่วงบางคนเพียงใด เขายังจำเป็นต้องอารักขาอดีตพ่อตา จึงเลือกที่จะจอดรถอยู่หน้าโรงพยาบาลเสมอ

 

ดวงตาสีดำเหม่อมอง ใกล้จะหลับอยู่แล้ว

 

…ถ้าไม่เห็นคนคุ้นตาเสียก่อน…

 

โฆเซ่ในชุดสูทดำเคร่งขรึมกำลังเดินตรงเข้าไปในโรงพยาบาล เขามีหน้าที่อารักขานายใหญ่เป็นหลัก แต่เหตุการณ์ทางคฤหาสน์ช่วงนี้ไม่น่าวางใจ จึงไม่แปลกนักที่จะเดินทางไปกลับบ่อยครั้ง

 

แต่ครั้งนี้ต่างไปจากเดิม

 

เพราะด้านหลังของโฆเซ่ไปไม่กี่ก้าว เนเว่กำลังเดินตามมา

 

วาสโก้รีบลุกพรวดจากเบาะ เปิดประตูแล้วปิดล็อกรถเสร็จจึงกระโจนข้ามถนน เขายังไม่ทันแตะประตูโรงพยาบาล เนเว่กับโฆเซ่ก็ขึ้นลิฟต์หายไปแล้ว แต่ท่าทางระหว่างทั้งคู่ ไม่ใช่การจับกุมหรือบังคับฝืนใจ หลักฐานเห็นได้จากการที่ผู้คนในโรงพยาบาลมองผ่าน

 

คนตามยืนอย่างร้อนรนอยู่ในลิฟต์อีกตัว เขาออกมาที่โถงทางเดิน ทันเห็นการ์ดสองคนกำลังตรวจค้นอาวุธจากตัวเนเว่ ต่อด้วยโฆเซ่อีกคน…ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ได้ชื่อว่าเป็นมือขวา ก็ไม่สามารถข้ามกฏรักษาความปลอดภัยได้ โฆเซ่จึงต้องปลดปืนที่พกมา ยื่นให้การ์ดเก็บเอาไว้

 

เนเว่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นวาสโก้สาวเท้ายาวๆ มาสมทบ แล้วเบือนหน้าหนี ทำเป็นไม่รู้จักหรือสนใจ

 

คนถูกเมินกดความเจ็บยอกในอกขณะยื่นปืนที่พกมาให้การ์ด ยิ้มมุมปากเป็นเชิงทักทายโฆเซ่

 

“ให้ผมเข้าไปด้วยได้ไหมลูกพี่…ในฐานะคนโง่ที่ไม่รูัเท่าทันอะไรใครเขา”

 

‘ลูกพี่’ หรี่ตามอง บ่งบอกความขุ่นเคือง แต่เพราะเกรงใจในฐานะลูกเขยของนายใหญ่ จึงต้องปล่อยไปอย่างช่วยไม่ได้

 

ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออก ทั้งสามคนเดินเข้าไปช้าๆ…โฆเซ่ตรงไปยืนข้างเตียง จับมือซูบผอมของเจ้านายขึ้นมาจุมพิตบนหลังแหวน

 

“ท่านครับ…ผมพาเขามาพบแล้ว”

 

จบคำกระซิบ ชาร์ลส์ลืมตา ลมหายใจให้หน้ากากออกซิเจนเป็นฝ้าชัดเมื่อเจ้าตัวตื่่นเต็มที่…เขาเบนมองไปรอบๆ พบวาสโก้กำลังค้อมศีรษะให้แทนความเคารพก่อนจะแยกไปยืนชิดกำแพงปลายเตียง

 

แม้จะป่วยหนัก แต่ดวงตาสีเทายังคงมองได้แจ่มชัดทั้งสองข้าง เขาพิจารณาเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งไม่แสดงกริยาอะไร ก่อนจะคลี่ยิ้ม

 

“แม้เส้นผมจะไม่ใช่สีดำ…แต่เธอหน้าเหมือนเตียเรไม่มีผิด”

 

นัยน์ตาสีฟ้ากะพริบติดกันสองครั้ง…นั่นคือปฏิกริยาที่มากสุดแล้วบนใบหน้าขาวจัด

 

“อย่าเย็นชากับคนแก่นักเลย เด็กน้อยเอ๋ย…” ชาร์ลส์ถอนหายใจ เขายกมือเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง นางพยาบาลที่ยืนหลบอยู่หลังม่านล้อมเดินอ้อมมา ช่วยปรับระบบไฟฟ้าให้เตียงยกขึ้นกลายเป็นพนักพิง และปลีกตัวเดินออกไปจากห้อง

 

“ฉันเรียกเธอมาวันนี้…เพราะอยากเจรจาอะไรด้วย”

 

“ผมก็มาเพื่อฟังข้อเสนอ ดังนั้นข้ามเรื่องไร้สาระ แล้วเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า” เนเว่ถือวิสาสะเดินไปลากเก้าอี้มาตั้งกลางห้อง นั่งลงบนนั้น

 

โฆเซ่คิ้วกระตุกอย่างไม่พอใจ วาสโก้เองก็รู้สึกได้เช่นกัน การที่เนเว่ทำแบบนี้เป็นการบ่งบอกทางพฤตินัยว่าตนมีฐานะเท่าเทียมกับชาร์ลส์

 

ทว่านายใหญ่แห่งวอลเธอร์ไม่ถือสา ซ้ำยังยิ้มอย่างถูกใจ “ใจเด็ดเสียด้วย เหมือนเตียเรไม่มีผิด…”

 

“มีอะไรรีบพูดเถอะครับ” ริมฝีปากบางแสร้งยิ้มตาม

 

“ก่อนที่ฉันจะเข้าประเด็นหลัก…ขอรำลึกความหลังหน่อยได้ไหม” ตาเฒ่าพยายามผ่อนคลายบรรยากาศไม่ให้ตึงนัก “แต่เดิมพวกเราวอลเธอร์กับซองโตเน่ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล”

 

 

“เรื่องนี้ผมพอจะทราบ” ผู้เยาว์ตอบรับ แต่ไม่ได้ขัดขวางการเล่าอะไร

 

“ฉันกับโรแบร์โต้ พ่อของเธอ เราเป็นเพื่อนรักกัน” ชาร์ลส์ยิ้ม ดวงตาเหม่อไปไกลกับความหลัง “ตระกูลของเราเป็นพันธมิตรกันมาแต่อดีต ดังนั้น เราจึงต่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูล…โรแบร์โต้คือเจ้าพ่อตัวจริง เขาเด็ดขาดในเรื่องอำนาจ ส่วนฉันไม่ใช่…ฉันเรียกตัวเองว่านักธุรกิจ เพราะไม่ใช่คนใจแกร่งแบบเขา”

 

เรื่องของ ‘พ่อ’ ที่ออกมาจากปากศัตรูนั้น สร้างความสับสนไม่น้อยให้เนเว่ แต่เขาเลือกที่จะเก็บงำมันไว้ รออย่างตั้งใจ

 

“พวกเราไม่เคยบาดหมาง ไม่เคยหันอาวุธเข้าใส่…แล้วทำไมซองโตเน่ถึงล่มสลาย ทำไมพวกเราจึงเป็นศัตรูกันได้” ชายชราทอดถอนใจ เมื่อมาถึงจุดที่ยากจะเอ่ย “…นั่นเพราะฉันไม่ใช่เจ้าพ่อที่แท้จริง…เมียฉันต่างหาก ที่เป็นคนกุมบังเหียนทุกอย่าง”

 

คนที่เหลือสะดุดลมหายใจ ไม่เชื่อหูว่าสามีจะเอ่ยถึงภรรยาในลักษณะนี้

 

“รู้จักการคลุมถุงชนใช่ไหม ฉันเกิดมาในยุคที่มีประเพณีเช่นนั้น…คู่ครองน่ะ ถูกกำหนดโดยพ่อแม่ ไม่ใช่การเลือกด้วยตนเอง และบางครั้งก็หมั้นหมายกันตั้งแต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังอยู่ในครรภ์…ชื่อของฉันคือ ‘ชาร์ลส์’ ราชาผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ…ดังนั้นภรรยาย่อมต้องเป็น ‘เฮนเรียตต้า’ ราชินีคู่บัลลังค์ของเขา…เธอถูกตั้งชื่อนี้ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อจะมาเป็นภรรยาของฉัน

 

อันที่จริงพวกเราสามคนเติบโตมาด้วยกัน ทั้งฉัน โรแบร์โต้ และเฮนเรียตต้า…ฉันรู้มาตลอดว่าเฮนเรียตต้าไม่ได้เห็นโรแบร์โต้เป็นแค่พี่ชายหรือเพื่อน ในสายตาของเธอมองเขาเสมอ รอว่าสักวันเขาจะพาเธอออกไปจากคำสาปคู่ครองที่ไม่ได้เลือก

 

…ผู้ชายมักจะไม่คิดมากเหมือนผู้หญิง ในหัวมีแต่เรื่องที่ตนสนใจและความแปลกใหม่ท้าทาย ฉันชอบธุรกิจ สนุกกับการได้สร้างอาณาจักรการค้า ส่วนโรแบร์โต้สนใจเกมการเมือง สนใจการได้ต่อสู้กับศัตรูรอบด้าน สนใจที่จะขยายชื่อของซองโตเน่ให้ไปไกลกว่าบรรพบุรุษ…เฮนเรียตต้าสนับสนุนเขาเสมอ ด้วยความรัก และความหวังสุดหัวใจ

 

แต่เรื่องคู่ครองในยุคของพวกฉัน มันเป็นยิ่งกว่าของตาย

 

ถัดจากวันที่พ่อของฉันเสียชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์ กำหนดการแต่งงานของฉันและเธอก็ถูกประกาศ

 

หนึ่งวันก่อนงานแต่ง เฮนเรียตต้าไปหาโรแบร์โต้ สารภาพความรักที่ทนเก็บไว้มานาน

 

เขาปฏิเสธเธอ เขาไม่เคยเห็นเธอเป็นมากกว่าน้องสาว และเขาไม่อยากแต่งงานกับใครหน้าไหนทั้งสิ้น ชีวิตเขาคือการขยายอำนาจ ไม่อยากมาเสียเวลาให้กับความรัก

 

เธอกลับมาหาฉัน และเราแต่งงานกันในวันรุ่งขึ้น โดยมีโรแบร์โต้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว”

 

ชาร์ลส์หยุดพัก ถอนหายใจยืดยาว…ยาวจนน่ากลัวว่าเป็นลมหายใจสุดท้าย ก่อนจะเล่าต่อ

 

“หลังจากนั้นอีกหลายปี โรแบร์โต้ยังเป็นเพื่อนรักของฉัน และเป็นพี่ชายแสนดีของเธอเสมอ จนกระทั่ง…วันหนึ่งเขามาหาพวกเรา เพื่อแจ้งข่าวว่าจะแต่งงานกับเตียเร…ลูกสาวคนรองของตระกูลมาเฟียทางตอนใต้

 

ฉันยังจำเสียงร้องไห้ของเฮนเรียตต้าได้ดี เธอแอบร้องไห้อยู่ในห้องแต่งตัว

 

…อย่างที่รู้ พวกผู้ชายอย่างเราๆ มันโง่เง่า ฉันจึงปล่อยผ่านเรื่องนั้น หวังว่าสักวันเมียตัวเองจะตัดใจจากชายอันเป็นที่รักไปเอง

 

แต่เฮนเรียตต้าไม่หยุด ที่จริงมันเพิ่งเป็นแค่จุดเริ่มต้น…เพราะโรแบร์โต้ล้มล้างจุดยืนที่ไม่คิดจะแต่งงาน ในเมื่อเขาเปลี่ยนไปแล้ว เธอย่อมเปลี่ยนได้บ้าง จากเดิมที่ทำได้แค่เพียงแอบรัก เธอจึงเดินหน้าเข้าใส่ หวังจะพิชิตใจเขา ใช้ฐานะน้องสาวเข้าใกล้ ไม่สนแม้เขาจะมีเมียเป็นตัวเป็นตน”

 

ถึงตรงนี้ ชาร์ลส์หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ราวกับเล่าเรื่องของคนอื่นไกล

 

“เตียเร…แม่ของเธอน่ะเนเว่ ทนไม่ไหวที่สามีโดนเกาะแกะโดยหญิงอื่น เธอเดือดขึ้นมา คว้าปืนสไนเปอร์แล้วไล่ยิงไม่ไว้หน้ากันเลย ฮ่ะๆๆๆ บอกแล้วว่าเธอเป็นผู้หญิงใจเด็ด สมกับที่โรแบร์โต้เลือกเอง

 

เคราะห์ดีในยามร้าย…ตอนนั้นเฮนเรียตต้าตั้งครรภ์ลูกของฉันอยู่ เตียเรจึงทำแค่เพียงยิงใบหูของเธอจนขาดเป็นคำขู่…

 

 

มันควรจะจบลงแค่นั้น…แต่ไม่ใช่

 

เฮนเรียตต้าประกาศตัดความสัมพันธ์ระหว่างวอลเธอร์และซองโตเน่ และทีละเล็กละน้อย…เธอเริ่มหยิบฉวยอำนาจจากมืออันละเลยของฉันไป ซ่องสุมกำลัง ปูฐานอำนาจให้กับตนเอง ธุรกิจมืดแบบไหนถ้าทำเงินและขยายอำนาจได้ เธอพร้อมจะสนับสนุน

 

และชะตาก็สุมไฟให้มันฉิบหายวายป่วงขึ้นกว่าเดิม…เนเว่…เธอดันมามีตัวตนในครรภ์ของเตียเร ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมว่าใจของใครบางคนแหลกสลาย

 

 

ไม่รู้ว่าเฮนเรียตต้าได้ข่าวมาจากไหน ว่าโรแบร์โต้มีคลังทองคำไม่ตีตรามูลค่านับหมื่นล้านเหรียญ…เป็นทองคำเถื่อนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน สามารถใช้แลกเปลี่ยนในธุรกิจใต้ดินได้อย่างสะดวก

 

มันเหมือนเพลงอะไรสักเพลง…ฉันจำไม่ค่อยได้…ทันทีที่ข่าวนี้ลือออกไป ทุกคนต่างตื่นทอง แก๊งเล็กแก๊งใหญ่จ้องซองโตเน่ตาเป็นมัน หาโอกาสปล้นชิงตลอดเวลา…พ่อเธอรับศึกรอบด้าน และยืนหยัดมาได้ยาวนานพอควร…อย่างน้อยก็พอให้เธอเติบโตจนอายุสองถึงสามขวบ

 

ศึกนอกต้านได้ แต่คนหักหลังภายในต้านยาก ในที่สุดเด็กชายตัวน้อยก็ถูกลักพา…นำไปขังไว้ในโกดังเหล็กทึบ ล่ามด้วยโซ่ที่ข้อเท้าขวา…อา…เธอรู้มาก่อนหรือเปล่า ว่าเตียเรเป็นคนกลั้นใจตัดเท้าเธอทิ้งทั้งน้ำตา”

 

เนเว่นิ่งเฉยกับเรื่องเล่านั้น…หากขบฟันจนเห็นเส้นเลือดนูนข้างลำคอขาว…

 

ชาร์ลส์เหมือนเครื่องฉายหนังยุคเก่า จะไม่หยุดจนกว่าฟิล์มขาดหรือหมดเรื่อง

 

“แต่คนที่จ้องจะล้างโคตรเธอเล็งเอาไว้แล้ว จึงวางระเบิดเป็นกับดักซ้อน…เวลากระชั้นชิด หนีไม่ได้…พ่อแม่จึงเอาตัวบังลูกไว้…เธอหายตัวไปเพราะถูกใครบางคนช่วยออกมา…หายไปยาวนาน…จนกระทั่งวันนี้”

 

ความเงียบอันน่าอึดอัดคงอยู่หลายนาที จนกระทั่งเสียงไม่ต่ำไม่สูงเอ่ยขึ้น

 

“…ที่คุณเล่านิทานยืดยาวมานี่ ต้องการสื่ออะไรกันแน่ คงไม่ใช่แค่อยากเอาบุญด้วยการบอกความจริงกับลูกกำพร้าอย่างผมใช่ไหม” หนึ่งในตัวเอกของเรื่องเล่าถาม

 

“ฉัน…” เสียงของผู้เฒ่าแหบเครือ  “ต้องการจะขอขมา…”

 

“เรื่องอะไร…” เนเว่เอียงคอ คล้ายเบื่อเต็มที

 

“เรื่องที่ฉันไม่เคยทำสิ่งที่ถูกต้อง…ไม่เคยห้ามปรามภรรยา” ชาร์ลส์มองตรงมา แววตานั้นมีความเสียใจแฝงอยู่ “ไม่เคยรู้ตัว จนกระทั่งเสียเพื่อนรักไป…ผิดต่อเตียเร ผิดต่อเธอ…หากมีสิ่งใดฉันจะชดใช้ได้ คงเป็นตอนนี้เท่านั้น”

 

“แบบไหน…” กับการชดใช้หนี้เลือดให้สาสม

 

 

“ฉันขอให้เธอยุติทุกเรื่องไว้แค่นี้…เลิกแล้วต่อตระกูลวอลเธอร์” ชาร์ลส์บอกด้วยเสียงมั่นคง “ส่วนฉันจะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายนี้ หยุดเฮนเรียตต้าไม่ให้ยื่นมือไปหาเธอได้อีก”

 

 

โฆเซ่กับวาสโก้ มองหน้ากันอย่างไม่เชื่อหู

 

ในขณะที่เนเว่…ยิ้มหวานยวนตา

 

“ทำไมผมต้องเชื่อคุณด้วยล่ะครับ…” ถามพลางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ยกมือขึ้นเกาหูคล้ายมีอะไรรบกวน

 

ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือผอมแห้งขึ้นวางเหนือหัวใจ “ด้วยเกียรติของผู้นำตระกูล ด้วยความสำนึกผิดต่อบาป…ฉันขอร้องให้เธอเชื่อตาเฒ่าคนนี้สักครั้ง”

 

“นั่นล่ะที่ทำให้ผมไม่อยากเชื่อ” ผู้เยาว์มองตรงไปอย่างไร้ความกลัวเกรง “ตาเฒ่าแบบคุณ อีกไม่นานก็ตายแล้ว…คุณอาจหยุดเมียได้ แต่ความสงบมันจะอยู่ถึงแค่วันสุดท้ายของชีวิตคุณเท่านั้น”

 

“เนเว่!”

 

วาสโก้ออกปากเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าห้องมา เขากลัวชาร์ลส์จะไม่พอใจ กลัวข้อเสนอที่นายใหญ่ตัดสินใจเลือกจะสูญเปล่า

 

หารู้ไม่ เสียงของวาสโก้ยิ่งเป็นเชื้อไฟให้เนเว่เดือดดาลกว่าเดิม

 

“ชีวิตผมนอกจากจะสูญเสียนับไม่ถ้วนแล้ว ยังไม่อยากจะเชื่อใครอีกต่อไป…สิ่งที่ผมเชื่อมีเพียงตัวเองเท่านั้น” นัยน์ตาสีฟ้าเริ่มปรากฎรอยแดงแทรกขึ้นมา “ดังนั้น…ผมเลือกที่จะทำตามวิธีของตัวเอง”

 

ชาร์ลส์สีหน้าซีดลงไป ส่วนโฆเซ่เคลื่อนตัวเองไปยืนใกล้เจ้านายมากกว่าเดิม เผื่อเหตุไม่คาดฝัน

 

ตอนนั้นเองที่เสียงนุ่มนวลดังมาจากประตู

 

“คุณบอกเองว่าเด็กนี่เหมือนแม่…ก็ควรรู้แล้วสิว่าคงตกลงกันไม่ได้”

 

เนเว่หันไปมองหญิงสูงวัยเพียงหางตา คงเพราะยังไม่พ้นช่วงฝนตกดีนัก เธอจึงพกร่มคันยาวมาด้วย หนุ่มน้อยลุกขึ้นจากเก้าอี้ ลากไปใกล้คนป่วย โดยมีสายตาระแวงของโฆเซ่จ้องอยู่…แต่เขาเพียงแค่วางเก้าอี้ไว้หน้าเตียง จัดให้เอียงเข้าหาอย่างเหมาะสม ต่อด้วยการผายมือเชิญ

 

เฮนเรียตต้ากระตุกยิ้มมุมปาก เดินเนิบช้าไปนั่ง พลางมองเด็กหนุ่มถอยกลับไปยืนกลางห้องตรงจุดเดิม “…น่ารักจัง”

 

“ผมถูกสอนให้เป็นสุภาพบุรุษครับ” บอกพลางค้อมศีรษะ “แม้แต่กับนางมารร้าย ก็ถือว่าเป็นสตรี”

 

รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้างาม

 

“ดูสิ…ดู” เฮนเรียตต้าหันมองชาร์ลส์ “คุณนี่ ทำให้ฉันผิดหวังได้เสมอ คิดเหรอว่าเขาจะยอมจับมือเลิกแล้วต่อกัน…ฉันฆ่าพ่อแม่เขานะ…”

 

น้ำเสียงไพเราะ แต่ประโยคเลือดเย็น

 

“วาสโก้…เธอเองก็เหมือนกัน ฉันรู้หมดแล้วนะเรื่องของเขา” ขนตายาวเหยียดแทบปรกลงแก้มเมื่อคนพูดหรี่ตา “…ทำไมถึงทำเรื่องน่ารังเกียจ”

 

คนฟังหน้าชา ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้

 

“ส่วนเธอ…” ราชินีผมบลอนด์จงใจไม่เอ่ยชื่อคนตรงหน้า ราวกับว่ามันเป็นคำหยาบคาย “โง่หรือไงที่เดินตามเขาต้อยๆ เข้ามาถึงที่นี่…รู้ใช่ไหมว่าถ้าจะออกไปต้องเป็นศพเท่านั้น”

 

เนเว่ยิ้มร่า ราวกับเพิ่งเจอเรื่องบันเทิงเริงใจที่รอมานาน “แล้วคุณเองล่ะครับ ตามเข้ามาดูมารหัวขนที่กำจัดไม่สำเร็จแบบผมเนี่ย ไม่อายเหรอ อีกอย่าง…สามีของคุณเป็นคนเรียกผมมา คุณน่ะไม่ได้รับเชิญ…สอดรู้”

 

เฮนเรียตต้าเผลอถลึงตา ความเยือกเย็นที่รักษาเหมือนละลายหาย

 

“ฉันทำลายพ่อแม่แกไปแล้ว…ต่อไป…แม้แต่อนาคตของแกก็จะไม่เหลือ”

 

“ทำไมพวกคนแก่ชอบห่วงอนาคตเด็กจังหนอ…” มือขาวยกขึ้นจับต้นคอคล้ายเบื่อหน่าย

 

“แล้วก็…คนอย่างผมน่ะ ไม่ต้องการอนาคตหรอกครับ”

 

ขาดคำ เนเว่ชักมีดแกรนิตเนื้อแก้วเล่มยาวประมาณสิบห้าเซนติเมตรออกมาจากด้านหลังคอเสื้อ เขาซ่อนมันไว้อย่างแนบเนียน และเพราะไม่ใช่โลหะจึงรอดจากการตรวจจับมาได้อย่างง่ายดาย

 

โฆเซ่ผวาเฮือก รีบกันนายใหญ่เอาไว้ แต่เมื่อเห็นว่าเป้าหมายอาจจะเป็นนายหญิงมากกว่าจึงขยับมาด้านหน้า

 

“ฮ่ะๆ…” เนเว่หัวเราะแผ่ว “พอเอาเข้าจริง มันไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังเลย การที่จะควักมีดออกมาแล้วกระโดดเข้าไปฆ่าคนได้ในพริบตาเนี่ย…ยากเหมือนกันนะ”

 

“เนเว่…อย่า” วาสโก้เอ่ยเสียงแหบ สิ่งที่เขากลัวไม่ใช่เจ้าตัวเล็กจะฆ่าใคร แต่เขากลัวว่าใครจะฆ่าเด็กคนนี้มากกว่า

 

และคำตอบประการหลังเริ่มพุ่งเข้าหา โฆเซ่อาศัยจังหวะที่เนเว่ลังเล พุ่งเข้าใส่ หวดแข้งจนเกิดเสียงดังแหวกอากาศ แต่คนตั้งรับคาดเดาไว้อยู่แล้วจึงกระโดดหลบด้วยขาข้างดีได้ทันควัน

 

แม้มือเปล่าแต่องครักษ์รุ่นใหญ่ไม่มีความลังเล แขนขาหมัดเท้าประเคนเข้าใส่เด็กรุ่นหลาน ว่องไวเสียจนน่ากลัว เนเว่การ์ดแตก โดนชกไปหลายหมัด แต่ยังยืนไหวและหลบได้คล่องกว่า

 

เพราะอายุมากแล้ว หมัดหนักหน่วงชุดหลังจึงช้าลง มืดมีดไม่พลาดโอกาศ เอี้ยวหลบหมัดที่เกือบกระแทกหน้า แล้วปาดเฉือนใกล้ข้อพับแขน เสียงร้องคำรามอย่างเจ็บปวดดังคับห้อง

 

แต่สติคนเจ็บยังคงอยู่ ในพริบตานั้น มือซ้ายของโฆเซ่คว้าเข้าที่ลำคอเล็กพอดิบพอดี

 

วูบหนึ่ง เนเว่คิดว่าตัวเองต้องคอหักตาย

 

แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะวาสโก้กระโจนเข้าใส่ลูกพี่ของตนเอง เพราะขนาดตัวใหญ่พอกันจึงต้องโถมใส่ทั้งร่าง บนพื้นห้องพักฟื้นจึงเหมือนหมีสองตัวกำลังล้มปล้ำชกต่อยกันหมัดต่อหมัดเลือดต่อเลือด

 

มีดแกรนิตเนื้อแก้วยังอยู่ในมือเดิม ตอนนี้มันย้อมเลือดแดงฉานไปครึ่งเล่ม…เนเว่สูดลมหายใจเข้าลึก ปรับจังหวะให้ร่างกายนิ่ง เขามองประเมิน

 

เฮนเรียตต้าขยับหนีไปไกลแล้ว เธอตั้งหลักอยู่หลังเตียงของชาร์ลส์

 

หนุ่มน้อยเดินอ้อมไปหา เฮนเรียตต้ารีบสาวเท้าหลบหนีไปอีกฝั่ง ด้ามร่มยาวชนเข้ากับเสาน้ำเกลือจนล้มคว่ำ

 

เนเว่หงุดหงิดเล็กน้อย ทันใดนั้น เขามองเห็นผมบลอนด์ทองของเธอเสียทรง…ใบหูข้างซ้ายขาดแหว่งปรากฎออกมา

 

“ฮ่ะๆๆๆ” เสียงหัวเราะดังเย้ยหยัน “ปกติคุณขี้ขลาดแบบนี้รึเปล่าครับ นี่สมัยก่อนคงวิ่งหัวซุกหัวซุนจนเล็งเป้ายาก แม่ผมถึงยิงพลาดไปโดนแค่หู ไม่ใช่หัว”

 

เฮนเรียตต้าหยุดนิ่ง…ใบหน้าปรากฎริ้วรอยชัดเจนเมื่ออารมณ์อันแท้จริงแสดงออกมา เธอเหวี่ยงร่มขึ้นสูง แล้วฟาดใส่ขาขวา เล่นงานส่วนที่พิการของอีกฝ่าย

 

เนเว่ประเมินความเกรี้ยวกราดของเธอผิดไป เขาเซวูบแต่ยังฝืนประคองตัวเอาไว้ได้ มือซ้ายข้างว่างจับบ่าเพรียวของศัตรู เงื้อมีดขึ้น เป้าหมายคือดวงตาสีเทาข้างซ้าย…

 

“ลาก่อน” เอ่ยเสียงเบา แล้วลงมีด

 

ทว่า ทุกอย่างไม่สำเร็จตามที่ควรเป็น

 

 

“เฮนเรียตต้า!!!!!!!”

 

 

 

เสียงตะโกนนั้น ดังว่าครั้งใดที่เคยได้ยิน ชัดเจนกว่าคำใดที่เจ้าของเสียงเคยเอ่ย

 

หลังคอเสื้อของเนเว่ถูกคว้าไว้ แล้วกระชากไปด้านหลังจนกระอักลมหายใจ…โลกทั้งใบหมุนกลับด้าน ร่างทั้งร่างลอยคว้างในอากาศ จับโฟกัสสิ่งใดไม่ได้…แผ่นหลังเล็กกระแทกบานประตู ก่อนรูดลงไปตามแผ่นไม้ ศีรษะหล่นลงพื้น เจ็บจนร้องไม่ออก…นอนกองแน่นิ่ง

 

หากนัยน์ตาสีฟ้ายังคงรับภาพได้ชัดเจน…

 

วาสโก้เป็นคนจับเขาทุ่ม เพื่อปกป้องนายหญิง

 

สายตาตื่นตระหนก น้ำเสียงร้อนรนที่เรียกชื่อเธอ บ่งบอกได้ดีว่ามีความสำคัญต่อกันแค่ไหน

 

มือที่สัญญาว่าจะไม่มีวันทำร้ายเขา…เหวี่ยงทั้งร่างราวกับไร้เยื่อใย

 

……

 

เศษเสี้ยวกระจายในความจำ พลันมาบรรจบต่อ

 

เนเว่ตาสว่าง รู้แล้วว่าวาสโก้รักและรอคอยใคร…สายเรียกเข้าที่พลาดรับนั้น คือสายของคนไหน

 

 

เจ็บ…จนร้องไห้ไม่ออก

 

 

 

ฝ่ายคนทำร้าย กำลังมือสั่น…สัญชาตญาณบอกให้เขาเลือกปกป้องผู้หญิงที่เป็นดั่งเจ้าชีวิตเมื่อเธอเจออันตราย

 

วาสโก้หูอื้อตาลาย คำสาบานว่าจะภักดีต่อคนที่แอบรักมาเนิ่นนาน ผสานกับเสียงสัญญาที่เคยมีให้ใครอีกคน จะไม่ทำร้าย ไม่มีวันทำร้าย ไม่มีวัน…

 

ลิ้นเขาแข็งค้าง เมื่อพยายามจะห้ามโฆเซ่ที่เดินตรงไปยังร่างเล็ก

 

ทว่า ประตูห้องกลับถูกกระชากเปิดเสียก่อน ปากกระบอกปืนนำมาก่อนตัวคน ต่อด้วยการบรรจงลั่นไกทีละนัดอย่างใจเย็น

 

เฮนเรียตต้าถูกยิงเข้าที่ท้องเป็นนัดแรก หัวเธอเกือบจะเป็นเป้าหมายต่อไป แต่เธอกุมแผลแล้วหนีไปหลังเตียงทัน โฆเซ่โดดขวางนายใหญ่และนายหญิง แม้จะสวมเสื้อกันกระสุนเอาไว้แต่เมื่อถูกยิงก็กระอักจนน้ำลายพุ่ง

 

เมื่อเห็นว่าเป้าหมายใส่ของป้องกัน มือปืนจึงเปลี่ยนไปจ่อที่เข่าข้างขวาแทน ร่างใหญ่ทรุดฮวบแต่ยังอึดพอ…เขายันตัวขึ้นกางแขน ปกป้องนายใหญ่เอาไว้แม้ต้องแลกชีวิต

 

ปากกระบอกปืนหันไปยังวาสโก้ เหนี่ยวไกใส่ท้อง เมื่อรู้ว่ามีเสื้อกันกระสุนเช่นกัน จึงเลี่ยงไปยิงแขนขวาแทน ชายหนุ่มโดนแรงอัดปืนทั้งท้องและแขนจนเซไปชนผนัง จุกจนยืนแทบไม่อยู่

 

…อังเดรเหลือกระสุนนัดสุดท้ายไว้ในลูกโม่เผื่อกรณีฉุกเฉิน นอกนั้นเขาใช้ ‘สั่งสอน’ ไปอย่างไม่เสียเปล่าแม้แต่นัดเดียว

 

“ไหวไหม…” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นเอ่ยพร้อมประคองหนุ่มน้อยที่นอนอยู่ให้ลุกขึ้นยืน พยายามแกะมีดแกรนิตออกจากมือที่เกร็งค้าง “บาดเจ็บตรงไหนร้ายแรงหรือเปล่า”

 

เนเว่ดวงตาสั่นพร่า… “อังเดร…ทำไม”

 

“การ์ดข้างนอกห้องเขาห้ามพกปืนเข้ามา แถมพูดจาไม่รู้เรื่อง” คนงามสูงวัยยิ้มบาง “ฉันเลยฟาดจนสลบ…แล้วนี่ก็ไม่ได้พกปืนเข้าห้อง ฉันยืนยิงอยู่ในเขตก่อนข้ามขอบประตู อ๊ะ…ไม่ใช่ เพราะเข้ามาหาเธอเลยผิดกฎเสียแล้ว”

 

คนเจ็บช้ำทั้งตัวหัวเราะเสียงแหบกับตลกร้าย เนเว่รู้สึกว่าหลังคอปวดหนัก แต่เขากัดฟันยืนขึ้น อังเดรยกแขนไปพาดบ่าช่วยประคองให้เดินไหว

 

ก่อนจะพ้นประตู มือปืนกดเสียงต่ำถึงคนด้านในห้อง

 

“ชาร์ลส์…” อังเดรเหลือบมองเจ้าของชื่อเพียงหางตา… “เห็นแก่ที่นายยังเป็นพี่ชาย ฉันถึงหยุดแค่นี้…ช่วยทำยังไงก็ได้กับเมียของนายที”

 

‘ชาร์ลส์ วอลเธอร์’ ไม่สามารถเปล่งเสียงตอบ ‘อังเดร วอลเธอร์’ ได้เลยแม้เพียงประโยคเดียว…พวกเขาเป็นพี่น้องคนแม่ แค่นี้ก็ทำให้ต่างกัน…ต่างกันมากเกินไป

 

“ฉันไม่อยากแย่งเหยื่อของเนเว่” อังเดรออกเดิน ประคองคนเจ็บพร้อมทิ้งท้าย “แต่อาจจะลงมือเอง ถ้าทนไม่ไหว”

 

……

 

ทั้งที่เสียงปืนสนั่นโรงพยาบาล แต่กลับไม่มีใครเข้ามาใกล้ห้องพักของชาร์ลส์ จวบจนเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พอให้คนสองคนออกไปแล้ว แพทย์และพยาบาลถึงเริ่มโกลาหล…ราวกับมีใคร ‘สั่ง’ ให้ล้อมปิดอาคารเอาไว้

 

คนเจ็บสามคนถูกทำแผลฉุกเฉินพร้อมกัน การ์ดสองคนที่เพิ่งฟื้นรีบรุดเข้ามาดู ต่างหน้าซีดเผือด

 

แผลทั้งแขนและเข่าของโฆเซ่อาการหนักสุด จึงถูกส่งต่อไปยังแผนกเฉพาะทาง วาสโก้หลังถูกดึงกระสุนและพันแผลเสร็จแล้ว ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั้น มองพยาบาลอีกกลุ่มกำลังตัดชุดเดรสช่วงท้องของนายหญิงออก

 

ชาร์ลส์นอนประสานมืออยู่บนเตียง…มองภรรยาด้วยแววตาแห้งผาก เขาเอ่ยขึ้นตัดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเธอ

 

“เลิกบ้าได้หรือยัง” เสียงนั้นแหบลึก “…ตอนครั้งระเบิดบ้านคริสเตียโน่ พวกเราก็แทบออกจากเมืองไม่ได้แล้ว…ครั้งนี้เธอหาเรื่องอังเดรอีกทำไม แค่ปล่อยเด็กคนเดียวไป เธอทำไม่ได้เลยหรือ”

 

เฮนเรียตต้าชะงัก…เสียงร้องจากความทรมาน เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะหลอนลึก…

 

“ฉันจะเอาให้ตาย…เอาให้ตาย…ฉันคนนี้ต้องการอะไร…ต้องได้…ต้องได้…”

 

วาสโก้เห็นเหล่าแพทย์และพยาบาลมือสั่น…เข็มเย็บปักไม่เข้าเนื้อหลายครั้ง จนต้องเอ่ยขอโทษแล้วตั้งสติใหม่

 

…เขาเองยังรู้สึกหนาววาบทั้งสันหลัง

 

เทพีของเขา…เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

ไม่นานนัก การเย็บแผลเบื้องต้นก็จบลง หน่วยฉุกเฉินบอกให้เฮนเรียตต้ารอ พวกเขาจะรีบไปเตรียมรถเข็นมารับไปห้องพักเพื่อรักษาต่อ…พอคล้อยหลังแพทย์ เธอยันตัวลุกขึ้นมา โดยอาศัยการพยุงจากการ์ดทั้งสอง

 

 

วาสโก้ไม่กล้ามองหน้าเธอ…จึงจ้องเพียงปลายรองเท้าคู่สวย…หนังแก้วแวววับสะท้อนเงาลาง ๆ ของผู้สวมใส่

 

ที่กำลังถือปืนจ่อมายังเขา…

 

พริบตาที่เหนี่ยวไก ชายหนุ่มกลิ้งหนีได้อย่างทันการ เขาลุกขึ้นยืน เบิกตาค้าง…มองนายหญิงที่ตนช่วยชีวิตเอาไว้อย่างไม่เชื่อ

 

“แกนอนกับลูกของเตียเร…” ใบหน้างามแสดงความเกลียดชัง

 

เสียงปืนดังรัวอีกหลายนัดตามมา วาสโก้หนีตาย ออกวิ่งจนเกือบลงไปคลานสี่ขา

 

…ความรักทั้งชีวิตที่เขาเทิดทูนมา…ช่างไร้ค่าในสายตาเทพี…

 

TBC

 

22.

 

 

 

 

ในตรอกแคบของเมืองเรเวน ระงมไปด้วยเสียงร้องไห้ของสองแม่ลูก

 

เด็กชายตัวน้อยเอื้อมมือไขว่คว้า พยายามช่วยผู้เป็นแม่ที่กำลังถูกฉุดคร่าโดยชายฉกรรจ์หลายคน ตัวเด็กถูกเตะถีบให้พ้นทางราวกับเป็นขยะกองหนึ่ง เสื้อผ้าของแม่ถูกฉีกกระชากออก ท้องถูกต่อยให้ยอมอยู่นิ่ง

 

เสียงปืนหลายนัดดังก้องในตรอกสกปรก…

 

 

เลือดมากมายไหลรวมกับน้ำคลำบนพื้น เด็กชายพุ่งเข้าไปหาแม่อย่างหวาดกลัว แล้วต้องเสียขวัญซ้ำซาก เพราะแม่ของเขาหมดสติจากการถูกทำร้าย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นขึ้นมา

 

ชายถือปืนเดินมาอุ้มร่างของแม่ เด็กน้อยเข้าใจผิดจึงตรงเข้าไปทุบตี

 

ตอนนั้นเองที่แขนเรียวขาวดึงเขาไปกอดเอาไว้ มือคู่งามลูบศีรษะให้หายตื่นตระหนก

 

เธอกระซิบคำหวานปลอบโยนเขา…ก่อนจะช้อนร่างขึ้นอุ้ม พาไปขึ้นรถคันหรู ที่เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

….

……

 

จากสลัมสกปรก สู่คฤหาสน์หลังใหญ่ราวกับวัง แม้แต่ห้องสำหรับคนรับใช้ ยังใหญ่กว่าบ้านที่สองคนแม่ลูกเคยอาศัย

 

แม่เคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นวัยเด็กของเธอ…เทพีประจำใจของเขา เธอทั้งเอ็นดูและให้ความเอาใจใส่ เธอชื่นชมเมื่อพบว่าเขาอ่านออกเขียนได้เกินวัย และรีบไปปรึกษากับนายท่านเพื่อส่งเขาไปเข้าโรงเรียน

 

กาลเวลาไม่อาจทำอะไรเธอได้…จากวัยสาวสู่วัยผู้ใหญ่…เขาเพียงแค่มองอย่างหลงใหลเทิดทูน

 

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอดูเศร้าระทม…ไม่นานหลังจากนั้น เธอเข้าพิธีแต่งงาน…เขากับแม่ย้ายตามเธอไป รู้จักกับนายใหญ่อีกท่าน

 

ชีวิตอันสงบสุขดำเนินต่อไป

 

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอร้องไห้อีกครั้ง

 

ใครๆ ต่างกล่าวว่าเธอเปลี่ยนไป…เขาเถียง เธอยังเป็นนางฟ้าของเขา เป็นเทพีผู้เต็มไปด้วยความรักและเมตตา

 

แล้วใครกัน…ที่ทำร้ายเธอได้ลงคอ ทั้งที่เธอกำลังตั้งครรรภ์

 

วันที่เธอนอนละเมอเพราะพิษจากบาดแผลบนหู เขาอยู่ไม่ไกลจากห้องนั้น…เขาจึงตั้งคำสัตย์สาบาน ว่าจะปกป้องและภักดีเธอ…ไม่ว่าต้องทำวิธีไหน

 

วันเวลาผ่านไป เขาเติบโตขึ้นเด็กชายไม่เอาไหน เป็นชายหนุ่มสมบูรณ์

 

นั่นเป็นเวลาใกล้เคียงกับตอนที่แม่ของเขาจากไปด้วยโรคร้าย

 

เธอปลอบประโลมเขาเช่นเคย ซ้ำยังเอ็นดูเขาเสียจนอยากสนับสนุนสิ่งที่ดีกว่าให้

 

ลูกสาวของเธอที่โตมาพร้อมกับเขา กลายเป็นคู่หมายที่ใครๆ ต้องอิจฉา

 

จวบจนวันวิวาห์…เขาจึงเพิ่งรู้ว่าตนเองรักใคร

 

หากความรักกับเทพีนั้น…เป็นไปไม่ได้ เขาจึงเก็บมันเอาไว้ เลือกใช้ชีวิตในทางที่ถูกและควร

 

ชีวิตแต่งงานล่มลงอย่างรวดเร็ว เขายังเลือกจะกอดความภักดีเอาไว้

 

รัก เทิดทูน หลงใหล บูชา

 

เพื่อจะมารับรู้ตอนสุดท้ายว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา…ความรักของเขาช่างไร้ค่าสิ้นดี…

 

 

———

 

 

ขับรถออกจากเมืองเรเวนมาราวหนึ่งชั่วโมง จะถึง ‘เมืองโครวเวน’ เมืองที่ได้รับคำเปรียบเปรยว่าเป็นเมืองแฝดของเรเวน แต่เป็นด้านสว่างกว่า

 

บ้านพักส่วนตัวของอังเดรตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านจัดสรร ออกแบบเรียบง่ายเหมาะกับครอบครัวขนาดเล็ก ฝั่งตะวันตกของบ้านติดกับแม่น้ำ มองออกไปจะเห็นครอบครัวเพื่อนบ้านออกมาทำกิจกรรมต่างๆ…ซึ่งทั้งหมู่บ้านนั้น คือการ์ดของอังเดรทั้งสิ้น

 

เนเว่นอนอยู่บนเตียงริมหน้าต่าง รอบลำคอมีเฝือกอ่อน หลังแพทย์ที่เชิญมาดูอาการและจ่ายยาออกไป อังเดรจึงเข็นรถเข็นพาคริสเตียโน่เข้ามาหา

 

หากเป็นเวลาปกติ คริสเตียโน่คงจะตะโกนด่าตัวต้นเหตุ แต่คงเพราะครั้งนี้รู้ว่าเนเว่บอบช้ำทางจิตใจมาพอแล้ว ผู้เป็นพ่อจึงทำเพียงแค่ลูบศีรษะ

 

“ให้พ่อไปฆ่ามันไหม” ถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

บรรยากาศที่คุ้นเคยทำให้คนเจ็บยิ้มออก “พ่อก็รู้ ว่าผมจัดการเองได้”

 

อังเดรนั่งลงบนเตียง “…ฉันอยากให้เธออยู่ที่นี่…ลืมเรื่องอดีตให้หมด”

 

เนเว่ฟังคำนั้นอย่างเคารพ แต่กลับปฏิเสธเสียงเบา “ทั้งเรื่องของพ่อแม่แท้ๆ ทั้งเรื่องที่พวกเขาวางระเบิดบ้านจนพ่อเจ็บ ผมหยุดไม่ได้หรอกครับ”

 

“ทั้งที่คุณห้ามผมไม่ให้ไปจัดการกับชาร์ลส์” คนงามสูงวัยตวัดสายตามองคนบนรถเข็น “แต่กลับห้ามลูกตัวเองไม่ได้”

 

คริสเตียโน่ไม่ยอมสบตา “…ช่องว่างระหว่างวัยล่ะมั้ง แล้วที่ผมห้ามคุณ…เพราะผมจะรอหายดีแล้วไปจัดการเองต่างหาก”

 

แม้จะรูปร่างหน้าตาต่างกันสุดขั้ว แต่เนเว่คิดว่าเขาเหมือนพ่อเหลือเกิน

 

“งั้นช่วงนี้ก็พักฟื้นที่นี่เถอะเนเว่” อังเดรหาทางประนีประนอม “ของทุกอย่างในบ้านเก่าที่เรเวน ฉันย้ายมาไว้ที่นี่หมดแล้ว…ที่นี่เป็นบ้านของเธอเสมอ”

 

“ขอบคุณครับอังเดร” มือเล็กเอื้อมไปจับมือคนที่นั่ง “แต่ผมคงอยู่ที่นี่ไม่นาน…เฮนเรียตต้าต้องการชีวิตผม ดังนั้นผมจะไม่อยู่เป็นเป้าล่อให้เมืองนี้เดือดร้อน”

 

ความห่วงใยแสดงออกมาทางดวงตาสีเทาสวย หากริมฝีปากยิ้มน้อยๆ คล้ายเข้าใจความคิด “จะไปที่ไหนล่ะ ให้ฉันเตรียมคนไปส่งไหม”

 

“เดินทางด้วยรถคงสะดุดตา…ผมมีวิธีครับ…”

 

ระหว่างโครวเวนกับเรเวนนั้น เชื่อมถึงกันด้วยไฮย์เวย์กว้างใหญ่ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่ายังมีถนนเส้นเล็กคดเคี้ยวไปตามหุบเขา เชื่อมต่อไปยังอีกเมืองทางใต้

 

….

…..

 

หลังพักรักษาตัวจนเคลื่อนไหวได้สะดวก เนเว่ซื้อจักรยานใหม่คันหนึ่ง แล้วออกเดินทางไปยังถนนเส้นเล็กนั้น…ไปยังเมือง ‘บลอดเวน’ ที่เขารัก…

 

TBC

ใกล้วันงานแล้ว ฝากร้านด้วยค่ะ อิอิ ใบโฆษณางานGenYบูธG1

[Novel] Be[lie]ve. – 17&18

17-05-31-22-03-47-272_deco

 ตอนเก่าๆจ้า

 

 

17.

 

 

อากาศฤดูร้อนเอาแน่เอานอนไม่ได้ พอๆ กับสถานการณ์ภายในเมืองเรเวนที่เริ่มระอุ

 

อาการของชาร์ลส์ไม่ดีขึ้นเลยนับจากเข้าโรงพยาบาล ทำได้เพียงประคองไม่ให้ทรุดลงเท่านั้น เฮนเรียตต้าจึงงดทุกอย่างที่ไม่สำคัญ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการเฝ้าสามี ส่งผลให้วาสโก้ไม่มีงานใดไปด้วย

 

เขาถือว่าช่วงนี้เป็นการพักร้อน จึงนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา อ่านหนังสือที่ยังค้างคา…ไว้ช่วงเย็นจะชวนอีกคนออกไปช่วยกันรดน้ำต้นอ่อน…เขาเพิ่งทดลองปลูกไม้ผลเป็นครั้งแรกในที่ดินส่วนตัวหน้าบ้าน

 

ทว่าแผนนั้นดูจะล่มเสียแล้ว เมื่อเนเว่ถือกุญแจมอเตอร์ไซด์ออกมา

 

“ผมขอยืมรถหน่อยนะครับ” บอกพลางส่งยิ้มออดอ้อน

 

“จะไปไหน” วาสโก้ลุกขึ้นมานั่ง

 

“เข้าเมืองครับ” พูดจบก็ยื่นสมาร์ทโฟนให้อ่านหน้าจอ เป็นข้อความจากอังเดร “พ่ออยากให้ไปช่วยหยิบเอกสารในบ้านเก่าให้หน่อย จะให้อังเดรไปกลับก็กลัวจะเหนื่อย อายุเขาไม่น้อยแล้ว”

 

คนฟังเดาะลิ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง…ฟ้าเริ่มครึ้มแล้ว จำได้ว่าเจ้าตัวเล็กนี่ไม่ชอบฝน คราวก่อนแค่ตั้งเค้าก็ยกเลิกแผนการจนหมด “ด่วนขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

“กับเรื่องของพ่อ ต่อให้ต้องว่ายน้ำข้ามอ่าว ผมก็ทำได้ครับ” เจ้าตัวแสร้งทำหน้าขึงขัง

 

“ให้ฉันขับรถไปด้วยไหม” เสนอตัวอย่างห่วงใย สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เขากังวล

 

“ไม่เอาครับ” เนเว่ปฏิเสธอย่างว่องไว ยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก “คุณกลัวพ่อผมใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องฝืนใจไปเจอท่านอีกหรอก”

 

ไอ้…เด็ก…บ้า ทำไมรู้ดี…

 

แขนใหญ่เอื้อมจะไปคว้าเอวเล็กมาฟัดให้หายเคือง แต่เจ้าตัวใช้ขาซ้ายข้างเดียวกระโดดหลบเป็นกระต่าย

 

“ผมไปไม่นานหรอก ไปด้วยมอเตอร์ไซด์สะดวกกว่า ไม่ต้องกังวลกับเรื่องที่จอดในโรงพยาบาลจะไม่พอด้วย”

 

เหตุผลนี้ ทำให้วาสโก้ยอมรับในที่สุด เขาพยักหน้าให้ “รีบไปรีบกลับแล้วกัน”

 

ทันทีที่ได้รับคำอนุญาต เนเว่ยิ้มกว้างแล้วโบกมือ ดูเหมือนจะมั่นใจมากว่ายังไงต้องได้ไป เจ้าตัวจึงใส่ชุดเสื้อกันลมสำหรับขี่มอเตอร์ไซด์เอาไว้พร้อม แล้วรีบเดินดังกึกกักมุ่งไปทางประตู

 

“เดี๋ยวก่อน” เจ้าของบ้านเรียกเสียงเข้ม ก่อนจะชี้ตัวเอง

 

เนเว่ขำพรืดกับท่าทางนั้น ใช่แล้ว…เขาลืมจูบลา

 

ร่างเล็กเดินกลับมาหา คล้องแขนรอบลำคอใหญ่ นั่งคร่อมลงบนตักกว้าง…ยิ้มหวานเมื่อคนตัวสูงก้มลงมาหา เขาเงยหน้ารับจูบหวานละมุนปนวาบหวามนั้น

 

“เดี๋ยวไม่ได้ไปกันพอดี” บอกพลางลุกขึ้นยืน ปัดมือที่กำลังยุ่มย่ามกับบั้นท้าย แล้วรีบออกจากบ้านเพราะกลัวอีกฝ่ายเปลี่ยนใจ

 

วาสโก้เอนตัวลงนอนอีกครั้ง ฟังเสียงมอเตอร์ไซด์ห่างออกไป

 

ไม่นานนัก เขาค้นพบว่าอ่านหนังสือเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัว

 

ความกังวลสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากโซฟา เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วคว้ากุญแจรถยนต์ ขับตามออกไป…ตั้งใจว่าจะคอยดูอีกฝ่ายห่างๆ

 

แม้จะค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องของเขากับเนเว่…แต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ จริงไหม

 

———

 

เมื่อเห็นรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล วาสโก้จึงอุ่นใจพอควร เพราะหนุ่มน้อยของเขาทำตามที่บอก

 

คนซุ่มดูเอนหลังกับเบาะรถ คว้าเครื่องเกมที่พกมาด้วยขึ้นมาเปิด กดเล่นแก้เบื่อระหว่างรอคอย…หากอีกฝ่ายออกมาแล้วตรงกลับบ้าน เขาก็แค่ขับไปแวะมินิมาร์ทสักแห่ง ซื้อนมหรือเบียร์เพิ่มเติมแล้วกลับไป(เพราะเนเว่ไม่ยอมกินเหล้าที่เขาหมักเอง) บอกว่าออกไปตุนเสบียงเมื่อถึงบ้าน เท่านี้ก็แนบเนียนไม่มีอะไรให้สงสัย

 

ผ่านไปครู่ใหญ่ เนเว่จึงออกมา…ทว่าแทนที่จะขึ้นมอเตอร์ไซด์ เจ้าตัวกลับเดินเลยไปที่อื่น

 

ระยะจากในรถไม่สามารถเห็นได้เนื่องจากอีกฝ่ายเลี้ยวตรงหัวมุมถนน วาสโก้โดดลงจากรถ ล็อกประตูเรียบร้อยแล้วจึงรีบสาวเท้าตามไป…เขาเห็นเนเว่โทรศัพท์ตลอดทาง ก่อนจะชะงัก แล้วเลี้ยวเข้าไปตรงที่ว่างระหว่างตึกสูง

 

เลือดในกายวาสโก้สูบฉีดแรงขึ้น เมื่อพบว่ามีคนๆ หนึ่งดักรอเนเว่อยู่…เป็นชายรูปร่างผอมสูง ไว้ผมยาวรกรุงรัง ท่าทางคล้ายคนติดยา…ฝ่ายนั้นลดโทรศัพท์ที่แนบหูอยู่ลงเมื่อรู้ว่าอีกคนมาถึง

 

แต่ฝ่ายเปิดการสนทนาก่อนคือเนเว่ “หมายความว่ายังไง ที่จะเลิกเป็นสายแล้ว”

 

“ก็อย่างที่บอกแหล่ะน้องชาย…” หนุ่มผมยาวเกาคอ ทำท่าจะเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจซุกมือเข้าไปในเสื้อแจ็กเก็ตตัวเปื่อย “ตอนนี้พวกวอลเธอร์เริ่มออกล่าหัวสายข่าว ขืนฉันทำต่อเดี๋ยวชีวิตจะอับเฉาน่ะ”

 

“อ้อ…ลืมไปว่านายขายข่าวของวอลเธอร์ แต่ก็ซื้อยาของวอลเธอร์ด้วย” รอยยิ้มบางจุดขึ้นที่มุมปาก “แต่ว่า…ฉันจ่ายมัดจำไปครึ่งหนึ่งแล้ว”

 

“ถือเสียว่าฟาดเคราะห์ไปแล้วกัน” ขี้ยาโบกมือที่ไม่ได้ซุกเสื้อไปมา “อย่าใจจืดใจดำนักเลย นายเองก็น่าจะมีเงินพอควร ไม่มีฉัน นายก็คงหาคนอื่นทำงานแทนได้”

 

“แน่นอน…” ตอบพลางทอดถอนใจ “เพียงแค่คิดว่าแทนที่จะจ้างแหล่งข่าวเดียว สู้หาแหล่งอื่นสำรองไว้ด้วยจะรอบคอบกว่า…ที่ไหนได้…จากสายข่าวดันได้เศษขยะมาตัวนึงแทน”

 

จบคำนั้น ‘เศษขยะ’ ควักปืนติดที่เก็บเสียงออกมาจากอกเสื้อ กระชากรางสไลด์ จ่อลำกล้องมายังใบหน้าขาวจัด

 

วาสโก้ใจหายวาบ อยากกระโจนออกไปขวาง แต่ถ้าทำแบบนั้นคงไม่ทันจังหวะลั่นไก…เขาได้แต่ภาวนา ขออย่าให้เนเว่พูดอะไรยั่วยุอีกฝ่ายไปมากกว่านี้…อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะหาทางช่วยได้

 

“ตอนแรกฉันว่าจะยึดแค่มัดจำ ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว…” บอกพลางขยับปลายเท้ายุกยิกไปมา กระบอกปืนแกว่งซ้ายขวา บ่งบอกว่าไม่ชำนาญนัก “แกต้องจ่ายที่เหลือมาให้หมดด้วย!”

 

เสียงตะคอกนั้น ดังพอที่จะทำให้คนได้ยินสะดุ้ง

 

หากเนเว่สงบนิ่ง…

 

“แย่จัง…กะทันหันแบบนี้ ใครจะเบิกเงินเตรียมมา” เสียงนุ่มนั้นติดจะเย้ยหยัน  “อย่างน้อย นายควรจะโทรหลอกฉันว่าได้ข่าว ‘ปังๆ’ มาแล้ว และให้ฉันเอาเงินเต็มจำนวนมาแลก”

 

ประกอบคำว่า ‘ปังๆ’ นั้น นิ้วเรียวข้างขวาทำท่าปืนแล้วยื่นไปแตะที่เก็บเสียงสีถลอก

 

“มึง…” ขี้ยาแยกเขี้ยว รู้สึกไม่สบอารมณ์ที่เหยื่อดูจะไม่สะทกสะท้านกับการข่มขู่ “อย่ามาล้อเล่นนะเว้ย! กูจะเป่าหัวมึงตอนไหนก็ได้!”

 

เนเว่ยิ้มตาหยี

 

“ทำไม่ได้หรอก”

 

ขาดคำ…

 

เท้าปลอมก้าวไปข้างหน้าส่งเสียงดังกึกใหญ่ ย่นระยะระหว่างร่างเล็กกับขี้ยาให้สั้นลง มือขวาที่ทำท่าล้อเลียนเมื่อครู่คว้าจับกระบอกปืนเอาไว้ เจ้าขี้ยาตกใจ นิ้วเหนี่ยวไก ทว่าปืนกลับไม่ระเบิดกระสุนออกมา!

 

ในชั่วพริบตานั้น เนเว่ง้างหมัดซ้าย ซัดเข้าไปสุดแรงที่ชายโครงขวา เจ้าตัวสูงทรุดฮวบลงมา หมัดเล็กชกอัดเข้ากกหูสุดแรงตามติด ขี้ยาทรุดลงไปอีกจนก้นแนบพื้น ปล่อยให้ปืนถูกกระชากออกไปจากมือ

 

เนเว่จิกหัวศัตรูด้วยมือซ้ายให้มั่นคง แล้วตีเข่าขวาใส่ใบหน้านั้นซ้ำๆ จนเลือดหยดลงพื้น…ซัดไปห้าที เช็คดูว่ายังไม่หมดสติจึงถีบอกให้ล้มตึงลงไปนอน

 

“ถ้าจะขู่ใคร ช่วยมืออาชีพกว่านี้หน่อยนะ” บอกพลางยกปืนในมือขึ้นมา “นายปลดเซฟแล้วก็จริง แต่ตอนชักรางสไลด์ ไม่สังเกตเลยเหรอว่ามัน ‘Double feed’”

 

Double feed เกิดจากการที่ปืนคัดปลอกออกได้ไม่สมบูรณ์ เกิดได้ทั้งจากแรงดึงรางสไลด์น้อยไปหรือความผิดปกติของแม็กกาซีน ทำให้ลูกปืนถูกป้อนเข้ารังเพลิงไปติดคาอยู่สองนัด ไกค้าง ไม่สามารถยิงออกไปได้

 

เนเว่มองปืน เป็น Glock รุ่นบ้านๆ เขาล็อกรางสไลด์ ปลดแม็กกาซีนออกมาหนีบไว้ระหว่างนิ้วก้อยกับนิ้วนางขวา ใช้มือซ้ายกระชากรางสไลด์ถี่ๆ สามครั้ง ใส่แม็กกาซีนคืน กระชากรางสไลด์ซ้ำ จ่อไปยังขี้ยาแล้วเหนี่ยวไก

 

เสียงปืนยิงผ่านที่เก็บเสียงนั้น แม้ไม่ระเบิดลั่น หากข่มขวัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ…ขี้ยาตาเหลือกโพลงแล้วช็อกหมดสติไป ทั้งที่กระสุนไม่ได้ฝังลงร่าง แค่เฉียดบาดใบหู

 

“ไม่รู้ว่าปืนมีปัญหารึเปล่า แต่ที่เก็บเสียงนี่ถึงจะเก่าแต่ของดีทีเดียว ฉันขอไปนะ…อ้าว…ไม่ได้ยินแล้วเหรอ…งั้นถือว่าอนุญาตนะ”

 

พูดเองเออเองคนเดียวเสร็จแล้ว เนเว่ซุกปืนใส่อกเสื้อด้านซ้าย ก่อนจะชะงักเพราะมีกระบอกเดิมเสียบอยู่ในซองสะพายไหล่ จึงต้องเปลี่ยนไปใส่ซองขวาที่ยังว่างแทน

 

วาสโก้หลบวูบเข้าในร้านค้าใกล้ๆ เมื่อคนตัวเล็กเดินออกมาจากซอกตึก…เขาซุ่มดูจนอีกฝ่ายก้าวขึ้นมอเตอร์ไซด์ ขับไปยังทางออกนอกเมือง…ที่ไม่ใช่ทางกลับบ้าน

 

ความสับสนถาโถมเข้าสู่จิตใจ…เหมือนเห็นกระต่ายน้อยกำลังกินเนื้อไฮยีน่า

 

ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงสั่นรัว หน้าจอแสดงชื่อของโฆเซ่ เขาจ้องมองอยู่หลายอึดใจก่อนจะกดรับ

 

โฆเซ่นัดแนะอย่างรวดเร็วให้ไปหา เขามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาด้วย

 

 

TBC

 

18.

 

 

เพราะอยู่ในตัวเมืองพอดี วาสโก้จึงใช้เวลาไม่นานนักไปถึงคฤหาสน์ของวอลเธอร์ โฆเซ่ซึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ประจำดูจะแปลกใจไม่น้อยที่เขามาถึงเร็วขนาดนี้

 

“เห็นบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญ เลยรีบขับมาไวกว่าปกติไงล่ะ” ชายหนุ่มโกหกคำโต จึงๆ เขานั่งนิ่งในรถ ทำหัวให้ว่างอยู่พักหนึ่งก่อนจะสตาร์ทเครื่อง แต่ก็ยังมาถึงเร็วกว่าปกติอยู่ดี

 

“มาไวก็ดีแล้ว” คนอายุมากกว่าพับหนังสือพิมพ์เก็บ และเข้าเรื่องงานทันที “ผมมีคนต้องสงสัย อยากจะให้คุณช่วยพิจารณา”

 

“คนต้องสงสัย…” วาสโก้ทวนคำ ขออย่าให้เป็นคนของเขา…แม้สิ่งที่เพิ่งเห็นมากับตานั้นจะน่าตกใจแค่ไหน

 

โฆเซ่หยิบอุปกรณ์ที่พกติดตัวขึ้นมา ด้วยวัยที่สูงขึ้นแต่ต้องปรับตัวให้ทันสมัย ทำให้เขาเลือกที่จะพกแท็บเล็ตเครื่องใหญ่แทนสมาร์ทโฟน เจ้าตัวเลือกเมนูต่างๆ อย่างเชื่องช้า โดยไม่รู้เลยว่าสร้างแรงกดดันให้กับคนมองขนาดไหน

 

“อ้อ เจอแล้ว” หน้าจอกว้างหันออกจากตัวเจ้าของ “คนนี้คุณเคยเห็นไหม”

 

วาสโก้มองรูปแอบถ่าย เป็นชายร่างอ้วนเตี้ย หน้าตาไม่โดดเด่นอะไร เจ้าตัวกำลังถือถุงกระดาษใส่อาหาร แต่คงเพราะไม่ทันระวัง มุมถุงด้านนึงจึงขาดออก เผยให้เห็นฟ่อนธนบัตรซ่อนอยู่

 

คนถูกถามส่ายหน้า “ผมไม่เคยเห็น”

 

“หมอนี่น่ะ เป็นคนฟอกเงินจากซองโตเน่ ถูกส่งมาวางฐานกำลังในเมืองนี้” โฆเซ่อธิบายขณะเลื่อนหน้าจอ หารูปต่อไป “คนนี้ล่ะ”

 

ดวงตาสีดำเพ่งมองรูปที่สอง คราวนี้ภาพมืดมัวเพราะแสงน้อยและซูมถ่ายเข้าไปในหน้าต่างอพาตเมนต์เก่าโทรม แต่เขากลับจำได้แม่นยำ “หมอนี่…เคยเป็นคนคุ้มกันขบวนฝิ่นของทางเราเมื่อสามปีก่อน มันหนีหายไป ตามตัวไม่ได้ ในที่สุดก็โผล่หางแล้วเหรอ”

 

“บิงโก! มันไปเข้าพวกกับซองโตเน่แล้ว” ชายสูงวัยกว่าแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ

 

“รู้ตัวอีกที พวกซองโตเน่ก็เหมือนจะล้อมและแทรกซึมพวกเราเอาไว้หมดแล้ว” วาสโก้เกาหัว รู้สึกยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ใช่…และมันอาจจะซึมลึกเข้ามาเกินคาด” โฆเซ่ถอนหายใจแรง เลื่อนหน้าจอต่อไป คราวนี้เขาไม่เรียก แต่รอให้อีกคนหันมามองเอง

 

เลือดในกายของวาสโก้คล้ายไหลย้อน หากยังสติดีพอจะเก็บอาการอยู่

 

รูปที่สามนี้ ถ่ายใกล้กับโรงพยาบาลกลางแห่งเรเวน บุคคลในนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีดำคลุมศีรษะ มองเผินๆ เหมือนเป็นแฟชั่นข้างถนนของเด็กวัยรุ่นยุคนี้…หากดวงหน้าขาวจัดนั้นโดดเด่นออกมาจากเนื้อผ้ามืดทึม รวมไปถึงนัยน์ตาสีฟ้า…ที่ในรูปติดจะเย็นชายากจะหยั่งความคิด

 

วาสโก้เลื่อนสายตาจากรูปขึ้นมองโฆเซ่ พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมาเช่นกัน…

 

“ผมรู้ว่านี่เป็นเด็กของคุณ” ผู้ที่เป็นดั่งองครักษ์ของตระกูลเอ่ยเสียงเรียบ “จึงอยากมาถามคุณเอง…ว่ารู้จักเขาดีแค่ไหน

 

ใต้ฝ่ามือคนถูกถามเย็บวาบ เขาจิกเล็บลงกับเนื้อ ความเจ็บพอช่วยให้เลือดสูบฉีดขึ้นมา คงไม่ทำให้หน้าซีดนัก คำโกหกต้องถูกยกมาอ้าง อย่างแนบเนียน และมีเหตุผลพอ

 

“เด็กนี่เป็นพวกขายตัว ลีลาเด็ดมากจนผมติดใจ…” ริมฝีปากเหยียด รอยยิ้มหยาบคาย “เอามันกว่าผู้หญิงเสียอีก รูคับ ตอดเก่ง เอวร่อนเหมือนแมวติดสัดทุกคืน”

 

“โอเค เด็ดจริง แต่ไม่ต้องอวดขนาดนั้น” โฆเซ๋ยกมือห้าม “ขอสั้นๆ ว่าเด็กนี่มีอะไรน่าสงสัยหรือเปล่า”

 

หากขาวสะอาดเกินไปคงไม่วายถูกสงสัย วาสโก้จึงใส่ไฟลงในเรื่องราว “…มันมีเพื่อนเป็นสายข่าวเร่ร่อน พวกไม่สังกัดฝ่ายไหน แต่เด็กนี่หากินด้วยก้น อะไรยุ่งยากต้องใช้สมองไม่ใช่ทางของมันหรอก…”

 

คนสูงวัยกว่าพยักหน้ารับรู้ข้อมูล “งั้นก็ไม่น่าจะอันตรายอะไร”

 

“ผมก็ว่าอย่างนั้น” แสดงความเห็นด้วยอย่างไม่ชี้นำนัก

 

“แต่…”

 

เสียงกดต่ำนั้น ทำเอาคนฟังกดดัน

 

“ด้วยฐานะของคุณในตอนนี้…ผมแนะนำว่าควรจะรีบเขี่ยเด็กนั่นออกไป…จะดีกับชีวิตมากกว่า”  โฆเซ่ใช้สายตานิ่งเรียบ หากหนักแน่นราวจะตรึงร่างคนถูกมอง

 

วาสโก้พยักหน้า

 

“ผมเข้าใจ…จะรีบหาทางจัดการ”

 

ทั้งที่ความจริงยังหาทางออกให้ตนเองไม่ได้

 

TBC

วาสโก้มีความงานเข้า….

ใกล้จะได้เฉลยปมในเรื่องทั้งหมดแล้วค่ะ ไม่นานๆ  (- -,,

[Novel] Be[lie]ve. – 15&16

17-05-30-21-10-36-801_deco

ตอนเก่าๆเก๊าเก่า

15.

 

 

แม้จะได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เพราะได้ปลดปล่อยเต็มที่ ทำให้วาสโก้รู้สึกตัวเบาอย่างบอกไม่ถูก…เขาได้พิสูจน์ความเป็นชาย ได้ไขข้อข้องใจว่าตนเองยังไม่บกพร่อง

 

เดวิดส่งข้อความมาหาตอนเช้าตรู่ ถามว่าพอใจกับรางวัลที่เขาคัดมาหรือไม่ วาสโก้ตอบกลับไปสั้นๆ ว่าไม่ผิดหวัง เป็นอันจบข้อบาดหมางกัน…

 

แม้ระหว่างทำกับหญิงสาวทั้งสอง เขาจะเห็นใบหน้าของใครบางคนลอยมา

 

ถามว่ารู้สึกผิดไหม…มีบ้าง แต่ตราบใดที่เนเว่ไม่รู้ คงยังอยู่ร่วมกันได้…เขาเป็นผู้ชายเห็นแก่ตัว การซื่อสัตย์ต่อใครคนเดียวนั้นดูจะจืดชืดเกิน…ตอนที่ยังหวานชื่นกับโรซาเลีย เขายังหาของหวานแบบนี้กินบ้างเมื่อมีโอกาส แต่ยังไง อาหารจานหลักย่อมเป็นอาหารจานหลัก เขารู้ว่าควรให้ความสำคัญกับอะไร

 

ชายหนุ่มแต่งตัวด้วยสูทชุดเดิม ให้ทิปเพิ่มเติมกับหญิงบริการเพื่อที่พวกเธอจะได้ไม่ไปนินทาลับหลังว่าขี้เหนียว ก่อนจะออกจากห้องพักของโรงแรมสี่ดาว…ที่เดียวกับที่เขาและเนเว่ไปทานอาหารด้วยกัน สะดวกที่สุดเพราะเขาจอดรถเอาไว้ที่นั่น

 

จะว่าไป…ตอนทานบุฟเฟต์ เนเว่บอกอะไรสักอย่าง…เหมือนบอกว่าจะกลับด้วย แต่ก่อนหน้านี้มีบ้างที่เขาติดพันงานจนไม่ได้กลับบ้าน อีกฝ่ายคงจะจัดการเรียกแท็กซี่เองได้

 

แดดฤดูร้อนไม่ค่อยแจ่มใสนักเพราะมรสุมกำลังเฉียดเข้ามาใกล้ วาสโก้ถอดแว่นกันแดดออกเพราะฝนตั้งเคล้าเมื่อเขาขับรถมาใกล้ถึงถนนเชื่อมระหว่างเมือง

 

…บนเนินดินหน้าห้างสรรพสินค้านั้น ร่างคุ้นตานั่งอยู่…

 

วาสโก้อุทานลั่น เขารีบหักเลี้ยวเข้าจอดริมทาง ลงจากรถอย่างรวดเร็ว ตรงไปหาหนุ่มน้อย

 

แล้วต้องเสียวแปลบในอก…เมื่อเห็นรอยแดงแทรกอยู่ในนัยน์ตาสีฟ้า

 

“…กลับบ้านกันเถอะ” เขาเอ่ยเสียงแหบแห้ง ขณะจับต้นแขนเย็นเฉียบ แม้จะอยู่ในฤดูร้อน แต่อากาศตอนกลางคืนนั้นไม่อบอุ่นพอ

 

เนเว่ไม่มองหน้าคนมารับ หากยอมลุกตามแรงดึง เขาขึ้นรถแล้วเอนศีรษะพิงพนัก หลับตาลงอย่างอ่อนล้าเพราะอดนอนมาทั้งคืน

 

ยิ่งกว่าถูกตวาด…ยิ่งกว่าถูกทุบตีหรือร้องไห้ใส่หน้า…วาสโก้จุกอกกับสภาพของคนนั่งข้างๆ…เขาจำได้แล้ว จำสัญญาที่ปากพล่อยเอาไว้

 

เป็นเขาเองที่ทำลายความเชื่อใจนั้นลงอย่างยับเยิน

 

แม้จะรู้สึกผิดแค่ไหน แม้อยากจะถามว่าต้องการให้ชดใช้อย่างไร หากตอนนี้จะทำอะไรได้ นอกจากขับรถพาคนที่อ่อนแรงกลับไปพักก่อน…

 

———

 

 

ตลอดทางระหว่างกลับมายังบ้านไม้ซุง เนเว่ไม่ปริปากเลยสักคำ เมื่อรถจอดสนิทแล้วก็แค่ลืมตาขึ้น เดินลงจากรถ ตรงเข้าบ้าน ผ่านไปยังห้องนอน

 

วาสโก้จัดการปิดประตูโรงจอดเสร็จแล้วค่อยเดินเข้ามาในบ้าน ทีแรกเขานึกว่าเนเว่เข้านอนเลย แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายเก็บเสื้อผ้าลงใส่กระเป๋าเป้อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเข้าบ้าน อีกฝ่ายก็ถือกระเป๋าออกมานั่งรอที่โซฟาแล้ว

 

ข้าวของของเนเว่น้อยเสียจนน่าใจหาย…เหมือนพร้อมจะจากไปทุกเมื่อ

 

“นาย…รู้แล้วเหรอว่าฉันทำอะไร” เสียงนั้นฝืดคอ ถามคำถามโง่ๆ ออกไป

 

คำตอบกลับ ก้ำกึ่งระหว่างโกหกกับความจริง “ผมบังเอิญเห็นพอดี ตอนย้อนกลับไปโรงแรม กะจะดักรอคุณที่นั่น”

 

วาสโก้ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกแขนขาตัวเองเก้กังไปหมด “…ที่นายไม่พูดกับฉันเลยตลอดทาง คงเพราะโกรธสินะ”

 

“ไม่ใช่ครับ” เนเว่ยิ้ม…เป็นยิ้มที่เศร้าลึก “ผมกลัวว่าถ้าพูดแล้วจะหยุดปากตัวเองไม่ได้ ผมกลัวถูกคุณทิ้งไว้กลางถนน…อย่างน้อยขอให้ได้กลับมาเก็บของก็ยังดี”

 

“จะไปจริงๆ เหรอ…” ขาใหญ่ก้าวเข้าไปหา อยากคว้าร่างนั้นเอาไว้ แต่กลัวจะถูกผลักไสจึงเลือกจะนั่งลงข้างๆ แทน

 

นัยน์ตาสีฟ้าเบนมองคนนั่งข้าง คิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างข่มกลั้นอารมณ์ “อยากให้ผมไปจากที่นี่ไหมครับ”

 

“ไม่” คำตอบนั้นหลุดจากปากไม่ต้องคิด “อย่าไป…ฉันขอโทษ แต่อย่าไปเลย”

 

คนฟังหรี่ตาลง ยิ้มอย่างขื่นขมระคนโล่งใจ “ดีจัง…ผมกลัวเหลือเกินว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้อีกแล้ว”

 

วาสโก้ดึงร่างเล็กเข้ามากอด

 

“นาย…ไม่โกรธฉันเหรอ” อดถามไม่ได้

 

“แค่รู้สึกมึนตึง…หึงหวงครับ อาจจะเพราะผมเป็นผู้ชาย จึงพอจะเข้าใจความรู้สึก…ว่าทำไปเพราะสนุก ไม่จริงจังอะไร” เสียงที่ตอบนั้น แหบพร่ากว่าปกติ “แต่ถ้าวันหนึ่ง คุณเจอคนที่ใช่และอยากจริงจังด้วย…กรุณารีบบอกผมนะครับ”

 

สนแต่ความสะดวกของเขา สนแต่การได้อยู่เคียงข้าง และไม่ลังเลที่จะไปถ้าขวางทาง

 

วาสโก้ขบฟันแน่น…เขาไม่เคยเจอใครคิดถึงเขาขนาดนี้มาก่อน…แล้วเขายังจะระยำใส่เทวดาตัวน้อยแบบนี้อีกหรือ

 

“ฉันสัญญา…ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”

 

“อืม…” คำขานนั้น มาพร้อมอ้อมแขนบางที่กอดตอบว่ารับรู้

 

…หากความเชื่อใจที่มีอยู่ ไม่อาจเต็มเติมได้อีกต่อไป…

TBC

 

16.

 

เพราะความรู้สึกผิด และเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายรักตนเองจริง วาสโก้จึงทำดีกับเนเว่มากขึ้นกว่าเดิม

 

ความพยายามของเขาตลอดหลายวันไม่สูญเปล่า…ในที่สุดคนไร้หัวทางพ่อครัวแบบเขาก็สามารถทอดแพนเค้กได้โดยปลอดภัย

 

“เนเว่ ตื่นได้แล้ว ไปดูสิว่าฉันทำอะไรให้”

 

อารมณ์ดีใจทำให้วาสโก้รีบปลุกคนที่ยังหลับ เนเว่ผงกหัวขึ้นมามองนาฬิกา พอเห็นว่ายังอีกตั้งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาปลุก จึงคว่ำหน้าลงกับหมอนอีกหน

 

“เจ้าขี้เซา!” มือใหญ่ตวัดผ้าห่มออก แล้วช้อนร่างในชุดนอนขึ้นอุ้ม “ไปกินมื้อเช้ากัน”

 

“อือ…” คนตัวเล็กประท้วงเล็กน้อยเมื่อถูกวางลงบนเก้าอี้ในครัว เขาขยี้ตาอย่างง่วงงุน เมื่อตาสว่างขึ้นแล้วจึงเห็นแพนเค้กสีสวยในจานตรงหน้า ไม่มีรอยไหม้ เพียงแต่รูปร่างออกจะบิดเบี้ยวเหมือนอามีบาไปหน่อย  “ว้าว…ในที่สุดก็ทอดได้แล้วนะครับ…เก่งจัง”

 

วาสโก้อดไม่ได้ ขยี้เส้นผมนุ่มนิ่มอย่างแรง “แฟนทำอาหารให้แต่เช้าแบบนี้ ช่วยชมให้มันมีชีวิตชีวาหน่อยได้ไหม”

 

แต่การอุ้มออกมากินข้าวแต่เช้าแบบนี้…มันเหมือนพฤติกรรมของพ่อมากกว่าแฟนนะครับ เนเว่ได้แต่คิดในใจ

 

“โอ๋ๆ มามะ รางวัล” แม้จะยังงัวเงีย แต่พยายามเอาใจด้วยการคว้าเสื้ออีกฝ่าย ก่อนจะนึกได้ว่าตั้งแต่เข้าหน้าร้อนวาสโก้ไม่ค่อยสวมเสื้อนอน จึงเปลี่ยนเป็นดึงแขนให้อีกคนก้มลงมา…และเพราะยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันเลยไม่มั่นใจนัก แทนที่จะจูบริมฝีปาก เนเว่เปลี่ยนไปจูบบนหัวนมสีคล้ำแทน

 

“เจ้าเด็กลามก” คนได้รางวัลกัดฟันกรอด อยากจะกอดปล้ำเอาคืน แต่สงสารที่ยังเช้าเกินไป จึงทำแค่จูบหน้าผากเนียนแล้วปล่อย

 

เนเว่หันมาสนใจอาหารเช้า ลงมือทานไปได้สองสามคำแล้วนึกได้ว่าควรถามอะไร “วันนี้ต้องไปไหนหรือเปล่าครับ”

 

วาสโก้ไม่ตอบ เพราะกำลังอ่านข้อความจากสมาร์ทโฟน…และเนื้อหาในนั้นเกี่ยวพันกับตระกูลวอลเธอร์ เป็นคำเตือนที่ส่งให้กับสมาชิกทุกคนในสังกัด

 

ดูเหมือนว่าข่าวเรื่องชาร์ลส์ป่วยหนักจะรั่วไหลโดยจับมือใครดมไม่ได้ สถานการณ์จึงตึงเครียดมาระยะหนึ่งแล้ว และช่วงนี้ยิ่งทวีความรุนแรง เพราะเริ่มมีการโจมตีสมาชิกของตระกูล…ตั้งแต่ระดับหัวหน้า ไปจนถึงรากหญ้าต่างๆ

 

คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่นักถ้าเป็นการดักทำร้ายกันซึ่งหน้า สมาชิกแต่ละคนล้วนเชี่ยวชาญการต่อสู้ ไม่เช่นนั้้นคงไม่สามารถทำงานกับวอลเธอร์ได้ แต่การประทุษร้ายครั้งนี้ กลับพุ่งเป้าไปที่ครอบครัวหรือคนรักของสมาชิกเป็นหลัก

 

ล่าสุดถึงคราวเมียเก็บของโฆเซ่…เจ้าหล่อนถูกพบในสภาพสะบักสะบอม สลบอยู่บนลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า แม้จะไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่การถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อนไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนใด ไม่ว่าสถานะเมียหลวงหรือเมียน้อยก็ตาม โฆเซ่เดือดดาลกับเรื่องนี้มาก และพุ่งเป้าสงสัยทั้งหมดไปยังซองโตเน่…ตระกูลคู่อาฆาตที่ทำท่าจะเรืองอำนาจขึ้นมาอีกหน

 

ดวงตาสีดำมืดหม่นกว่าเดิมเพราะความกังวล วาสโก้รู้สึกตัวอีกทีเมื่อมือขาวยื่นมาแตะข้อมือของเขา

 

“เมื่อกี้นายถามอะไรนะ” เขายิ้มให้คนตัวเล็กที่ผมยุ่งเหยิง…ไม่มีความสง่างามตรงตามสเปคเขาเลย แต่กลับน่าเอ็นดูเหลือเกิน

 

“ผมถามว่าวันนี้คุณต้องไปไหนหรือเปล่าครับ” เนเว่ทวนอีกหน

 

“ไม่ได้ไป” ตอบพร้อมตัดแพนเค้กเข้าปาก แม้หน้าตาจะดูไม่ดี แต่รสชาติใช้ได้

 

“ผมก็ไม่ได้ไปไหนเหมือนกัน วันนี้ว่าจะออกไปตรวจบนภูเขาเสียหน่อย ไม่รู้ฤดูนี้จะมีใครมาทำลายแปลงปลูกอีกรึเปล่า” เป็นคนพูดเองนั่นแหล่ะที่ลงมือ

 

“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ทางตระกูลไม่มีเวลาจะมาสนฝิ่นแล้ว” วาสโก้บอก…อันที่จริงเขาแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมเนเว่ดูไม่ตกใจเลยที่รู้ว่าทางวอลเธอร์ค้าฝิ่นดิบ…แต่เด็กทุกคนที่เติบโตในเมืองสีเทาชื่อว่าเรเวน อาจจะชินชากับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับเขา

 

“งั้น…วันนี้ทำอะไรดีล่ะ” บอกพลางหันไปมองหน้าต่าง “ตอนแรกผมกะจะเข้าเมืองไปซื้อของ แต่ท่าทางวันนี้ฝนจะตก ไว้ไปวันอื่นดีกว่า”

 

ถึงตรงนี้ วาสโก้ตัดสินใจได้ว่าควรจะเตือน “…เนเว่ ช่วงนี้มีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้นรอบๆ สมาชิกตระกูล นายต้องระวังตัวด้วยล่ะ”

 

คนฟังเลิกคิ้วขึ้นสูง “ผมไม่ได้เป็นสมาชิกเสียหน่อย”

 

“เป็นสิ” ดวงตาสีดำจ้องมองตรงมา “นายเป็นของฉัน”

 

นัยน์ตาสีฟ้าสั่นระริก ผิวแก้มร้อนขึ้นมา

 

“ดังนั้น…” วาสโก้กุมมือขาวจัดเอาไว้ ดึงมาชิดริมฝีปาก “สัญญากับฉัน…ว่าจะไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องไม่ชอบมาพากล…เข้าใจไหม”

 

แววสับสนปรากฎขึ้นในลูกแก้วสีฟ้า ก่อนจะถูกกลบไปอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มเข้าอกเข้าใจ

 

“ครับ…” เนเว่สัญญา

 

แน่นอนว่า เขาโกหก

 

TBC

ลางร้ายเริ่มปรากฎ…วาสโก้ช่างมันค่ะ แต่เนเว่อย่าเป็นไรนะ   (;___;  #ความลำเอียงนี้

[Novel] Be[lie]ve. – 13&14

17-05-29-20-51-20-080_deco

 

ตอนก่อนก่อนก่อนก่อนก่อนก่อน

13.

 

 

 

ลมอบอ้าวและเต็มไปด้วยความชื้น คือสัญญาณบอกการมาถึงของฤดูร้อน

 

วาสโก้หรี่ตามองแสงแดดแรงจ้าทั้งที่ยังไม่พ้นเวลาเช้า มือใหญ่กลัดกระดุมเสื้อเชิ้ท รู้สึกอึดอัดจนไม่อยากสวมสูท แต่เพราะจำเป็นจึงจำใจ

 

“ร้อนแบบนี้ แย่เลยนะครับ”

 

เนเว่เดินมาหาที่ข้างหน้าต่าง ในมือมีเนคไทด์ซึ่งเจ้าของลืมหยิบออกมา

 

“ผูกให้หน่อยสิ” คนตัวใหญ่นั่งลงตรงขอบหน้าต่าง เหนี่ยวเอวอีกคนมากอดเอาไว้

 

“แบบดับเบิ้ลน็อตเนอะ” บอกพลางตวัดผืนผ้าหน้ากว้างสี่นิ้วคล้องคอใหญ่  เป็นขนาดและรูปแบบที่เหมาะสมกับสูทสไตล์อิตาเลียนแท้ “ช่วงนี้คุณใส่สูทบ่อยจัง”

 

“…เจ้านายเรียกตัวก็ต้องไปน่ะ” ตอบโดยเลี่ยงไม่ลงรายละเอียด เพราะไม่ต้องการดึงอีกฝ่ายมาเสี่ยงด้วย “ทำไม เบื่อฉันในชุดสูทแล้วเหรอ”

 

“ใครจะเบื่อ อาหารตาชั้นดี” เนเว่รูดปมเนคไทด์ให้เข้าที่ จัดปกเสื้ออีกเล็กน้อย “หล่อแล้วครับ”

 

“ขอบใจ” วาสโก้จูบหน้าผากคนตรงหน้า แล้วลุกขึ้นยืน สำรวจของพกติดตัว

 

มือขาวยื่นกุญแจรถยนต์ให้อย่างรู้ใจ ก่อนขออนุญาต “วันนี้ผมขอใช้มอเตอร์ไซด์นะครับ”

 

“จำเป็นต้องขอทุกครั้งเลยเหรอ” เจ้าของพาหนะหัวเราะเบาๆ “ฉันบอกแล้วไงว่าอยากใช้ก็ใช้ได้เลย”

 

“กลัวโดนหาว่าข้ามหัวคนแก่ ไม่บอกไม่กล่าวก่อน” จบประโยคนั้นก็ต้องร้องโอ๊ยเพราะถูกฟาดก้น

 

“เด็กดี…” ตีเสร็จแล้วขยำต่ออีกเล็กน้อย “วันนี้จะไปไหน”

 

“ไปเยี่ยมพ่อครับ” เนเว่บอก มองสบตา “คราวนี้ไปจริงๆ ไม่ได้โกหก”

 

คำยืนยันนั้นเรียกรอยยิ้มจากคนฟัง “โอเค…”

 

กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว…ตื่นมาบนเตียงเดียวกัน ส่งใครคนใดคนหนึ่งออกไปทำงาน ตกเย็นกลับบ้าน เพื่อจะเข้านอนร่วมเตียงอีกครั้ง

 

เนเว่มองส่งรถยนต์คันใหญ่อีกเช่นเคย…โดยไม่รู้ตัว เขาทำแบบนี้มาหลายเดือน…เวลาเป็นสิ่งน่ากลัว ไม่ทันไรก็อาศัยร่วมบ้านเดียวกันมาครึ่งปีแล้ว

 

ตอนที่ขึ้นมาบนภูเขานี้ครั้งแรก…เขารู้ว่านี่คือบ้านของใคร เพราะเขาดักข่าวได้ว่านายใหญ่และนายหญิงแห่งวอลเธอร์ อาจจะไปเยี่ยมลูกเขยที่นอกเมือง

 

เขาใช้โอกาสนั้นตั้งปืนไรเฟิลรอท่ามกลางสภาพอากาศอันโหดร้าย…และเกือบตายเพราะการคาดเดาอันผิดพลาด

 

บังเอิญถูกช่วยเอาไว้…ด้วยคนที่ไม่ควรเข้าใกล้…และฉวยโอกาสทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง เพื่อออกไปดักสังหารใครที่อาจจะเดินทางมา

 

ทว่า…เป้าหมายดูจะไม่เข้าระยะยิงโดยง่าย เขาต้องเป็นฝ่ายเดินหน้า แทนที่จะรอคอยจัดการในที่ลับตาแบบเก่า เส้นสายข่าวทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เหลือเพียงแค่รอเวลาเหมาะสม…

 

…ความกังวลหนึ่งเดียว คือผู้ชายที่เผลอกายเผลอใจให้…

 

ตระกูลวอลเธอร์ทำเรื่องเลวร้ายและกิจการเลวทรามหลายอย่าง หากวาสโก้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เขาเพียงแค่ถูกวางเป็นทายาทสืบต่อ แม้จะมีส่วนรู้เห็นมากมาย ตัวอย่างเช่นการปลูกฝิ่นในที่ดิน แต่ก็ยังไม่เคยลงมืออะไรร้ายแรงเช่นฆ่าคนหรือค้ายา…เท่าที่สืบมาได้

 

เนเว่ไม่รู้ว่าจะกันอีกฝ่ายออกไปให้พ้นวงจรนี้ได้มากแค่ไหน

 

และการจากลาคงจะยากทำใจเช่นกัน…

 

———

 

เพราะอาการของชาร์ลส์ที่ทรุดลงไวกว่าคาด ทำให้วันเข้าโรงพยาบาลต้องเลื่อนขึ้นมาอย่างฉุกละหุก ข้อเสียคือก่อความวุ่นวายให้คนในคฤหาสน์กับภารกิจส่งตัวนายใหญ่ แต่ข้อดีคือศัตรูภายนอกไม่มีเวลาตั้งหลักโจมตีได้ทัน

 

ในบรรดาผู้รับใช้ทั้งหมดนั้น วาสโก้ผูกพันกับ ‘อากาธา’มากสุด เธอเป็นหัวหน้าแม่บ้านที่คอยช่วยแม่เลี้ยงดูเขามา อากาธาเป็นหญิงร่างกลมอวบ ผมยังดำสนิทแม้อายุมากแล้ว ผิวเหลืองเหมือนขนมมัฟฟินอบใหม่ รอบตัวให้บรรยากาศสดใสเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะทำงานให้ตระกูลทรงอิทธิพลด้านมืด

 

วาสโก้ช่วยเธอหอบหิ้วของใช้จำเป็นของชาร์ลส์ เสื้อผ้าไม่จำเป็นเพราะต้องใส่ชุดคนป่วย แต่นายใหญ่ต้องการให้ที่พักทุกแห่งไม่ต่างจากบ้าน ของอื่นยังพอใช้คนทั่วไปยกได้ แต่สมบัติส่วนตัวที่มีมูลค่า ชาร์ลส์ไว้ใจแค่เพียงอากาธาและวาสโก้

 

หลังส่งตู้เซฟเข้าห้องเสร็จ สองคนต่างวัยจึงได้หยุดพักเสียที

 

“เอกสารสำคัญทางการเงินเนี่ย ฉันเข้าใจนะว่าต้องติดตัวมาเผื่อเลือกใช้” แม่บ้านร่างกลมบ่นขณะปาดเหงื่อ “แต่ทองแท่งเนี่ยสิ ไม่รู้จะเอามาทำไม ทำอย่างกับจะมีใครมางัดตู้เซฟที่คฤหาสน์”

 

วาสโก้พอจะรู้นิสัยอดีตพ่อตา จึงสามารถให้เหตุผลได้ “เป็นความยึดติดอย่างหนึ่งของนายท่านน่ะครับ เขาฝังใจกับการครอบครองทองแท่ง หวาดระแวงถ้าไม่ได้เก็บอยู่ใกล้ตัว”

 

“แหม…ไม่ได้เกิดในยุคตื่นทองเสียหน่อย” อากาธาส่ายหน้า เธอกับเจ้านายมีอายุไม่ห่างกันนัก ถือว่าร่วมรุ่นกันมา “แล้วนี่ ต้องไปที่ไหนต่ออีกรึเปล่าลูก”

 

คนถูกเรียกว่า ‘ลูก’ ยิ้มให้หญิงสูงวัย เธอเป็นดั่งแม่คนที่สองของเขา “ตอนแรกนายหญิงอยากให้ผมตามไปดูโรงงานด้วยกัน แต่ทางคฤหาสน์โทรแจ้งว่าโรซาเลียกลับมาอีกหน…”

 

“โธ่ คุณหนู!” แม่บ้านอุทาน เพราะรู้ดีถึงพิษสงของหญิงสาวหัวขบถ “ท่านเฮนเรียตต้าเลยต้องรีบกลับไปสินะ เอ…หรือว่าที่นายท่านเอาทองมาเก็บไว้ข้างเตียง คงเพราะกลัวคุณหนู”

 

“ฮ่ะๆ…ไม่รู้สิครับ” วาสโก้ถอนหายใจ ยังจำอดีตตอนที่โรซาเลียหนีออกไปกับคนรักได้ เธอกวาดเครื่องเพชรมูลค่านับสิบล้านไปด้วย…

 

“แสดงว่าช่วงบ่ายว่างสินะ ป้าก็อยากจะชวนไปกินมื้อเย็นด้วยกัน แต่คุณหนูกลับมาแบบนี้ รีบกลับไปช่วยรับมือดีกว่า” มืออวบบีบไหล่ของคนที่เป็นดั่งลูกชาย “แต่ต่อไปเราจะได้พบกันบ่อยขึ้นสินะลูกเอ้ย”

 

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นครับ” ชายหนุ่มก้มลงไปหอมแก้มเธอ “ผมไปก่อนนะ”

 

อากาธาเหนี่ยวคอแล้วหอมแก้มซ้ายขวารัวๆ ราวกับว่าคนตรงหน้ายังเป็นเด็กชายตัวน้อย วาสโก้หัวเราะแล้วกอดเธอเต็มอ้อมแขน และเมื่อเงยหน้าขึ้นมา ก็พบใครบางคนยืนมองอยู่

 

“เนเว่”

 

เจ้าของชื่อทำตาโต ไม่ได้มีความหึงหวง(แหงล่ะ) แต่ประหลาดใจกับบรรยากาศอบอุ่นตรงหน้า

 

วาสโก้ผละจากอากาธาไปหาหนุ่มน้อย “มาทำอะไรที่โรงพยาบาล”

 

เนเว่ส่งยิ้มให้แม่บ้าน กำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าถูกเสียงอากาธาแทรกเสียก่อน

 

“คุณพระ…วาสโก้ เธอแอบไปมีลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”

 

ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสูงวัยจนคอแทบหัก จังหวะเดียวกับที่เนเว่ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างกลั้นไม่ไหว

 

“พอแล้ว…หยุดได้แล้ว” มือใหญ่บีบศีรษะเล็ก

 

“ขอโทษครับ ฮ่ะๆๆๆ โอยยย เล็กบีบได้แล้ว” บอกพลางเช็ดน้ำตา ตั้งสติแล้วเริ่มแนะนำตัวกับคนเพิ่งรู้จัก “ผมชื่อเนเว่ครับ เป็น…เอ่อ…ลูกจ้างของคุณวาสโก้”

 

อากาธายกมือทาบอก “ตายแล้ว…ฉันขอโทษนะจ้ะ เพราะอายุห่างกันเลยเข้าใจผิด”

 

“อันที่จริง” วาสโก้สูดลมหายใจ…เขาไม่อยากปิดบังคนที่ตนเองมองเหมือนแม่ “เขาไม่ใช่ลูกจ้างของผมหรอก…เป็นคนที่อยู่กินด้วยตอนนี้

 

เป็นคราวเนเว่หันจนคอแทบหัก เมื่อครู่เขาอุตส่าห์โกหกให้เพราะกลัวจะลำบากใจ กลายเป็นอีกฝ่ายเปิดเผยเอง แถมยังใช้คำลงหลักปักฐาน…หัวใจในอกจึงเต้นถี่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

อากาธาทำตาโตบ้าง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง  “โอ้โห…กินเด็ก”

 

มือที่วางอยู่บนศีรษะเลื่อนลงมาโอบบ่าเล็ก

 

“ฉันอ่านสีหน้าเธอได้พ่อหนุ่มน้อย” แม่บ้านมองด้วยสายตาอ่อนโยน “เธอกำลังแปลกใจว่าทำไมฉันไม่รังเกียจ…ถ้าเธอเคยมีประสบการณ์แบบฉัน เลี้ยงคุณหนูคนหนึ่งมากับมือ แล้วอยู่ดีๆ เธอก็ชอบเพศเดียวกันทั้งที่ไม่เคยมีวี่แววมาก่อน หลังจากนั้นเธอเจออะไรก็จะไม่แปลกใจแล้วล่ะ”

 

เนเว่กะพริบตา ก่อนจะคลี่ยิ้มละมุนออกมา “ขอบคุณนะครับ…”

 

“เขาน่ารักมากนะ” อากาธาขยิบตาให้วาสโก้ และหันหลังเดินตรงไปยังทางออกจากโรงพยาบาล “พาเขามาทานมื้อค่ำกับฉันบ้างนะเจ้าลูกชาย”

 

สองคนมองอากาธาจนลับตา บรรยากาศทำตัวไม่ถูกแต่อบอุ่นวนเวียนอยู่รอบๆ วาสโก้กระแอมในลำคอ และเป็นฝ่ายพูดก่อน

 

“เธอชื่ออากาธา เป็นแม่บ้านประจำตระกูล แล้วก็เป็นเหมือนแม่ของฉันด้วย” มือใหญ่บีบไหล่เล็กและถามต่อ “ว่าแต่ นายมาทำอะไรที่นี่”

 

“ผมมาเยี่ยมพ่อ” เนเว่เงยหน้าขึ้นมอง “อ๊ะ ผมลืมบอกไปสินะครับ พ่อของผมมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ต้องเข้ามารักษาและทำกายภาพบำบัดเป็นระยะ”

 

“อย่างนั้นเหรอ…” ชายหนุ่มพยักหน้า “แล้วนี่เพิ่งมาหรือกำลังจะกลับ”

 

“เพิ่งมาครับ” บอกเสร็จแล้วจึงนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะถามต่อด้วยเสียงแผ่วลง “…คุณอยากจะพบพ่อของผมบ้างไหม”

 

วาสโก้ตอบไม่ถูก แต่เมื่อครู่เขาเพิ่งแนะนำเด็กคนนี้กับอากาธาผู้เป็นเหมือนแม่ การที่เนเว่จะชวนเขาบ้างจึงไม่แปลกนัก

 

บอกตามตรงว่าเขายังไม่พร้อม แต่จะตอบหักหาญนัยน์ตาสีฟ้าที่มองมาอย่างมีความหวังคงจะทำไม่ได้

 

เมื่อคนตัวใหญ่พยักหน้า เนเว่จึงยิ้มออก เขาเดินนำไปยังลิฟต์ในอาการ กดชั้นที่เป็นห้องพักของพ่อ

 

……

 

 

ในเวลาไม่นานนัก วาสโก้พบว่าตนเองกำลังยืนประหม่าอยู่ต่อหน้าชายสูงวัยสองคน คนหนึ่งเอนหลังอยู่บนเตียง อีกคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้กัน

 

“พ่อครับ นี่วาสโก้ อินาร์ริตู” เนเว่ยิ้มกว้างขณะแนะนำคนมาด้วย “นี่พ่อของผมกับอังเดรครับ”

 

“คริสเตียโน่ ลีโอ เรโก้” ดวงตาสีฟ้าคมกริบมองมาขณะแนะนำตัว ผมยังคงเข้มดำ หากหนวดเคราเริ่มหงอกขาว รูปร่างกำยำเสียจนถ้าไม่เห็นผ้าพันแผลพาดอยู่จากไหล่ลงไปยังสีข้างด้านขวา คงไม่นึกว่านี่จะเป็นผู้บาดเจ็บ

 

นี่เหรอคนอายุห้าสิบห้าปี ถ้าให้ลุกมาสู้ วาสโก้ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเอาชนะได้

 

“ยินดีที่รู้จักนะวาสโก้ ฉันชื่ออังเดร” เสียงนุ่มนวลแนะนำตัวต่อจากคนไข้…อังเดรอายุหกสิบปีแล้ว แต่รูปร่างยังเพรียวลม แผ่นหลังตั้งตรงสง่า เส้นผมทั้งศีรษะออกเทาให้สีคล้ายคลึงกับนัยน์ตาคู่สวย…ริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้าไม่อาจทำลายความงามสะกดใจนั้นได้

 

วาสโก้อึ้งไป…ไม่นึกว่านอกจากเฮนเรียตต้าแล้ว เขาจะสามารถชมใครที่กำลังย่างเข้าสู่วัยชราว่า ‘สวย’ ได้อย่างเต็มปากอีก…แต่อังเดรเป็นเช่นนั้น เป็นชายผู้งดงามเหมือนกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยจากต้นจนพร่างพราวตา

 

เนเว่ใช้ศอกสะกิด เมื่อเห็นว่าคนตัวใหญ่มองอังเดรนานเกินควร

 

“สวัสดีครับ…” ชายหนุ่มทักทายผู้สูงวัยกว่าทั้งสอง

 

เพราะเห็นแววประหม่าของคนข้างตัว เนเว่เลยเลือกที่จะแนะนำความสัมพันธ์ไม่ลึกซึ้งนัก “วาสโก้คือเจ้าของบ้านที่ผมอาศัยอยู่ด้วยตอนนี้ครับ”

 

แต่อังเดรกลับหัวเราะแผ่วเบา “เนเว่…เป็นอะไรกับเขาก็บอกให้ชัดเถอะ”

 

“หา! หมายความว่ายังไง” คริสเตียโนเลิกคิ้วใส่คนนั่งข้างเตียง

 

เนเว่รู้สึกร้อนผ่าวบนผิวแก้มขณะปั้นหน้ายาก…พ่ออาจจะดูไม่ออก แต่เขาปิดบังสายตาของอังเดรไม่ได้เลย นี่ขนาดพามาแนะนำไม่ถึงสิบนาที

 

ว้าวุ่นอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะใช้คำเดียวกับที่วาสโก้เคยแนะนำเขากับอากาธา  “ผมคบอยู่กับวาสโก้ครับ…”

 

แต่คราวนี้ไม่มีมือใหญ่ยื่นมาโอบบ่า เพราะวาสโก้ยืนตัวแข็งไปแล้ว

 

ไม่ให้กลัวได้ไง ในเมื่อมีสายตาดุดันราวกับสิงโตของคริสเตียโน่จ้องเขม็ง

 

“ไม่ต้องเกร็งหรอกวาสโก้” อังเดรหัวเราะ ยื่นมือไปทุบแผลกลางอกของคนบนเตียง เรียกเสียงคำรามเบาๆ อย่างเจ็บปวด “ฉันกับเขา ก็เป็นเหมือนพวกเธอ”

 

คนฟังทำหน้างง คนตัวเล็กข้างๆ ทำปากขมุบขมิบว่า ‘คนรัก’

 

ที่แท้คนรักของพ่อที่เนเว่เคยเล่าเอาไว้ คืออังเดรนั่นเอง

 

“ฉันกับอังเดร พวกเราเป็น ‘คู่ชีวิต’กัน” คริสเตียโน่บอกเสียงมั่นคง หลังฟื้นตัวจากการถูกทุบแผล… เขาหันไปมองลูกชายผู้มีดวงตาสีฟ้าคล้ายคลึงแม้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน “แล้วพวกลูกล่ะ…เป็นแบบไหน”

 

วาสโก้เหลือบมองหนุ่มน้อย…แม้ปกติจะช่างเจรจาแค่ไหน แต่พออยู่ต่อหน้าพ่อแล้ว ถึงกับไปไม่เป็น

 

แต่ในที่สุดก็เอ่ยออกมาได้  “พวกเราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน…เวลาแค่ครึ่งปี ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าสถานะสุดท้ายจะเรียกว่าอะไร”

 

เหมือนอ่านใจเขาออกมาพูด วาสโก้เห็นด้วยทุกประการ…และชื่นชมความกล้าหาญของอีกฝ่าย…มันสั่นคลอนหัวใจเขาไปด้วย

 

มือใหญ่เลื่อนไปกุมมือเล็กเอาไว้ “…ตามที่เขาบอก ผมสัญญาไม่ได้ว่าจะไม่เผลอทำร้ายจิตใจ ชีวิตคู่ล้วนต้องมีการขัดแย้งกันบ้าง…แต่สิ่งที่ผมพอจะให้สัญญาได้ คือจะไม่มีวันทำร้ายเขาด้วยมือคู่นี้”

 

‘อีกแล้ว’ เนเว่แอบต่ออยู่ในใจ เขายังเคืองเรื่องในอดีตอยู่นิดหน่อย…แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดีกับคำสัญญาเหลือเกิน…

 

คริสเตียโน่มีสีหน้าฮึดฮัดขัดใจ แต่ไม่ใช่การต่อต้าน เป็นเพียงอารมณ์ของพ่อที่ไม่อยากให้ลูกมีแฟน เพราะในสายตาของเขา เนเว่เป็นเด็กน้อยตลอดกาล อังเดรกลั้นขำเอาไว้แทบไม่อยู่กับปฏิกริยานั้น

 

“เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว ขอบคุณสำหรับคำสัญญานะวาสโก้” คนงามสูงวัยยิ้มบาง “ฉันคาดหวังว่าเธอจะดูแลเด็กคนนี้ได้ดี”

 

ครั้งแรกที่เข้าห้อง วาสโก้บอกตัวเองว่าหวั่นเกรงคริสเตียโน่…แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้ เขาเย็นวาบไปทั้งสันหลังเพราะอังเดรแทนแล้ว

 

เมื่อเห็นคนตัวใหญ่ไม่ตอบ เนเว่จึงออกรับแทน “ขอบคุณที่ยอมรับพวกเราครับ”

 

หลังจากนั้น บรรยากาศจึงค่อยผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง ต่างถามไถ่อาการของคนบาดเจ็บ…แผลของคริสเตียโน่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิตแล้ว เพียงแต่ต้องมาทำศัลยกรรมและกายภาพบำบัดเพิ่มเติมเพื่อให้กล้ามเนื้อขยับได้ไม่ติดขัด อังเดรเอ่ยชวนให้ทั้งคู่อยู่ทานอาหารเย็นด้วยกัน แต่เนเว่ปฏิเสธเพราะเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็นเอาไว้แล้วที่บ้าน

 

สองพ่อลูกกอดกันเมื่อหมดเวลาให้คนภายนอกเยี่ยม เนเว่หอมแก้มอังเดรแทนคำลา ครอบครัวเล็กๆ แยกจากกัน

 

โดยวาสโก้รู้สึกราวกับตัวเองเป็นต้นเหตุนั้น เป็นคนร้ายพรากผู้เยาว์อย่างไรชอบกล…

 

 

TBC

 

14.

 

 

 

 

รถ 4WD คันโตเข้าเมืองมาตั้งแต่เช้า จุดหมายคือโรงแรมระดับสี่ดาว

 

“หลังๆ เศรษฐกิจไม่ดี นักธุรกิจต่างเมืองมาใช้บริการน้อยลง ที่นี่เลยเปิดให้คนภายนอกเข้าไปซื้อบุฟเฟต์อาหารเช้าได้” วาสโก้บอกขณะถอยรถเข้าช่องจอด ปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วจัดชุดสูทของตัวเองให้เข้าที่

 

“แล้ว…ราคาไม่แพงเหรอครับ” เนเว่ถามอย่างกังวล มองตึกสูงลิ่วจนบดบังดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากขอบฟ้า

 

“ถ้าฉันจ่ายไม่ไหวจะกล้าพานายมาได้ยังไง” มือใหญ่เอื้อมไปจะขยี้ศีรษะเล็กตามความเคยชิน แต่ชะงักทันก่อน “…เกือบไปแล้ว วันนี้อุตส่าห์แต่งผมนี่นา”

 

“ขยี้หัวตอนนี้ โกรธเลยนะครับ” บอกพลางเสยผมตนเอง ปกติเขาไม่ค่อยได้จัดทรงแบบนี้เท่าไหร่ แต่เพราะอีกฝ่ายบอกว่าจะพามาทานอาหารในโรงแรม จึงต้องเสริมหล่อเล็กน้อย

 

มือที่จะแตะผมจึงเบนไปเชยคางเล็กขึ้นแทน “…ดูดีแล้ว”

 

เนเว่ยิ้มบางแล้วชะโงกหน้าไปจูบปลายคางสาก วาสโก้ก้มลงมาชิงจูบริมฝีปากแทน พวกเขาหัวเราะให้กันก่อนจะลงจากรถ

 

…ในทางเดินทอดยาวของโรงแรมนั้น มือเล็กเคลื่อนมาจับชายเสื้อสูทคนเดินนำ วาสโก้ชะลอฝีเท้าให้ช้าลง แล้วดึงมือนั้นมากุมไว้…จูงมือกันในที่ลับตา

 

เขารู้สึกว่า ตั้งแต่ที่ได้บอกความสัมพันธ์กับคนที่เป็นเสมือนครอบครัวไปทั้งสองฝ่าย ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นดั่งเวลาฮันนีมูน…ถึงแม้ว่าเขาจะมีเวลาอยู่ด้วยน้อยลงเพราะต้องเข้าไปยังตระกูลวอลเธอร์บ่อยขึ้น

 

พวกเขาปล่อยมือจากกันเมื่อถึงหน้าภัตตาคาร บริกรนำทางไปยังโต๊ะริมหน้าต่าง ยื่นเมนูให้ แม้จะเป็นบุฟเฟต์ แต่ผู้ใช้บริการไม่ต้องเหนื่อยเดินไปตัก เพียงแค่สั่งมาและรอรับประทานได้อย่างไม่อั้นที่โต๊ะ วาสโก้เลือกชุดอาหารเช้าพร้อมกาแฟดำ ในขณะที่เนเว่เลือกชุดที่มีซีเรียลและผลไม้เป็นหลัก

 

สองคนนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยอยู่ครู่หนึ่ง เสียงทักทายก็ดังขึ้นหน้าโต๊ะอาหาร

 

“ไง…” ผู้มาใหม่นั้นเป็นชายร่างสูง ใบหน้าค่อนข้างยาว สวมสูทหรูสีเขียวจัดจ้าน ข้างกายเขามีสาวสวยอกใหญ่ที่แต่งชุดเดรสสีเข้ากันควงแขนอยู่  “ไม่ได้เจอกันนานนะลูกพี่”

 

วาสโก้หันไปมอง ทำหน้าประหลาดใจแต่ไม่มีความยินดีเจือปนในสายตา “ไง ไม่ได้เจอกันนานเหมือนกันนะ เดวิด”

 

เดวิดเป็นหนึ่งในคนที่ทำงานให้กับตระกูลวอลเธอร์ หลักๆ คือคอยควบคุม ‘ผู้หญิง’ ในสังกัด ข้างกายเขาจึงมีสาวงามไม่ขาด และเจ้าตัวภูมิใจในฐานะที่ได้ ‘ทดลอง’ ใช้ก่อนใครอื่น…

 

“เมื่อคืนผมพักที่นี่ เช้าเลยแวะลงมากินบุฟเฟต์เสียหน่อย พอกินเสร็จกำลังจะออกไปถึงได้เห็นลูกพี่นั่งอยู่กับ…”  ดวงตาที่มองไปยังอีกคนนั้น แฝงแววดูถูก “ใครเหรอ…”

 

เนเว่จะอ้าปากตอบตามมารยาท แต่วาสโก้ยกมือห้ามไว้เสียก่อน

 

“นายไม่จำเป็นต้องรู้…” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำ เป็นเชิงบอกว่า ‘อย่ายุ่งเรื่องของชาวบ้าน’

 

นั่นทำให้เดวิดหัวเราะลั่น “ฮ่ะ ๆ ๆ ไม่นึกว่าลูกเขยแห่งตระกูลวอลเธอร์จะมีรสนิยมแบบนี้”

 

ความชาแล่นขึ้นไปตามผิวหน้า…

 

“นี่เรียกว่าอาการติดต่อกันรึเปล่าครับ เพราะภรรยาคุณชอบผู้หญิง คุณเลยหันไปชอบผู้ชายบ้าง”

 

คำพูดของเดวิดจบลง เมื่อวาสโก้ลุกขึ้นเผชิญหน้า…ดวงตาสีดำเขม่นมอง ประกอบกับร่างสูงใหญ่นั้น สร้างแรงกดกันมหาศาล เดวิดกลืนน้ำลาย…จากเดิมที่ตั้งใจจะทับถมให้อีกฝ่ายเสียหน้า กลายเป็นตัวเองต้องหน้าเสียแทน

 

“แหม…ผมแค่หยอกเล่นน่ะลูกพี่” บอกพลางรวมปกเสื้อสูทสีเขียว กลัวว่าจะถูกกระชากขึ้นไปต่อย “ฝากทักทายนายใหญ่ด้วยครับ ผมขอตัวก่อนล่ะ”

 

วาสโก้ไม่ตอบรับหรือบอกลา เพียงแค่มองอีกฝ่ายลากผู้หญิงที่ควงมาจนขาเป๋ รีบเดินออกจากภัตตาคารไป

 

เขานั่งลงอีกครั้ง…ความหงุดหงิดก่อตัวดั่งเมฆดำ

 

เนเว่ยิ้มให้…แต่เป็นยิ้มที่หมองเศร้า…ยิ้มที่เอาไว้ใช้กับเรื่องแย่ๆ

 

“ผมขอโทษนะครับ” นัยน์ตาสีฟ้าหม่นแสง “ทำให้คุณถูกมองอย่างดูแคลน”

 

“หมอนั่นมันดูถูกทุกคนนั่นแหล่ะ” เขาปลอบไปแบบส่งๆ

 

“ผมรู้ดี ว่าที่คนรอบตัวเราเข้าใจ ก็เพราะว่าเขารักและพร้อมจะยอมรับทุกอย่าง ส่วนคนรอบข้าง…คงแก้ไขอะไรไม่ได้” มือเล็กจะยื่นมาสัมผัสมือใหญ่ แต่ชะงักไป “เอาเป็นว่า…ผมจะระวังตัว ไม่ให้คนนอกรู้ความสัมพันธ์ของพวกเรานะครับ”

 

วาสโก้บอกไม่ถูก…ว่าความรู้สึกในอกตอนนี้คือโล่งใจ หรือ ใจหาย

 

แต่เขาเลือกที่จะคิดว่าเส้นทางหลบเลี่ยงนี้ ปลอดภัยมากกว่าเผชิญกับสายตาของสังคมภายนอก

 

“กินกันต่อเถอะ” ชายหนุ่มยิ้ม ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “วันนี้ฉันต้องติดตามท่านเฮนเรียตต้าไปดูโรงงาน อาจจะจอดรถทิ้งไว้ที่นี่ คงเลิกช่วงเย็น”

 

ในมุมที่มองไม่เห็นนั้น เนเว่ตาวาว…  “ผมจะไปเยี่ยมพ่อ แล้วทำธุระเรื่องเรียนต่อสักหน่อย คงเสร็จช่วงเย็นเหมือนกันครับ…ผมรอกลับบ้านพร้อมกับคุณได้ไหม จะไปรอตรงเนินหน้าเรเวนมาร์ทก่อนออกถนนระหว่างเมือง เวลาคุณขับรถมาจะได้เห็นผม”

 

“ตกลง” วาสโก้พยักหน้ารับ…แต่ในใจนั้นเลื่อนลอยไปไกล เพราะเมื่อนึกถึงนายหญิงแล้ว เขากังวลขึ้นมา…

 

เธอจะทำยังไง ถ้ารู้ว่าเขาซุกซ่อนเด็กคนนี้อยู่

 

เมฆดำครึ้มลึกอยู่ในใจ ไม่ต่างอะไรกับฝนปลายฤดูร้อนที่พร้อมจะโปรยปรายลงมาตลอดเวลา

 

———

 

 

แม้ ชาร์ลส์ วอลเธอร์ จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อแถวหน้าของเรเวน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือการทำธุรกิจ อาจจะกล่าวได้ว่าแม้ไม่มีอิทธิพลที่สืบต่อกันมาตามสายเลือด ชายคนนี้ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยกำลังสมอง เขาบุกเบิกธุรกิจมากมายในภูมิภาคนี้ ตั้งโรงงานขนาดใหญ่ พัฒนาที่ดินและกิจการแทบทุกแขนง เพียงแค่ในยุคที่ชาร์ลส์เป็นผู้นำ ตระกูลวอลเธอร์ก็ร่ำรวยขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า

 

ส่วนสิ่งที่เขาไม่ถนัดนั้น คือความเป็นเจ้าพ่อ…อันเป็นคำนำหน้าเรียกขานตัวเขานั่นแหล่ะ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ชาร์ลส์ใช้อิทธิพลมืดเพื่อแค่เป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับธุรกิจ นอกนั้นเขาแทบไม่แตะต้อง…กิจการใต้ดินของตระกูลไม่เร้าใจเขาได้เท่ากับเกมการเมืองในที่สว่าง เขาจึงละเลย มองผ่าน ทั้งการค้าฝิ่น ค้ามนุษย์ หรือค้าความตาย

 

แล้วทำไมกิจการบาปเหล่านั้นยังคงอยู่ในสายพานของตระกูลวอลเธอร์

 

คำตอบคือ มันถูกชักใยอยู่ในมือของเฮนเรียตต้า…

 

 

……

 

ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กชาย วาสโก้คอยจ้องมองแผ่นหลังเพรียวบางที่เดินนำหน้าเขาเสมอ ผมบลอนด์ทองดกหนาที่สะบัดพลิ้วตามการเคลื่อนกายนั้น เป็นดั่งมนต์ขลังสะกดให้ผู้ตามทุกคนไม่อาจละสายตา

 

ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ สาวหรือโรยรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าข้างถนนหรือเจ้าของธุรกิจใหญ่บนตึกระฟ้า ต่างก้มหัวให้เฮนเรียตต้า…เจ้าแม่ผู้กุมอำนาจมืดตัวจริงของเมืองเรเวน

 

วันนี้วาสโก้ติดตามเธอมายังบริษัทของลูกหนี้แห่งหนึ่ง เนื่องจากเจ้าของไม่สามารถส่งดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามอัตราใหม่…เขาวิงวอนจนแทบก้มลงแทบเท้าเธอ หากคำตอบยังเป็นเช่นเคย…ส่งให้ได้ หรือไม่ก็ขายกิจการให้เธอเสีย

 

 

พวกเขากลับออกมาจากบริษัทนั้น พร้อมโฉนดที่ดินมูลค่ามากกว่าทั้งต้นและดอกเป็นหลักประกัน

 

“คนเราสมัยนี้…ชอบทำอะไรเกินตัวนะ”  ดวงตาสีเทาคู่งามหันกลับมามองผู้ติดตาม “เธอคิดว่าบริษัทนี้จะดำเนินกิจการต่อไปได้นานแค่ไหน”

 

วาสโก้นิ่งไปอึดใจ ก่อนตอบด้วยเสียงสุภาพ “ดูจากหนี้สินคงเหลือแล้ว…ถ้ายังเก็บดอกเบี้ยด้วยอัตราใหม่ต่อไป…คงอยู่ได้ไม่เกินปีหรอกครับ”

 

“แล้วเธอคิดว่ายังไง” เฮนเรียตต้าถามพลางอ่านอะไรบางอย่างในสมาร์ทโฟน สายตาที่เริ่มยาวแล้วทำให้เธอต้องยื่นแขนเพรียวออกห่างจากตัว

 

คนถูกถามคิดในใจ…ถ้าลดดอกเบี้ยให้ บริษัทนี้ย่อมไปต่อไหว…แต่เขาคิดว่า ‘เธอ’ ไม่ได้มีเมตตาขนาดนั้น เพราะสิ่งที่หมายตา เธอได้มันมาแล้วอย่างหนึ่ง…โฉนดที่ดินนั่นคงไม่มีวันได้ไถ่ถอน…และรอแค่เพียงเวลาอีกปีเธอจะได้สิ่งต้องการอย่างที่สอง…ที่ตั้งบริษัทแห่งนี้

 

“เป็นแบบนี้ดีแล้ว…เจ้าของไม่มีกำลังจะจัดการปัญหา เปิดต่อไปก็ไร้ค่า” วาสโก้เอ่ยด้วรอยยิ้มเอาใจ “สู้ให้ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ ส่งต่อไปสู่มือผู้ที่คู่ควรจะดีกว่า”

 

คำตอบนั้น เรียกรอยยิ้มงดงามได้จากหญิงสูงวัย “เธอรู้ใจฉันเสมอ…”

 

อดีตลูกเขยหลับตาลงเมื่อข้างแก้มถูกมือเรียวสัมผัส กลิ่นอ่อนๆ ของน้ำหอมหรูหรากล่อมให้เขารู้สึกราวกับได้รับความโปรดปรานจากเทพี

 

“จะว่าไป” เฮนเรียตต้าลดมือลง เดินนำต่อไปยังรถยนต์ที่คนขับเปิดประตูรอ “เดวิดเจอเธอเมื่อเช้า…เขาส่งข่าวแปลกๆ มาบอกฉันว่าเธอ…สนใจผู้ชาย”

 

อาการหน้าชากลับมาอีกครั้ง วาสโก้สูดลมหายใจก่อนตอบ “เขาเข้าใจผิดครับ คนที่เห็นนั่นผมแค่ทำการค้าด้วย”

 

“การค้าอะไร” ใบหน้างามแสดงความประหลาดใจ “…ฉันให้เงินเดือนเธอไม่พอเหรอ มีอะไรทำไมไม่บอกกัน”

 

“แค่ค้าขายซากกวางเป็นงานอดิเรกครับ…ผมไม่ได้ขัดสนอะไร” เมื่อผูกเรื่องเนเว่ผสมเข้าไป จึงโกหกได้คล่องปาก

 

“อย่างนี้นี่เอง” เฮนเรียตต้าแสร้งถอนใจ รอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง “ดีแล้ว…ฉันน่ะ รับไม่ค่อยได้เลยกับ…พวกรักเพศเดียวกัน”

 

วาสโก้พอจะรู้สาเหตุ…คงหนีไม่พ้นความผิดหวังในตัวโรซาเลีย

 

“ดีแล้วที่เธอยังเป็นชายแท้” เทพีสูงวัยหัวเราะอย่างมีจริต ก่อนจะผายมือไปยังรถยนต์อีกคันที่แล่นมาจอดต่อท้าย “ไม่งั้นฉันไม่รู้จะทำยังไงกับรางวัลที่เตรียมมา”

 

ผู้ได้รับรางวัลมองตามมือ…หญิงสาวหุ่นบาดใจสองนางย่างเยื้องลงมาจากรถ การแต่งตัวนั้นหวือหวา อวดสินค้าอย่างภาคภูมิใจ เธอทั้งคู่เดินเข้ามาขนาบข้างวาสโก้ ลูบไล้ท่อนแขนกำยำอย่างยั่วยวนทั้งที่เพิ่งเคยพบหน้า

 

“ช่วยงานฉัน เธอคงไม่ค่อยมีเวลาได้ผ่อนคลาย” เฮนเรียตต้ายิ้มพราว และกำชับกับคนในสังกัด “ดูแลเขาให้ดี”

 

หญิงบริการสองคนค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม จนเจ้าแม่ก้าวขึ้นรถและประตูปิดลง จึงหันมาออดอ้อนชายหนุ่มต่อ

 

วาสโก้รู้สึกราวกับได้ดอกไม้เต็มสองแขน…คงเพราะห่างร้างจากทรวดทรวงโค้งเว้าไปนาน จึงรู้สึกคอแห้งอยากชิมน้ำหวานจากเกสร

 

ขาแกร่งก้าวตามนวลนางที่เชิญชวน ขึ้นไปบนรถที่จอดรอ…และเริ่มคลอเคลียกันตั้งแต่ล้อรถยังไม่ทันหมุน

 

———

 

 

บนยอดตึกสูงตรงข้ามบริษัทที่เพิ่งสูญเสียโฉนดที่ดินไปนั้น เนเว่ซุ่มมองอยู่…

 

เขาแอบตามวาสโก้มาตั้งแต่แรกเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องมาทำงานกับเฮนเรียตต้า…ศึกษาพฤติกรรมและการเดินทางของเธอเผื่อใช้ในอนาคต

 

ดังนั้น…จึงเห็นตั้งแต่เริ่มจนจบงาน…รวมทั้งตอนที่เธอมอบรางวัลให้…

 

ตลอดหลายเดือนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา ทำให้เนเว่เชื่อใจ…

 

เขาลงจากตึกที่ซุ่มอยู่ มองเวลาจากสมาร์ทโฟน…ใกล้เวลาเย็นแล้ว

 

เขาเดินอ้อยอิ่งมาถึงหน้าเรเวนมาร์ท…จุดที่สัญญาว่าจะนั่งคอยให้อีกฝ่ายมารับ แล้วกลับบ้านพร้อมกัน…หันหน้าเข้าไปทางเมือง เพื่อจะได้เห็นชัดหากรถคันโตผ่านมา

 

…ตะวันตกดินแล้ว…

 

…แสงจันทร์เริ่มปรากฎที่ขอบฟ้า…

 

…ดาวเริ่มพราวพร่าง เหมือนนางฟ้ากำลังโปรยน้ำตา…

 

เนเว่นั่งรอสัญญา…ที่พังทลายไปตามกาลเวลาหมุนผ่าน…

 

TBC

  • อังเดรรรรร อังเดรรรรของเก๊าาาาาา /ความลำเอียงนี้…
  • ลับมีดยื่นให้ท่านผู้อ่านไปแทงวาสโก้คนละฉึก….